<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พระในตัว - วัดพระธรรมกาย</title>
	<atom:link href="https://dhammakaya.com/tag/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<description>&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Aug 2023 06:11:36 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.2</generator>

<image>
	<url>https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/07/cropped-fl2-32x32.png</url>
	<title>พระในตัว - วัดพระธรรมกาย</title>
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมใด</title>
		<link>https://dhammakaya.com/4992</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Apr 2023 09:24:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<category><![CDATA[ครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[พระในตัว]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพ่อธัมมชโย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=4992</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเราสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/4992">พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมใด</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">เมื่อเราสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุก ๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบาย ๆ หลับตาของเราเบา ๆ พริ้ม ๆ พอสบาย ๆ คล้ายกับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตานะ</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ปล่อย วาง ทำใจให้ว่าง ๆ คลายความผูกพันจากทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนสัตว์สิ่งของ ธุรกิจการงาน บ้านช่อง การ<br />
ศึกษาเล่าเรียน หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ให้คลายความผูกพันทั้งหมด ใจของเราจะได้เกลี้ยง ๆ เหมาะสมที่จะได้เป็นภาชนะรองรับพระรัตนตรัยนะ</p>
<p style="text-align: justify;">คราวนี้เราก็รวมใจมาหยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้อง ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึง จากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม เหนือจุดตัดนี้ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่นของเรา</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #dd3333; font-size: 18pt;"><strong>ฐานที่ ๗ ที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ที่เกิด</span></strong> คือเป็นที่มาเกิดของเรา เวลาที่จะมาเกิดเป็นกายมนุษย์หยาบ เราก็จะเป็นกายละเอียดมาก่อน กายละเอียดที่มาจากภพภูมิต่าง ๆ ก็จะเข้าทางปากช่องจมูกของบิดา ท่านหญิงข้างซ้าย ท่านชายข้างขวา แล้วก็เลื่อนไปอยู่ที่หัวตาตรงที่น้ำตาไหล ซึ่งเป็นฐานที่ ๒ แล้วก็เลื่อนมาที่กลางกั๊กศีรษะ ฐานที่ ๓ มาที่เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก ฐานที่ ๔ แล้วก็ไปปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก ฐานที่ ๕ แล้วก็เคลื่อนไปหยุดอยู่กลางท้องระดับเดียวกับสะดือ เรียกว่า ฐานที่ ๖ แล้วก็จะมาหยุดถอยหลังขึ้นมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ ของบิดา แล้วก็จะบังคับ คือทำให้บิดามีความรู้สึกคิดถึงมารดาเพื่อจะดึงดูดเข้าหากันเพื่อประกอบธาตุธรรมส่วนหยาบห่อหุ้มกายละเอียดของเรา</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อประกอบธาตุธรรมถูกส่วนระหว่างบิดากับมารดาแล้ว กายละเอียดของเราจะเคลื่อนออกจากฐานที่ ๗ ของบิดาไป ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ ออกทางปากช่องจมูกบิดาเข้าทางปากช่องจมูกของมารดาไปตามฐานต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วก็ไปหยุดอยู่ที่ฐานที่ ๗ ของมารดาตรงที่ธาตุธรรมส่วนหยาบของบิดาที่แบ่งไปผสมกับส่วนหยาบของมารดาและก็ไปอยู่ตรงนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วต่อจากนี้ก็เป็นเรื่องของมารดาที่จะหล่อเลี้ยงกายละเอียดที่หุ้มด้วยธาตุธรรมส่วนหยาบให้เจริญวัยขึ้นมาเป็นก้อนเนื้อเล็ก ๆ กระทั่งเติบโตมาเป็นกายมนุษย์หยาบของเราสู่ครรภ์มารดา ถึงเวลาก็เคลื่อนออกมาสร้างบารมีด้วยกายมนุษย์หยาบ นี่แหละที่เรียกว่า มาเกิด</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ที่ดับ</span></strong> เมื่อเป็นตัวเป็นตนเป็นกายมนุษย์หยาบแล้ว เวลาเราจะไปเกิดใหม่หรือตาย ใจเราก็จะอยู่นิ่งที่ฐานที่ ๗ ภาพกรรมนิมิตก็จะมาฉายให้เห็น สรุปบทเรียนชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดกระทั่งถึงวันสุดท้ายของชีวิตว่า เราทำความดี ความชั่ว หรือไม่ดีไม่ชั่วอะไรมาบ้าง กระแสอะไรแรงฝังใจมันก็จะมาฉายให้เห็นเป็นภาพยนตร์ส่วนตัว ซึ่งเราจะเห็นด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้เป็นแบบเราชะโงกมองเข้าไปในกลางท้อง จะเห็นเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์นั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเป็นภาพที่ดี เพราะเราทำความดีเป็นกุศลกรรม ก็จะทำให้ใจเบิกบาน คตินิมิตก็จะสว่าง เราก็จะเคลื่อนย้ายจากกายมนุษย์หยาบไปด้วยความปลื้มปีติเบิกบาน ออกไปแบบผู้มีชัยชนะ เหมือนพระราชาที่รบชนะศึก รวบรวมแคว้นที่ชนะได้แล้วออกจากแว่นแคว้นนั้นด้วยความเบิกบาน แล้วก็เคลื่อนย้ายจากฐานที่ ๗ ไป ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ เป็นกายละเอียดออกไปเกิดใหม่ เพราะฉะนั้นที่เกิดที่ดับก็อยู่ที่ฐานที่ ๗</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ที่หลับ</span></strong> คือ เวลาเราหลับทุกคืน ใจของเราจะมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ ตรงนี้ แล้วกายละเอียดก็ออกไปทำหน้าที่ฝัน จำได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็มารายงานกายเนื้อตอนตื่น ถ้าหลับแบบมีสติก็จะไม่ฝัน ถ้าขาดสติก็จะฝันเป็นตุเป็นตะ บางทีก็เป็นเรื่องเป็นราวแล้วแต่ว่าจะเป็นความฝันประเภทไหน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ที่ตื่น</span></strong> ก็ตื่นตรงนี้ เกิด ดับ หลับ ตื่น เริ่มต้นตรงฐานที่ ๗ ตรงนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong style="font-size: 18pt;"><span style="color: #dd3333;">ทางสู่อายตนพระนิพพาน</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ฐานที่ ๗ <img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6419" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/large_LINE_ALBUM_650407_set_220422_bc399344b6-1.jpg" alt="" width="1000" height="667" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/large_LINE_ALBUM_650407_set_220422_bc399344b6-1.jpg 1000w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/large_LINE_ALBUM_650407_set_220422_bc399344b6-1-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/large_LINE_ALBUM_650407_set_220422_bc399344b6-1-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/large_LINE_ALBUM_650407_set_220422_bc399344b6-1-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/large_LINE_ALBUM_650407_set_220422_bc399344b6-1-696x464.jpg 