<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มรดกธรรม - วัดพระธรรมกาย</title>
	<atom:link href="https://dhammakaya.com/category/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<description>&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;</description>
	<lastBuildDate>Thu, 18 Apr 2024 11:11:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/07/cropped-fl2-32x32.png</url>
	<title>มรดกธรรม - วัดพระธรรมกาย</title>
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเป็นเหตุให้เกิดสุข</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1751</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Nov 2022 13:38:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1751</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเป็นเหตุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1751">พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเป็นเหตุให้เกิดสุข</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 18pt;"><strong>พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเป็นเหตุให้เกิดสุข</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"> ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2389 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-1024x1024.jpg" alt="" width="696" height="696" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-1024x1024.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-300x300.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-150x150.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-768x768.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-1536x1536.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-696x696.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-1068x1068.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-1920x1920.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha.jpg 2048w" sizes="(max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: left;"><strong>          นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯลฯ<br />
</strong><strong>          สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท สุขา สทฺธมฺมเทสนา<br />
</strong><strong>          สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี สมคฺคานํ ตโป สุโขติ ฯ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงธรรมิกถา แก้ด้วย</span><span style="font-weight: 400;">พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเป็นเหตุให้เกิดสุข พระองค์ทรงแสดงพระ</span><span style="font-weight: 400;">ธรรมเทศนาก็เป็นเหตุให้เกิดสุข พระธรรมเทศนาของพระองค์ได้</span><span style="font-weight: 400;">สำเร็จแก่พุทธบริษัทปรากฏชัด ท่านผู้สำเร็จด้วยเทศนานี้ รวม</span><span style="font-weight: 400;">เข้าเป็นหมวดหมู่ที่เกิดสุขก็เกิดจากความพร้อมเพรียงซึ่งกัน และ</span><span style="font-weight: 400;">กัน ความสุขเป็นตัปปธรรมของความพร้อมเพรียงโดยแท้ในกระแส</span><span style="font-weight: 400;">เทศนานี้ ออกจากพระโอษฐ์ของพระบรมศาสดา พระองค์ได้ทรง</span><span style="font-weight: 400;">บรรลุพุทธการกธรรมสมมาดปรารถนา จึงได้ทรงเทศนาวางเนติ</span><span style="font-weight: 400;">แบบแผนเห็นสภาวะปานฉะนี้ ก็บัดนี้ เราท่านทั้งหลายที่เป็น</span><span style="font-weight: 400;">ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จะพึงได้ฟังพระธรรมเทศนา </span><span style="font-weight: 400;">เรื่องพุทธปัญญาปรากฏต่อไปบัดนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท</span></strong><br />
</span><span style="font-weight: 400;">          ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;"><strong>         <span style="color: #ff0000;"> สุขา สทฺธมฺมเทสนา</span></strong><br />
</span><span style="font-weight: 400;">          การแสดงพระสัทธรรมของพระองค์เป็นสุข</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี</span></strong><br />
</span><span style="font-weight: 400;">          ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุข</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;"><strong>         <span style="color: #ff0000;">สมคฺคานํ ตโป สุโข</span></strong> สุขเป็นตัปปธรรมของความพร้อม</span><span style="font-weight: 400;">เพรียงทั้งหลาย ธรรม ๔ ข้อนี้ เป็นตำรับตำราที่เราท่านทั้งหลาย</span><span style="font-weight: 400;">จะได้ประพฤติปฏิบัติตามพระบรมศาสดา</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">        ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นสุขนั้น เป็นไฉน </span><span style="font-weight: 400;">พระจอมไตรแสวงหาพุทธการกธรรม ตั้งแต่ละราชสมบัติคือเมือง</span><span style="font-weight: 400;">กบิลพัสดุ์ออกบำเพ็ญทุกรกิริยา ถ้วน ๖ พระพรรษา ได้บรรลุ</span><span style="font-weight: 400;">เป็นพระพุทธเจ้าใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ </span><span style="font-weight: 400;">ที่ได้บรรลุความเป็น</span><span style="font-weight: 400;">พระพุทธเจ้านั้น พระพุทธเจ้าทรงมีความรู้เห็นแปลกออกไป</span><span style="font-weight: 400;">อย่างไร เมื่อพระองค์ได้ไปศึกษาในสำนักอาฬารดาบส และ</span><span style="font-weight: 400;">อุทกดาบสพระองค์ได้ทรงบรรลุฌานที่ ๑ ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ </span><span style="font-weight: 400;">ฌานที่ ๔ ฌานที่ ๕ ฌานที่ ๖ ฌานที่ ๗ ฌานที่ ๘ อรูปฌาน ๔ </span><span style="font-weight: 400;">อรูปฌาน ๔ เรียกว่า สมาบัติ ๘ นั้น พระองค์ทรงทราบรู้จักกาย</span><span style="font-weight: 400;">รูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียด แต่ว่าเมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า</span><span style="font-weight: 400;">ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์นั้น ท่านเป็นผู้รู้พิเศษขึ้น เมื่อได้รู้จักกาย</span><span style="font-weight: 400;">ธรรมทั้งหยาบทั้งละเอียดเป็นขั้น ๆ ขึ้นไป แต่พอรู้จักกายธรรม</span><span style="font-weight: 400;">ทั้งหยาบทั้งละเอียดแล้ว </span><span style="font-weight: 400;">ความรู้ความเห็นผิดกับกายรูปพรหมอรูปพรหม </span><span style="font-weight: 400;">ทั้งหยาบทั้งละเอียด ยิ่งละเอียดหนักเข้า ยิ่งเห็น</span><span style="font-weight: 400;">ไกลหนักขึ้นเห็นลึกซึ้งหนักขึ้น ไม่มีกายใดกายหนึ่งเข้าไปถึงกาย</span><span style="font-weight: 400;">ธรรม ธรรมกายเมื่อเกิดขึ้นแล้วในปฐมยามเบื้องต้น พระองค์ก็</span><span style="font-weight: 400;">ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ด้วยตาธรรมกาย ด้วยญาณ</span><span style="font-weight: 400;">ธรรมกาย ทรงเห็นความจุติและปฏิสนธิ เห็นความบังเกิดขึ้นของ</span><span style="font-weight: 400;">ตัวเอง กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์</span><span style="font-weight: 400;">ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม </span><span style="font-weight: 400;">กายอรูปพรหมละเอียด ทั้ง ๘ กายเห็นตลอด เห็นชาติเดียว</span><span style="font-weight: 400;">หรือ เห็นนับชาติไม่ไหว เห็นอเนกชาติ เห็นตลอด เห็นด้วยตา</span><span style="font-weight: 400;">ธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรมกาย ทั้งหยาบทั้งละเอียดเห็นชัด ๆ นี่ยามต้น</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">       ยามที่ ๒ พระองค์ได้ทรงบรรลุเป็นลำดับขึ้นไป เข้าถึงกายธ</span><span style="font-weight: 400;">รรมที่เป็นโสดา สกทาคา ทั้งหยาบทั้งละเอียด</span><span style="font-weight: 400;">เป็นลำดับขึ้นไป </span><span style="font-weight: 400;">เข้าถึงกายธรรมที่เป็นโสดา สกทาคา ทั้งหยาบทั้งละเอียด </span><span style="font-weight: 400;">พระองค์ทรงรู้ละเมียดละไมเข้าไปอีก จุตูปปาตญาณ ญาณเครื่องหยั่งรู้</span><span style="font-weight: 400;">การปฏิสนธิของสัตว์ในโลกที่ไปเกิดมาเกิด เหมือนกับคนยืนอยู่ที่</span><span style="font-weight: 400;">ฝั่งแม่น้ำนที น้ำใสสะอาดเป็นอันดี ปลาจะว่ายไปในทิศเหนือทิศ</span><span style="font-weight: 400;">ใต้ ก็ปรากฏด้วยตาของบุคคลผู้ที่ยืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำนั้น เห็นปรากฏ</span><span style="font-weight: 400;">ชัดด้วยตาธรรมกายโสดา </span><span style="font-weight: 400;">โสดาละเอียด สกทาคา สกทาคา</span><span style="font-weight: 400;">ละเอียด อนาคา อนาคาละเอียด เห็นปรากฏชัดอยู่ที่ปฏิสนธิของ</span><span style="font-weight: 400;">สัตว์ ปรากฏหมด ไปเกิดมาเกิด เกิดจากสัตว์พวกนี้ ตายจากสัตว์</span><span style="font-weight: 400;">พวกนี้ไปเกิดเป็นสัตว์พวกโน้นก็เห็นปรากฏ เกิดจากสัตว์พวกโน้น </span><span style="font-weight: 400;">ตายจากสัตว์พวกโน้นไปเกิดเป็นสัตว์พวกโน้น ไปเกิดเป็นกาย</span><span style="font-weight: 400;">มนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม อรูปพรหมก็เห็นปรากฏชัด เห็น</span><span style="font-weight: 400;">เหมือนปลาว่ายน้ำดังนี้ ผุดจากนี้ลงดำน้ำไปเห็นตัวว่ายเรื่อยไป </span><span style="font-weight: 400;">ไปผุดขึ้นโน่นก็เห็นปรากฏ หรือดำจากโน่นไปผุดขึ้นที่โน่นก็เห็น</span><span style="font-weight: 400;">ปรากฏ เห็นหมดทุกสกลกายของปลานั้น ในน้ำนั้นเห็นปรากฏ</span><span style="font-weight: 400;">หมดอย่างนี้ เรียกว่าจุตูปปาตญาณ รู้จักปฏิสนธิของสัตว์อื่น แต่ว่า</span><span style="font-weight: 400;">ยังไม่ถึงอาสวักขยญาณ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">        พอเข้าปัจฉิมยามท้าย พระองค์ได้ทรงบรรลุอรหัตตูปนิสสัย </span><span style="font-weight: 400;">ได้บรรลุเป็นพระอรหัตตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน ถึงวิราคธาตุ</span><span style="font-weight: 400;">วิราคธรรม หมดรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา </span><span style="font-weight: 400;">เข้าถึงวิชชาแท้ ๆ เข้าถึงวิชชาวิมุตติแท้ ๆ เรียกว่าวิชชาวิมุตติ หลุด</span><span style="font-weight: 400;">จากอาสวะนั้นตลอดถึงอวิชชา เมื่อได้ทรงบรรลุโพธิญาณเป็น</span><span style="font-weight: 400;">พระอรหัตตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานดังนี้แล้ว พระองค์ก็ทรงรู้</span><span style="font-weight: 400;">ตลอดเห็นตลอด ว่าสุขจริงสบายจริง พอเป็นพระอรหัตตัดกิเลส</span><span style="font-weight: 400;">เป็นสมุจเฉทปหานแล้วสุขจริง สบายจริง นี่เป็นปัฏฐานที่ ๑ ของ</span><span style="font-weight: 400;">สัตตมหาปัฏฐาน ๗ แห่งในสถานที่ใกล้เคียงกันเหล่านั้น ได้ทรง</span><span style="font-weight: 400;">เสวยวิมุตติสุขแห่งละ ๗ วัน รวม ๔๙ วัน คือได้ตรวจตราเสีย</span><span style="font-weight: 400;">หมดทีเดียว ที่ได้เป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยธรรมอะไร พระองค์ทรง</span><span style="font-weight: 400;">ตรวจตลอด ทรงตรวจตลอดแล้วอยู่ที่อัชชปาลนิโครธ(ต้นไทร)</span><span style="font-weight: 400;">นั้น จะไปโปรดสัตว์ทรงนึกถึงอาฬารดาบส อุทกดาบส และทราบ</span><span style="font-weight: 400;">ว่าทิวงคตเสียแล้ว จึงทรงเปล่งวาจาว่า &#8220;ฉิบหายใหญ่&#8221; ท่าน</span><span style="font-weight: 400;">ดาบสทั้งสองนี้ มีอีกกายเดียวเท่านั้นก็จะบรรลุถึงกายธรรมอย่าง</span><span style="font-weight: 400;">ตถาคตอย่างนี้ นี่เธอทิวงคตเสียแล้ว </span><span style="font-weight: 400;">จะไปเสวยความสุขอยู่</span><span style="font-weight: 400;">ในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ๘๔,๐๐๐ มหากัป นี่เกิด</span><span style="font-weight: 400;">ฉิบหายใหญ่อย่างนี้ ทำไมจะแก้ตัวได้เล่าเป็นสุขอยู่อย่างนั้น พระ</span><span style="font-weight: 400;">พุทธเจ้ามาตรัสในโลกนับไม่ไหวก็ไม่มาพบพระพุทธเจ้า รับความ</span><span style="font-weight: 400;">สุขอยู่อย่างนั้น ไม่เอาใจใส่ในเรื่องเหล่านี้ เพลินสุขเสียมัวนอน</span><span style="font-weight: 400;">หลับเสีย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-2391 size-full" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visa.jpg" alt="" width="425" height="448" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visa.jpg 425w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visa-285x300.jpg 285w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visa-150x158.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visa-300x316.jpg 300w" sizes="(max-width: 425px) 100vw, 425px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">     เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็ทรงสอดส่องพระญาณต่อ</span><span style="font-weight: 400;">ไป จะไปโปรดใครอีกต่อไป พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ตามเรามา</span><span style="font-weight: 400;">นาน เขาตามเรามานานเราจะต้องไปสงเคราะห์เขาให้เขารู้เห็น</span><span style="font-weight: 400;">เหมือนอย่างเราบ้าง เราจะเดินไปหรือจะเหาะไป หรือดำเนิน</span><span style="font-weight: 400;">ไป ประเพณีของพระพุทธเจ้าในปางก่อนไปอย่างไร ไปโปรดสัตว์</span><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้ตรัสรู้แล้ว นี่ไปโปรดในปางก่อนไปอย่างไร ไปโปรดสัตว์</span><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้ตรัสรู้แล้ว นี่ไปโปรดครั้งแรก ก็ทรงเห็นว่าทุก ๆ พระองค์</span><span style="font-weight: 400;">มาในอดีตล่วงแล้วเท่าไร ปัจจุบันนี้ก็ดี อนาคตก็ดี เป็นประโยชน์</span><span style="font-weight: 400;">ทางไหนท่านก็ไปทางนั้น ถ้าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านด้วย เหาะ</span><span style="font-weight: 400;">เหินเดินอากาศไปโปรด ถ้าจะดำดินไปโปรดท่านก็ทรงดำดินไป</span><span style="font-weight: 400;">โปรด ถ้าจะดำเนินไปด้วยย่างพระบาทไปโปรด ท่านก็ทรงดำเนิน</span><span style="font-weight: 400;">ไปด้วยย่างพระบาท บัดนี้เป็นโอกาสที่จะไปอย่างไร อ้อ เป็น</span><span style="font-weight: 400;">ประโยชน์ที่จะดำเนินไปด้วยย่างพระบาท </span><span style="font-weight: 400;">จะไปพบอาชีวก</span><span style="font-weight: 400;">ปัจฉิมสาวกของเรา จะได้สำเร็จมรรคผลตอนเมื่อเราจะเสด็จดับ</span><span style="font-weight: 400;">ขันธปรินิพพานโน้น เห็นชัด ๆ ก็ทรงดำเนินไปเป็นลำดับ พอถึง</span><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางมรรคาก็ไปพบอาชีวกเข้าจริง ๆ อาชีวกเมื่อเห็นพระ</span><span style="font-weight: 400;">ศาสดาก็แปลกประหลาดใจ เห็นรัศมีพุ่งพล่านไปทั่วทั้งเนื้อตัว </span><span style="font-weight: 400;">ฉัพพรรณรังสีสว่างไสวน่าเลื่อมใส น่าไหว้น่าบูชานัก เข้าไปใกล้ ๆ </span><span style="font-weight: 400;">ถามว่า โภ ปุริส ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านเป็นใคร ใครเป็นศาสดา</span><span style="font-weight: 400;">ของท่าน สั่งสอนท่านให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าดังนี้ พระองค์ทรง</span><span style="font-weight: 400;">รับสั่งว่า </span><span style="font-weight: 400;">ใครจะเป็นศาสดาของเราไม่มี เราเป็นสยัมภูผู้รู้เอง </span><span style="font-weight: 400;">อาชีวกก็สั่นศีรษะกรอกหน้าไม่เชื่อ หลีกไป ถึงอย่างนั้นก็ขึ้นในใจ</span><span style="font-weight: 400;">เสมอว่า </span><span style="font-weight: 400;">ไปพบมนุษย์อัศจรรย์นัก แต่ว่าไม่รู้จักว่านั่นเป็น พระพุทธเจ้า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">       ต่อ</span><span style="font-weight: 400;">จากนั้นพระองค์ก็ได้เสด็จไปเป็นลำดับ ไปถึงอิสิปตน</span><span style="font-weight: 400;">มฤคทายวัน พระปัญจวัคคีย์เห็นพระศาสดาแต่ไกลก็ตกลงกันว่า</span><span style="font-weight: 400;">เราจะไม่ไหว้ไม่บูชา ไม่เคารพละ เธอคลายความเพียรเวียนมา</span><span style="font-weight: 400;">เป็นคนเลวแล้วจะดีไม่ได้ จะรู้ความจริงไม่ได้ ครั้นพอพระองค์</span><span style="font-weight: 400;">เสด็จเข้าไปใกล้เกิดมีความเกรงพระทัย ต่างคนต่างขลุกขลักช่วย</span><span style="font-weight: 400;">กันตั้งโน่นตั้งนี่เข้า บ้างก็ตักน้ำ บ้างก็หาภาชนะ บ้างก็วางผ้าเช็ด</span><span style="font-weight: 400;">เท้าไว้ บ้างปูอาสนะให้ บ้างวางอาสนะไว้หน้าที่นั่งบ้าง สุดแต่การ</span><span style="font-weight: 400;">ต้อนรับจะพึงทำได้ ที่พระองค์ทรงโปรดพระปัญจวัคคีย์ในครั้งนั้น</span><span style="font-weight: 400;">ก็โปรดด้วยพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คือทรงแสดงธัมมจักกัปป</span><span style="font-weight: 400;">วัตตนสูตรโปรดท่านปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ นั้น พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ </span><span style="font-weight: 400;">ได้ฟังพระธรรมเทศนานี้ตอนหนึ่ง เป็นตอนต้น  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุโข พุทฺธา </strong></span></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>นมุปฺปาโท</strong></span> ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าได้รับความสุขจริง ๆ เ</span><span style="font-weight: 400;">สวยความสุขอยู่ ๔๙ วันในที่มหาปัฏฐานนั้น </span><span style="font-weight: 400;">สุขเสียจริง ๆ </span><span