<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อารีย์ บุรกิจภาชัย - วัดพระธรรมกาย</title>
	<atom:link href="https://dhammakaya.com/author/aree/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<description>&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Aug 2023 06:08:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.2</generator>

<image>
	<url>https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/07/cropped-fl2-32x32.png</url>
	<title>อารีย์ บุรกิจภาชัย - วัดพระธรรมกาย</title>
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ในท้องมีพระธรรมกาย</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5027</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อารีย์ บุรกิจภาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Apr 2023 06:18:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5027</guid>

					<description><![CDATA[<p>(เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5027">ในท้องมีพระธรรมกาย</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><em>(เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจเจริญสมาธิภาวนากันนะ&#8230;&#8230;..)</em></p>
<p style="text-align: justify;">&#8230;ให้ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง แล้วก็รวมใจไปหยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ</p>
<p style="text-align: justify;">หรือจำง่าย ๆ ว่า อยู่ในบริเวณกลางท้อง ในระดับที่เรามั่นใจว่า เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตรงนี้เรียกว่าฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญของใจเรา เป็นตำแหน่งที่ถูกต้องดีงาม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย หลังจากที่ใจของท่านทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง ใจของท่านจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้</p>
<p style="text-align: justify;">ที่ทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง เพราะท่านเห็นภัยในสังสารวัฏภัยจากการเวียนว่ายตายเกิดที่นับครั้งไม่ถ้วนในภพสาม คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภัยที่เกิดจากความไม่รู้เรื่องราวความ เป็นจริงของชีวิต ไม่รู้ว่าตัวเองก็ยังไม่รู้อะไรเลย หรือแม้รู้ว่าตัวเองไม่รู้ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปศึกษาที่ไหนกับใคร เพราะฉะนั้นมันเป็นภัยในสังสารวัฏ</p>
<p style="text-align: justify;">ชีวิตในสังสารวัฏล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม กฎแห่งการกระทำของเราทางกาย ทางวาจา ทางใจ ความคิด คำพูด การกระทำต่าง ๆ โดยที่เราไม่รู้เรื่องเลยว่ามีกฎนี้บังคับบัญชาอยู่ แล้วยังมีกฎของไตรลักษณ์ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา ความไม่เป็นตัวตนของตัวเอง และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อีกมากมายที่มนุษย์สมมติขึ้นมา เป็นกฎหมายบ้าง กฎโน่นกฎนี่สารพัดไปหมด และก็อยู่ภายใต้กฎดังกล่าว อะไรนิด อะไรหน่อยก็ล้วนมีผลทั้งสิ้น ถ้ามีกิเลสก็มีการสร้างกรรม พอสร้างกรรมก็มีวิบาก มีผลของการกระทำไม่ว่า กรรมดีหรือชั่ว ก็จะมีภพรองรับ ทั้งทุคติและสุคติ ก็เวียนว่ายตายเกิด ซ้ำ ๆซาก ๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นชีวิตในสังสารวัฏจึงเป็นทุกข์ เพราะความไม่รู้นี่แหละ</p>
<p style="text-align: justify;">ช่วงใดที่มาเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตก็คิดแต่จะละชั่ว ทำความดี ทำใจให้ใส สั่งสมบุญกุศลกันไปชีวิตก็สูงส่ง ละโลกแล้วไปเกิดในเทวโลกสุคติโลกสวรรค์ ช่วงใดประมาทในการดำเนินชีวิตจะด้วยความไม่รู้หรือเพราะอะไร ก็แล้วแต่ ชีวิตก็จะตกต่ำพลัดไปในอบาย ในมหานรก อุสสทนรก ยมโลก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน</p>
<p style="text-align: justify;">ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ เวียนตายเวียนเกิดนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นล่าง ชั้นกลาง ชั้นสูง ล้วนมีทุกข์ทั้งสิ้น ชนชั้นล่างก็ทุกข์แบบชนชั้นล่าง ชนชั้นกลางก็ทุกข์แบบชนชั้นกลาง ชนชั้นสูงก็ทุกข์แบบชนชั้นสูง มีทุกข์ประจำตัวกับทุกข์ที่จรมา เช่น การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ดังใจ ทุกข์จากความแก่ ความเจ็บ ความตาย สารพัดทำให้โศกเศร้าเสียใจ คับแค้นใจ พร่ำพิไรรำพัน</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ท่านจึงเห็นภัยในวัฏสงสาร ก็แสวงหาทางหลุดพ้น และในที่สุดก็มาพบตอนที่ท่านทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง แล้วใจก็จะมาหยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ที่กลางท้องเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตำแหน่งตรงนี้จึงเป็นตำแหน่งที่สำคัญ เป็นที่หยุดใจของเรา และของทุก ๆ คนเพราะเป็นต้นทางที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ซึ่งเป็นสาเหตุความทุกข์ทรมานของชีวิต</p>