696w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">สําคัญยิ่งไปกว่านั้นฐานที่ ๗ ยังเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่อายตนนิพพาน ถ้าไม่ต้องการมาเกิดอีก แต่ต้องเดินตรงข้ามกัน คือเข้ากลางดิ่งเข้าไปสู่ภายในเรื่อย ๆ โดยมีจุดเริ่มต้นตรงฐานที่ ๗ ที่เดียวกันเลย และเป็นที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนเป็นบรมโพธิสัตว์ เมื่อครั้งจะตรัสรู้ธรรมบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อท่านคลายความผูกพันจากทุกสิ่ง ทั้งทรัพย์ อวัยวะ ชีวิต ไม่อาลัยอาวรณ์ ไม่ผูกพันแล้ว ใจจะมาหยุดนิ่ง ๆ อยู่ที่ตรงนี้ นิ่งอย่างเดียวไม่เขยื้อนเลย พอถูกส่วนเข้า ใจก็จะตกศูนย์วูบลงไป เหมือนตกสุญญากาศ วื้ดลงไป แล้วก็มีดวงธรรมลอยขึ้นมา</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างเล็กก็ขนาดดวงดาวในอากาศ เห็นชัดใสแจ่ม เหมือนเราเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าในยามราตรี แต่เห็นดวงดาวตอนกลางคืนที่เราลืมตาดูนั้น มันไม่ได้มาพร้อมกับความสุขและความบริสุทธิ์ แต่ว่าจุดเล็กใสเหมือนดวงดาวที่เกิดขึ้นด้วยใจหยุดนิ่งนี้มาพร้อมกับความสุขที่ไม่เคยเจอมาก่อน เป็นความบริสุทธิ์ของใจที่เกลี้ยงเกลา จนรู้สึกว่าเราบริสุทธิ์ มันจะบังเกิดขึ้นพร้อมกับความพึงพอใจ กายก็สบาย ใจก็สบาย เบิกบาน</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ก็ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือใหญ่กว่านั้น หรือโตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ประมาณนั้น จะใสบริสุทธิ์ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย หรืออย่างน้อยก็ใสเหมือนน้ำแข็งใส ๆ ใสเหมือนกระจกคันฉ่องที่ส่องเงาหน้า ใสเกินใส แล้วก็จะสว่างมากเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือยิ่งกว่านั้น ใสสว่างแต่ไม่เคืองตา ไม่แสบตา เป็นแสงที่ละมุนใจ มองแล้วมองอีกก็สบาย มีความสุข แล้วใจจะนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่เขยื้อนไปไหนเลย</p>
<p style="text-align: justify;">ใจของพระบรมโพธิสัตว์ก็จะเป็นอย่างนี้ นิ่งอยู่กลางดวงใส ๆ ดวงใสดวงนี้คือจุดเริ่มต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ที่จะหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ในเส้นทางสายกลางภายใน</p>
<p style="text-align: justify;">เป็นเส้นทางแห่งความบริสุทธิ์ที่เรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">วิสุทธิมรรค</span></strong><br />
เส้นทางแห่งความหลุดพ้นที่เรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">วิมุตติมรรค</span></strong><br />
เส้นทางของพระอริยเจ้าที่เรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">อริยมรรค</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ใจของท่านจะหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ นิ่งอย่างเดียวเลย มีความสุข ใจจะอยู่เย็นเป็นสุข นิ่งจนถูกส่วน ดวงนั้นก็จะขยาย</p>
<p style="text-align: justify;">ดวงนี้พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านเรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงปฐม</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">มรรค แปลว่า จุดเริ่มต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน</span></strong> เพราะฉะนั้นมรรคผลนิพพานนี้อยู่ภายในตัวของเราเอง แต่เราไม่รู้ว่ามี เราจึงพูดกันไปเรื่อยเปื่อยว่า พ้นยุคพ้นสมัยในการบรรลุมรรคผลนิพพาน จริง ๆ แล้วไม่เกี่ยวกับยุคสมัยเลย เพราะมันอยู่ในตัวของเรา ขึ้นอยู่กับขยันหรือขี้เกียจและทำถูกหลักวิชชาไหม</p>