style="font-weight: 400;">คราวจะโปรดสัตว์  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สทฺธมฺมเทศนา</strong></span> โปรดสัตว์ให้ได้รับความสุ</span><span style="font-weight: 400;">ขต่อไป แสดงธรรมให้พระปัญจวัคคีย์ฟังว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>เทฺว เม ภิกฺขเว อนฺตา</strong></span></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong> ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา</strong></span> ว่าดูกรฤษีปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ </span><span style="font-weight: 400;">ที่สุดทั้ง ๒ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ กามสุขัลลิกานุโยค ยินดีอยู่กับกาม</span><span style="font-weight: 400;"> รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นี่เป็นที่สุดอันหนึ่ง อัตตกิลม</span><span style="font-weight: 400;">ถานุโยค ยินดีในการปฏิบัติทรมานร่างกายผิดธรรมผิดวินัยไม่ได้</span><span style="font-weight: 400;">บรรลุมรรคผล เป็นทางไปของปุถุชนอันมีกิเลสหนา ไม่ใช่ทาง</span><span style="font-weight: 400;">ไปของพระอริยบุคคลผู้มีกิเลสบาง เพราะฉะนั้นทางทั้ง ๒ นั้น</span><span style="font-weight: 400;">บรรพชิตไม่ควรเสพ ข้อปฏิบัติเป็นกลางไม่เข้าไปใกล้ทางทั้ง ๒ </span><span style="font-weight: 400;">นั้น ข้อปฏิบัติเป็นกลางเป็นไฉน คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ความ</span><span style="font-weight: 400;">ดำริชอบ การกล่าววาจาชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ </span><span style="font-weight: 400;">การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ ตั้งใจไว้ชอบ ประกอบด้วยองค์ ๘ </span><span style="font-weight: 400;">ประการ ย่อลงไปเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา นี่</span><span style="font-weight: 400;">แหละ บรรพชิตควรเสพ เราได้ดำเนินมาแล้ว</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">       ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งปรากฏอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้</span><span style="font-weight: 400;">เป็นกายมนุษย์ ใส บริสุทธิ์ขนาดดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ บริสุทธิ์</span><span style="font-weight: 400;">สนิทเป็นอันดี พอเข้าถึงดวงศีลได้แล้ว กลางดวงศีลมีดวงสมาธิ </span><span style="font-weight: 400;">กลางดวงสมาธิมีดวงปัญญา กลางดวงปัญญามีดวงวิมุตติ กลาง</span><span style="font-weight: 400;">ดวงวิมุตติมีดวงวิมุตติญาณทัสสนะ </span><span style="font-weight: 400;">พระองค์ก็ทรงแสดงตามที่</span><span style="font-weight: 400;">พระองค์ได้ทรงบรรลุมาแล้วตามความเป็นจริงทีเดียว พระปัญจ</span><span style="font-weight: 400;">วัคคีย์ก็เห็นตามด้วย ตามเทศนานั้นเป็นลำดับไป พระองค์ทรง</span><span style="font-weight: 400;">แสดงเสร็จลงไปแล้วในหนทางเป็นกลาง และทรงแสดงธรรมทั้ง ๔ </span><span style="font-weight: 400;">คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อันได้แก่ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ </span><span style="font-weight: 400;">ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ แสดงโดยสัจญาณ </span><span style="font-weight: 400;">กิจญาณ กตญาณ สัจญาณ ทุกข์เป็นของจริง ควรกำหนด</span><span style="font-weight: 400;">รู้ ได้กำหนดรู้แล้ว สมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์จริง ควรละ ได้ละ</span><span style="font-weight: 400;">แล้ว นิโรธเป็นของจริง ควรทำให้แจ้ง ได้ทำให้แจ้งแล้ว มรรค </span><span style="font-weight: 400;">เข้าถึงความดับทุกข์เป็นของจริงควรเจริญ ได้เจริญแล้ว</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">      เมื่อจบพระธรรมเทศนาลงในครั้งนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะ</span><span style="font-weight: 400;">ได้ประกาศในที่ต่อหน้านั้นว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>ยํ กิญฺจิ</strong> <strong>สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ</strong></span></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>นิโรธธมฺมํ</strong></span> สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีความเกิดขึ้น สิ่งทั้งปวงนั้นก็มีความ</span><span style="font-weight: 400;">ดับไป เห็นเกิดกับดับหมดทั้งสกลโลก ตัวเองก็มีเกิดดับ ๆ เมื่อเห็น</span><span style="font-weight: 400;">ความจริงเกิดดับดังนี้แล้ว เห็นหมดทั้งสกลร่างกาย กายมนุษย์</span><span style="font-weight: 400;">ก็เกิดดับ กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียดก็เกิดดับ กายอรูป</span><span style="font-weight: 400;">พรหม กายอรูปพรหมละเอียดก็เกิดดับ เห็นปรากฏชัดก็บรรลุ</span><span style="font-weight: 400;">ธรรมกายเหมือนกัน บรรลุเข้าถึงธรรมกายเป็นโคตรภูยังไม่ถึง</span><span style="font-weight: 400;">พระโสดา โคตรภูบุคคลมีตาเห็นเหมือนพระองค์แล้ว คราวนี้ใน</span><span style="font-weight: 400;">ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เห็นเหมือนกันแล้ว พระองค์ก็ได้ทรง</span><span style="font-weight: 400;">แสดงเป็นลำดับไป ให้พระปัญจวัคคีย์อัญญาโกณฑัญญะได้เห็น </span><span style="font-weight: 400;">เห็นเป็นลำดับขึ้นไป ได้บรรลุโสดาทั้งกายหยาบกายละเอียด (ทั้ง</span><span style="font-weight: 400;">มรรคทั้งผล) สกทาคาทั้งมรรคทั้งผล จนกระทั่งบรรลุถึงอรหัต</span><span style="font-weight: 400;">ผล ได้มรรคผล รู้จักพระพุทธเจ้าทีเดียว พระอัญญาโกณฑัญญะได้รับความสุขเป็นล้นพัน ตั้งแต่ได้เข้าถึงธรรมกายก็ได้รับความ</span><span style="font-weight: 400;">สุขเป็นล้นพ้นเป็นลำดับขึ้นไป พอหมดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน</span><span style="font-weight: 400;">แล้วก็เหมือนพระศาสดาจารย์ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า </span><span style="font-weight: 400;">พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระอรหันต์มาก่อน ท่านเป็นก่อนนั้นแหละ</span><span style="font-weight: 400;">เรียกว่าพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทีหลังก็เป็นพระพุทธเจ้าเหมือน</span><span style="font-weight: 400;">กัน เรียกว่าสาวกพุทธเจ้า ท่านผู้รู้เองเห็นเองเป็นสัพพัญญูพุทธ </span><span style="font-weight: 400;">นี่ถูกท่านผู้รู้เองเห็นเองสั่งสอนเข้าเรียกว่าสาวกพุทธ เป็นแบบ</span><span style="font-weight: 400;">เดียวกัน ธรรมกายแบบเดียวกัน ไม่คลาดเคลื่อนกัน ไม่มีคลาด</span><span style="font-weight: 400;">เคลื่อนเลยทีเดียว พระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุแล้วก็ วัปปะ </span><span style="font-weight: 400;">ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิก็ได้บรรลุตามเป็นลำดับไป ทั้ง ๕ ได้</span><span style="font-weight: 400;">อรหัตตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน เป็นสาวกพระพุทธเจ้าไล่ ๆ </span><span style="font-weight: 400;">กัน ที่ท่านได้บรรลุแค่นี้จะเป็นสุขแค่ไหน</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6745" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/007.jpg" alt="" width="558" height="398" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/007.jpg 558w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/007-300x214.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/007-150x107.jpg 150w" sizes="(max-width: 558px) 100vw, 558px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">       <span style="color: #ff0000;"><strong> สุขา สทฺธมฺมเทสนา</strong></span> ธรรมเทศนาของพระองค์ทำให้สัตว์</span><span style="font-weight: 400;">โลกเป็นสุข อย่างนี้เป็นสุขเหมือนพระองค์ได้อย่างนี้ เพราะได้</span><span style="font-weight: 400;">ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ เมื่อทรงแสดงเช่นนั้นแล้ว พอ</span><span style="font-weight: 400;">โปรดพระอัญญาโกณฑัญญะแล้ว โปรดปัญจวัคคีย์แล้ว ก็โปรด</span><span style="font-weight: 400;">พระยสะ ๕๕ ภัททิยะราชกุมาร ๓๐ ชฎิลสามพี่น้องมีบริวาร </span><span style="font-weight: 400;">๑,๐๐๐ ทรงแสดงเทศนาปาฏิหาริย์ตั้ง ๒๐๐ กว่าอย่าง ชฎิลยอม</span><span style="font-weight: 400;">จำนน ยอมเป็นศิษย์พระบรมศาสดา ให้ลอยบริขารลงแม่น้ำ แล้วบวชเสียในธรรมวินัยของพระศาสดา แล้วพากันไปเมืองราชคฤห์</span><span style="font-weight: 400;">พร้อมกัน ๑,๐๐๓ รูป ไปเมืองราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารเห็นเข้า </span><span style="font-weight: 400;">ราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสารเห็นเข้า ตะลึงพรึงเพริดตกอก</span><span style="font-weight: 400;">ตกใจ โอ นี่พระสมณโคดมจะเป็นศิษย์ของอุรุเวลกัสสปะ หรือ</span><span style="font-weight: 400;">อุรุเวลกัสสปะจะเป็นศิษย์ของพระสมณโคดม ใครจะเป็นศิษย์ของ</span><span style="font-weight: 400;">ใครหนอนี่หนอ ทึ่งในใจ ไม่ตกลงใจ พระองค์ทรงทราบอัธยาศัย</span><span style="font-weight: 400;">ของราชบริพารทั้งหลายเหล่านั้น </span><span style="font-weight: 400;">พระเจ้าพิมพิสารยังสงสัย</span><span style="font-weight: 400;">เหมือนกัน ก่อนที่จะเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ให้ปุราณชฎิล</span><span style="font-weight: 400;">ภิกษุนั้นกราบพระบรมศาสดา ประกาศตนว่าเป็นพระศาสดา</span><span style="font-weight: 400;">ของเรา เราเป็นสาวกของพระสมณโคดม พระสมณโคดมเป็น</span><span style="font-weight: 400;">ศาสดาของเรา ประกาศ ๓ ครั้ง แล้วเหาะไปในอากาศขนาด ๗ </span><span style="font-weight: 400;">ชั่วลำตาล แล้วก็ลงมากราบพระศาสดาอีก ๓ ครั้ง ประกาศอีกว่า</span><span style="font-weight: 400;">เราเป็นสาวกของพระสมณโคดม พระสมณโคดมเป็นศาสดาของ</span><span style="font-weight: 400;">เรา ๓ ครั้ง แล้วเหาะขึ้นไปในอากาศ ๗ ชั่วลำตาลอีก แล้วลง</span><span style="font-weight: 400;">มากราบพระศาสดาอีก ๓ ครั้ง พอครบ ๓ ครั้ง ราชบริพาร ๑๒ </span><span style="font-weight: 400;">นหุต มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประธานกราบพระศาสดาจารย์ดุจ</span><span style="font-weight: 400;">เดียวกัน ยอมหมดเมืองราชคฤห์ ด้วยธรรมเทศนาของพระองค์</span><span style="font-weight: 400;">สงเคราะห์ชฎิลแล้ว ทรงสงเคราะห์ราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสาร </span><span style="font-weight: 400;">ตรัสเทศนาจบลงเท่านั้นราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสาร ๑๒ นหุต </span><span style="font-weight: 400;">มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประธานได้สำเร็จมรรคผล เหลือนหุตเดียวตั้งอยู่ในไตรสรณาคมน์ นอกนั้นได้สำเร็จมรรคผล ที่ตั้งอยู่ใน</span><span style="font-weight: 400;">ไตรสรณาคมน์ก็มีธรรมกายพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ </span><span style="font-weight: 400;">ยังเป็นโคตรภู ยังไม่เป็นพระโสดา ทั้งประเทศเป็นสุขหมด นี่ก็</span><span style="font-weight: 400;">ด้วยพระธรรมเทศนาของพระศาสดาให้เกิดสุขจริง อย่างนี้ เป็น</span><span style="font-weight: 400;">สุขจริง ๆ อย่างนี้ เมื่อเป็นสุขจริง ๆ อย่างนี้แล้ว ไม่ใช่แต่เท่านั้น </span><span style="font-weight: 400;">ทรงเทศนาเป็นลำดับไป จนถึงพระเจ้าสิริสุทโธทนะ ให้อำมาตย์</span><span style="font-weight: 400;">ไปเชื้อเชิญพระศาสดามาเมืองกบิลพัสดุ์ตามเดิม ให้มาในชาติ</span><span style="font-weight: 400;">ภูมิของพระองค์ ส่งอำมาตย์ไปเป็นชั้น ๆ กว่าจะสำเร็จได้ก็สี่สิบ</span><span style="font-weight: 400;">กว่าชั้น ชั้นละพัน ๆ ส่งไปถึงพระศาสดาพากันบวชเสียหมด ไม่</span><span style="font-weight: 400;">ได้กลับมาเลย แก้ไขอยู่จนกระทั่งเอาอำมาตย์ที่ฉลาด ๆ ที่จะพา</span><span style="font-weight: 400;">พระศาสดากลับมาได้ จึงได้อำมาตย์ที่ฉลาด และก็อาราธนาพระ</span><span style="font-weight: 400;">ศาสดาเสด็จมาเมืองกบิลพัสดุ์ได้สำเร็จ เมื่อมาเมืองกบิลพัสดุ์แล้ว </span><span style="font-weight: 400;">พระญาติทั้งหลายมีทิฐิในพระองค์ว่าพระองค์เป็นเด็กยังหนุ่มอยู่ </span><span style="font-weight: 400;">เป็นเด็กคราวลูกคราวหลานจะนมัสการนั้นไม่สมควร </span><span style="font-weight: 400;">มานั่งนิ่ง</span><span style="font-weight: 400;">เฉยอยู่ก็มี มาทำกิริยามารยาทต่าง ๆ กัน ให้ลูกหลานขึ้นหน้า</span><span style="font-weight: 400;">บ้าง ตัวอยู่หลังไม่กล้านมัสการ เพราะถือทิฐิมานะมาก กษัตริย์</span><span style="font-weight: 400;">ในยุคโน้น พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นพระญาติกัน ยังไม่เคารพเรา</span><span style="font-weight: 400;">ในตถาคตควรกระทำเช่นไร จึงทรงเหาะไปในอากาศเดินจงกรม</span><span style="font-weight: 400;">แล้วทรงเทศนา </span><span style="font-weight: 400;">ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ เพื่อทรมาน</span><span style="font-weight: 400;">พระญาติทั้งหลายเหล่านั้น พระญาติทั้งหลายนั้นเห็นว่าพระ</span><span style="font-weight: 400;">ศาสดาเป็นมหัศจรรย์เช่นนั้น พระเจ้าสิริสุทโธทนะยกพระหัตถ์ขึ้นนมัสการ </span><span style="font-weight: 400;">พระญาติทั้งหลายก็พร้อมกันนมัสการพระองค์ </span><span style="font-weight: 400;">พระองค์ก็เสด็จกลับลงมา ฝนโบกขรพรรษตกเป็นมหัศจรรย์เป็น</span><span style="font-weight: 400;">น้ำสีแดง แต่ว่าไม่เปียกใคร ไม่เปียกเลย เหมือนอยู่ในร่ม เว้น</span><span style="font-weight: 400;">เสียแต่ใครจะต้องการให้เปียกก็เปียกชุ่มโชกไปหมดตามชอบใจ </span><span style="font-weight: 400;">ตกแล้วไม่เปื้อนบนพื้นแผ่นดิน ซึมลงไปใต้พื้นแผ่นดินหมดก่อน </span><span style="font-weight: 400;">ไม่ปรากฏเป็นมหัศจรรย์ เขาเรียกว่า ฝนโบกขรพรรษ บังเกิดขึ้นใน</span><span style="font-weight: 400;">ครั้งนั้น ก็ด้วยพุทธานุภาพของพระองค์ พระองค์ได้ตรัสเทศนา</span><span style="font-weight: 400;">โปรดสัตว์อยู่ ๔๕ พรรษา สัตว์ผู้ใดได้รับพระธรรมเทศนาของ</span><span style="font-weight: 400;">พระศาสดาแล้วเป็นมหัศจรรย์ </span><span style="font-weight: 400;">ความร่มเย็นเป็นสุขเหลือที่จะ</span><span style="font-weight: 400;">พรรณนา</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">      ในระหว่างที่พระองค์ตรัสเทศนาอยู่ มีเรื่องมหัศจรรย์เกิด</span><span style="font-weight: 400;">ขึ้นคือ มีลูกสาวเศรษฐีคนหนึ่ง บิดามารดาเอาไปรักษาอยู่บน</span><span style="font-weight: 400;">ปราสาทเจ็ดชั้น มีสมบัติมาก แต่ว่าเปลี่ยวใจเต็มที แกทนไม่ไหว </span><span style="font-weight: 400;">แกมองจากหน้าต่างของปราสาทเห็นนายพรานเข้า แกก็ตามนาย</span><span style="font-weight: 400;">พรานไพรไปในป่า ก็ไปอยู่กับคนป่า พอมีบุตรขึ้นมา ก็คิดถึงความ</span><span style="font-weight: 400;">ที่คลอดจากมารดาออกมารอดมาได้ เกิดประสงค์จะไปบ้านมารดา</span><span style="font-weight: 400;">ให้มารดาอุปถัมภ์ค้ำชู มาได้ครึ่งทาง อ้าวลูกได้คลอดเสียแล้ว สามีภร</span><span style="font-weight: 400;">รยาก็พากันกลับไปอยู่ที่เก่า นี่คนที่หนึ่ง คนที่สองก็เป็นเช่นนั้นอีก ไปไม่ถึงครึ่งทางก็คลอดเสียอีก คลอดคราวนี้เป็นอัศจรรย์นัก </span><span style="font-weight: 400;">กำลังจะคลอดลูก ฝนพายุก็เกิดยกใหญ่เป็นมหัศจรรย์ มหาเมฆ</span><span style="font-weight: 400;">ตั้งขึ้นยังฝนให้ตกใหญ่ทีเดียว ฝนก็ตกใหญ่ ลูกมันก็จะคลอด สามี</span><span style="font-weight: 400;">ก็ไปหาใบไม้มา เพื่อจะแก้ไขป้องกันภรรยาให้ได้รับความสุขไม่</span><span style="font-weight: 400;">ให้เปียกฝน ไปที่ข้างจอมปลวกถูกงูเห่ากัดตายเสียอีกแล้ว ไอ้นี่ก็</span><span style="font-weight: 400;">ลูกเล็กคนหนึ่งจูงไว้ ลูกคลอดใหม่ ๆ นั่นก็อีกคนหนึ่ง ทำไงกันล่ะ</span><span style="font-weight: 400;">ฝนก็ตกจั้ก ๆ ลงมาให้สนุกสนานนักคราวนี้ พอคลอดเรียบร้อย</span><span style="font-weight: 400;">แล้ว ฝนเงียบเรียบร้อยแล้ว ไปดูสามีตายเสียแล้วจะทำอย่างไร </span><span style="font-weight: 400;">เอาใบไม้มาสะ ๆ ไว้ตามเรื่องมัน นั่นก็ลูกอ่อนออกใหม่ ๆ แล้วก็</span><span style="font-weight: 400;">เดินทางไปถึงแม่น้ำเข้า ทำอย่างไรล่ะ แม่ก็อุ้มลูกจูงลูกขลุกขลัก</span><span style="font-weight: 400;">ไปอย่างนั้น แล้วจะข้ามแม่น้ำได้อย่างไร ไม่มีเรือข้ามจึงตัดสิน</span><span style="font-weight: 400;">ใจว่าจะว่ายข้ามไป เอาลูกคนเล็กไปไว้ฝั่งโน้นก่อน </span><span style="font-weight: 400;">ส่วนลูก</span><span style="font-weight: 400;">คนโตเอาไว้ฝั่งนี้ ลูกคนเล็กตัวแดง ๆ ออกใหม่ ๆ พอดีนกเหยี่ยว</span><span style="font-weight: 400;">บินมาเห็นเข้า นึกว่าชิ้นเนื้อมันก็จะจิกกิน มันจึงโฉบลูกคนเล็ก</span><span style="font-weight: 400;">เอาไป แม่อยู่กลางแม่น้ำยกมือขึ้นตบเพื่อจะให้นกตกใจ </span><span style="font-weight: 400;">แต่ลูก</span><span style="font-weight: 400;">คนโตข้างนี้นึกว่าแม่เรียก เด็กก็เดินลงไปในน้ำ ถูกกระแสน้ำพัด</span><span style="font-weight: 400;">เอาลูกคนโตตายเสียแล้ว ลูกข้างโน้นก็เหยี่ยวโฉบเอาไป เหลือแต่</span><span style="font-weight: 400;">ตัวคนเดียวก็เดินทางต่อไปอีก จนถึงตำบลที่ตัวอยู่ครั้งก่อนนั้น </span><span style="font-weight: 400;">ได้ทราบว่าบิดามารดาตายเสียแล้ว  เอาละคราวนี้มันทุกข์เหลือ</span><span style="font-weight: 400;">ทน ผ้านุ่งก็ไม่มี ถึงกับเป็นบ้า ผ้านุ่งไม่มีติดกาย เดินล่อนจ้อนอยู่ ครั้งนั้<span style="color: #000000;">นพระศาสด</span>ากำลังเทศนาอยู่ นางได้เดินทะเล่อทะล่าเปลือย</span><span style="font-weight: 400;">กายเข้าไป </span><span style="font-weight: 400;">ไม่มีใครจะว่ากระไรเฉยกันอยู่ </span><span style="font-weight: 400;">นางก็เข้าไปใน</span><span style="font-weight: 400;">พุทธบริษัทนั้น ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาก็ได้สติจึงนั่งลง พอฟัง</span><span style="font-weight: 400;">ไปก็ได้บรรลุมรรคผล เกิดมีความละอาย บุรุษที่อยู่ใกล้เขาสงสาร</span><span style="font-weight: 400;">เอาผ้าขาวม้าส่งให้ นางก็นุ่ง ได้มรรคผลในขณะนั้น</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">         เทศนาของพระศาสดาเป็นมหัศจรรย์อย่างนี้ สัตว์นั้นได้</span><span style="font-weight: 400;">รับความทุกข์เหลือทน หมดจากความทุกข์เป็นสุขทีเดียว ได้ชื่อว่า  </span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา ธมฺมเทสนา</strong></span> ธรรมเทศนาเป็นสุขจริง ๆ อย่างนี้ เหมือน</span><span style="font-weight: 400;">พวกเรานี้ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เมื่อได้ฟังธรรมเทศนา</span><span style="font-weight: 400;">แล้ว ให้เข้าเนื้อเข้าใจเสีย จะได้มีความสุข นี่ <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา</strong> <strong>ธมฺมเทสนา </strong></span></span><span style="font-weight: 400;">แสดงพระธรรมเป็นสุขอย่างนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2392 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-1024x733.jpg" alt="" width="696" height="498" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-1024x733.