<p style="text-align: justify;">ใจท่านจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้แหละ หยุดนิ่งกระทั่งถูกส่วนก็ตกศูนย์เข้าถึงดวงธรรมภายใน ลอยขึ้นมาเป็นดวงใส ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างใหญ่ก็ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน</p>
<p style="text-align: justify;">ใสบริสุทธิ์ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย ดวงนี้เรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงปฐมมรรค หรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน</span></strong> เป็นความบริสุทธิ์เบื้องต้นที่เห็นได้ สัมผัสได้ เข้าถึงได้ ที่มาพร้อมกับความสุข ความบริสุทธิ์อันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน เป็นความสุขที่ลาภยศสรรเสริญสุขให้ไม่ได้ ความพร้อมด้วยกามสุขให้ไม่ได้ ในเบญจกามคุณ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ให้ไม่ได้ เป็นความสุขที่เป็นอิสระกว้างขวาง ปรากฏเกิดขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็เห็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัว เห็นไปตามลำดับ คือ มรรคผลนิพพาน มีอยู่แล้วในตัว แต่ไม่รู้ว่ามีอยู่ และไม่เฉลียวใจว่ามี อีกทั้งไม่ทราบวิธีที่จะเข้าไปถึง ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ เป็นชีวิตที่ซ่อนเร้น อยู่ภายใน เป็นชั้น ๆ เข้าไป ซ้อน ๆ กันอยู่ เห็นกายในกาย เช่น</p>
<p style="text-align: justify;">กายมนุษย์ละเอียด ซ้อนอยู่ในกลาง กายมนุษย์หยาบ</p>
<p style="text-align: justify;">กายทิพย์ ซ้อนอยู่ในกลาง กายมนุษย์ละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">กายรูปพรหม ซ้อนอยู่ในกลาง กายทิพย์</p>
<p style="text-align: justify;">กายอรูปพรหม ซ้อนอยู่ในกลาง กายรูปพรหม</p>
<p style="text-align: justify;">กายธรรมโคตรภู ซ้อนอยู่ในกลาง กายอรูปพรหม</p>
<p style="text-align: justify;">กายธรรมพระโสดาบัน ซ้อนอยู่ในกลาง กายธรรมโคตรภู</p>
<p style="text-align: justify;">กายธรรมพระสกิทาคามี ซ้อนอยู่ในกลาง กายธรรมพระโสดาบัน</p>
<p style="text-align: justify;">กายธรรมพระอนาคามี ซ้อนอยู่ในกลาง กายธรรมพระสกิทาคามี</p>
<p style="text-align: justify;">กายธรรมพระอรหัต ซ้อนอยู่ในกลาง กายธรรมพระอนาคามี</p>
<p style="text-align: justify;">จะมีกายซ้อน ๆ กันอยู่อย่างนี้ นับตั้งแต่กายมนุษย์หยาบ เรื่อยไปถึงกายสุดท้ายมีทั้งหมด ๑๘ กาย จะซ้อนเป็นคู่ ๆ คือ มีกายหยาบ-กายละเอียดของกายนั้น เป็นคู่ ๆ ซ้อน ๆ กันอยู่โตใหญ่หนักขึ้นไปเรื่อย ๆ บริสุทธิ์มากขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่ละกาย ก็จะเชื่อมโยงด้วยดวงธรรม ๑ ชุด ๖ ดวง คือ ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติและดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วข้างใน ไม่ได้ไปปรุงแต่ง แต่ว่ามนุษย์ไม่ทราบว่ามีอยู่</p>
<p style="text-align: justify;">ทั้งหมดนี้จะซ้อน ๆ กันอยู่ภายใน เป็นชั้น ๆ กันเข้าไป สิ่งที่บริสุทธิ์กว่าจะซ้อนอยู่ในสิ่งที่บริสุทธิ์น้อยกว่า กายที่โตใหญ่กว่าจะซ้อนอยู่ในกลางกายที่เล็กกว่า ของใหญ่อยู่ในของเล็กได้เพราะละเอียดกว่ากัน บริสุทธิ์กว่ากัน</p>
<p style="text-align: justify;">คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ มุ่งเน้นเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ คือให้ขจัดสิ่งที่เป็นมลทินของใจ สิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา เป็นต้นเหตุให้ไม่พบกับความสุข มีแต่ความทุกข์ทรมานของชีวิต ทำให้ไม่เป็นอิสระ ต้องเป็นบ่าวเป็นทาสของเขา เป็นบ่าวเป็นทาสของกิเลสของอาสวะ</p>
<p style="text-align: justify;">พระองค์จะสอนให้ชำระกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์เข้าไป ถึงสิ่งที่บริสุทธิ์เพิ่มขึ้นจนบริสุทธิ์ที่สุด คือ กายธรรมอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ด้วยวิธีการที่ง่าย ตรง ลัด ประหยัดสุด ประโยชน์สูง คือ นำใจมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าใครหยุดได้ก็เข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เชื้อชาติ ศาสนาหรือเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม ถ้าใจหยุดนิ่งอยู่ที่ฐานที่ ๗ ตรงนี้ ก็เข้าถึงได้กันทุกคน ไม่มีเว้นเลย นี้เป็นสัจธรรม เป็นธรรมของพระอริยเจ้า คือเป็นความรู้ของพระอริยเจ้าที่ท่านค้นพบ แล้วก็เป็นจริง ต้องเป็นอย่างนี้ ผิดจากนี้ไปไม่ใช่</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ก็แปลว่า มรรคผลนิพพานนั้นมีอยู่ในตัวของเราและของทุกคน มรรคผลนิพพานนั้นไม่พ้นกาลสมัย ไม่ใช่ผูกขาดมีได้เฉพาะในสมัยพุทธกาล