<p style="text-align: justify;">ใจของพระบรมโพธิสัตว์ก็จะนิ่งอยู่กลางดวงปฐมมรรค ในเส้นทางเอกสายเดียว ที่เรียกว่า เอกายนมรรค เป็นเส้นทางเดียวเท่านั้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ไม่มีเส้นอื่น ถ้าเป็นดวงธรรมเขาเรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน</span></strong> เป็นความบริสุทธิ์เบื้องต้น ที่จะส่งต่อให้เราไปถึงความบริสุทธิ์ถัด ๆ ไปเรื่อย ๆ จนถึงปลายทาง</p>
<p style="text-align: justify;">พระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายก็จะนิ่งอย่างนี้เรื่อยไปเลย แล้วก็จะเห็นดวงใส ๆ ในกลางดวงใสของปฐมมรรค ก็จะเข้าถึงอีกดวงหนึ่ง ซึ่งจะขยายมาจากจุดเล็ก ๆ ตรงกลางดวงปฐมมรรคออกมาเป็นอีกดวงหนึ่ง อีกมิติหนึ่ง อีกความละเอียดหนึ่งที่เรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงศีล</span></strong> กลมเหมือนกัน แต่ใสสว่างบริสุทธิ์กว่า ความสุขมากกว่า ความชัดใสสว่างก็มากกว่าเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะไปในทำนองอย่างนี้ ท่านก็หยุดนิ่งต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;">ในกลางดวงศีล ก็จะเข้าถึง <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงสมาธิ</span></strong><br />
หยุดอยู่ในกลางดวงสมาธิ ก็จะเข้าถึง <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงปัญญา</span></strong><br />
หยุดอยู่ในกลางดวงปัญญา ก็จะเข้าถึง <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงวิมุตติ</span></strong><br />
หยุดอยู่ในกลางดวงวิมุตติ ก็จะเข้าถึง <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงวิมุตติญาณ</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ทัสสนะ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ทั้งหมดนี้ ๖ ดวง (ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ) จะซ้อนกันอยู่ภายใน ต่างมิติ ต่างความละเอียด ต่างความบริสุทธิ์และความสุข จะเข้าถึงได้ด้วยการหยุดนิ่ง ไม่ต้องทำอะไรเลย</p>
<p style="text-align: justify;">ชุดหนึ่งมี ๖ ดวง จะเป็นเครื่องกลั่นใจเราให้บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น แล้วก็จะเชื่อมเข้าไปถึงกายละเอียดภายใน ซึ่งเป็นกายในกายภายในตัวของเรา</p>
<p style="text-align: justify;">กายแรกที่เราเข้าถึง คือ <strong><span style="color: #dd3333;">กายมนุษย์ละเอียด</span></strong> มีลักษณะเหมือนกับตัวเรา ต่างแต่ว่าเป็นหนุ่มเป็นสาวกว่า อยู่ในวัยเจริญวัยสดใส นั่งสมาธิสงบนิ่งอยู่ภายใน เป็นกายที่มีชีวิตเหมือนตัวเราอย่างนี้ แต่ว่าเป็นชีวิตที่สูงส่งกว่า ละเอียดประณีตกว่า สดใส บริสุทธิ์</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดเราจะเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาว่า แต่เดิมเราเข้าใจว่า มีแต่กายมนุษย์หยาบที่เป็นตัวของเรา แต่พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เรารู้แล้วว่ามันไม่ใช่อย่างที่เราเคยคิด กายมนุษย์หยาบเป็นประดุจบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของกายมนุษย์ละเอียดอีกชีวิตหนึ่งที่อยู่ภายใน ส่วนกายหยาบข้างนอกเป็นแค่เปลือก เมื่อมาถึงตรงนี้ ความรู้สึกผูกพันในกายหยาบจะลดลงไป คือรู้ว่าเป็นแค่กายอาศัยไว้สำหรับการสร้างบารมีเท่านั้น หรือเอาไว้สำหรับที่จะเดินทางเข้าไปสู่ภายในเท่านั้น ความรู้สึกเราก็จะแตกต่างไปจากเดิม</p>