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-300x215.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-768x550.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-1536x1100.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-150x107.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-696x499.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-1068x765.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee.jpg 1896w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">         <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี</strong></span> ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุข </span><span style="font-weight: 400;">ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุข เป็นไฉน หมู่ของพระพุทธเจ้า</span><span style="font-weight: 400;">มีเท่าใด ได้มรรคผลมีเท่าใด เป็นพว<span style="color: #000000;">กเดีย</span>วหมู่เดียวน้ำหนึ่งใจเดียว </span><span style="font-weight: 400;">พูดเป็นคำเดียวกันไม่ขัดแย้งกันเลย คนหนึ่งพูดคนหนึ่งฟัง จะ</span><span style="font-weight: 400;">ถูกจะผิดอย่างไรก็ช่าง ไม่มีการขัดกัน พร้อมเพรียงกันมา พร้อม</span><span style="font-weight: 400;">เพรียงกันไป พร้อมเพรียงกันนั่งลุกละม้ายคล้ายกัน พร้อมเพรียง</span><span style="font-weight: 400;">กันอย่างนี้เป็นสุขล้นเหลือทีเดียว ในหมู่พระสงฆ์อย่างนั้นอยู่<span style="color: #000000;">สัก</span></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #000000;">กี่</span>ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนก็ช่าง ไม่ได้กระทบกระเทือนกันเลย เป็น</span><span style="font-weight: 400;">สุขแท้ ๆ นี่ท่านได้มรรคผลแล้วเป็นสุขอย่างนี้ ความพร้อมเพรียง</span><span style="font-weight: 400;">ของหมู่เป็นสุข ไม่ใช่แต่พระอริยบุคคล หมู่ของปุถุชนนั่นแหละ</span><span style="font-weight: 400;">ถ้าพร้อมเพรียงกันเข้าเวลาใด จะเป็นปุถุชนก็เป็นสุข จะเป็น</span><span style="font-weight: 400;">โคตรภูบุคคลก็เป็นสุข จะเป็นโสดาบันก็เป็นสุข สกทาคา อนาคา</span><span style="font-weight: 400;">ก็เป็นสุขทั้งนั้น ขอให้พร้อมเพรียงกันเท่านั้น ความพร้อมเพรียง</span><span style="font-weight: 400;">ของหมู่เป็นสุข ไม่เป็นทุกข์ นี้เป็นตัวสำคัญ บ้าน ๆ หนึ่งถ้าพร้อม</span><span style="font-weight: 400;">เพรียงกันทั้งบ้านแล้วเป็นสุข วัดหนึ่ง ๆ ถ้าพร้อมเพรียงกันทั้งหมู่</span><span style="font-weight: 400;">ละก็เป็นสุข แต่ว่าความไม่พร้อมเพรียงกันนั้นละเป็นข้อสำคัญนัก </span><span style="font-weight: 400;">ทำอะไรไม่ว่าตามกัน ทำอะไรขัดกันแย้งกันเสีย ถ้าว่าตามกันแล้ว</span><span style="font-weight: 400;">มันก็สุขจริง ๆ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี</strong></span> ความพร้อมเพรียงเป็นสุข </span><span style="font-weight: 400;">ความไม่พร้อมเพรียงไม่เป็นสุข เป็นทุกข์  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมคฺคานํ ตโป สุโข </strong></span></span><span style="font-weight: 400;">ความสุขเป็นตัปปธรรมของความพร้อมเพรียงกัน เวลาใดความ</span><span style="font-weight: 400;">พร้อมเพรียงเป็นเหตุให้เกิดสุขสำคัญ เป็นเครื่องแผดเผากำจัดซึ่ง</span><span style="font-weight: 400;">ความไม่พร้อมเพรียงได้โดยฉับพลัน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เป็นสุข เป็น</span><span style="font-weight: 400;">ยอดของสุขทีเดียว อยู่ที่ความพร้อมเพรียง ภิกษุหมู่ใดมีความ</span><span style="font-weight: 400;">พร้อมเพรียงกัน ภิกษุหมู่นั้นก็เป็นสุข สามเณรหมู่ใดมีความพร้อม</span><span style="font-weight: 400;">เพรียงกัน สามเณรหมู่นั้นก็เป็นสุข อุบาสกหมู่ใดมีความพร้อม</span><span style="font-weight: 400;">เพรียงกัน อุบาสกหมู่นั้นก็เป็นสุข อุบาสิกาหมู่ใดมีความพร้อม</span><span style="font-weight: 400;">เพรียงกัน อุบาสิกาหมู่นั้นก็เป็นสุข หากขัดแย้งกันอยู่แล้วไม่เป็นสุข อย่าว่าแต่มนุษย์เลย นกก็เป็นทุกข์ เป็นสุขไม่ได้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">        กล่าวถึงนก ชั้นเดิมมีความพร้อมเพรียงกัน นายพราน</span><span style="font-weight: 400;">ตลบข่ายด้วยประการใด ครอบด้วยตาข่ายด้วยประการใด ตลบ</span><span style="font-weight: 400;">ติดได้ด้วยประการใด ก็บินพรึบเดียวเท่านั้นแหละ เอาตาข่ายเสีย</span><span style="font-weight: 400;">ทั้งผืนไปที่กอไผ่ เพราะความเห็นพร้อมเพรียงกันเท่านั้น หัวหน้า</span><span style="font-weight: 400;">นกบอกว่า อย่าเพิ่งออกกำลังเอาหัวลอดตาข่ายให้พร้อมกัน เรา</span><span style="font-weight: 400;">บอกว่าออกกำลังให้พร้อมกัน พอหัวจุกช่องข่ายให้พร้อมกัน ก็</span><span style="font-weight: 400;">พรึบเดียวเท่านั้นแหละเชือกที่ผูกหลักไว้ก็จะลอยติดไปในอากาศ</span><span style="font-weight: 400;">หมด เอาข่ายไปทั้งหมดด้วยกันสิบเอ็ดครั้ง นายพรานตลบนั้น</span><span style="font-weight: 400;">นำเงินไปซื้อด้ายมาอีก เย็บตลบให้ได้ถูกเมียด่าหลายครั้งว่า แก</span><span style="font-weight: 400;">อย่าบ้าคลั่งไปเลย ไม่ได้กินมันหรอก นกมันฉลาดอย่างนี้ แก</span><span style="font-weight: 400;">จะเอาเงินไปให้พ่อค้าด้ายเปล่า ๆ ไปทำมาหากินอย่างอื่นดีกว่า </span><span style="font-weight: 400;">แกอย่าไปเพียรมันเลยเรื่องตลบข่าย สามีนั้นก็ไม่ยอม เอาเถอะน่า</span><span style="font-weight: 400;">มันมีฤทธิ์เดชเท่าไรก็ลองดูทีเถอะ  เราจะเอามันมาแกงกินให้ได้ </span><span style="font-weight: 400;">นายพรานก็ทำตาข่ายตลบอีก ครั้งที่สิบสองจึงสำเร็จ เพราะนก</span><span style="font-weight: 400;">แตกฝูงกัน ไม่พร้อมเพรียงกัน ในวันหนึ่งนกตัวหนึ่งบินลงมาก่อน </span><span style="font-weight: 400;">นกตัวหนึ่งบินลงทีหลัง เหยียบเอาคอนกตัวแรกเข้า มันบอก</span><span style="font-weight: 400;">ว่าไม่คิดถึงบุญคุณมันบ้างเลย ได้พ้นตลบมาหลายครั้งแล้วด้วยกำ</span><span style="font-weight: 400;">ลังของมัน หากว่าพลาดไปก็ว่าเอาเถิดไม่ได้แกล้งเลย นกตัวนั้น</span><span style="font-weight: 400;">ก็ขึ้นมายั่วเย้าอยู่ มันก็ว่าเอาบ้าง ไม่ใช่เจ้าจะออกแรงแต่คนเดียว</span><span style="font-weight: 400;">เราก็ออกเหมือนกัน นกก็เลยแตกเป็นสองพวกขึ้น พวกหนึ่งก็ว่า</span><span style="font-weight: 400;">อีกพวกหนึ่ง นายฝูงที่เคยประกาศอยู่ก็รู้สึกว่านกพวกนี้อยู่ร่วม</span><span style="font-weight: 400;">กันไม่ได้ เราต้องแยกกันเถอะ นายฝูงมีนกเท่าไรก็แยกไปหมด </span><span style="font-weight: 400;">พวกที่ไม่ไป<span style="color: #000000;">กั</span>บนายฝูงมีเท่าไรก็อยู่อีกฝูงหนึ่ง นกฝูงเก่าก็มาอย่าง</span><span style="font-weight: 400;">เก่า นกที่แยกไปก็ไปยังที่อื่น แต่ว่าแตกฝูงกันอยู่นั่นแหละ คราวนี้</span><span style="font-weight: 400;">ถึงกำหนดติดตลบข่ายของนายพรานอีกแล้ว นกนั้นแย้งกัน ยังไง</span><span style="font-weight: 400;">ล่ะท่านมีแรงก็ออกแรงนำเอาซิ เอาตาข่ายไปครอบกอไผ่พ้นจาก</span><span style="font-weight: 400;">ทุกข์ด้วยกันนั่นไงล่ะ </span><span style="font-weight: 400;">ต่างตัวต่างสอดหัวเข้าที่ตาข่ายย้อกแย้ก</span><span style="font-weight: 400;">ทีละตัวสองตัว มันไหวอะไรได้ นกทั้งฝูงไปไม่ได้ หมดทั้งฝูงเป็น</span><span style="font-weight: 400;">เหยื่อของนายพราน นี่ความไม่พร้อมเพรียงเป็นอย่างนี้ตายเป็น</span><span style="font-weight: 400;">เหยื่อนายพราน ถ้าว่าไม่พร้อมกันจริง ๆ ละก็เป็นเหยื่อพญา</span><span style="font-weight: 400;">มัจจุราช</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">       บัดนี้เขาประกาศธรรมกายกันในวัดปากน้ำ ให้มีธรรมกาย</span><span style="font-weight: 400;">แล้วก็พ้นทุกข์กัน </span><span style="font-weight: 400;">ต้องทำธรรมกายให้เป็น มันจึงจะเป็นหมู่</span><span style="font-weight: 400;">เดียวกันพวกเดียวกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ถ้าทำธรรมกายไม่</span><span style="font-weight: 400;">เป็น ก็เป็นแย้งเขานี่ เขาบอกทำอย่างนี้ ไม่ทำเสียอีกแล้วไปทำ</span><span style="font-weight: 400;">อื่นเสีย ไปไถลทางอื่นเสีย ไม่ทำธรรมกายให้เป็นขึ้น ไม่เอาใ</span><span style="font-weight: 400;">จใส่จรดอยู่ที่ทำธรรมกาย เอาใจไปคิดเรื่องอื่นเสีย ธรรมกายมันไม่เป็น</span><span style="font-weight: 400;">เมื่อธรรมกายไม่เป็น มันก็แยกออกเหมือนนกกระจาบแตกฝูง</span><span style="font-weight: 400;">นั่นแหละ ไม่มีความพร้อมเพรียงกัน ให้เข้าใจอย่างนี้นะ ทั้ง</span><span style="font-weight: 400;">ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จงทำธรรมกายให้เป็น ถ้า</span><span style="font-weight: 400;">ทำธรรมกายเป็นละก็นั่นแหละ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สงฆสฺส สามคฺคี</strong></span> ความ</span><span style="font-weight: 400;">พร้อมเพรียงแห่งหมู่เป็นสุข ทำธรรมกายเกิดขึ้นเท่านั้นเรียกว่า  </span><span style="color: #ff0000;"><strong>สุโข </strong></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>พุทฺธานมุปฺปาโท</strong></span> พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในตัวของเราแล้ว </span><span style="font-weight: 400;">เราจะมีนิบาตบอกความตกใจว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อโห พุทฺโธ</strong></span> อ้อนี่พระพุทธเจ้า  </span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อโห ธมฺโม</strong></span> อ้อนี่พระธรรม  <span style="color: #ff0000;"><strong>อโห สงฺโฆ</strong></span> อ้อนี่พระสงฆ์ ก็จะเกิด</span><span style="font-weight: 400;">ความตกใจตื่นตัวของตัว เช่นนี้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในตัวของเรา</span><span style="font-weight: 400;">เอง  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท</strong></span> พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในตัวของตัวซิ </span><span style="font-weight: 400;">พระพุทธเจ้าโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด พระพุทธเจ้าที่เป็นโสดา</span><span style="font-weight: 400;">ทั้งหยาบทั้งละเอียด </span><span style="font-weight: 400;">สกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด </span><span style="font-weight: 400;">อนาคา</span><span style="font-weight: 400;">ทั้งหยาบทั้งละเอียด อรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียด </span><span style="font-weight: 400;">แบบแผนที่</span><span style="font-weight: 400;">วัดปากน้ำเขาทำกันเป็นตั้งร้อยกว่าคน เรายังไม่เป็นก็รีบทำให้</span><span style="font-weight: 400;">เป็นขึ้น ถ้าไม่เป็นละก็เหมือนนกกระจาบแตกฝูง ทำลายตัวเอง</span><span style="font-weight: 400;">ให้ได้รับความทุกข์ละไม่ได้รับความสุข ถ้าเห็นธรรมกายเสียแล้ว</span><span style="font-weight: 400;">เข้าถึงธรรมกายแล้วก็เป็นสุขเท่านั้น </span><span style="font-weight: 400;">เมื่อเป็นสุขแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา </strong></span></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สทฺธมฺมเทสนา</strong></span> สิ่งใดเป็นทุกข์ ผิดธรรมผิดวินัยก็สอนตัวเอง </span><span style="font-weight: 400;">เทศนาตัวเอง สอนตัวเองไป แก้ไขตัวเอง ตัวของตัวด้วยธรรมกาย</span><span style="font-weight: 400;">ของตัวที่มีแล้ว มีพระพุทธเจ้าในตัวแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี </strong></span></span><span style="font-weight: 400;">ความพร้อมเพรียงกันของตัวเอง เห็น จำ คิด รู้ อย่าเถียง</span><span style="font-weight: 400;">ตัวเอง อย่าลงโทษตัวเอง ให้ถูกต้องร่องรอยตามธรรม ธรรมไม่</span><span style="font-weight: 400;">ใสไม่สะอาดแล้วก็อย่าไปทางนั้น ทำให้ถูกต้องร่องรอยให้ใสให้</span><span style="font-weight: 400;">สะอาด ไม่ให้คลาดเคลื่อนของตัวให้พร้อมเพรียงกัน แน่นอน</span><span style="font-weight: 400;">ในใจของตัวอย่างนั้น </span><span style="font-weight: 400;">ทั้งกายทั้งใจทั้งวาจาไม่ให้คลาดเคลื่อน</span><span style="font-weight: 400;">ทุก ๆ กายให้พร้อมกัน  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี สมคฺคานํ ตโป </strong></span></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สุโข</strong></span> ความสุขจะเกิดขึ้นด้วยความเพียร เป็นเครื่องแผดเผาของ</span><span style="font-weight: 400;">ผู้พร้อมเพรียงกัน กำจัดเสียซึ่งความไม่พร้อมเพรียงกัน ก็จะมี</span><span style="font-weight: 400;">ความพร้อมเพรียงกันอยู่ สุขก็จะสมมาดปรารถนา</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">         ที่ได้ชี้แจงแสดงมาในพระธรรมเทศนาที่พระองค์ได้ทรง</span><span style="font-weight: 400;">ประทานไว้ทั่วสกลพุทธศาสนา แก่พุทธบริษัททั้ง ๔ ภิกษุ ภิกษุณี </span><span style="font-weight: 400;">อุบาสก อุบาสิกาในพระบวรพุทธศาสนา ท่านทั้งหลายจะมนสิการ</span><span style="font-weight: 400;">ในใจทุกถ้วนหน้า ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลีคลี่ความ</span><span style="font-weight: 400;">เป็นสยามภาษา ตามมตตยาธิบายพอสมควรแก่เวลา<strong> เอเตน </strong></span><strong>สจฺจวชฺเชน </strong><span style="font-weight: 400;">ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่</span><span style="font-weight: 400;">ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดี</span><span style="font-weight: 400;">จงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายบรรดาที่มาสโมสรในสถานที่นี้ทุก</span><span style="font-weight: 400;">ถ้วนหน้า </span><span style="font-weight: 400;">อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติ</span><span style="font-weight: 400;">ยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">          <strong>เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</span></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1751">พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเป็นเหตุให้เกิดสุข</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระของขวัญ</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1438</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 10:01:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1438</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระของขวัญ           บัดนี้ท่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1438">พระของขวัญ</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 18pt;"><strong>พระของขวัญ</strong></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-971 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/10/33-1024x680.jpg" alt="" width="696" height="462" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/10/33-1024x680.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/10/33-300x199.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/10/33-768x510.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/10/33-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/10/33-696x462.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/10/33-1068x709.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/10/33.jpg 1200w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          บัดนี้ท่านทั้งหลายบรรดาที่มารับของขวัญ สมทบทุนสร้างโรงเรียนพระปริยัติวัดปากน้ำ ได้อุตส่าห์พยายามมาโดยความบากบั่นกรากกรำ ทรมานร่างกายมา ก็เพราะอยากจะได้ของขวัญ รู้ว่าของขวัญนี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นมหัศจรรย์ เมื่อเราได้ของขวัญแล้ว ให้ตั้งใจแน่แน่ว หยิบของขวัญนั้นด้วยมือของตน แก้ห่อของขวัญออก หยิบด้วยมือของตนแล้ว มาดู ให้จำของขวัญนั้นแม่นยำแน่นอน ไม่ฟั่นเฟือนไม่หลงใหล จำได้แน่นอนแม่นยำดีแล้ว ให้น้อมเข้าไปในกลางตัว</p>