เพราะสัจธรรมมีอยู่ได้ตลอดเวลา เนื่องจากอยู่ในตัวของเราและมนุษย์ทุก ๆ คน มีอยู่ในกลางกายของสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะมนุษย์ที่เราจะได้ง่าย มีแต่ไม่รู้ว่ามีอยู่ ตรงนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญว่า ใครจะประสบความสำเร็จสมหวังในชีวิตหรือไม่</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ความสมบูรณ์พรั่งพร้อมไปด้วยวัตถุภายนอก เป็นความสำเร็จในชีวิตระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีขอบเขตจำกัด แล้วก็มีภาระที่จะต้องคอยรับผิดชอบ คอยดูแล มีเครื่องกังวลเยอะแยะ คือ ความสำเร็จที่มีภาระ มีความกังวลปนอยู่ แต่ถ้าเข้าถึง      อริยทรัพย์ภายในดังกล่าวนี้จึงจะได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง เพราะปราศจาก เครื่องกังวล ปราศจากภาระ ไม่มีขอบเขต เป็นอิสระ กว้างขวาง เพราะฉะนั้นใครจะได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จในชีวิตต้องเป็นชีวิต ๒๐๐เปอร์เซ็นต์ภายนอก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และ ภายในอีก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือผู้มีบุญในกาลก่อนโน้น ที่พรั่งพร้อมไปด้วยสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ อำนาจ วาสนา พวกพ้องบริวาร แต่พอถึงจุดอิ่มตัวก็แสวงหาสิ่งที่ดีกว่า จึงมีกุลบุตรออกจากตระกูลต่าง ๆ ทั้งชนชั้นล่าง ชั้นกลาง ชั้นสูงกระทั่งถึงพระราชา มหากษัตริย์ ผู้มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่องก็จะแสวงหาชีวิตที่สูงส่งกว่านี้ คือ ทางมรรคผลนิพพานนั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ตรงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่เราต้องให้ความสำคัญเอาใจใส่ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวของเรา ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนา เราก็จะต้องใช้กายมนุษย์หยาบให้มีคุณค่าอย่างเต็มที่ โดยเดินรอยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านทำอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้น ท่านเป็นอย่างไรเราก็จะเป็นอย่างนั้นไปด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุธรรมดังกล่าวอย่างนี้ จนกระทั่งกาลเวลาผ่านมาหลังจากพุทธปรินิพพานได้ ๕๐๐ ปีโดยประมาณนั้น คำสอนเกี่ยวกับเรื่องการบรรลุมรรคผลนิพพานดังกล่าว ด้วยการหยุดใจเข้าไปถึงพระธรรมกายที่อยู่ภายในนั้นค่อย ๆ แปรปรวนไป เพราะว่ามีนักคิด นักทฤษฎี นักปรัชญาเกิดขึ้นมาก นักปฏิบัติก็ปลีกวิเวก ส่วนนักคิดอะไรต่าง ๆนั้นก็มักจะไม่ค่อยนิยมสนใจการปฏิบัติ ก็จะไปตีความ หลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ออกไปตามความเข้าใจของตน ซึ่งมีความรู้ยังไม่สมบูรณ์</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ความหมายที่แท้จริงเกี่ยวกับเรื่องพระธรรมกายจึงแปรปรวนไป หาจุดที่จะนำไปสู่การปฏิบัติให้เข้าถึงได้ยาก แต่ยังดีที่ยังคงคำว่า <strong><span style="color: #dd3333;">“ธรรมกาย”</span></strong> เอาไว้ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกทั้งเถรวาทและในมหายาน แต่ความหมายก็แตกต่างกันไป</p>
<p style="text-align: justify;">ดังนั้นหลังจากพุทธปรินิพพานได้ ๕๐๐ ปี ผู้ที่จะรู้จักธรรมกายอย่างแท้จริงจึงลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ แม้บางแห่งเช่น ในแผ่นดินจีน จะมีคำว่า ธรรมกาย หรือสอนกันแล้วก็บอกต่อ ๆ กันมาว่า ในตัวในท้องมีพระ แต่ก็อยู่ในวงจำกัด และในที่สุดก็ค่อย ๆ เลือนกันไป ก็เป็นอย่างนี้เรื่อยมายาวนานถึงสองพันกว่าปี</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6412" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/009-1.jpg" alt="" width="960" height="604" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/009-1.jpg 960w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/009-1-300x189.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/009-1-768x483.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/009-1-150x94.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/009-1-696x438.jpg 696w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p style="text-align: justify;">จนกระทั่งเมื่อ ๙๒ ปี* <span style="color: #999999;">(*พระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร บรรลุธรรมกลางพรรษาที่ ๑๒ วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๔๖๐)</span> ที่ผ่านมา คำว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ธรรมกาย</span></strong> ที่มีความหมายอย่างแท้จริง และวิธีที่จะปฏิบัติเข้าถึงพระธรรมกายก็ถูกค้นพบกลับคืนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านบวชมาได้ ๑๑ พรรษา กลางพรรษาที่ ๑๒ อายุได้ประมาณ ๓๓ ปี เพราะบวชเมื่ออายุ ๒๒ ปี</p>