<p style="text-align: justify;">ใจของเราก็จะสงบนิ่งอยู่ภายในกายมนุษย์ละเอียด พอถูกส่วนก็จะเคลื่อนเข้าไปตรงฐานที่ ๗ ของกายมนุษย์ละเอียดในทำนองเดียวกัน ก็จะเห็นดวงธรรมอีก ๑ ชุด ๖ ดวงดังกล่าวซ้อนอยู่ภายใน เป็นชั้น ๆ เข้าไป ความสุข ความบริสุทธิ์ก็เพิ่มขึ้น ก็จะเข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก็จะเข้าถึงกายทิพย์หยาบ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">กายทิพย์หยาบ</span></strong> จะมีลักษณะแตกต่างจากกายมนุษย์ละเอียด เป็นกายสำหรับเทวโลก ถ้าจะไปอยู่สวรรค์ก็ต้องกายนี้ กายอื่นอยู่ไม่ได้ กายมนุษย์ละเอียดอยู่ไม่ได้ กายมนุษย์ละเอียดแค่หลุดออกจากกายหยาบ พอไปเกิดใหม่เป็นชาวสวรรค์กายนั้นจะดับไปเกิดใหม่เป็นกายทิพย์ส่งกันต่อ ๆ อย่างนี้ อย่างรวดเร็ว</p>
<p style="text-align: justify;">กายทิพย์จะมีเครื่องประดับเหมือนสังคมของเทวโลก อยู่ในอิริยาบถนั่งสมาธิเหมือนกัน สงบนิ่ง สวยงาม สดใส สว่างไสวกว่ากายมนุษย์ละเอียด และในกลางกายทิพย์หยาบก็จะมีกายละเอียดของกายทิพย์ เขาเรียก <strong><span style="color: #dd3333;">กายทิพย์ละเอียด</span></strong> เหมือนกายมนุษย์หยาบก็มีกายละเอียดของกายมนุษย์หยาบที่เรียกว่า กายมนุษย์ละเอียด ซ้อนอยู่ภายใน ก็จะเป็นชั้น ๆ อย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">ในกลางกายทิพย์ละเอียดก็จะเข้าถึง <strong><span style="color: #dd3333;">กายรูปพรหมหยาบ </span></strong>กายนี้เป็นกายที่เอาไปใช้มีชีวิตอยู่ในพรหมโลก ในรูปภพ กายอื่นอยู่ไม่ได้ ต้องกายนี้ ถ้าได้รูปฌานสมาบัติก็จะมาอยู่พรหมโลกด้วยกายนี้ เป็นกายที่สวยงามยิ่งกว่ากายทิพย์หยาบ-ละเอียดนั้นอีก อยู่ในอิริยาบถนั่งสมาธิ สวยงามทั้งลักษณะ คือ รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คือเครื่องประดับ แล้วก็คุณสมบัติ ดวงปัญญา ความรอบรู้อะไรต่าง ๆ เพิ่มขึ้น คือมีสมบัติเพิ่มขึ้น ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ และจะมีกายละเอียดของกายรูปพรหมหยาบ คือ <strong><span style="color: #dd3333;">กายรูปพรหมละเอียด</span></strong> เช่นเดียวกับกายมนุษย์ กายทิพย์</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าใจมาถึงมันจะนิ่งแน่นหนักเข้าไปอีก พอถูกส่วนก็ผ่านดวงธรรมดังกล่าวอีก ๑ ชุด ๖ ดวง ก็จะเข้าไปถึง <strong><span style="color: #dd3333;">กายอรูปพรหม</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">หยาบ</span></strong> กายนี้เป็นกายที่เหมาะสมกับอรูปภพ ซึ่งเป็นที่สุดของภพ ๓ กายอื่นไปอยู่ไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">อรูปพรหม แปลว่า ไม่ใช่กายรูปพรหม ไม่ใช่แปลว่า พรหมไม่มีรูป เหมือน อมนุษย์ ไม่ได้แปลว่า ไม่มีมนุษย์ แต่แปลว่า ไม่ใช่มนุษย์ อรูปพรหมก็แปลว่า ไม่ใช่กายรูปพรหม และกายอรูปพรหมที่อยู่อรูปภพก็มีกายละเอียด คือ <strong><span style="color: #dd3333;">กายอรูปพรหม</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ละเอียด</span></strong> อีกชั้นหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">กายในกายเหล่านี้ จะซ้อน ๆ กันอยู่ภายใน ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ตามเห็นกายในกาย ก็หมายถึงกายประเภทอย่างนี้แหละที่อยู่ในตัว</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อบรมโพธิสัตว์ทุกพระองค์มาถึงตรงนี้ก็หยุดนิ่งต่อไป ไปถึงกายที่สำคัญ คือ กายธรรม กายนี้อยู่ในภพ ๓ ไม่ได้ เนื่องจากบริสุทธิ์กว่า เป็นกายนอกภพ ๓ คือ กายทั้งกายบริสุทธิ์หมดเลย เป็นธรรมล้วน ๆ เป็นความบริสุทธิ์ล้วน ๆ ถูกต้องดีงามล้วน ๆ งดงามยิ่งกว่ากายที่ผ่าน ๆ มา เพราะประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ มีเกตุดอกบัวตูม คือตั้งแต่กายอรูปพรหมลงไปถึงกายมนุษย์หยาบ ยังไม่มีลักษณะมหาบุรุษบริบูรณ์ขนาดนี้</p>