<p style="text-align: justify;">          หญิงน้อมเข้าไปในทางช่องจมูกซ้าย ชายน้อมเข้าไปในทางช่องจมูกขวา เข้าไปตั้งอยู่กลางตัว กลางตัวน่ะสะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย สะดือทะลุหลังไปเส้นหนึ่งด้ายกลุ่ม ขวาทะลุซ้ายไปเส้นหนึ่งด้ายกลุ่ม ขึงตึง ตรงกลางจรดกัน นั้นเรียกว่า กลางกั๊ก อาราธนาพระไปตั้งอยู่กลางกั๊กนั้น เราหันหน้าไปทางไหน พระหันหน้าไปทางนั้น กลางกั๊กนั่นแหละถูกกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์ เท่าฟองไข่แดงของไก่ ตั้งอยู่กลางดวงธรรมนั้น ดวงธรรมนั้นถ้าใสสะอาดอยู่ ชีวิตของเรารุ่งโรจน์โชตนาการ</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าดวงธรรมนั้นซูบซีดเศร้าหมองอยู่ชีวิตของเราไม่ผ่องใส ซูบซีดเศร้าหมองเหมือนกัน  ภายหลังตั้งใจลงไปอีกชั้นหนึ่ง หญิงสอดใจไปในทางช่องจมูกซ้าย ชายสอดใจไปในทางช่องจมูกขวา เข้าไปตั้งอยู่ในกลางองค์พระของขวัญนั้น พอถูกกลางองค์พระของขวัญก็ถูกพระพุทธเจ้านับอสงไขยไม่ถ้วน</p>
<p style="text-align: justify;">          แล้วก็ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าโดยบาลีว่า สัมมาอะระหัง ๆ ให้ช่วยประคองใจเราให้หยุดให้นิ่ง สัมมาอะระหัง ๆ ๆ ให้ช่วยประคองใจให้หยุด สัมมาอะระหัง ๆ ๆ ให้ช่วยประคองใจให้หยุด พอถูกส่วนเข้าเท่านั้น หยุดกึ๊กเชียว ใจหยุด เมื่อใจหยุดแล้วเราเอาใจของเราเข้ากลางหยุดนั่น กลางของกลาง ๆ ๆ ซ้ายขวาหน้าหลังล่างบนนอกในไม่ไป กลางของกลาง ๆ ๆ หนักเข้า พอถูกส่วนเข้า เห็นพระแจ่ม ลืมตาก็เห็น หลับตาก็เห็น นั่งก็เห็น นอนก็เห็น เดินเห็น ยืนเห็น นึกเวลาไรให้แจ่มเวลานั้น</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเห็นแจ่มดังนั้นแล้ว ใจหยุดนิ่งอยู่กับพระที่เห็นแจ่มนั่นแหละ เป็นมหัคคตกุศล กามาวจรกุศล จะทำบุญกุศลอย่างหนึ่งอย่างใดสู้ไม่ได้ สร้างวัดวาอาวาสอย่างหนึ่งอย่างใด สู้ใจหยุดนิ่งอยู่กับพระของขวัญนั้นอึดใจเดียวเท่านั้นแหละไม่ได้  เสียเงินสักกี่โกฏิกี่ล้านก็สู้ไม่ได้  เมื่อเราเอาใจของเราจรดอยู่พระของขวัญที่เห็นแจ่มนั้น เป็นมหัคคตกุศล เป็นสมาธิแล้ว ตายไม่ตกนรก อยู่กับพระของขวัญที่เห็นแจ่มนั่นแหละ ใจอยู่ที่กลางของหยุดเข้า ก็กลางของกลาง ๆ ๆ หนักเข้าไป อย่าถอย ตายตัวทีเดียว ไม่ถอยกลับกัน ตรงนี้ตายตัวไม่ถอยกลับ หนักเข้า ๆ พระนั่นโตได้ แปลงสีได้ เป็นพระแก้วใส เท่า ๆ ตัวเรา หรือโตกว่าตัวเรา เราก็เอาใจของเราไปหยุดนิ่งอยู่กลางองค์พระแก้ว สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย กลางกั๊กแบบเดียวกัน ไปหยุดนิ่งอยู่กลางองค์พระแก้วนั่น พอหยุดนิ่งอยู่กลางองค์พระแก้วแล้วก็ ระลึกถึงความบริสุทธิ์ดีของพระแก้วว่า สัมมาอะระหัง ๆ ๆ ๆ ๆ ใจเราก็หยุดตามเดิม หยุดก็เข้ากลางของหยุดไปตามเดิม กลางของกลาง ๆ ๆ นิ่ง พระแก้วนั้นก็ใสหนักขึ้น สะอาดหนักขึ้น โตหนักขึ้น จะไปไหนกับพระแก้วนั้นก็ได้ อาราธนาพระแก้วไปนรก ๔๕๖ ขุม ไปตรวจนรกดูได้ตลอด</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อไปถึงสัตว์นรกแล้ว จะไปพูดไปถามกับสัตว์นรกอย่างหนึ่งอย่างใดได้ตามความปรารถนา หรือจับมือจับแขนของสัตว์นรกนั้นไต่ถามก็ได้  จับมือถือแขนได้ตามใจชอบ  ตามความปรารถนาเหมือนมนุษย์เรา ถ้าว่าเราจะไปดูพวกเปรต ตรวจดูพวกเปรต มี ๑๒ ตระกูล ไปพูดไปจากันได้ ไต่ถามบุพกรรมที่กระทำดีกระทำชั่วร้ายอย่างหนึ่งอย่างใดได้  บ้านช่องอยู่ที่ไหนถามได้ จับมือถือแขนกันพูดได้แบบเดียวกัน ถ้าจะไปพวกอสุรกายก็แบบเดียวกัน จับมือถือแขนพูดกันได้ ไต่ถามกันได้ มีบุพกรรมอันใดกระทำไว้ มาเป็น มาได้ มาอยู่ในอบายภูมินี้ พูดรู้เรื่องกัน จับมือถือแขนกันตามชอบใจ ไปในพวกสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานนั้นมีกายข้างนอก ถ้ากายข้างในน่ะเป็นกายมนุษย์ละเอียดแท้ ๆ นั่นก็จับมือถือแขนกันพูดได้</p>
<p style="text-align: justify;">          จะไปหาพวกมนุษย์ ตรวจดูพวกมนุษย์ มีมากน้อยเท่าไร ไปตลอดหมด กายมนุษย์นั่นก็จับมือถือแขนกันพูดได้ กายหยาบ กายละเอียดจับได้ทั้งนั้น ถ้าจะไปในพวกเทวดา จาตุมหาราช ตาวติงสา ยามา ตุสิตา นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี มีมากน้อยเท่าใด จับมือถือแขนกันพูดได้ ถ้าจะไปในพวกรูปพรหม ๑๖ ชั้น ไปจับมือถือแขนกันพูดได้  ไปในพวกอรูปพรหม ๔ ชั้น มีมากน้อยเท่าใด จับมือถือแขนกันพูดได้</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าจะไปในพวก ไปหาในพระพุทธเจ้าในนิพพาน เข้าเฝ้าไปในนิพพาน ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ไปหาพระพุทธเจ้า ไปถึงพระพุทธเจ้าแล้ว พูดอย่างหนึ่งอย่างใดกับพระพุทธเจ้าได้ ทูลอย่างหนึ่งอย่างใดกับพระพุทธเจ้าได้ จับมือถือแขนกับพระองค์ก็ได้ เหมือนมนุษย์เราแบบเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ของนี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์  อัศจรรย์อย่างนี้เห็นไหมล่ะ  ศักดิ์สิทธิ์นัก ถ้าใครได้ดังนี้แล้ว คนนั้นก็ตายก่อนตายได้ ก่อนจะตาย นั่งตายก็ได้ พูดไปจนกระทั่งดับจิตก็ได้ ตายซะก่อนตายสักชั่วโมง ๒ ชั่วโมงได้ เพราะมีกายของขวัญ เพราะมีกายแก้วน่ะสำคัญนัก</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-3241 size-full" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/p60.jpg" alt="" width="440" height="280" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/p60.jpg 440w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/p60-300x191.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/p60-150x95.jpg 150w" sizes="auto, (max-width: 440px) 100vw, 440px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าไม่ถึงขนาดนั้น เราต้องการจะรวยในชาตินี้ จะค้าขาย เอาใจจรดเข้าที่พระของขวัญนั้น ขออาราธนาพระองค์ได้ทรงโปรด ข้าพระพุทธเจ้าเป็นพ่อค้า หญิงก็ หม่อมฉันเป็นแม่ค้า การค้าของข้าพระพุทธเจ้า ขอให้กว้างขวางเต็มประเทศไทย ล้นประเทศไทย ขอให้ซื้อง่ายขายคล่องกำไรงาม ดังไปถึงพระนิพพาน ส่งผังซื้อง่ายขายคล่องกำไรงามมาเต็มตัวล้นประเทศไทยเรา ก่อนจะค้าขายภาวนาอย่างนี้ทุกคราวไป ขายของ ขายง่าย ขายดาย ขายสะดวกเหมือนเทน้ำเทท่า</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าจะรับราชการ ขออาราธนาพระองค์ได้ทรงโปรด ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้รับราชการ หม่อมฉันเป็นผู้รับราชการ หรือรับราชการอยู่แล้วก็บอกว่า ข้าพระพุทธเจ้ารับราชการอยู่แล้ว หม่อมฉันรับราชการอยู่แล้ว ขอหน้าที่ราชการของข้าพระพุทธเจ้าขอให้ราบรื่นเรียบร้อย ไม่เป็นที่สะดุดตาสะดุดใจผู้หลักผู้ใหญ่ ขอให้เป็นที่นิยมชมชอบ ประกอบข้าพระพุทธเจ้าให้เป็นข้าราชการชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก สูงสุดในสายราชการนี้ หน้าที่ราชการชนิดใดก็อาราธนาท่านในทางชนิดนั้นไป ก็จะได้ผลสมความปรารถนา ก็ดังไปถึงนิพพาน ท่านก็ส่งผังราชการสูงสุดลงมาให้เต็มตัวเรา ก่อนไปรับราชการอย่างนี้ทุกคราวไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าจะไปทำนาทำไร่ ทำสวน ทำการงาน ด้วยปลีแข้งของตน ด้วยกำลังอวัยวะร่างกายของตน ขอพระองค์ได้ทรงโปรดการงานของข้าพระพุทธเจ้าเป็นดังนี้ ขอให้ทำง่าย ทำดาย ทำสะดวก ได้ผลเกินควรเกินค่า นิ่งอยู่กลางองค์พระของขวัญนั้น สัมมาอะระหัง ๆ ๆ ดังขึ้นไปถึงพระนิพพาน ส่งผังได้ผลเกินควรเกินค่ามาเต็มตัวเรา</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าเราจะไปทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ขออาราธนาพระองค์ได้ทรงโปรด ขอให้ไปดีมาดีสวัสดีมีชัย นิ่งอยู่กลางองค์พระ สัมมาอะระหัง ๆ ๆ ดังขึ้นไปถึงพระนิพพาน ส่งผังไปดีมาดีสวัสดีมีชัยมาเต็มตัวเรา</p>
<p style="text-align: justify;">          วิธีเราได้ของขวัญไปแล้ว ให้ปฏิบัติให้ถูกส่วนดังนี้ ที่บอกให้ฟังนี้น่ะ เป็นวิธีของการประพฤติปฏิบัติรักษาในพระของขวัญนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าแม้ว่า  เราได้พระของขวัญนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเราแล้วล่ะก็ ติดอยู่กับตัวเราเสมอ ๆ บำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ โรคภัยไข้เจ็บมีในตัวหายหมด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6747" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/sirirathatu.jpg" alt="" width="444" height="552" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/sirirathatu.jpg 444w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/sirirathatu-241x300.jpg 241w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/sirirathatu-150x186.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/sirirathatu-300x373.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 444px) 100vw, 444px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าเด็กเล็กละก็อ้วนท้วนทีเดียว ตกน้ำก็ไม่ตาย เรือล่มก็ไม่ตาย รถชนรถทับไม่เป็นอันตรายทั้งนั้น ณรงค์สงครามเกิดขึ้นไม่ต้องอพยพหลบหลีก เมื่ออยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้นตามหน้าที่ ทำมาหากินอย่างไรก็ทำมาหากินอย่างนั้นตามหน้าที่</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าเข้าสมรภูมิไปรบกับเขาก็ไม่ต้องหวั่นหวาด มีพระของขวัญแล้ว อาวุธยุทธภัณฑ์ทำอันตรายไม่ได้ ให้รักษาไว้ให้ดีนะ เป็นของสำคัญเหมือนแก้วสารพัดนึก</p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าท่านทรงรับสั่ง เมื่อทำสำเร็จในวันแรก เวลาออก เวลาได้อรุณออกพรรษาทรงรับสั่งว่า<span style="color: #3366ff;"><strong> &#8220;ตั้งแต่มีธาตุมีธรรมมา ของศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้พึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก&#8221; </strong></span>คำนี้ ของศักดิ์สิทธิ์ในชมพูทวีป สากลจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกาย ในมนุษย์ก็ดี ในภาคพื้นก็ดี ศักดิ์สิทธิ์แค่ขนาดนี้ไม่มี เพราะเหตุว่า ของศักดิ์สิทธิ์นี้มนุษย์ไม่ได้ทำตามปรกติธรรมดา</p>
<p style="text-align: justify;">          อาราธนาพระพุทธเจ้า  มีธรรมกาย ธรรมกายไปอาราธนามา ให้ท่านปรุงขึ้น  ตกแต่งให้มนุษย์ เมื่อมนุษย์คนใดรับไปได้แล้ว มนุษย์คนนั้นมีสมบัติติดตัวพันล้านทุกคน คือขอท่านไว้ อาราธนาว่ามนุษย์ผู้ใดสบสมทุนสร้างโรงเรียนละขอให้เป็นเศรษฐีทุกคน</p>
<p style="text-align: justify;">          ถึงได้อาราธนาสมบัติมาติดตัวไว้  พันล้าน พันล้าน ทุกคนไป ให้รักษาพระนี้ไว้ให้ดี ถ้ารักษาดีล่ะก็เรียบร้อยท่านอยู่ได้สะดวกดี อยู่กับเรา</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้ารักษาดูถูกดูหมิ่นน่ะหายไปเสียไม่อยู่ด้วย เมื่อหายไปอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว เคารพคารวะนับถือเข้า อาราธนาอ้อนวอนเข้า กลับมาอยู่อีกก็ได้  ให้ตั้งใจดังนี้ ไม่ใช่ของธรรมดานะ เปล่งรัศมีก็ได้ พูดก็ได้ ลอยไปก็ได้ หายไปก็ได้ กลับมาก็ได้ ของนิดนึงเท่านี้ล่ะอัศจรรย์นัก ไม่ใช่ของตาย ของเป็น เขาเรียกว่าของสำเร็จ  ของศักดิ์สิทธิ์ ให้จำไว้ให้แน่นอนนะ เอ้าแล้วก็จะแจกพระต่อไป</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1438">พระของขวัญ</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1435</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 09:55:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1435</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ๑ มกราคม  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1435">ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><span style="font-size: 18pt;">ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร</span><br />
</strong></p>
<p style="text-align: center;"><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;1 มกราคม พ.ศ. 2498&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:13187,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;4&quot;:{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:14281427},&quot;10&quot;:1,&quot;11&quot;:4,&quot;12&quot;:0,&quot;15&quot;:&quot;Sarabun&quot;,&quot;16&quot;:10}">๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๙๘</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2431 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan4-1024x682.jpg" alt="" width="696" height="464" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan4-1024x682.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan4-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan4-768x511.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan4-1536x1022.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan4-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan4-696x463.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan4-1068x711.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan4-1920x1278.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan4.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p><strong>         <span style="font-size: 12pt;"> นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ หน)</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><strong>          เอวมฺเม สุตํ ฯ  เอกํ สมยํ ภควา พาราณสิยํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย ฯ  ตตฺร โข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู อามนฺเตสิฯ </strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><strong>          เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา โย จายํ กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยโค หีโน คมฺโม โปถุชฺชนิโก อนริโย อนตฺถสญฺหิโต โย จายํ อตฺตกิลมถานุโยโค ทุกฺโข อนริโย อนตฺถสญฺหิโต ฯ  เอเต เต ภิกฺขเว อุโภ อนฺเต อนุปคมฺมมชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ                        </strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><strong>           กตมา จ สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ  อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ฯ  เสยฺยถีทํ ฯ  สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ ฯ  อยํ โข สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตตีติ ฯ</strong></span></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: 12pt;"><span style="font-size: 10pt;"><span style="font-size: 8pt;">สํ.ม.(บาลี) ๑๙/๑๖๖๔/๕๒๘</span></span></span></p>
<p style="text-align: justify;"> </p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><b>        </b>ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถา ในวันปัณณรสีที่ ๑๕ ค่ำ ในเดือนยี่นี้ เป็นวันขึ้นปีใหม่ของทางสุริยคติ ผู้เทศน์ก็ต้องดำริหาเรื่องที่จะต้องแสดงให้สมกับวันขึ้นปีใหม่เป็นวันแรกและเป็นวันมงคลของพระพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย วันนี้แหละถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ เราจะทำอย่างไรจึงจะเป็นคนดี เรื่องนี้เรื่องที่เป็นมงคลดีไม่ดีนั้น พระองค์ทรงรับสั่งยืนยันตัดสิน ตั้งแต่ปีใหม่นี้เราต้องตั้งใจเด็ดขาดลงไป สมกับที่พระองค์จอมปราชญ์แสดงมงคลว่า </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ</span></strong> เราต้องตัดสินใจเด็ดขาดลงไปว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อเสวนา จ พาลานํ</strong></span> ไม่เสพสมาคมคบหาคนพาลเด็ดขาดทีเดียว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตั้งแต่ได้อรุณวันนี้ ไม่เสพคบหาสมาคมกับคนพาลเป็นเด็ดขาด จะเสพสมาคมคบหาแต่บัณฑิตเท่านั้น จะบูชาสิ่งที่ควรบูชา  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปูชา จ ปูชนียานํ เอตํ วิภตฺตยํ</strong></span> ๓ ข้อนี้แหละเป็นมงคลอันสูงสุด คือ จะไม่คบคนพาล คบแต่บัณฑิต บูชาแต่สิ่งที่ควรบูชา ตั้งใจให้เด็ดขาดลงไปอย่างนี้ อย่าล่อกแล่ก ไม่เสพสมาคมกับคนพาลน่ะ ในตัวของตัวเองมีหรือ ซีกทางโลกเป็นซีกของโลภ โกรธ หลง นั่นเป็นเหตุของคนพาล เป็นเหตุให้เกิดพาล ซีกของไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เป็นซีกของบัณฑิต เป็นเหตุให้เกิดบัณฑิต บูชาสิ่งที่ควรบูชา มั่นลงไปอย่างนี้นะ นี่วันนี้ปีใหม่ เราต้องตั้งใจให้เด็ดขาดลงไปอย่างนี้ เมื่อเด็ดขาดลงไปดังนี้ละก็ตัดสินใจว่าเราดีแน่ นี่วันนี้ปีใหม่เราต้องตั้งใจให้เด็ดขาดลงไปอย่างนี้ เมื่อเด็ดขาดลงไปดังนี้ ไม่มีทุจริตไม่มีชั่วเข้าไปเจือปนเลย เป็นซีกบัณฑิตแท้ ๆ เหตุนี้แล เมื่อเป็นบัณฑิตแล้วสมควรจะฟังธรรมเทศนา  </span><span style="font-size: 12pt;">                   </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">      </span><span style="font-size: 12pt;">ในวันใหม่ปีใหม่ในทางสุริยคตินี้ พระจอมไตรอุบัติขึ้นในโลก ยังไม่ได้แสดงธรรมเทศนากับบุคคลใดบุคคลอื่นเลย ได้แสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรกโปรดพระปัญจวัคคีย์ วันนี้จะแสดงปฐมเทศนาที่พระองค์โปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แคว้นเมืองพาราณสี บัดนี้เราจะฟังปฐมเทศนา ซึ่งเป็นธรรมอันลุ่มลึกสุขุมนัก ไม่ใช่ธรรมพอดีพอร้าย และธรรมนี้เป็นตำรับตำราของพุทธศาสนิกชนสืบต่อไปด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงแต่ว่าเป็นปฐมเทศนาเท่านั้น เป็นตำรับตำราของพุทธศาสนิกชนทีเดียว ที่ผู้ปฏิบัติจะเอาตัวรอดได้ในธรรมวินัยของพระบรมศาสดา    </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">      </span><span style="font-size: 12pt;">เริ่มต้นแห่งปฐมเทศนาว่า<strong>  <span style="color: #ff0000;">เอวมฺเม