<p style="text-align: justify;">หลังจากที่ผ่านการศึกษาทั้งภาคปริยัติ ภาคปฏิบัติ ตามครูบาอาจารย์ต่าง ๆ แสวงไปทุกหนทุกแห่งเพื่อจะหาคำตอบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิบัติธรรมอย่างไร บรรลุธรรมอย่างไรจึง หลุดพ้นจากความทุกข์จากกิเลสอาสวะได้ เมื่อไม่เจอ ในกลางพรรษาที่ ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ที่โบสถ์ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง จังหวัดนนทบุรี ท่านไปจำพรรษาอยู่ที่ตรงนั้น ในยามเย็นของวันเพ็ญเดือน ๑๐ นั้น ท่านก็ตั้งสัตยาธิษฐานว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">“วันนี้ถ้าเราไม่ได้บรรลุธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุ ก็จะไม่ลุกจากที่ แม้เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูกหนังช่างมันไม่ได้ตายเถอะ ยอมตาย”</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">แล้วท่านก็ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง รวมใจไปหยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ซึ่งปกติก็เป็นธรรมชาติของใจ ถ้าทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง มันจะกลับไปนิ่งอยู่ในที่ตั้งดั้งเดิม คือกลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ แล้วท่านไม่ได้ทำอะไรอีกเลย ไม่ได้คิดอะไรเลย ทำใจให้หยุดนิ่งอย่างเดียว เพราะท่านยังไม่รู้เลยว่าธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุนั้น อยู่ที่ตรงไหน เป็นอย่างไร แต่ว่า ณ วันนั้นท่านมีความตั้งใจที่เด็ดเดี่ยวเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะท่านเบื่อหน่ายจากความทุกข์ เห็นภัย ในวัฏสงสาร เช่นเดียวกับผู้มีบุญในกาลก่อน</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ใจของท่านก็ปลอดโปร่ง แล้วก็ทำหยุดทำนิ่งอย่างเดียว นิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วท่านก็เห็นไปตามลำดับ จนกระทั่งได้บรรลุพระธรรมกาย เมื่อบรรลุพระธรรมกายแล้ว ท่านก็เปล่งอุทานในยามดึกว่า “เออ&#8230; มันยากอย่างนี้นี่เอง ถึงได้ไม่บรรลุกัน ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ต้องรวมเป็นจุดเดียวกัน เมื่อหยุดแล้วจึงดับ เมื่อดับแล้วจึงเกิด ถ้าไม่ดับ ก็เกิด นี่เป็นของจริง ของจริงต้องอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนนี้ เป็นไม่เห็นเด็ดขาด”</p>
<p style="text-align: justify;">คล้าย ๆ กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสรู้ใต้ โพธิบัลลังก์โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในวันที่พระองค์ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ถ้าไม่ได้บรรลุธรรมที่ทำให้หลุดพ้นจากทุกข์ก็จะไม่ลุกจากที่ นั่งบำเพ็ญเพียรไปตั้งแต่ย่ำค่ำเรื่อยไปเลย ค่อนคืนจึงได้บรรลุธรรมเข้าถึงกายธรรมพระโสดาบัน แล้วก็เปล่งอุทานว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #dd3333;">&#8220;<strong>เมื่อใดธรรมทั้งหลายบังเกิดขึ้นแก่พราหมณ์</strong><strong>ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยของ</strong><strong>พราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ชัดธรรม</strong><strong>พร้อมทั้งเหตุ&#8221;</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">คําว่า <strong><span style="color: #dd3333;">“พราหมณ์”</span></strong> หมายถึง นักบวช, บรรพชิต ที่มีความเพียรอย่างถูกหลักวิชชา</p>
<p style="text-align: justify;">เพียรเพ่งอยู่ <strong><span style="color: #dd3333;">“เพ่ง”</span></strong> ไม่ได้หมายถึงว่า จ้อง หรือลุ้น หรือเค้น หรือเน้นภาพ หรือตั้งใจมากเกินไป แต่หมายถึง ใจที่หยุดนิ่งอย่างสบาย ๆ พอถูกส่วนธรรมก็บังเกิดขึ้น ทําให้ความสงสัยในสิ่งที่ตัวสงสัยในเรื่องหนทางแห่งการพ้นทุกข์มีจริงหรือ เราจะทําได้หรือ และก็พบว่า มันมีจริง เราทําได้จริง เข้าถึงได้จริง</p>
<p style="text-align: justify;">พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปี พระองค์ก็อุทานอย่างนั้น จนถึงรุ่งอรุณตอนเช้าเมื่อได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว บรรลุกายธรรมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วพระองค์ทรงอุทานอย่างนั้นเหมือนกันว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #dd3333;"><strong>“เมื่อใดธรรมทั้งหลายบังเกิดขึ้นแก่พราหมณ์</strong><strong>ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ พราหมณ์นั้นย่อมกําจัด</strong><strong>มารและเสนามารเสียได้ ดํารงอยู่เหมือนดวง</strong><strong>อาทิตย์ผุดขึ้นมากำจัดมืด กระทําอากาศให้สว่าง</strong><strong>ฉะนั้น”</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">หมายถึง ความมืด ด้วยความไม่รู้จริงอันใดในใจหมดสิ้นไปเลย พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ เมื่อ ๙๒ ปี ท่านก็เป็นอย่างนั้น<br />