<p style="text-align: justify;">กายธรรมนี้จะเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับ เพราะเลยความรู้สึกผูกพันกับทิพยสมบัติแล้ว พ้นไปแล้ว อยู่ครึ่งทางระหว่างความเป็นปุถุชนกับความเป็นพระอริยเจ้า เรียกว่า โคตรภูบุคคล กายธรรมนี้จึงชื่อว่า <strong><span style="color: #dd3333;">กายธรรมโคตรภู</span></strong> คือครอบคลุมกายในภพ ๓ ทั้งหมด มีเกตุดอกบัวตูม ลักษณะคล้าย ๆ ดอกบัวสัตตบงกชไม่ใหญ่ไม่เล็ก ขนาดกำลังพอดี ๆ ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อม บนพระเศียรที่มีเส้นพระศกหรือเส้นผมขดเวียนเป็นทักษิณาวรรตตามเข็มนาฬิกา เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ นั่งขัดสมาธิสงบนิ่ง สวยงามมาก มีรัศมีสว่างไสว กายจะใสเกินใส ใสกว่ารัตนะใด ๆ ทั้งในโลกนี้ โลกอื่น และยิ่งกว่าในเทวโลก รัตนะที่มีอยู่ในเทวโลก พรหม หรืออรูปพรหม ในภพทั้ง ๓ ไม่อาจสวยงามหรือสูงส่งเสมอเหมือนรัตนะของกายนี้</p>
<p style="text-align: justify;">รัตนะ แปลว่า แก้ว เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความปลื้มปีติ สุขใจ พึงพอใจสูงสุด เป็นของใส ๆ แต่รัตนะในที่นี้ คือ พุทธรัตนะ ยิ่งกว่านั้นอีก กายของท่านจะใสบริสุทธิ์เกินความใสใด ๆ ในภพทั้ง ๓ มีรัศมีสว่างมากด้วยตัวของตัวเอง อยู่ในที่มืดก็สว่าง ที่แจ้งก็สว่าง สว่างกลบรัศมีของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว กลบหมด</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วยังเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้วด้วยกายธรรมที่เข้าถึงนี้แหละ เพราะท่านมีธรรมจักษุ มีดวงตาที่เห็นแตกต่างจากดวงตาของอรูปพรหม รูปพรหม กายทิพย์หรือมนุษย์ที่อยู่ในภพ ๓ เพราะท่านเห็นได้รอบตัว โดยไม่ต้องเหลียว อยู่ในที่เดียวกัน แต่เห็นไปทุกทิศทุกทาง เห็นในอดีตก็ได้ ปัจจุบันก็ได้ อนาคตก็ได้ ให้อดีตปัจจุบันอนาคตมาอยู่ ณ จุดเดียวกันก็ได้ รอบตัวเลย ที่เราคงได้ยินคำว่า สมันตจักษุ ปัญญาจักษุ และทิพยจักษุ</p>
<p style="text-align: justify;">ธรรมจักษุนี้ครอบคลุมการเห็นเหล่านั้นทั้งหมด การเห็นของท่านนอกจากแตกต่างแล้วยังเป็นการเห็นที่วิเศษจริง ๆ เพราะทำให้เราเข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ เพราะว่ามองเห็นชีวิตที่ผ่านมาที่เราลืมไปแล้วได้ และก็เรื่องราวที่เราประกอบเหตุปัจจุบันจะเป็นผลในอนาคตได้ และก็รู้เรื่องราวเกี่ยวกับฉากหลังพญามาร กิเลสอาสวะ อะไรต่าง ๆ เหล่านั้นได้</p>
<p style="text-align: justify;">ธรรมจักษุนี้เป็นการเห็นที่วิเศษ ที่แจ่มแจ้ง เหมือนดึงของที่อยู่ในที่มืดที่เราก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรมาสู่กลางแจ้ง ให้โดนแสง คือเห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้งแทงตลอด แตกต่างจากการเห็นที่ผ่าน ๆ มาดังกล่าวแล้ว จึงมีอยู่คำหนึ่งที่เขาใช้แล้วเราก็คุ้นเคย คือ คำว่า <strong><span style="color: #dd3333;">วิปัสสนา</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><em><span style="color: #dd3333;">วิ</span></em> แปลว่า วิเศษ แจ้ง ต่าง<br />
<em><span style="color: #dd3333;">ปัสสนา</span></em> แปลว่า การเห็น</p>