สุตํ</span></strong> นี่เป็นพระสูตรที่พระอานนท์เอามากล่าวปฏิญาณตนเพื่อให้พ้นจากความเป็นสัพพัญญูว่าตัวไม่ได้รู้เอง เพราะได้ยินได้ฟังมาจากสำนักของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอวํ อากาเรน</strong></span> ด้วยอาการอย่างนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอกํ สมยํ</strong></span> ในสมัยครั้งหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งหลาย ทรงประทับสำราญอิริยาบถ ณ สำนักมิคทายวัน แคว้นเมืองพาราณสี ครั้งนั้นพระองค์ทรงรับสั่งหาพระภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ มา รับสั่งว่า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">เทวฺเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา</span></strong> ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุดทั้ง ๒ อย่างนี้นั้นอันบรรพชิตไม่ควรเสพ  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>โย จายํ กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยโค</strong></span> การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามในกามทั้งหลายนี้ใด  <span style="color: #ff0000;"><strong>หีโน</strong></span> เป็นของต่ำทราม  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>คมฺโม</strong></span> เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>โปถุชฺชนิโก</strong></span> เป็นคนมีกิเลสหนา  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อนริโย</strong></span> ไม่ไปจากข้าศึกคือกิเลสได้  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อนตฺถสญฺหิโต </strong></span>ไม่เป็นประโยชน์ นี่คืออย่างหนึ่ง  </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">โย จายํ อตฺตกิลมถานุโยโค ทุกฺโข อนริโย อนตฺถสญฺหิโต</span></strong> การประกอบความลำบากให้แก่ตนเปล่า กลับเป็นทุกข์แก่ผู้ประกอบด้วย ไม่ไปจากข้าศึกคือกิเลสได้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ นี้อย่างหนึ่ง เป็น ๒ อย่างนี้ กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค นี่เป็นตัวกามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค ทีเดียว </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">           </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>เอเต เต ภิกฺขเว อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา </strong></span>ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลาง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติเป็นกลาง ไม่แวะเข้าใกล้ซึ่งที่สุดทั้ง ๒ อย่างนี้นั่นนั้น อันพระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญายิ่ง และทำความเห็นให้เป็นปรกติ เรียกว่า  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>จกฺขุกรณี ญาณกรณี สํวตฺตติ </strong></span>ย่อมเป็นไปพร้อม  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อุปสมาย</strong></span> เพื่อความเข้าไปสงบระงับ  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อภิญฺญาย</strong></span> เพื่อความรู้ยิ่ง  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺโพธาย</strong></span> เพื่อความรู้พร้อม             </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><strong>         <span style="color: #ff0000;">นิพฺพานาย</span></strong> เพื่อความดับสนิท  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>กตมา จ สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา</strong></span> ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติเป็นกลางนั้น ที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค</strong></span> หนทางที่องค์ ๘ ประการไปจากข้าศึกคือกิเลสได้  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>เสยฺยถีทํ </strong></span>คือ  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ</strong></span> ความเห็นชอบ  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาสงฺกปฺโป </strong></span>ความดำริชอบ  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวาจา</strong></span> กล่าววาจาชอบ  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมากมฺมนฺโต</strong></span> ทำการงานชอบ  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาอาชีโว</strong></span> เลี้ยงชีพชอบ  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวายาโม </strong></span>ทำความเพียรชอบ  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาสติ</strong></span> ระลึกชอบ  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาสมาธิ</strong></span> ตั้งใจชอบ นี่ประกอบด้วยองค์  ๘ ประการ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><strong>        <span style="color: #ff0000;">อยํ โข สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี </span></strong></span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ</strong></span> อย่างนี้แหละ ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แหละข้อปฏิบัติอันเป็นกลาง ที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง กระทำความเห็นให้เป็นปรกติ กระทำความรู้ให้เป็นปรกติ ย่อมเป็นไปเพื่อความออกไปสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่งรู้พร้อมซึ่งพระนิพพาน      </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6749" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Untitled-2.jpg" alt="" width="1896" height="1362" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Untitled-2.jpg 1896w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Untitled-2-300x216.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Untitled-2-1024x736.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Untitled-2-768x552.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Untitled-2-1536x1103.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Untitled-2-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Untitled-2-696x500.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Untitled-2-1068x767.jpg 1068w" sizes="auto, (max-width: 1896px) 100vw, 1896px" />                                        </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          </span><span style="font-size: 12pt;">นี้หลักประธานปฐมเทศนา ทรงรับสั่งใจความพระพุทธศาสนาบอกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ โดยตรง ๆ ไม่มีวกไปทางใดทางหนึ่งเลย บอกตรง ๆ ทีเดียว แต่ว่าผู้ฟังพอเป็นวิสัยใจคอเป็นฝ่าย <span style="color: #ff0000;"><strong>ขิปฺปาภิญฺญา</strong></span> เท่านี้ก็เข้าใจแล้วว่าธรรมของศาสดานี้ลึกจริง ถ้าว่าไม่เป็น<span style="color: #ff0000;"><strong> ขิปฺปาภิญฺญา</strong></span> เป็น <span style="color: #ff0000;"><strong>ทนฺธาภิญฺญา </strong></span>จะต้องชี้แจงแสดงขยายออกไปอีก จึงจะเข้าใจปฐมเทศนา พระองค์ทรงรับสั่งบอกพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ว่าที่สุดทั้ง ๒ อย่างนั่นนั้นอันบรรพชิตไม่ควรเสพ ที่สุด ๒ อย่างน่ะอะไร </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         เอาใจไปจรด ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ที่ชอบใจนั้นแหละ หรือยินดีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชอบใจ นั้นแลตัวกามสุขัลลิกานุโยค ถ้าว่าเอาไปจรดรูปนั้นเข้าแล้วจะเป็นอย่างไร  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทุกฺโข</strong></span> เป็นทุกข์แก่ผู้เอาใจไปจรดนั้น<span style="color: #ff0000;"><strong>  หีโน</strong></span> ถ้าเอาใจไปจรดเข้ารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชอบใจนั้น ใจต่ำ ไม่สูง ใจต่ำทีเดียว ใจมืดทีเดียว ไม่สว่าง เพราะเอาไปจรดกับอ้ายที่ชอบใจ ที่มัวซัวเช่นนั้น ถ้าไปจรดที่มืดมันก็แสวงหาที่มืดทีเดียว ไม่ไปทางสว่างละ นั่นน่ะจับตัวได้ เอาใจเข้าจรดกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชอบใจ ชวนไปทางมืดเสียแล้ว ไม่ชวนไปทางสว่าง ปิดทางสว่างเสียแล้ว                     </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          </span><span style="font-size: 12pt;">เมื่อเป็นอย่างนั้นท่านจึงได้ยืนยัน  <span style="color: #ff0000;"><strong>หีโน</strong></span> ต่ำทราม ไม่ไปทางนักปราชญ์ราชบัณฑิต ไปทางโลกไปทางปุถุชนคนพาลเสียแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>หีโน</strong></span> ต่ำทรามลงไปอย่างนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>คมฺโม</strong></span> ถ้าไปจรดมันเข้าไม่สะดวก ทำให้ต้องปลูกบ้านปลูกเรือนให้เหมาะเจาะ มีฝารอบขอบชิดให้ดีจึงจะสมความปรารถนานั้น ไปเสียทางโน้นอีกแล้ว นั้นใจมันชักชวนเสียไปทางนั้นแล้วนั้น  <span style="color: #ff0000;"><strong>คมฺโม โปถุชฺชนิโก</strong></span> ก็หมักหมมสั่งสมกิเลสให้หนาขึ้นทุกที ไม่บางสักทีหนึ่ง นั่นแหละ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เข้ามา ๆ ๆ เป็นตึกร้านบ้านเรือนกันยกใหญ่เชียวคราวนี้ แน่นหนากันยกใหญ่เชียว  <span style="color: #ff0000;"><strong>อนริโย</strong></span> ออกไม่ได้ ไม่ไปจากข้าศึกคือกิเลสได้ ไม่หลุดจากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ไม่หลุดจากความยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ติดอยู่นั่นเอง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         พระองค์ทรงรับสั่งว่า นี่ ๆ พวกนี้กามสุขัลลิกานุโยค ไปจากข้าศึกคือกิเลสไม่ได้ ไปไม่ได้ทีเดียว  <span style="color: #ff0000;"><strong>อนตฺถสญฺหิโต</strong></span> แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ไม่มีประโยชน์เลย ถามคนแก่ดูก็ได้ ที่ครอบครองเรือนมาแล้ว ที่ติดอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสมาแล้ว ติดจนกระทั่งถึงแก่เฒ่าชรา ไปถามเถอะ ร้อยคนพันคนมายืนยัน บอกตรงทุกคน ทำไมจึงบอกตรงล่ะ แกวางก้าม*<span style="color: #999999;"><sup>(*คำว่า วางก้าม ในที่นี่ใช้ในเชิงว่า ปล่อยวาง คือ ทอดธุระไม่เอาใจใส่ หรือ ไม่ชิงดีชิงเด่นอีกต่อไปแล้ว)</sup></span> เสียแล้วนะ บอกตรงซิ ถ้ายังไม่วางก้าม ยังกระมิดกระเมี้ยนอยู่ ยังจะนิยมชมชื่นอยู่ นั่นพระองค์ทรงรับสั่งว่า กามสุขัลลิกานุโยคไม่มีประโยชน์อะไร อย่าเข้าไปติด ถ้าเข้าติดแล้วไปไม่ได้ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          นั่นว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>โย จายํ อตฺตกิลมถานุโยโค ทุกฺโข</strong></span> ประกอบความลำบากให้แก่ตนเปล่า ไร้ประโยชน์ นี่  <span style="color: #ff0000;"><strong>อตฺกิลมถานุโยโค</strong></span> เป็นทุกข์แก่ผู้ประกอบ ไปจากข้าศึกคือกิเลสนั้นไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อีกเหมือนกัน อัตตกิลมถานุโยคนั่นทำอย่างไร ประกอบความลำบากให้แก่ตน พวกประกอบความลำบากให้นั่นทำอย่างไร นอนหนาม ตากแดด ย่างไฟ ไม้เคาะหน้าแข้ง หาบทราย นี่พวกประพฤติดับกิเลส  นอนหนาม ตากแดด ย่างไฟ ไม้เคาะหน้าแข้ง หาบทราย นอนหนาม หนามนั่นเจ็บเสีย ความสงัดยินดีก็หายไปได้ เข้าใจว่าหมดกิเลส เป็นทางหมดกิเลส ตากแดดล่ะ เมื่อตากแดด แดดร้อนเข้าก็ไม่มีความกำหนัดยินดีเข้าน่ะซิ เข้าใจว่ากิเลสดับแล้ว นั่นความเข้าใจของเขา เข้าใจอย่างนั้น ย่างไฟล่ะ ย่างไฟมาจากแดด แดดไม่สะดวกก็เอาไฟย่าง มาก่อไฟ ก่อไฟถ่าน อยู่ข้างบนเข้าให้ นอนบนกองไฟ นอนบนไฟย่าง นอนบนไฟ นอนข้างบนร้อนรุ่มเหมือนอย่างกับไฟย่างนั้นได้ชื่อว่าย่างไฟ ไม้เคาะหน้าแข้งล่ะ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          มีความกำหนัดยินดีขึ้นมาไม่รู้จะทำอะไร มันเดินก็ไม่ถนัด ขาแข็งไปหมด ไม้เคาะหน้าแข้งเปกเข้าไปให้  เงียบ หาย ความกำหนัดยินดีดับไป เอ้อ นี่ดีนี่ ได้อย่างทันอกทันใจ ทีหลังกำหนัดยินดีเวลาไหนก็เอาไม้เคาะหน้าแข้งเปก ๆ เข้าไปให้อย่างหนัก นี้ความกำหนัดยินดีก็หายไป อย่างนี้เป็นหมู่เป็นพวกต้องทำเหมือนกัน เป็นหนทางดีทางถูกของเขา พวกไม้เคาะหน้าแข้ง หาบทราย หาบทรายเหนื่อยเต็มที่หมดความกำหนัดยินดี  ควายเปลี่ยว ๆ ยังสยบเลย ถึงอย่างนั้น หาบทราย ไอ้ทรายกองใหญ่ที่พวกอัตตกิลมถานุโยคประพฤติปฏิบัติอยู่นานเข้ามาอาศัยกองใหญ่มหึมาทีเดียว หาบมาเอามากองเข้าไว้ หาบเข้ามากองไว้ใหญ่มหึมา  นั่นเพื่อจะทำลายกิเลส ดับกิเลส นี่เขาเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยคทั้งนั้น ลักษณะอัตตกิลมถานุโยคมีมากมายหลายประการที่ผิดทางมรรคผล ปฏิบัติตนให้เหนื่อยเปล่า ไม่มีประโยชน์ นั่นแหละอัตตกิลมถานุโยคทั้งนั้น  </span><span style="font-size: 12pt;">      </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">ยินดีใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อัตตกิลมถานุโยค เหมือนกัน เอาดีไม่ได้ เดือดร้อนร่ำไป นั่นอัตตกิลมถานุโยคเหมือนกัน </span></strong>อัตตกิลมถานุโยคเป็นอย่างไรล่ะ ร่างกายทรุดโทรมไปตามกัน ฆ่าตัวเอง ทำลายกำลังตัวเอง ตัดแรงตัวเอง นี่งมงายอวดว่าฉลาด นึกดูที </span><span style="font-size: 12pt;">เอ้อเราไม่รู้เท่าทัน ถ้ารู้เท่าทัน ไม่ถึงขนาดนี้เลย เพราะไม่ได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ไม่ได้ฝึกฝนใจทางพระพุทธเจ้าเลย ความรู้ไม่เท่าทันจึงได้เป็นอัตตกิลมถานุโยคอยู่เช่นนี้ นี่เรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>อัตตกิลถานุโยค</strong></span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          ๒ อย่างนี้ กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค เลิกเสีย ไม่เสพ อย่าเสพ อย่าเอาใจไปจรด อย่าเอาใจไปติด ปล่อยทีเดียว ปล่อยเสียให้หมด เมื่อปล่อยแล้ว เดินมัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันเป็นกลาง ไม่แวะวงเข้าไปใกล้ซึ่งทางทั้ง ๒ อย่างนั้น อันพระตถาคตเจ้าตรัสรู้แล้วด้วยพระญาณอันยิ่ง  นี่ข้อปฏิบัติเป็นกลางซึ่งเราควรรู้ กลางนี่ลึกซึ้งนัก ไม่มีใครรู้ใครเข้าใจกันเลย ธรรมที่เรียกว่าข้อปฏิบัติอันเป็นกลางน่ะ ปฏิบัติแปลว่าถึงเฉพาะซึ่งกลาง อะไรถึง ต้องเอาใจเข้าถึงซึ่งกลางซิ เอาใจเข้าไปถึงซึ่งกลาง กลางอยู่ตรงไหน กลางมีแห่งเดียวเท่านั้นแหละ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2427 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan1-1024x683.jpg" alt="" width="696" height="464" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan1-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan1-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan1-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan1-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan1-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan1-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan1-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan1-1920x1280.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan1.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          เมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์ใจเราก็หยุดอยู่กลาง เมื่อเวลาเราจะหลับใจเราก็ต้องไปหยุดกลาง ผิดกลางหลับไม่ได้ ผิดกลางเกิดไม่ได้ ผิดกลางตายไม่ได้ ผิดกลางตื่นไม่ได้ ต้องเข้ากลางถูกกลางละก็เป็นเกิด เป็นหลับ เป็นตื่นกันทีเดียว อยู่ตรงไหน ในมนุษย์นี่มีแห่งเดียวเท่านั้น ศูนย์กลางกายมนุษย์ สะดือทะลุหลังขึงด้ายกลุ่มเส้นหนึ่งตึง ได้ระดับกรอบปรอททีเดียว สะดือทะลุหลังขึงด้ายกลุ่มเส้นหนึ่งตึง ขวาทะลุซ้ายขึงด้ายกลุ่มอีกเส้นตึง อยู่ในระดับแค่กัน ได้ระดับกันทีเดียว ได้ระดับกันเหมือนแม่น้ำทีเดียว ระดับน้ำหรือระดับปรอทแบบเดียวกัน เมื่อได้ระดับ เช่นนั้นแล้ว ดึงทั้ง ๒ เส้น ข้างหน้าข้างหลังตึง ตรงกลางจรดกัน ตรงกลางจรดกันนั่นแหละเขาเรียกว่ากลางกั๊ก ที่เส้นด้ายคาดกันไปนั่น กดลงไปนั่นกลางกั๊ก กลางกั๊กนั่นแหละถูกกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์ เท่าฟองไข่แดงของไก่ กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั่นแหละ แรกเรามาเกิดเอาใจหยุดอยู่ตรงนั้น ตายก็ไปอยู่ตรงนั้น หลับก็ไปอยู่ตรงนั้น ตื่นก็ไปอยู่ตรงนั้น นั่นแหละเป็นที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น กลางแท้ ๆ เทียว กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์ เท่าฟองไข่แดงของไก่ กลางนั่นแหละตรงกลางนั่นแหละ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><strong>        <span style="color: #3366ff;">ไปหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางนั่นแหละได้ชื่อว่ามัชฌิมา มัชฌิมาน่ะ พอหยุดก็หมดดี หมดชั่ว ไม่ดีไม่ชั่วกัน หยุดทีเดียว พอหยุดจัดเป็นบุญก็ไม่ได้ พอหยุดจัดเป็นบาปก็ไม่ได้ จัดเป็นดีก็ไม่ได้ ชั่วก็ไม่ได้ ต้องจัดเป็นกลาง ตรงนั้นแหละกลาง ใจหยุดก็เป็นกลางทีเดียว</span></strong> นี้ที่พระองค์ให้นัยไว้กับองคุลีมาลว่า สมณะหยุด สมณะหยุด พระองค์ทรงเหลียวพระพักตร์มา สมณะหยุดแล้ว ท่านก็หยุด นี้ต้องเอาใจไปหยุดตรงนี้ หยุดตรงนั้นถูกมัชฌิมาปฏิปทาทีเดียว พอหยุดแล้วก็ตั้งใจอันนั้นที่หยุดนั้น อย่าให้กลับมาไม่หยุดอีกนะ ให้หยุดไปท่าเดียว นั่นแหละ<span style="color: #3366ff;"><strong> พอหยุดแล้วก็ถามซิว่า หยุดลงไปแล้วยังตามอัตตกิลมถานุโยคมีไหม ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ตัวรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ยินดีไหม ไม่มี นั่นกามสุขัลลิกานุโยคไม่มี ลำบากยากไร้ประโยชน์ไม่มี หยุดตามปรกติของเขาไม่มี ทางเขาไม่มีแล้ว</strong></span> เมื่อไม่มีทางดังกล่าวแล้ว นี่ตรงนี้แหละที่พระองค์ทรงรับสั่งว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา</strong></span> พระตถาคตเจ้ารู้แล้วด้วยปัญญายิ่ง ตรงนี้แห่งเดียวเท่านั้น ตั้งต้นนี้แหละจนกระทั่งถึง พระอรหันตผล ทีนี้จะแสดงวิธีตรัสรู้เป็นอันดับไป ถ้าไม่แสดงตรงไม่รู้ ฟังปฐมเทศนาไม่ออกทีเดียว อะไรล่ะ พอหยุดกึกเข้าคืออะไร หยุดกึกเข้านั่นละเขาเรียกใจ เป็นปรกติล่ะ หยุดนิ่งอย่าขยับไป    </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         </span><span style="font-size: 12pt;">หยุดนิ่งพอถูกส่วนเข้าเท่านั่นแหละ กลางของนิ่งนั้นแหละ จะไปเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ บริสุทธิ์สนิทดังกระจกคันฉ่องเงาหน้า อยู่ในกลางหยุด กลางนิ่งนั่นแหละ กลางนั่นแหละ พอเข้าถึงกลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานอีกแบบเดียวกัน พอถูกส่วนเข้าจะเข้าถึงดวงศีล เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เหมือนกัน หยุดอยู่กลางดวงศีลอีก เข้าถูกส่วน เข้ากลาง ดวงศีลนั่นเองจะเข้าถึงดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธินั่นแหละ ดวงเท่ากัน พอถูกส่วนเข้าเท่านั้นจะเข้าถึงดวงปัญญา ดวงเท่ากัน หยุดอยู่กลางดวงปัญญานั่นแหละ พอถูกส่วนเข้าเท่านั่นแหละ เข้าถึงดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั่นแหละ พอถูกส่วนเข้า เห็นกายมนุษย์ละเอียด เห็นแจ่ม</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         แปลกจริง กายนี้เราเคยฝันออกไป เวลาฝันมันออกไป เมื่อไม่ฝันมันอยู่ตรงนี้เองหรือ ให้เห็นแจ่มอยู่ในกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ กลางตัวของตัวนั่น เห็นชัดเชียว อีกชั้นหนึ่งละนะ เข้ามาถึงนี้ละ นี่พระพุทธเจ้าเดินอย่างนี้ พักอย่างนี้ทีเดียว เอา เราเดินเข้ามาชั้นหนึ่งแล้ว เข้ามาอีกชั้นหนึ่งแล้ว ต่อไปนี้ไม่ใช่หน้าที่ของกายมนุษย์หยาบละ เป็นหน้าที่ของกายมนุษย์ละเอียดทำไป                                        </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         </span><span style="font-size: 12pt;">ใจกายมนุษย์ละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่เป็นกายมนุษย์ละเอียด แบบเดียวกันทีเดียว พอถูกส่วนก็เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาแบบเดียวกัน เข้าถึงดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงกายทิพย์ ที่นี่หมดหน้าที่ของกายมนุษย์ละเอียดไปแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6750" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/003.jpg" alt="" width="1893" height="1363" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/003.jpg 1893w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/003-300x216.