แต่ท่านอุทานว่า “เออ&#8230; มันยากอย่างนี้นี่เอง ถึงได้ไม่บรรลุกันความเห็น ความจํา ความคิด ความรู้ ต้องรวมเป็นจุดเดียวกัน เมื่อหยุดแล้วจึงดับ เมื่อดับแล้วจึงเกิด ถ้าไม่ดับ ก็ไม่เกิด นี่เป็นของจริง ของจริงต้องอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนนี้ เป็นไม่เห็นเด็ดขาด”</p>
<p style="text-align: justify;">ดับวูบลงไป แล้วก็เกิดมาเป็นดวงใส เป็นกายภายใน แล้วก็พบพระธรรมกาย</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ท่านจึงเข้าใจคําว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ธรรมกาย</span></strong> ได้ซาบซึ้งกว่า เดิมมากมายนัก เพราะเข้าถึงตัวจริง เมื่อเข้าถึงแล้วก็รู้ว่าคือพระธรรมกาย เพราะกายนั้นบอกเองว่า นี่ธรรมกาย คือกายทั้งก้อนประกอบไปด้วยธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ หรือจะเรียกว่าเป็นที่รวมประชุมหมวดหมู่แห่งธรรม แห่งความบริสุทธิ์ทั้งหมด</p>
<p style="text-align: justify;">กายก้อนนี้เป็นธรรมที่พ้นจากกฎของไตรลักษณ์ไปสู่สภาวะ ที่เที่ยง เป็นอมตะ มั่นคง เป็นสุขล้วน ๆ แหล่งกำเนิดแห่งความสุข และก็เป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นอยู่ได้ด้วยตัวของตัวเองโดยไม่อาศัยสิ่งอื่น เหมือนดวงอาทิตย์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง มีพลังงานในตัวเอง ไม่เหมือนดาวเคราะห์ทั้งหลาย</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อรู้จักคำว่าพระธรรมกาย และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ พระธรรมกายในตัวแล้วตั้งแต่นั้นท่านก็ค้นคว้าเรื่อยมา</p>
<p style="text-align: justify;">เวลาที่เหลืออยู่นี้ ให้ทุกคนตั้งใจประกอบความเพียรให้ กลั่นกล้าอย่างถูกหลักวิชชา ให้สมกับว่าได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย ให้ทุกคนประคับประคองใจให้หยุดนิ่งให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระธรรมกายในตัวทุก ๆ คนนะ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบ ๆ นะ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันศุกร์ที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5027">ในท้องมีพระธรรมกาย</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระคุณของหลวงปู่ฯ พระผู้ปราบมาร</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5018</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อารีย์ บุรกิจภาชัย]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Apr 2023 04:58:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5018</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5018">พระคุณของหลวงปู่ฯ พระผู้ปราบมาร</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบา ๆ พอสบาย ๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายเรา ทั้งเนื้อทั้งตัวให้มีความรู้สึกว่าสบาย แล้วก็ทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง รวมใจไปหยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ</p>
<p style="text-align: justify;">ให้นึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายอยู่ในกลางท้องของเรา ถ้าใครใจยังไม่ละเอียดก็นึกว่ามีท่านอยู่ อาราธนาให้ท่านอยู่กลางกายของเรา แม้จะนึกเห็นไม่ชัดก็ไม่เป็นไร ให้นึกอย่างเบา ๆ สบาย ๆ ว่า ท่านอยู่ในกลางกายของเรา หรือเราอยู่ในกลางกายของท่านอย่างเบา ๆ สบาย ๆ จนกระทั่งถูกส่วนก็จะเห็นท่านชัดใสสว่างขึ้นมาเอง นึกถึงท่านให้ต่อเนื่อง อย่าให้เผลอนะ</p>
<p style="text-align: justify;">นึกถึงว่า ท่านเป็นบุคคลพิเศษ บุคคลผู้เลิศ ที่หาใครมา เสมอเหมือนในยุคนี้ได้ยาก โดยนึกทบทวนประวัติชีวิตของท่าน ในชาตินี้ ที่เราเคยศึกษาเรียนรู้มาแล้ว ก็พอที่จะเข้าใจท่านได้ใจเราจะได้เกิดความปีติเลื่อมใส ในข้อวัตรปฏิบัติและมโนปณิธานของท่าน ใจที่เลื่อมใสนี้แหละ จะทำให้ใจหยุดนิ่งและเข้าถึงท่านได้ แต่ถ้าใจเรานิ่งแล้ว เราก็ไม่ต้องไปนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น ให้นิ่งอย่างเดียวอยู่ภายใน แต่ถ้าใจยังไม่นิ่ง ก็ต้องให้ใจผูกพันเกี่ยวกับเรื่องราวของท่าน จะทำห้ความฟุ้งของใจเราหายไป จะนึกถึงท่านได้ง่าย</p>
<p style="text-align: justify;">พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านมีความนึกคิดที่แตกต่างจาก คนวัยเดียวกัน อายุ ๑๙ ปี ก็คิดจะออกบวช เพราะพิจารณาเห็นความไม่มีสาระแก่นสารของชีวิตที่ผ่านมาของบรรพบุรุษ ที่แสวงหาทรัพย์มาด้วยความยากลำบาก ครอบครองแล้วก็ชื่นชมทรัพย์ที่ได้มาเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วก็จากโลกนี้ไปโดย ไม่ได้เอาทรัพย์ที่แสวงหามาได้นั้นติดตัวไปได้เลย ต่างก็ทิ้งเอาไว้ จนกระทั่งตกทอดมาถึงท่าน</p>