<p style="text-align: justify;">การเห็นที่วิเศษ แจ่มแจ้ง แตกต่าง รวมแล้วเรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">วิปัสสนา </span></strong>จะเริ่มต้นเมื่อเข้าถึงกายธรรมนี้เป็นเบื้องต้นนี่แหละ เข้าถึงกายธรรมโคตรภูที่มีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อย่างที่เราสวดในธรรมจักร <strong><span style="color: #dd3333;">จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา </span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้ตื่นจากความฝัน ประดุจโลกมายาของชีวิตในสังสารวัฏ และก็ตื่นตัวด้วย คือ มีชีวิตชีวา เบิกบาน มีความสุขด้วยตัวของตัวเอง เป็นอิสรภาพ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก มีความสุข เบิกบาน แม้จะอยู่ในภูเขา ในถ้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ลอมฟาง เรือนว่าง โคนไม้ ที่แจ้ง ไปตามลำพังก็มีความสุข นี่คือกายธรรมโคตรภู เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว และก็เป็นตัวพระรัตนตรัยด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">กายธรรมนี้คือ <strong><span style="color: #dd3333;">พุทธรัตนะ</span></strong> พุทธรัตนะจะตั้งอยู่ได้ก็ต้องมี <strong><span style="color: #dd3333;">ธรรมรัตนะ</span></strong> ทรงรักษาเอาไว้ แล้วก็เป็นคลังแห่งความรู้ คลังแห่งปริยัติจึงเรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ธรรมรัตนะ</span></strong> ความรู้จะออกมาจากตรงนี้ จะเป็นดวงใส ๆ กลมรอบตัวอยู่ในกลางพุทธรัตนะ</p>
<p style="text-align: justify;">ในกลางกายธรรมโคตรภูก็จะมีกายละเอียดเหมือนกายที่ผ่าน ๆ มา เขาเรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">กายธรรมโคตรภูละเอียด</span></strong> เป็นประดุจ<strong><span style="color: #dd3333;">สังฆรัตนะ</span></strong> ที่รักษาอยู่ เพราะว่าอยู่ตรงกลางธรรมรัตนะ คือเข้ากลางดวงธรรมรัตนะจะเห็นสังฆรัตนะ เป็นกายละเอียดของธรรมกายโคตรภูจะรักษาธรรมรัตนะเอาไว้ เหมือนพระสงฆ์ทรงจำคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รักษาพระธรรมเอาไว้ แล้วพระธรรมก็เป็นตัวแทนเป็นความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า</p>
<p style="text-align: justify;">พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แยกออกจากกันไม่ได้ แม้มีชื่อเรียกแตกต่างกัน ทำกันคนละภารกิจ แต่จะรวมประชุมเป็นหนึ่งเดียว เหมือนเพชรที่มีทั้งสี ทั้งแวว ทั้งความใส สีของเพชร แววของเพชร ความใสของเพชร รวมประชุมอยู่ในเพชรเม็ดเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ พระรัตนตรัยก็เป็นอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">พระบรมโพธิสัตว์ก็จะเข้าถึงกายธรรมอย่างนี้ แล้วก็จะถอดออกเป็นชั้น ๆ เข้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า ตั้งแต่ความเป็นพระโสดาบัน ความเป็นพระสกิทาคามี ความเป็นพระอนาคามี ความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนกัน ต่างแต่ขนาด</p>
<p style="text-align: justify;">กายธรรมพระโสดาบัน หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา<br />
กายธรรมพระสกิทาคามี หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา<br />
กายธรรมพระอนาคามี หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา<br />
กายธรรมพระอรหัตตผล หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา</p>
<p style="text-align: justify;">ทั้งหมดมีหยาบ มีละเอียด กายธรรมส่วนหยาบก็เรียกว่า มรรค เช่น โสดาปัตติมรรค ถ้ากายธรรมส่วนละเอียดก็เป็นผลที่เรียกว่า โสดาปัตติผล เพราะฉะนั้นมรรคผลนิพพานอยู่ในตัวของเรานี่แหละ</p>