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/003-1024x737.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/003-768x553.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/003-1536x1106.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/003-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/003-696x501.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/003-1068x769.jpg 1068w" sizes="auto, (max-width: 1893px) 100vw, 1893px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          ใจกายทิพย์หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางกายทิพย์อีก ถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ </span><span style="font-size: 12pt;">หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุต หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้าเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้าก็เห็นกายทิพย์ละเอียด                </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          </span><span style="font-size: 12pt;">ใจกายทิพย์ละเอียด หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางกายทิพย์ละเอียดอีก ถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แบบเดียวกัน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล ดวงเท่ากัน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า เห็น กายรูปพรหม  </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         </span><span style="font-size: 12pt;"> ใจกายรูปพรหมหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้กายรูปพรหม ถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า เห็นกายรูปพรหมละเอียด</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          </span><span style="font-size: 12pt;">ใจกายรูปพรหมละเอียด</span><span style="font-size: 12pt;">หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด นี้เป็นกายที่ ๖ แล้ว พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ </span><span style="font-size: 12pt;">หยุดอยู่ศูนย์กลาง ดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ </span><span style="font-size: 12pt;">หยุดกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า เห็นกายอรูปพรหม</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         ใจกายอรูปพรหมหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม ถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดนิ่งอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า </span><span style="font-size: 12pt;">เห็นกายอรูปพรหมละเอียด </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด ถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า เห็นดวงศีล หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้า เห็นดวงปัญญา หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า เห็นกายธรรม รูปเหมือนพระพุทธปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า หน้าตักโตเล็กตามส่วน ไม่ถึง ๕ วา หย่อนกว่า ๕ วา นี่เรียกว่า  กายธรรม กายธรรมนี่เรียกว่าพุทธรัตนะ นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ได้อย่างนี้ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         นี่ปฐมยามตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างนี้ทีเดียว เป็นตัวพระพุทธรัตนะอย่างนี้ นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ขึ้นอย่างนี้ นี่ปฐมยามได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างนี้ทีเดียว เป็นตัวพระพุทธเจ้าทีเดียว รูปเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องหน้า ที่ทำรูปไว้นี่แหละ นี่แหละตัวพระพุทธเจ้าทีเดียว แต่ว่ากายเป็นที่ ๙ กายที่ ๙ เป็นกายนอกภพไม่ใช่กายในภพ ทำไมรู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ก็ทำรูปไว้ทุกวัดทุกวาจะไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าอย่างไร ทำตำราไว้อย่างนี้ ก่อนเราเกิดมาเป็นไหน ๆ ก็ทำไว้อย่างนี้ ปรากฏอย่างนี้แหละตัวพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทีเดียว ตัวพุทธรัตนะทีเดียว อ้อ นี่เข้าถึงพุทธรัตนะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว         </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          ที่ท่านรับรองว่า  <strong><span style="color: #ff0000;">ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา</span>  <span style="color: #ff0000;">ตถาคเตน</span></strong> แปลว่า ตถาคต ธรรมกายน่ะ แต่ว่าธรรมกายนั้นท่านทรงรับสั่งว่า<strong>  <span style="color: #ff0000;">ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ</span></strong> เราพระตถาคตผู้เป็นธรรมกาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ</strong></span> คำว่าธรรมกายน่ะ ตถาคตแท้ ๆ ทรงรับสั่งอย่างนี้ เข้าถึงธรรมกายแล้วนี่ตถาคตทีเดียว รู้ขึ้นแล้ว เป็นขึ้นแล้ว ปรากฏขึ้นแล้ว ต่อไปนี้เรามาเป็นธรรมกายดังนี้ รู้จักทางแล้ว ใจธรรมกายก็หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย ดวงธรรมของธรรมกายวัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่าหน้าตักธรรมกาย กลมรอบตัว ใสเกินกว่าใส                      <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2428 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan2-1024x683.jpg" alt="" width="696" height="464" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan2-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan2-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan2-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan2-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan2-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan2-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan2-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan2-1920x1280.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Rsan2.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          ใ</span><span style="font-size: 12pt;">จธรรมกายก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็น ธรรมกาย หยุดนิ่ง พอถูกส่วนถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เท่าดวงธรรมนั้น หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีล พอถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงสมาธิ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงสมาธิเห็นดวงปัญญา หยุดนิ่งอยู่กลางดวงปัญญาก็เห็นดวงวิมุตติ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้าก็เห็นธรรมกายละเอียด หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป ธรรมกายหยาบเป็นพุทธรัตนะ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง เท่าหน้าตักธรรมกาย เป็นธรรมรัตนะ ธรรมกายละเอียดอยู่ในกลางดวงธรรมรัตนะนั่นแหละเป็นสังฆรัตนะ ดังนี้ อยู่ในตัว ที่อื่นไม่มี ทุกคนมีอยู่ในตัวของตัว ผู้หญิงก็มีผู้ชายก็มี เช่นเดียวกันทุกคน นี่แหละพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เมื่อรู้จักดังนี้ เมื่อท่านเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นเช่นนี้แล้ว นี่เป็นโคตรภูแล้ว ท่านก็สำเร็จ ขึ้นไปอีก ๘ ชั้น ท่านก็เป็นพระอรหันต์ไปอยู่กับพระพุทธเจ้าทีเดียว                           </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         พอเป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า ท่านก็เอาเรื่องนี้มาแสดงกับพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ฟัง ท่านแสดง เรื่องของท่านว่า อันเราตถาคตเจ้าตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ท่านทำความเห็นเป็นปรกติ เห็นอะไร ตาอะไร ตาพระพุทธเจ้า ตาธรรมกาย มีตา ตาดีนัก เห็นด้วยตาธรรมกายนั่นแหละ  <span style="color: #ff0000;"><strong>จกฺขุกรณี</strong></span> ทำให้เห็นเป็นปรกติ เห็นความจริงหมด  <span style="color: #ff0000;"><strong>ญาณกรณี</strong></span> กระทำความรู้ให้เป็นปรกติญาณของท่าน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         เมื่อท่านเป็นมนุษย์ ส่วนดวงวิญญาณของท่านก็เล็กเท่าดวงตาดำข้างในของท่าน เมื่อท่านขึ้นไปเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตาของท่านก็มีเหมือนเราเช่นนี้ ตาธรรมกาย มีญาณของธรรมกาย มีดวงวิญญาณนั่นแหละกลับเป็นดวงญาณใหญ่โตมโหฬาร ใหญ่โตขึ้น ดวงใสเท่าดวงตาดำข้างในแหละ ที่มีความรู้อยู่ในใจนี้แหละ เขาเรียกว่าดวงวิญญาณ พอไปเป็นธรรมกายเข้าแล้วกลับเป็นดวงญาณทีเดียว วัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่าหน้าตักธรรมกาย ดวงญาณเท่าหน้าตักธรรมกาย นั้นแหละเรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>จกฺขุกรณี</strong></span> เห็นเป็นปรกติ เห็นด้วยตาธรรมกาย เห็นอะไร เห็นเบญจขันธ์ทั้ง ๕ ในมนุษย์โลกนี้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของมนุษย์ ของมนุษย์ละเอียด รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของกายทิพย์ ของกายทิพย์ละเอียด เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของกายรูปพรหม รูปพรหมละเอียด อรูปพรหม อรูปพรหมละเอียด เห็นเบญจขันธ์ทั้ง ๕ ของทั้ง ๘ กายนี้ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นจริง เห็นด้วยตาธรรมกาย เห็นไม่เที่ยงจริง ๆ เห็นจริงอย่างนี้ ตามนุษย์เห็นไม่ได้ ตา ๘ กายในภพนี้เห็นไม่ได้  กายมนุษย์ก็ไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กายมนุษย์ละเอียดก็ไม่เห็น กายทิพย์ก็ไม่เห็น กายทิพย์ละเอียดก็ไม่เห็น กายรูปพรหมก็ไม่เห็น กายรูปพรหมละเอียดก็ไม่เห็น อรูปพรหมก็ไม่เห็น อรูปพรหมละเอียดก็ไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นไม่ได้ ตามันไม่ดี ตามันไม่ถึงขั้นที่จะได้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำไมไม่ถึงขนาดเล่า ก็มันขั้นสมถะนี่ กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด นี่มันขั้นสมถะ แต่อรูปฌานเท่านั้น เลยไปไม่ได้ <span style="color: #3366ff;"><strong>พอถึงกายธรรม มันขั้นวิปัสสนา</strong></span> ตาพระพุทธเจ้าท่านก็เห็นเบญจขันธ์ ทั้ง ๕ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแท้ ๆ เห็นจริง ๆ จัง ๆ อย่างนั้นละ เห็นแท้ทีเดียว เห็นชัด ๆ ไม่ได้เห็นด้วยตากายในภพ เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรมกาย เห็นด้วยตาพระพุทธเจ้า รู้ด้วยญาณพระพุทธเจ้า เห็นอย่างนี้แหละเห็นด้วยตาของพระตถาคตเจ้า  รู้ด้วยญาณของพระตถาคตเจ้า ธรรมกายนั่นเป็นตัวของพระตถาคตเจ้าทีเดียว ไม่ใช่อื่น เห็นชัดอย่างนี้แหละ เห็นอย่างนี้แหละเขาเรียก วิปัสสนา เห็นเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา            </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">           </span><span style="font-size: 12pt;">เห็นเป็นอนิจจังน่ะเห็นอย่างไร เห็นตั้งแต่กายมนุษย์เกิด กายมนุษย์เกิดไม่อยู่ที่ เกิดเรื่อย ๆ เกิดริบ ๆ เหมือนไฟจุดอยู่ มีไส้ มีน้ำมัน มีตะเกียง จุดมันก็ลุกโพลง เราเข้าใจว่าไฟดวงนั้นเป็นอย่างนั้นแหละ ไอ้กายมนุษย์มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ แต่ตาธรรมกายไม่เห็นอย่างนั้น เห็นไฟเก่าหมดไปไฟใหม่เดินเรื่อยขึ้นมา ไฟเก่าหมดไปไฟใหม่เดินเรื่อยขึ้นมา แล้วก็เอามือคลำดู ข้างบนก็รู้ ร้อนวูบ ๆ ๆ ๆ ไป อ้อ ไฟใหม่เกิดเรื่อย กายมนุษย์นี้ก็เช่นเดียวกัน ไอ้เก่าตายไปไอ้ใหม่เกิดเรื่อย หนุนไม่ได้หยุดเหมือนไฟ เหมือนดวงไฟอย่างนั้นแหละ ไม่ขาดสาย มันเกิดหนุนอย่างนั้น นั่นเห็นขนาดนั้น เห็นเกิดเห็นตายเรื่อย เกิดแล้วก็ตายไป เกิดแล้วก็ตายไป ไม่มีหยุดละ เหมือนกันหมดทั้งสากลโลก เห็นทีเดียวว่ามีแต่เกิดกับดับ       </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">             </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #ff0000;"><strong>ยงฺกิญจิ สมุทยธมฺม สพฺพนตํ นิโรธธมฺมํ</strong></span> สิ่งทั้งปวงมี ความเกิดเป็นธรรมดา ย่อมมีความเกิดเสมอ สิ่งทั้งปวงมีเกิดเสมอ มีความดับเสมอ มีเกิดกับดับ ๒ อย่างเท่านั้น หมดทั้งสากลโลก เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรมกายจริง ๆ อย่างนี้ นี้ทำวิปัสสนาเห็นจริงเห็นจังอย่างนี้ </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6751" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/023.jpg" alt="" width="2037" height="1124" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/023.jpg 2037w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/023-300x166.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/023-1024x565.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/023-768x424.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/023-1536x848.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/023-150x83.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/023-696x384.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/023-1068x589.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/023-1920x1059.