<p style="text-align: justify;">ท่านก็คิดต่อไปว่า ท่านไม่อยากจะมีชีวิตเช่นเดียวกับ บรรพบุรุษที่ผ่านมาอย่างนั้น แต่อยากจะมีชีวิตที่ประเสริฐ และสูงส่งกว่านั้น เพราะชีวิตที่เกิดมาชาติหนึ่งควรจะทำให้เกิดประโยชน์ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วท่านก็พิจารณาเห็นว่าการออกบวชเท่านั้นจะทำให้บรรลุ วัตถุประสงค์ได้</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อท่านเห็นชีวิตของบรรพบุรุษแล้ว ก็มาคิดถึงบุคคลที่ท่าน ควรจะเดินตาม ก็ได้มาทบทวนพุทธประวัติว่า ขนาดพระองค์เป็นถึงองค์รัชทายาทของกรุงกบิลพัสดุ์ พรั่งพร้อมด้วยสมบัติทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์พึงปรารถนา แต่ก็เห็นทุกข์โทษภัยของกามสุขนั้น ยังสละทิ้งสิ่งเหล่านั้นโดยไม่อาลัยอาวรณ์ แล้วก็แสวงหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่าด้วยการออกบวช แล้วในที่สุดก็บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรลุจุดหมายของชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้เรียนวิชชาชีวิตจนจบหลักสูตรแล้ว เจนจบในชีวิต ท่านก็อยากจะเป็นอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่าจะออกบวชเมื่ออายุ ๑๙ ปี</p>
<p style="text-align: justify;">นี่คือสิ่งที่เราจะต้องทบทวน เมื่อใจเรายังฟุ้งอยู่ ยังไม่นิ่งและยังนึกถึงภาพท่านได้ไม่เต็มที่ และเมื่อออกบวชแล้วตอนอายุ ๒๒ ปี ก็ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม ตั้งแต่บวชวันหนึ่ง รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งก็บำเพ็ญสมณธรรมเรื่อยมาจนตลอดชีวิต</p>
<p style="text-align: justify;">๑๑ พรรษา ผ่านไปด้วยการแสวงหาหนทางแห่งการ ตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ทำให้มั่นใจในการปฏิบัติธรรม</p>
<p style="text-align: justify;">ในที่สุดกลางพรรษาที่ ๑๒ ท่านก็แสวงหาหนทางด้วยตัวเอง กระทั่งสละชีวิตซึ่งเป็นสิ่งที่สละได้ยาก โดยยังไม่รู้วิถีทางที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ของมโนปณิธานที่ตั้งใจ แต่ก็ยังกล้าตัดสินใจสละชีวิตทำความเพียร ที่โบสถ์วัดโบสถ์บน บางคูเวียง จังหวัดนนทบุรี ดังที่เราได้ทราบประวัติ</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วในที่สุด เมื่อท่านปล่อยวางทุกสิ่ง ชีวิต อวัยวะ ทรัพย์คน สัตว์ สิ่งของ ใจก็หยุดนิ่งถูกส่วน ในที่สุดก็ได้บรรลุพระธรรมกาย เป็นพยานในการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะสิ่งที่ท่านบรรลุไปตรงกับคำสอนที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ที่ท่านศึกษาจนเชี่ยวชาญแล้ว แล้วก็มาพบคำตอบด้วยการปฏิบัติ และประสบการณ์ภายใน</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อบรรลุแล้ว ท่านก็ไม่ได้หวงแหนทรัพย์ที่ท่านได้บรรลุคืออริยทรัพย์ภายใน ไม่หวงแหนวิชชา แถมยังตรวจตราดูว่าจะมีใครบรรลุธรรมตามท่านได้บ้าง ในพรรษาเดียวกันนั้น พอออกพรรษาก็ไปตามที่ได้เห็น และก็เป็นอย่างที่เห็นอย่างนั้นที่วัดบางปลา และชีวิตท่านก็ดำเนินเรื่อยมา ทั้งศึกษา ฝึกฝนและก็สั่งสอนผู้อื่นไปด้วย เป็นทั้งนักเรียนและเป็นทั้งครูผู้ให้แสงสว่างไปด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">กระทั่งมาเป็นเจ้าอาวาส วัดปากน้ำภาษีเจริญ ท่านค้นคว้า ด้วยการหยุดนิ่งดิ่งเข้าไปสู่ภายใน ในที่สุดก็รู้เรื่องราวเกี่ยวข้องกับพญามารว่า เป็นต้นเหตุแห่งเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นทั้งตัวเองและผู้อื่นรวมถึงสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย และค้นพบว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่จะปลดปล่อยตัวเองและสรรพสัตว์ ทั้งหลายให้พ้นจากความเป็นเชลย คือต้องปราบมารไปให้ถึงตัวจริง ถึงต้นเหตุที่เป็นผู้ต้นคิดในการประกอบเหตุต่าง ๆ และก็มีผลบังเกิดขึ้นมาสู่ภพภูมิที่หยาบทั้งในโลกนี้และโลกอื่นทั้งหมด และก็ได้ศึกษาเรียนรู้ ค้นคว้า สู้รบปรบมือกับพญามารจนตลอดชีวิตของท่าน</p>
<p style="text-align: justify;">ทั้งสู้กับพญามารซึ่งเป็นงานหลัก รองลงมาก็คือเทศนาสั่งสอนให้คนบรรลุธรรมตาม ถัดลงมาอีกก็ช่วยทุกข์มนุษย์และก็สรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลายจนหมดอายุขัย กระทั่งความรู้นั้นตกทอดมาถึงพวกเรา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เราก็ได้อาศัยความรู้ของท่าน ทำตามท่าน ความสุข ความสงบ ความบริสุทธิ์ ความสมหวังในชีวิตก็ค่อย ๆ ทยอยเกิดขึ้น ทำให้เข้าใจเรื่องบุญบาปกฎแห่งการกระทำ การสร้างบารมี</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของชีวิตเรา ไปสู่เป้าหมายเดียวกันกับท่าน ซึ่งเป็นเป้าหมายอันสูงสุดที่มีเฉพาะธาตุธรรมพิเศษเท่านั้นจึงจะมีความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ นอกนั้นก็จะไปสิ้นสุดที่นิพพานถอดกาย ก่อนหน้านั้นก็นิพพานไม่ถอดกาย แต่เป้าหมายสุดท้ายนี่ก็จะมีเฉพาะธาตุธรรมพิเศษจึงจะได้ศึกษาเรียนรู้ตรงนี้</p>