<p style="text-align: justify;">พระบรมโพธิสัตว์ได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการหยุดนิ่งอย่างเดียวที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ เมื่อบรรลุแล้วท่านก็นำมาถ่ายทอดให้กับมนุษย์และเทวดาผู้มีบุญทั้งหลายที่ทำตามพระองค์ เพราะพระองค์เห็นว่า มนุษย์ เทวดา สรรพสัตว์ทั้งหลายก็มีเช่นเดียวกับพระองค์ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองมี และไม่มีความรู้ว่าตัวเองยังไม่รู้เลย เนื่องจากถูกอวิชชาบดบังเอาไว้ เพราะฉะนั้นท่านจึงถ่ายทอดสั่งสอน ตั้งแต่บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเรื่อยมาเลย ๔๕ พรรษา จนกระทั่งดับขันธปรินิพพานเป็นคำสอนแบบเดียวกันทุกพระองค์นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ก็จะสอนอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จึงมีความสำคัญมากที่ลูกทุกคนต้องทำความรู้จักแล้วก็เอาใจใส่ เอาใจของเรามาใส่ตรงนี้ มาหยุดมานิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพื่อที่เราจะได้เดินตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างไร เราก็จะบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างนั้น</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6420" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a030.jpg" alt="" width="684" height="746" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a030.jpg 684w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a030-275x300.jpg 275w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a030-150x164.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a030-300x327.jpg 300w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">พระคุณของหลวงปู่ฯ</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ความรู้นี้คือคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก แต่ว่ายากต่อการนำมาปฏิบัติ จนกระทั่งมีการบังเกิดขึ้นของพระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สดจนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ที่เมื่อ ๙๐ กว่าปีที่แล้ว ท่านสละชีวิตในกลางพรรษา ๑๒ ที่โบสถ์ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ดังที่เราได้ทราบประวัติมาแล้ว ท่านได้สละชีวิต ทั้งทรัพย์ อวัยวะ ชีวิต เช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ แล้วในที่สุดก็ได้บรรลุธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพยานแห่งการตรัสรู้ธรรม ยืนยันว่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมและสั่งสอนมานั้นถูกต้อง เป็นจริง และดีงาม เข้าถึงได้จริงในยุคนี้ ไม่พ้นกาลสมัย</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านได้บรรลุธรรมแล้ว ท่านก็ไม่หวงแหนความรู้นี้ ได้นำมาถ่ายทอดแล้วก็สรุปบทเรียนมาเป็นวิธีการ ในการที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นว่าทำเพียงประการเดียวคือ หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ หยุดนี่แหละจะเป็นตัวสำเร็จ เมื่อใจอยู่ในตำแหน่งแห่งความสำเร็จ ใจก็จะเป็นธาตุสำเร็จ ให้เราได้บรรลุมรรคผลนิพพานอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลืออยู่ ให้ลูกทุกคนนึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างเบา ๆ สบาย ๆ ให้ใจใส ๆ นึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ เป็นอารมณ์ทั้งวันเลย ให้นึกถึงท่านด้วยความเลื่อมใส ระลึกนึกถึงพระคุณท่านที่สอนวิธีการให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึงที่พึ่งที่ระลึกภายใน อย่าให้เผลอไปคิดเรื่องอื่น ประคองใจกันไปอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันศุกร์ที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/4992">พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมใด</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