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2037px) 100vw, 2037px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">             </span><span style="font-size: 12pt;">ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ก็แบบเดียวกัน<strong>  <span style="color: #ff0000;">โส สมุปาทยธมฺมํ</span></strong> เห็นตลอดขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาทธรรม ๘ ดวงนี้เห็นตลอดหมด เห็นจริงเห็นจังทีเดียว เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรมกาย รู้ชัดอย่างนี้ นี้เรียกว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>สํวตฺตติ</strong></span> ย่อมเป็นด้วยพร้อม  <span style="color: #ff0000;"><strong>อุปสมาย</strong></span> เพื่อความสงบ เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้ว ความยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ไม่มี สงบหมด หายไปหมด เงียบฉี่เชียว ที่ยินดีถอนไม่ออก เงียบฉี่เชียว  <span style="color: #ff0000;"><strong>อภิญฺญาย</strong></span> รู้ยิ่งทุกสิ่งทุกอย่าง  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺโพธาย</strong></span> รู้พร้อมรู้จริงทุกสิ่งทุกอย่าง  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิพฺพานาย</strong></span> ดับหมด ราคะ โทสะ โมหะ ดับ หมด ปรากฏอย่างนี้ ดังความจริงอย่างนี้ นี่ที่ไปถึงพระตถาคตเจ้าอย่างนี้ ไปถึงธรรมกายเช่นนี้ ไม่ได้ไปทางอื่นเลย ไปทางปฐมมรรค ไปกลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ            </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          ดวงศีลคืออะไร <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงศีลนะคือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว</strong></span> อริยมรรค ๓ องค์นั้นเรียกว่าดวงศีล <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงสมาธิ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ</strong></span> อริยมรรคอีก ๓ องค์ <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงปัญญา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป</strong></span> เป็น ๘ องค์ในอริยมรรคนั้น ทั้งสิ้นอยู่ในนั้น จึงได้เข้าถึงธรรมกายนี้ได้ ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ แท้ ๆ นี้แหละให้แน่วแน่ลงไว้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          เราก็เกิดมาประสบพบพระพุทธศาสนา พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะสังฆรัตนะไม่ได้ ถึงตัวจริงของศาสนาไม่ได้ มีตัวจริงศาสนา นี่แก่นศาสนา อยู่ในตัวของเราเป็นลำดับของกายเข้าไป อย่าไปทางอื่นนะ ไม่ได้ ต้องไปทางหยุดทางเดียว จะยุ่งยากอย่างหนึ่งอย่างใดเข้าให้ถึง หยุดให้ถูกส่วน หยุดให้เข้ากลาง หยุดให้ถูกเป้าหมายใจดำของพระพุทธศาสนา ทําตามที่พระองค์รับสั่งไว้ในปฐมเทศนา ให้แน่นอนอย่างนี้ จะได้เข้าถึงตัวจริงเช่นนี้ ถ้าเข้าถึงตัวจริงเช่นนี้แล้วก็พึงรู้ อ้อ ที่แสดงมานี้ เว้นเสียจากที่สุดทั้ง ๒ สิ่ง ไม่เสพที่สุดทั้ง ๒ นั้น เดินตามมัชฌิมาปฏิปทา ไปทาง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ไปเป็นลำดับนั้น จึงเข้าถึง ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นตถาคตเจ้าแท้ ๆ ดังที่ได้แสดงมานี้ตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ ผู้มีปรีชาญาณมนสิการกำหนดไว้ในใจทุกคนทุกถ้วนหน้า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         </span><span style="font-size: 12pt;">วันนี้เป็นวันปีใหม่ ได้แสดงปฐมเทศนา พระองค์ทรงตรัสเทศนาเป็นเบื้องต้นเป็นที่แรกเรียกว่าปฐมเทศนา พอเป็นเครื่องประคับประคองฉลองศรัทธา ประดับสติปัญญาคุณสมบัติของท่านพุทธบริษัท คฤหัสถ์บรรพชิตบรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า ว่าเราท่านทั้งหลาย ผู้เป็นเมธีมีปัญญาต้องการสิ่งที่เป็นมงคล ต้องการความเจริญแล้ว ตั้งใจให้แน่แน่ว ให้ถึงพระรัตนตรัย วันนี้เป็นวันใหม่ ชั่วร้ายด้วยกายวาจาใจตัดขาด อย่ากระทำ ทำใจให้หยุดให้ถูกเป้าหมายใจดำทางพระพุทธศาสนา ที่ได้ชี้แจงแสดงมา มนุษย์แท้ ๆ ถึงจะไม่เข้าใจอย่างดี มนุษย์ ธรรมดาเห็นจะดีกว่าค้างคาวแน่ ฟังเทศน์เอาบุญกัน ไม่ฟังเทศน์เอาเรื่องเอาราวกัน คนแก่คนเฒ่าเป็นอย่างนั้น คนที่สนใจ ฟังธรรมจริง ๆ เรียนธรรมจริง ๆ รู้ธรรมจริง ๆ เป็นอีกพวกหนึ่ง ต้องเรียนเอาเรื่องเอาราวกันจริง ๆ จึงจะปฏิบัติธรรมกันในพระพุทธศาสนาได้ ดังนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         ที่ชี้แจงแสดงมานี้เป็นตำรับตำราแน่นอนในทางพระพุทธศาสนา  ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา <strong>นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ </strong>สิ่งอื่นไม่ใช่ที่พึ่งอันประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย <strong>สรณํ</strong> <strong>เม รตนตฺตยํ</strong> พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต </strong>ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดแก่ท่านทั้งหลายบรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้าอาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา ขอสมมติธรรมิกถาโดยอรรถ นิยมความเพียงเท่านี้     </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">             <strong>เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</span></p>
<p style="text-align: justify;"> </p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1435">ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1400</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:51:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ติลักขณาทิคาถา]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1400</guid>

					<description><![CDATA[<p>ติลักขณาทิคาถา  ๗ สิงหาคม พุทธ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1400">ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><br />
<span style="font-size: 18pt;">ติลักขณาทิคาถา </span></strong></p>
<p style="text-align: center;">๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2541 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-1024x683.jpg" alt="" width="696" height="464" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-1920x1280.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓ หน)</strong></p>
<p><strong>กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย          สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต<br />
โอกา อโนกมาคมฺม            วิเวเก  ยตฺถ ทูรมํ<br />
ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย             หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน<br />
ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ          จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต<br />
เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ             สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ<br />
อาทานปฏินิสฺสคฺเค             อนุปาทาย เย รตา<br />
ขีณาสวา ชุติมนฺโต             เต โลเก ปรินิพฺพุตาติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;">สํ.ม.(บาลี)๑๙/๔๓๐/๑๑๗</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงในปกิณกเทศนาตามลำดับ ในสัปดาห์ก่อนมาที่แสดงไปแล้ว วันนี้จะเริ่มต้นในบัณฑิตชนละธรรมดำเสีย ยังธรรมขาวให้เจริญขึ้น อนุสนธิต่อสัปดาห์ก่อนมา เมื่อละธรรมดำเสียแล้ว จะยังธรรมขาวให้เจริญขึ้น ธรรมขาวเป็นธรรมสำคัญ ธรรมดำเป็นธรรมฝ่ายของพญามารแท้ ๆ ไม่ใช่ของพระ ของพระเป็นฝ่ายธรรมขาวแท้ ๆ ไม่ใช่ธรรมดำ ตรงกันข้ามดังนี้ แต่ว่าผู้ประพฤติปฏิบัติในพระธรรมวินัยของพระศาสดา ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ไม่รู้จักชัดว่าปฏิบัติดังนี้เป็นธรรมดำ ปฏิบัติดังนี้เป็นธรรมขาว ไม่รู้ชัด จะรู้จักชัด ต้องขัดกาย วาจา ใจ ออกไปเป็นขั้น ๆ ทุจริตกาย วาจา จิต นั่นเป็นธรรมดำ สุจริตด้วยกาย วาจา จิต นั่นเป็นธรรมขาว ทำใจให้ผ่องใสนั่นเป็นธรรมขาว ถ้าใจมืดมัวขุ่นหมองนั่นเป็นธรรมดำ นี่ เป็นธรรมดำธรรมขาวมีลักษณะอย่างนี้ ชั่วเป็นฝ่ายดำทั้งนั้น ดีเป็นฝ่ายขาว</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่นี้ฝ่ายธรรมดำ ใจมนุษย์มีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นี่ฝ่ายธรรมดำกายมนุษย์ตลอดกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์มีธรรมดำ โลภะ โทสะ โมหะ ตลอดกายทิพย์ละเอียด นี่เป็นฝ่ายธรรมดำ กายรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียดมีราคะ โทสะ โมหะ นี้เป็นฝ่ายธรรมดำตลอดจนรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมมีกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย ทั้งหยาบทั้งละเอียด นี้เป็นฝ่ายธรรมดำ</p>
<p style="text-align: justify;">          ฝ่ายธรรมขาว ให้ทาน เมตตา สัมมาทิฏฐิ นี่กายมนุษย์ทั้งหยาบทั้งละเอียด กายทิพย์ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่โลภตั้งอยู่ในความให้ ไม่โลภอยากได้ของเขา ให้ของตนแก่เขา ไม่โกรธตั้งอยู่ในเมตตา ไม่หลงตั้งอยู่ในความเห็นชอบ นี่เป็นฝ่ายธรรมขาว ไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลงงมงาย ไม่กำหนัดคือคลายกำหนัดเสียแล้ว ไม่มีกำหนัด ไม่ขัดเคืองมีความเมตตาเป็นปุเรจาริก ไม่หลง รู้แจ้งเห็นจริง ดังนี้ นี้เป็นธรรมฝ่ายขาว กายรูปพรหม ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา นี่เป็นธรรมฝ่ายขาวไม่ใช่ฝ่ายดำ ให้รู้จักคลองธรรมดังนี้ นี่คลองธรรมดังนี้นัยหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">          อีกนัยหนึ่ง คลองธรรมที่เป็นธรรมดำธรรมขาวน่ะ นี่ลึกซึ้งสว่างไสว ปฏิบัติลงไปแล้วเห็นดวงใสดุจกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ละเอียดก็สว่างไสว เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายทิพย์ กายทิพย์ก็สว่างไสว เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นชัดทีเดียว เห็นชัดดังนั้น นี้เป็นธรรมขาว ถ้าเห็นกายทิพย์ละเอียด กายทิพย์ละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายรูปพรหม กายรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด กายรูปพรหมละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายอรูปพรหม กายอรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายธรรม กายธรรมก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด กายสกทาคา กายสกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา กายธรรมอนาคาละเอียด กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด เป็นลำดับขึ้นไปดังนี้ นี่เรียกว่าซีกธรรมขาว ไม่ใช่ซีกธรรมดำ ถ้าไม่เห็นดังนี้ อยู่ในซีกธรรมดำ เป็นธรรมของพญามาร เป็นบ่าวของพญามารไป เป็นทาสของพญามารไป เขาบังคับใช้สอยเหมือนเด็ก ๆ เล็ก ๆ เหมือนทาสกรรมกร ไปอยู่ในกำมือของมาร นี้ให้รู้จักหลักฐานธรรมดำธรรมขาวดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้จักธรรมดำธรรมขาวดังนี้แล้ว ก็คอยฟังต่อไป จึงจะเข้าใจในเรื่องธรรมดำธรรมขาว  <span style="color: #ff0000;"><strong>โอกา อโนกมาคมฺม</strong></span> เมื่อมีธรรมขาวเช่นนั้นแล้ว อาศัยนิพพาน ไม่มีอาลัย จากอาลัย<strong>  <span style="color: #ff0000;">โอกา</span></strong> เขาแปลว่าจากอาลัย  <strong><span style="color: #ff0000;">อโนกมาคมฺม </span> <span style="color: #ff0000;">อาคมฺม </span></strong>เขาแปลว่าอาศัย <span style="color: #ff0000;"><strong>อโนก</strong></span> ตัวนั้นเขาแปลว่าไม่มีอาลัย อาศัยนิพพานไม่มีอาลัย จากอาลัย นิพพานเป็นตัวยืนนะ อาศัยนิพพานไม่มีอาลัย จากอาลัย  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ</strong></span> ยินดีได้ด้วยยากในพระนิพพานอันสงัดใด นิพพานสงัดนัก ยินดีได้ด้วยยากในพระนิพพานอันสงัดใด เข้าถึงพระนิพพานแล้วสงัดนักล่ะ เงียบทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน</span></strong> ละกามทั้งหลายเสียไม่มีกังวลอะไร ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้นนี้ มุ่งถึงพระนิพพานเทียว ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม ละกามเทียว ละกามทั้งหลายเสีย ไม่มีความกังวลอะไร ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>           <span style="color: #ff0000;">ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต </span></strong>บัณฑิตผู้ดำเนินด้วยคติของปัญญา ละกิเลสทั้งหลายเสียแล้ว บัณฑิต คือ ดำเนินด้วยคติของปัญญา ชำระตนให้ผ่องแผ้วแล้วจากกิเลสเครื่องเศร้างหมองของจิตทั้งหลาย ผู้ดำเนินด้วยคติของปัญญา ละกิเลสชำระตนให้ผ่องแผ้วแล้วจากกิเลสเครื่องเศร้างหมองของจิตทั้งหลาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>           <span style="color: #ff0000;">เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ</span></strong> จิตอันบัณฑิตทั้งหลายเหล่าใดอบรมดีแล้วในองค์เป็นเหตุตรัสรู้ทั้งหลาย จิตอันบัณฑิตทั้งหลายเหล่าใด อบรมดีแล้วในองค์ เป็นเหตุเครื่องตรัสรู้ทั้งหลาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>            <span style="color: #ff0000;">อาทานปฏินิสฺสคฺเค อนุปาทาย เย รตา </span></strong>บัณฑิตทั้งหลายเหล่าใด ไม่ถือมั่น ยินดีแล้วในการสละการถือมั่น  <span style="color: #ff0000;"><strong>ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตา </strong></span>บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ มีความโพลง ดับสนิทในโลกด้วยประการดังนี้ นี่เนื้อความของพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาพอได้ความเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อจากนี้จะได้อรรถาธิบายขยายเนื้อความเป็นลำดับไป นี้เป็นธรรมลึกซึ้งนักนะ ยากที่เราจะสดับยิ่ง เทศน์ก็ยากที่จะเทศน์จริง สดับก็ยากที่จะสดับจริง เพราะเป็นธรรมลึกซึ้ง พูดถึงนิพพานไม่ใช่พูดถึงสิ่งอื่น ๆ ต้องรู้จักอายตนะเสียก่อนจึงจะฟังธรรมเรื่องนี้ออก ที่เขาเรียกว่า โลกายตนะมันดึงดูด นิพพานายตนะก็ดึงดูดเหมือนกัน โลกายตนะหรือโลกมันดึงดูด รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส รูปที่ชอบใจมันก็ดึงดูดมา ให้ไปติดกับมัน หรือเอาไปติดกับตา หรือเอาไปติดกับรูป เสียงที่ชอบใจมันก็ดึงดูดหู หรือหูดึงดูดเสียงเอามา กลิ่นที่ชอบใจก็ดึงดูดจมูก หรือจมูกก็ดึงดูดกลิ่นเอามา รสที่ชอบใจมันก็ดึงดูดลิ้น หรือลิ้นก็ดึงดูดมันมา สัมผัสที่ชอบใจมันก็ดึงดูดกาย หรือกายไปดึงดูดเอามันมา มันดึงดูดอย่างนี้  <span style="color: #3366ff;"><strong>มนายตนะ</strong></span> ส่วนใจ ธรรมารมณ์ที่ชอบใจ มันก็ดึงดูดใจหรือใจก็ไปดึงดูดเอามันมา นี้มันดึงดูดกันอย่างนี้  ดึงดูดแน่นทีเดียว หลุดไม่ได้ทีเดียว ไม่ว่าแก่เฒ่าชรา หญิงชาย ภิกษุสามเณร  อุบาสกอุบาสิกาชนิดใดละ  ถูกอายตนะของโลกดึงดูดเข้าอย่างนี้ก็อยู่หมัด ไปไหนไม่ไหวล่ะ อยู่หมัดทีเดียว อายตนะโลกมันดึงดูดอย่างนี้ ไม่ใช่ดึงดูดพอดีพอร้าย อายตนะดึงดูดเหล่านี้ผิวเผินนะ ดึงดูดลงไปกว่านี้อีก อายตนะของโลก</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6753" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016.jpg" alt="" width="1926" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016.jpg 1926w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-300x213.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-1024x726.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-768x544.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-1536x1089.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-150x106.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-696x493.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-1068x757.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-1920x1361.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 1926px) 100vw, 1926px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>        <span style="color: #3366ff;">ถ้าว่าสัตว์ในโลกมีธรรมดำล้วนไม่ได้มีธรรมขาวเข้าไปเจือปนเลยเท่าปลายผมปลายขน ดำล้วนทีเดียว แตกกายทำลายขันธ์ โน่น อายตนะโลกันตร์ดึงดูด</span></strong> ต่ำกว่าภพ ๓ ลงไปนี้ เท่าภพ ๓ ส่วนโลกันตร์เท่ากับภพ ๓ นี้ แต่ต่ำกว่าภพ ๓ ลงไปอีก ๓ เท่าภพ ๓ นี้ นั่นมันอายตนะโลกันตร์ดึงดูด ดึงดูดโน่นไปอื่นไม่ได้ อายตนะโลกันตร์มีกำลังกว่า พอถูกกระแสถูกสายเข้าแล้วจะเยื้องยักไปทางอื่นไม่ได้ อายตนะของโลกันตร์ก็ดึงดูดทีเดียว ไปติดอยู่ในโลกันตร์โน่น กว่าจะครบกำหนดออกน่ะมันไม่มีเวลา เวลาน่ะนานนัก ไม่ต้องนับเวลากันล่ะเข้าถึงโลกันตร์แล้ว กว่าจะได้ออก <span style="color: #ff0000;"><strong>อจินฺเตยฺโย</strong></span> ไม่ควรคิด ไม่มีกำหนดกัน นั่นแน่นดึงดูดติดขนาดนั้น นั่นอายตนะโลกันตร์หนา</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">อายตนะอเวจี </span></strong>ถ้าจะไปตกนรกอเวจี ก็ฆ่าพระพุทธเจ้า ฆ่าพระอรหันต์ ฆ่าพระพุทธเจ้าหรือฆ่าพระอรหันต์ ทำลายโลหิตพระพุทธเจ้าให้ห้อขึ้น ยุยงให้สงฆ์แตกจากกัน เหล่านี้ ปิตุฆาต มาตุฆาต ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา เหล่านี้ แตกกายทำลายขันธ์ต้องไปตกอเวจี อ้ายนี้อยู่ในภพ ขอบภพข้างล่าง ขอบภาพข้างล่างพอดี อเวจี ๔ เหลี่ยม เหล็กรอบตัว ๔ ด้าน ๔ เหลี่ยมทีเดียว ไปอยู่ในห้องขังนั้น ในห้องขังอเวจีนั้นแดงก่ำเหมือนกับเหล็กแดงทั้งวันทั้งคืน อะไรไม่ต่างกันล่ะ ตัวเทวทัตแดงเป็นเหล็กแดงทีเดียว ไหม้เป็นเหล็กแดงทีเดียว แต่ไม่ตาย กรรมบังคับให้ทนอยู่ได้ นั่นไปตกอเวจีล่ะ ทำถึงขนาดนั้น อนันตริยกรรมเข้า พอแตกกายทำลายขันธ์ กุศลอื่นไม่มีกำลัง สู้อเวจีไม่ได้ อเวจีดึงดูดวูบทีเดียว สู่โยคเผด็จของตน ไปเกิดในอเวจีโน่น หย่อนขึ้นมากว่านั้น ไม่ถึงกับฆ่ามารดาบิดา ทำลายโลหิตพระพุทธเจ้า ไม่ถึงยุยงพระสงฆ์ ทำลายพระสงฆ์ ยุยงให้สงฆ์แตกจากกัน ปิตุฆาต มาตุฆาต อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ ยังสงฆ์ให้แตกจากกันเหล่านี้ ไม่ถึงขนาดนั้น หย่อนกว่านั้นลงมา เพียงแต่ว่าเกือบ ๆ จะฆ่ากันแหละ แต่ว่าไม่ถึงกับฆ่า ไม่ถึงตาย เมื่อแตกกายทำลายขันธ์จากมนุษย์โลกไปอยู่มหาตาปนรกโน้น มหาตาปนรกโน่น มหาตาปน่ะร้อนเหลือร้อน แต่ว่าหย่อนกว่าอเวจีหน่อยขึ้นมา ถ้าว่าไม่ถึงขนาดนั้น ทำชั่วไม่ถึงขนาดนั้น หย่อนกว่ามหาตาปนรกก็ไปอยู่ตาปนรก นั่นก็ร้อนพอร้อน แต่ว่าร้อนหย่อนกว่านั้นขึ้นมาหน่อย หย่อนกว่านั้นขึ้นมายิ่งกว่าเรื่อยขึ้นไป ถ้าว่าทำหย่อนขึ้นไปกว่านั้น ความชั่วหย่อนขึ้นไปกว่านั้น เข้าไปอยู่ในมหาโรรุวนรก ร้องได้ร้องครางกันเถอะ ไม่มีเวลาหยุดกันล่ะ มหาร้องไห้ทีเดียว ถ้าหย่อนกว่านั้นขึ้นมาอยู่ในโรรุวนรก ก็ร้องไห้ไปเถอะ ไม่มีหยุดเหมือนกัน แต่ว่าถ้าหย่อนกว่า ถ้าไม่ถึงขนาดโรรุวนรก หย่อนกว่านั้นขึ้นมาก็ไปอยู่สังฆาฏนรก ถ้าหย่อนกว่านั้นขึ้นมาอีกก็ไปกาฬสุตตนรก หย่อนกว่านั้นขึ้นมาอีกก็ไปสัญชีวนรก รวม ๘ ขุม นี่นรกขุมใหญ่หรือมหานรก</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าหย่อนกว่านั้นขึ้นมาก็ไปอยู่ในบริวารนรกเรียกว่า อุสสทนรก อยู่รอบมหานรกทั้ง ๔ ด้าน ด้านละ ๔ ขุม แต่ละมหานรก จึงมีนรกบริวารหรืออุสสทนรก ๑๖ ขุม มหานรก  ๘ ขุม ก็มีนรกบริวารรวม ๑๒๘ ขุม</p>
<p style="text-align: justify;">          หย่อนกว่านั้นขึ้นมาอีกก็ไปอยู่ในบริวารนรก ซึ่งอยู่รอบนอกของมหานรกออกมาอีกทั้ง ๔ ด้านเรียกว่า ยมโลกนรก แต่ละด้านของมหานรก ก็จะมียมโลกนรกด้านละ ๑๐ ขุม นรกบริวารรอบนอกของมหานรกทั้ง ๘ ขุม จึงมี ๓๒๐ ขุม</p>