<p style="text-align: justify;">การที่ได้ยินได้ฟัง ได้ศึกษา ได้เรียนรู้ จนกระทั่งถึงจุดที่เราเปลี่ยนแปลงชีวิต และตั้งมโนปณิธานไปสู่ที่สุดแห่งธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ทั้งหมดนี้คือพระคุณของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ซึ่งเราก็จะต้องตอบแทนพระคุณท่านหรือประกาศเกียรติคุณของท่าน นอกเหนือจากธรรมปฏิบัติหรือการชักชวนแนะนำให้คนปฏิบัติธรรม รวมทั้งทำความดี</p>
<p style="text-align: justify;">ส่วนหนึ่งก็คือการหล่อรูปเหมือนท่านด้วยทองคำ ถ้านึกได้อย่างนี้เราก็จะปลื้มปีติใจว่า เรามีส่วนสำคัญในการประกาศคุณของท่าน เทิดพระคุณท่าน พอใจปีติสุข การระลึกนึกถึงภาพท่านในกลางกายมันก็ง่าย</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6416" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a003-1.jpg" alt="" width="1333" height="1836" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a003-1.jpg 1333w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a003-1-218x300.jpg 218w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a003-1-743x1024.jpg 743w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a003-1-768x1058.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a003-1-1115x1536.jpg 1115w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a003-1-150x207.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a003-1-300x413.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a003-1-696x959.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a003-1-1068x1471.jpg 1068w" sizes="(max-width: 1333px) 100vw, 1333px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">การระลึกนึกถึงภาพท่านอยู่กลางกายเราเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะจะนำให้ใจเราไปหยุดนิ่งในตำแหน่งที่ถูกต้อง มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระอรหันต์ทุกพระองค์ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯท่านหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ เมื่อเราไปหยุด ณ จุดเดียวกันกับที่ท่านหยุด และผู้รู้ทั้งหลายท่านหยุด ถือเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ถือเป็นความสำเร็จในชีวิตอันสูงส่งยิ่งกว่าการที่เราได้รับลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรต่าง ๆ เหล่านั้นมากมายนัก</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อเราไปอยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับท่าน เราก็จะรู้จักท่านเพิ่มขึ้น จะซาบซึ้งถึงพระคุณท่านมากเข้า เมื่อเข้าใจท่านเพิ่มขึ้นจากการหยุดนิ่ง และเข้าใจคำว่า <strong><span style="color: #dd3333;">หยุดเป็นตัวสำเร็จ</span></strong> ซึ่งจะไปเชื่อมโยงกับคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ใจเป็นธาตุสำเร็จ<br />
ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ มีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ อย่างนี้เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;">แต่ก็ไม่มีใครมาอธิบายให้ฟังว่า <strong><span style="color: #dd3333;">“ใจ”</span></strong> มีลักษณะอย่างไรและอยู่ที่ตรงไหนถึงจะสำเร็จ มีแต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ นี่<br />
แหละอธิบายว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">“ใจ”</span></strong> ประกอบไปด้วยความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ๔ อย่างนี้ รวมหยุดเป็นจุดเดียวเรียกว่า ใจ มีลักษณะเป็นดวงและต้องอยู่ในตำแหน่งแห่งความสำเร็จ คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ และใจจะสำเร็จได้ก็ต้องหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ อย่างนี้ จึงจะไปเชื่อมโยงกันได้ ความเข้าใจในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ก็จะขยายเพิ่มขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;">ตรงนี้จะสร้าง <strong><span style="color: #dd3333;">ฉันทะ</span></strong> ความรัก ความสมัครใจที่เราจะปฏิบัติธรรม ที่จะฝึกหยุดฝึกนิ่งให้เข้าไปสู่ภายในเพิ่มขึ้นด้วยตัวของเราเอง เราจะเอาชนะความรู้สึกว่า ต้องฝืน ต้องพยายามทำสมาธิ พยายามนำใจกลับมาหยุดนิ่ง เราได้ข้ามภูเขาแห่งอุปสรรคเหล่านี้ไปแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อฉันทะเกิดขึ้น <strong><span style="color: #dd3333;">วิริยะ</span></strong> ก็จะตามมา จะทำความเพียรตลอดทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน จะมี <strong><span style="color: #dd3333;">จิตตะ</span></strong> ใจจะจดจ่อที่กลางกายในทุก ๆ กิจวัตรกิจกรรม ตั้งแต่อาบนำ้ล้างหน้า แปรงฟัน ทำมาหากิน ทำมาค้าขาย เรียนหนังสือ กระทั่งเข้าห้องนอน ใจก็จะจดจ่ออยู่ที่ตรงนี้</p>
<p style="text-align: justify;">พอจิตตะเกิดขึ้น ความเอาใจใส่ที่จะให้สมปรารถนา ให้ประสบความสำเร็จในการนำใจกลับมาหยุดนิ่งตรงนี้ ก็ทำให้เรามีอัธยาศัยเป็นคนช่างสังเกต <strong><span style="color: #dd3333;">(วิมังสา)</span></strong> เพื่อที่จะจับจุดให้ได้ว่า ควรจะวางใจอย่างไรจึงจะพอเหมาะพอดีสำหรับตัวเรา เราจะรู้วิธีวางใจว่า ต้องนึกอย่างนี้ คิดอย่างนี้ แตะใจเบา ๆ อย่างนี้ จะต้องขยับเนื้อขยับตัวอย่างนี้แล้วจึงจะถูกส่วน</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเราวางใจเป็น จะทำให้เห็นภาพภายใน ถือว่าเราประสบความสำเร็จอย่างสูงส่งในชีวิต เพราะเมื่อเราวางใจเป็นแล้ว เราอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลก ในทุก ๆ สถานการณ์ ไม่ว่าสถานการณ์ของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม เราจะอยู่เหนือสิ่งแวดล้อมนั้น สิ่งแวดล้อมนั้นไม่มีอิทธิพลทำให้ใจเราหวั่นไหวง่อนแง่น คลอนแคลน เพราะเรารู้วิธีวางใจด้วยตัวของเราเอง ตรงนี้จะทำให้เราประสบความสำเร็จ คือใจหยุดนิ่งได้ หยุดจึงเป็นตัวสำเร็จ และจะเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ความซาบซึ้งในพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ก็มากขึ้น จนถึงระดับว่า การนำเอาทองคำมาหล่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ เป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าเรามีโคตรเพชรที่ใหญ่ ๆ เราก็อยากจะนำมาแกะ อยากจะนำสิ่งที่มีมูลค่าและคุณค่าสูง ๆ มาบรรจงแกะสลักบุคคลที่มีคุณค่าอันสูงส่งที่ไม่มีประมาณอย่างนี้ ความรู้สึกเราจะยิ่งใหญ่ขนาดนั้นจริง ๆ เราจะเข้าใจคำนี้มากขึ้นด้วยตัวของเราเอง</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น การจับจุดได้ หรือรู้วิธีวางใจของเราเอง เหมือนเป็นอาวุธคู่กายเรา เรารู้ เราชำนาญ รู้วิธีการว่า ของเรามันจะแตกต่างจากคนอื่น ของเราจะต้องคิดอย่างนี้ นึกอย่างนี้ วางใจอย่างนี้จึงจะพอดี แล้วกายก็ขยาย ใจก็ขยาย เข้าถึงความสุขได้อยู่ได้ทุกหนทุกแห่งตั้งแต่ท้องทะเล ถึงยอดเขา ถึงในอวกาศในโลกนี้ และโลกอื่น เมื่อเรารู้จักวิธีวางใจเป็นด้วยตัวของเราเอง นี่แหละเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็จะเกี่ยวข้องเกี่ยวโยง กันมาตามลำดับอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">ดังนั้น ท่านจึงเป็นบุคคลอันประเสริฐสูงส่งมาก การยกย่องสรรเสริญท่านนั้นไม่ได้เกินความเป็นจริงเลย และจริง ๆ แล้วเรายังไปไม่ถึงความเป็นจริงของท่านด้วยซำ้ไป แค่มาถึงคำว่า <strong><span style="color: #dd3333;">หยุดเป็นตัวสำเร็จ</span></strong> ซึ่งเป็นจุดเบื้องต้นของการเข้าไปสู่ความเป็นจริงของท่าน ซึ่งอยู่ลึกมาก ๆ เพราะว่าพระผู้ปราบมารนั้นลึกมาก ๆ ทีเดียว ถ้าไม่ลึกซึ้งมาก ๆ ก็ไปปราบมารสู้กับพญามารไม่ได้ เพราะฉะนั้นปากประตูที่จะนำไปถึงท่านได้คือ หยุดเป็นตัวสำเร็จ ถ้าเราจับจุดได้ รู้วิธีการที่จะวางใจได้ ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องศึกษา ฝึกฝน อบรมตัวของเราเอง ทุกวัน ทุกคืน ทุกเวลาอย่างสม่ำเสมอเลย</p>
<p style="text-align: justify;">การระลึกนึกถึงภาพท่านบ่อย ๆ จะนำไปถึงจุดตรงนี้เองมีหลายท่านมาเล่าให้ฟังว่า ในเทศกาลนี้ ก่อนช่วงจะหล่อรูปเหมือนของท่าน หลวงพ่อได้นำให้ตรึกระลึกนึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ทุกวัน ทั้งวัน แล้วก็นำไปสู่จุดเล็กใส ๆ ที่ครอบคลุมความรู้ต่าง ๆ เหล่านั้นไว้ ได้กันเป็นจำนวนมาก และก็มีความสุขมาก แม้ว่ายังไปไม่ไกลกว่านั้น แต่ก็มีความพึงพอใจ มีความรู้สึกว่าเรื่องการเสียเวลานี่ ไม่ได้คิด เพราะสิ่งที่ได้รับมันยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก</p>
<p style="text-align: justify;">บางคนเป็นสิบปี สิบกว่าปีกว่าจะมาถึงจุดนี้ และก็ไม่คิดว่าจุดเล็กใส ๆ นี้จะให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน อีกทั้งมันอยู่ในตัว อยู่ในกลางกายของเราเอง ทั้งใส ทั้งสว่างนั่ง นอน ยืน เดิน ก็เป็นสุขอยู่ภายใน กระทั่งเห็นดวงใส  เห็นดวงในดวงใส ๆ เห็นกายในกายใส ๆ เห็นองค์พระใส ๆ เห็นองค์พระในองค์พระใส ๆ ก็ค่อย ๆ เดินทางเข้าไปสู่ภายในเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ความรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ก็เพิ่มขึ้นเป็นทับทวีคูณขึ้นไปเรื่อย ๆ คือมีความรู้สึกว่า เราจะยกย่องเทิดทูนหรือประกาศเกียรติคุณของผู้ที่บอกถ้อยคำอันประเสริฐว่า ในตัวมีพระธรรมกาย ซึ่งเป็นกายตรัสรู้ธรรมของเราเอง เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เราสามารถเข้าถึงได้ด้วยวิธีการหยุดกับนิ่ง เราจะมีความรู้สึกเทิดพระคุณท่าน</p>
<p style="text-align: justify;">ดังนั้น ต่อจากนี้ไปก็ให้ประคับประคองใจกันไปนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบ ๆ นะ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5018">พระคุณของหลวงปู่ฯ พระผู้ปราบมาร</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