<p style="text-align: justify;">          มหานรก ๘ ขุม กับนรกบริวารรอบในคืออุสสทนรก อีก ๑๒๘ ขุม และนรกบริวารรอบนอกคือยมโลกนรกอีก ๓๒๐ ขุม รวมเป็น ๔๕๖ ขุม นี่อายตนะนรกดึงดูดอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ไม่ถึงขนาดนั้น  ความชั่วด้วยกาย ชั่วด้วยวาจา ชั่วด้วยใจ ความชั่วด้วยกายวาจา ไม่ถึงนรก แตกกายทำลายขันธ์ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ที่เราเห็นตัวปรากฏอยู่นี่ นั่นมนุษย์แท้ ๆ มนุษย์ทั้งนั้น อ้ายสัตว์เดรัจฉานน่ะ ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเสีย อ้ายตัวข้างในเป็นมนุษย์ทั้งนั้นแหละ อ้ายกายละเอียดข้างใน แต่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน น่าเกลียดน่าชังจริง นั่นเพราะทำชั่วของตัวไปเกิด มันดึงดูด อายตนะของสัตว์เดรัจฉานดึงดูด ดึงดูดอย่างไรล่ะ อ้าวก็ดึงดูดเข้าไปเกิดในท้องสุนัขน่ะซี ท้องหมูบ้าง ท้องสุนัขบ้าง ตามยถากรรมของมันซี ท้องเป็ด ท้องไก่โน้น ดึงดูดเข้าไป อย่างนี้แหละ ดึงดูดเข้าไปได้แรงนักทีเดียว ความดึงดูดนั่น ให้รู้จักอายตนะดึงดูดอย่างนี้ อ้ายที่มันดึงดูดในพวกเหล่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าหย่อนขึ้นมากว่านี้ไปเกิดเป็นเปรต ไฟไหม้ติดตามตัวไป อสุรกายหย่อนกว่านั้นขึ้นมา นี่พวกอบายภูมิทั้งนั้น นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ๔ อย่าง นี่อบายภูมิทั้งนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">          แต่นี้ชั่วไม่ได้ทำ ทำแต่ดี ทำแต่ดีก็อายตนะฝ่ายดีดึงดูด บริสุทธิ์ด้วยกาย บริสุทธิ์วาจา  บริสุทธิ์ด้วยใจ ไม่มีร่องเสียเลย อายตนะอื่นดึงดูดไม่ได้ อายตนะมนุษย์ดึงดูด ดึงดูดอย่างไรล่ะ เกิดเป็นมนุษย์กันถมไปนี่อย่างไรล่ะ เห็นโด่ ๆ มันดึงดูดเข้าไปติดอยู่ในขั้วมดลูกของมนุษย์นั่นแหละ มันดึงดูดอย่างนั้นแหละ นี่อายตนะมนุษย์ดึงดูดเข้ามาติดอยู่ในขั้วมดลูกของมนุษย์ นี่เพราะทำความบริสุทธิ์ด้วยกาย วาจา ใจ ถ้าว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอายตนะทิพย์ดึงดูด ติดอยู่ในกำเนิดทิพย์ เป็นกายทิพย์ เป็นกายทิพย์เป็นลำดับขึ้นไป จาตุมหาราช ดาวดึงสา ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี อายตนะดึงดูดทั้งนั้น นี่ในกามภพ ๑๑ ชั้น คือ อบายภูมิ ๔ สวรรค์ ๖ เป็น ๑๐ มนุษย์อีก ๑ รวมเป็น ๑๑ ใน ๑๑ ชั้นนี่เรียกว่ากามภพทั้งนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าจะไปในรูปภพ จะไปเกิดในรูปภพ อายตนะของรูปภพดึงดูด เพราะได้ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน แล้วฌานนั้นไม่เสื่อม เห็นเป็นดวงใส วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ วา หนาคืบหนึ่ง กลมเป็นวงเวียน กลมเป็นกงเกวียน กลมเป็นวงเวียนทีเดียวรอบตัว หนาคืบหนึ่ง กลมข้างนอกแต่ว่าไม่กลมรอบตัว กลมเป็นวงเวียนเป็นกงจักรทีเดียว เป็นวงเวียนทีเดียว เป็นแผ่นกระจกชัด ๆ หนาคืบหนึ่ง วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ วา กลม นั่นปฐมฌานติดอยู่กลางกายมนุษย์ มีทุติยฌานอยู่ในกลางดวงปฐมฌาน มีตติยฌานอยู่ในกลางดวงทุติยฌาน มีจตุตถฌานอยู่ในกลางดวงตติยฌาน เป็นลำดับขึ้นไป ฌานเหล่านี้เมื่อไม่เสื่อมแล้ว แตกกายทำลายขันธ์อายตนะของรูปพรหมก็ดึงดูดเป็นชั้น ๆ ไป พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหมา นี่ปฐมฌานดึงดูด ปริตตาภา อัปปมาณาภา อาภัสสรา นี่ทุติยฌานดึงดูด ปริตตสุภา อัปปามาณสุภา สุภกิณหา นี่ตติยฌานดึงดูด เวหัปผลา อสัญญีสัตตา นี่จตุตถฌานดึงดูด ไปติดอยู่ในรูปพรหม อายตนะรูปพรหมดึงดูด ไปทางอื่นไม่ได้ อายตนะเหล่านี้ไม่ยอมเด็ดขาด มีกำลังกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าสูงขึ้นไปกว่านี้ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ นี่อายตนะของอรูปพรหม ได้อรูปฌาน ดวงโตเท่ากัน แต่ว่าอากาสาณัญจายตนะก็กลมขนาดเดียวกัน วิญญาณัญจายตนะก็กลมขนาดเดียวกันแต่ว่าละเอียดกว่า อากิญจัญญายตนะก็กลมขนาดเดียวกัน เนวสัญญานาสัญญายตนะก็กลมขนาดเดียวกัน แต่ว่าไม่กลมรอบตัวนะ กลม กลมอย่างเดียวกับรูปฌาน นี่เมื่อได้อรูปฌานไม่เสื่อม แตกกายทำลายขันธ์อรูปพรหมดึงดูดไป เกิดอื่นไม่ได้เด็ดขาด อยู่ในอรูปภพนี่แหละ ออกจากภพนี้ไม่ได้ นี่อายตนะดึงดูดอย่างนี้นะ ถูกอายตนะดึงดูดอย่างนี้ เขาเรียกว่า โลกายตนะ ที่กล่าวแล้วนี้ โลกายตนะทั้งนั้น โลกันตร์โน่น โน่นก็เป็นโลกายตนะ อเวจีตลอดถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะขอบภพข้างบน นี่โลกายตนะดึงดูด ไปไม่ได้  หลุดไม่ไม่พ้น</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าจะให้พ้นจากอายตนะเหล่านี้ต้องไปนิพพานจึงจะพ้น อายตนะนิพพานก็เป็นข้อสำคัญอยู่ ไม่ใช่พอดีพอร้าย ถ้าทำถูกส่วนเข้าเป็นอย่างไร ทำถูกส่วนเข้าก็ซีกขาวฝ่ายเดียว ขาวจนใส ขาวจนเกินขาว ขาวจนเกินส่วน ขาวจนได้ส่วนได้ที่ทีเดียว ใสหนักเข้า ๆ ๆ ใสจนไม่ใสต่อไป ใสเต็มส่วนขนาดนั้น เมื่อใสเต็มส่วนขนาดนั้นก็ไม่มีดำเข้าไปเจือปนเท่าปลายผมปลายขนเลย วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๐ วา กลมรอบตัว ดวงนั้นใสอย่างนั้น ขาวอย่างนั้น อยู่ในกลางกายของธรรมกาย พอแตกกายทำลายขันธ์จากมนุษย์โลก โน่นอายตนะนิพพานดึงดูด อายตนะนิพพานดึงดูดทีเดียว อื่นดึงดูดไม่ได้ กำลังไม่พอ อายตนะนิพพานดึงดูดพอ เพราะถูกส่วนของนิพพานเข้าแล้ว อายตนะนิพพานก็ดึงดูดเข้าไปสู่นิพพาน นี่รู้จักหลักอันนี้ละก็ นี่ท่านวางไว้ว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2542 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-1024x683.jpg" alt="" width="696" height="464" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-1920x1280.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ</span></strong> ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะคือนิพพานมีอยู่ ไม่ใช่อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ใช่อายตนะภายนอก ภายใน เป็นอายตนะสำหรับดึงดูด ดึงดูดเหมือนอายตนะของโลกเหมือนกัน ไม่ใช่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะเครื่องดึงดูดดังกล่าวแล้ว เมื่อรู้จักอายตนะเหล่านี้ละก็จะฟังเรื่องนิพพานนี่ออกได้ต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อนี้ก็จะแสดงเรื่องนิพพานว่า บัณฑิตละธรรมดำเสียแล้ว ยังธรรมขาวให้เจริญขึ้น เมื่อธรรมขาวเจริญขึ้นแล้ว อาศัยนิพพาน ไม่มีอาลัย จากอาลัย หรือจากอาลัย อาศัยนิพพาน อาลัยนะคือเป็นอย่างไรละ จากอาลัยนะ อาลัยนะซิ มันให้ตั้งบ้านตั้งเรือนเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่นี่ อาลัยนะซี ถอนมันไม่ออกหนา อาลัยรูป อาลัยเสียง อาลัยกลิ่น อาลัยรส อาลัยสัมผัส อาลัยพร้อมกันไปหมดทีเดียว อาลัยถอนไม่ออก อาลัยนั้นถอนไม่ออก ท่านถึงได้วางตำรับตำราไว้ว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อาลยสมุคฺฆาโต</span></strong> ให้ถอนอาลัยออกเสีย ถ้าถอนอาลัยไม่ได้ก็ไปนิพพานไม่ได้ ก็เป็น  <span style="color: #ff0000;"><strong>วฏฺฏขานุ</strong></span> เป็นหลักตออยู่ในโลกเท่านั้น ไม่ไปไหน ติดอยู่ในโลกนี้ ไปไม่ได้เพราะติดอาลัย อาลัยนั้นแหละมันทำให้ติด เพราะรู้ตัวของตัวอยู่ทุกคนนี่ ติดอยู่ด้วยอะไร อาลัยนี่เอง ทำไมเราจะถอนอาลัยอันนี้ได้ละ อาลัยเป็นอย่างไง นกกระเรียนว่ายน้ำในเปือกตม มันนิยมนักในเปีอกตมนั่นนะ นกกระเรียนมันไม่ขึ้นมาจากเปือกตมนะ มันเพลิดเพลินของมันทีเดียว กว่ามันจะขึ้น มันล่องลอยไปทางซ้ายทางขวาทางหน้าทางหลัง วกไปวกมา ๆ เพลินอยู่ในเปือกตมนั่น ชุ่มชื่นของมัน ชุ่มชื่นสบายอกสบายใจของมัน รื่นเริงบันเทิงใจของมัน มันไม่อยากจะขึ้นเลยทีเดียว มันพิเร้าพิรึงอยู่กับเปือกตมของมันนั่นแหละ นี้แหละฉันใด สัตว์โลกที่ติดอาลัยก็เหมือนอย่างกับนกกระเรียนติดเปือกตมอย่างนี้แหละ ถอนไม่ได้ ถอนก็ติดโน่นติดนี่ ติดทางนั้นติดทางนี้ ก่อนเราเกิดเขาก็ติดกันอยู่อย่างนี้แหละ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเราเกิดมาก็ติดอยู่อย่างนี้แหละ ติดอยู่เหมือนกันทั้งนั้น ก็เมื่อนี้เป็นของเราเมื่อไรเล่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ตัวก็ไม่ใช่ของเรา อ้ายลูกก็ไม่ใช่ของเรา อ้ายผัวก็ไม่ใช่ของเรา เมียก็ไม่ใช่ของเราเหมือนกัน อ้ายหลานว่านเครือก็ไม่ใช่ของเรา เงินทองข้าวของไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ทั้งนั้น เขาสำหรับภพ ๓ ของเขา เราก็มาในภพ ๓ ก็ใช้ของภพ ๓ ไป</strong></span> ร่างกายมนุษย์ก็ใช้ของภพ ๓ เขา ไปเกิดในภพทิพย์ก็ใช้ในภพทิพย์เขา เกิดในจาตุมหาราช ดาวดึงสา ยามา ดุสิตา นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ดีวิเศษขึ้นไปกว่านี้อีก ก็ถึงกระนั้น ก็ติดอยู่ไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้จักความจริงเช่นนี้ อย่าได้กริ่งใจอะไร อย่าได้สงสัยอะไร ถ้ารู้จักชัดเสียเช่นนี้ แล้วก็มีธรรมกาย แล้วจะได้เห็นปรากฏหมดทุกสิ่งทุกประการ เห็นแล้วและได้รู้แล้ว ก็จะติดทำไมเล่า เมื่อติดอาลัยหรือ ก็ปล่อยอาลัยเสีย ฉะนั้นท่านจึงได้วางตำรับตำราไว้ว่า อาศัยนิพพาน ไม่มีอาลัย จากอาลัย อาลัยอันนั้นไม่เกี่ยวกับนิพพาน ต้องหลุดจากอาลัยอันนั้นจึงจะไปนิพพานได้ บอกชัดอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ</span></strong> ข้อที่ ๒  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ</strong></span> ยินดีได้ด้วยยากในนิพพานอันสงัดใด เออ เป็นของไม่ใช่พอดีพอร้าย หรือจะยินดีนิพพาน ปล่อยอาลัยนั้นไม่ใช่ง่าย ๆ นะ ยินดีได้ด้วยยากในนิพพานอันสงัดใด นิพพานอันสงัดยินดีได้ยากนัก เพราะมันติดอาลัย มันจึงยินดีได้ยากนัก ปล่อยอาลัยเสียแล้ว มันก็ไม่ยาก ให้ปล่อยอาลัยเสียจึงยินดีพระนิพพาน ไปพระนิพพานได้ อายตนะนิพพานทีเดียวดึงดูด ถ้ายังติดอาลัย พระนิพพานดึงไม่ออกเหมือนกัน ดูดไม่ไปเหมือนกัน  อายตนะโลกเขาก็ดึงดูดเอามา มันก็ไปนิพพานไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน</span></strong> คือละกามทั้งหลายเสีย พึงละกามทั้งหลายเสีย ไม่มีกังวลอะไร พึงละกามทั้งหลายเสีย กิเลสกาม พัสดุกาม ต้องละ ต้องละกิเลสกาม พัสดุกาม ไม่มีกังวลอะไรเสียแล้ว เมื่อละกิเลส กิเลสกาม พัสดุกาม ไม่มีกังวลก็ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพาน ละกามนั่นนะ ละได้ง่ายหรือ กิเลสกาม พัสดุกาม นั่นนะอะไร เราก็ยังไม่รู้จักมันเสียอีกนั่นแหละ รู้จักง่าย รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชอบใจ รูปที่ชอบใจ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ ที่ชอบใจนั่นแหละ นั่นแหละตัวพัสดุกามแท้ ๆ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ๕ อย่างนี้นี่แหละเป็นตัวพัสดุกาม ท่านจึงได้วางตำรับตำราไว้ว่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6754" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015.jpg" alt="" width="1920" height="1386" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-300x217.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-1024x739.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-768x554.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-1536x1109.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-696x502.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-1068x771.jpg 1068w" sizes="auto, (max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ปญฺจาภิรตา ปปญฺจา</span></strong> หมู่สัตว์เนิ่นช้าอยู่ด้วยปปัญจธรรมทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทำให้สัตว์เนิ่นช้านั่นเป็นตัวพัสดุกามแท้ ๆ ความไปยินดีในรูปที่ชอบใจ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ นั่นกิเลสกามแท้ ๆ ไอ้ยินดีนั่นเป็นกิเลสกาม ไอ้ที่ละกามต้องละทั้งพัสดุด้วย ละทั้งความยินดีในพัสดุกามนั้นด้วย ละทั้งกาม ละทั้งพัสดุกาม ละทั้งกิเลสกามนั้นด้วย เมื่อละจำพวกนี้แล้วมันก็ไม่มีกังวลอะไร  <span style="color: #ff0000;"><strong>อกิญฺจโน</strong></span> ไม่มีกังวลอะไร ถ้าละพวกนี้เสียแล้วไม่มีกังวล เมื่อไม่มีกังวล ไปทำอะไรต่อไป ให้ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้น ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้น อย่าไปปรารถนาอื่น ใจจดใจจ่อพระนิพพานทีเดียว ปรารถนายินดีในพระนิพพานนั้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต</span></strong> ผู้ดำเนินด้วยสติปัญญาชำระตนผ่องแผ้วแล้ว ชำระตนผ่องแผ้วแล้ว เมื่อชำระตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองของจิตทั้งหลาย ชำระตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองของจิตทั้งหลาย สะอาด ไม่มีซีกดำ มีแต่ซีกขาวฝ่ายเดียว จากกิเลสเครื่องเศร้างหมองของจิตทั้งหลายแล้ว จิตที่บัณฑิตทั้งหลายเหล่าใดอบรมดีแล้ว อบรมดีแล้วในองค์เป็นเหตุเครื่องตรัสรู้ เมื่อสะอาดเช่นนั้นมันก็ตรัสรู้ทุกสิ่งทุกประการ รู้จริงเห็นจริงตามความเป็นจริงทั้งเรื่อง เรียกว่าในองค์เครื่องตรัสรู้ รู้เห็นตามความเป็นจริงหมด เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงเช่นนี้นั้นแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อาทานปฏินิสฺสคฺเค อนุปาทาย เย รตา</span></strong> บัณฑิตทั้งหลายเหล่าใดไม่ถือมั่น ยินดีแล้วในอันสละการถือมั่น นี่ตัวนี้ตัวสำคัญ พอสะอาดเช่นนั้นก็ไม่ถือมั่น ก็ยินดีแล้วในการสละการถือมั่น ยินดีแล้วก็สละปล่อยเสียเท่านั้น ปล่อยเสียได้ ปล่อยเบญจขันธ์ทั้ง ๕ อ้ายรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั่นนะ ปล่อยรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อ้ายเบญจกามคุณทั้ง ๕ นะ ละทั้งตัวพัสดุด้วยละทั้งตัวกิเลสด้วย ปล่อยเลยทีเดียว ไม่ถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ อีกต่อไป ไม่ถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เมื่อปล่อยเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เสียได้แล้ว ถ้าว่ายังถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ ท่านยืนยันเทียวว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา</span></strong> ถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ ถ้าปล่อยเสียละ ปล่อยเสีย มีพระนิพพานเป็นที่ไป เป็นสุขทีเดียว พอปล่อยเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เสียได้เท่านั้น<strong>  <span style="color: #ff0000;">ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตาติ </span></strong>บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ มีความโพลง ดับสนิทในโลกด้วยประการดังนี้ นี้ไปถึงนิพพานทีเดียว อายตนะนิพพานดึงดูดไปทีเดียว หมดหน้าที่ ที่แสดงมานี้เป็นข้อที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เป็นข้อที่ผิวเผิน ผู้แสดงก็หายาก ผู้ฟังก็หายากลำบากนัก ให้จำไว้เป็นเนติแบบแผน จะได้ปฏิบัติเอาตัวรอดต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบายก็พอสมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลายบรรดาที่มาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาก็พอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p>
<p style="text-align: justify;"> </p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1400">ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พุทธโอวาท</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1423</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:43:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธโอวาท]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1423</guid>

					<description><![CDATA[<p>พุทธโอวาท ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1423">พุทธโอวาท</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><br />
<span style="font-size: 24pt;">พุทธโอวาท</span></strong></p>
<p style="text-align: center;">๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2517 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1024x625.jpg" alt="" width="696" height="425" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1024x625.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-300x183.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-768x469.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1536x938.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-150x92.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-696x425.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1068x652.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1920x1173.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813.jpg 2040w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓ หน)</strong></p>
<p><strong>อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก        ปาณภูเตสุ สญฺญโม<br />
สุขา วิราคตา โลเก           กามานํ สมติกฺกโม<br />
อสฺมิมานสฺส โย วินโย        เอตํ เว ปรมํ สุขนฺติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong> </strong><span style="font-size: 10pt;">วิ.ม.(บาลี)๔/๕/๖</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงธรรมิกถาแก้ด้วยพุทธโอวาท พระองค์ทรงประทานเทศนาแก่บริษัททั้ง ๔ มีภิกษุบริษัทเป็นต้น พระทศพลทรงวางเนติแบบแผนตำรับตำราไว้ให้เป็นตัวอย่างอันดีแก่ประชุมชนในยุคโน้น ตลอดมาจนกระทั่งถึงประชุมชนในยุคนี้ เราท่านทั้งหลายผู้เกิดมาประสบพบพุทธศาสนาก็ควรจะได้ฟังพระธรรมเทศนานั้นในบัดนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ตามวาระพระบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก</strong></span> ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลก  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปาณภูเตสุ สญฺญโม</strong></span> ความสำรวมระวังในสัตว์มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตเป็นเหตุให้รักษา<strong>  <span style="color: #ff0000;">สุขา วิราคตา</span></strong><span style="color: #ff0000;"> <strong>โลเก</strong></span> ความปราศจากจากความกำหนัดยินดีเป็นสุขในโลก  <span style="color: #ff0000;"><strong>กามานํ สมติกฺกโม</strong></span> ก้าวล่วงเสียซึ่งกาม  <span style="color: #ff0000;"><strong>อสฺมิมานสฺส โย วินโย</strong></span> นำเสียซึ่งอัสมิมานะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอตํ เว ปรมํ สุขํ</strong></span> นี้ละเป็นสุขอย่างยิ่ง ตรงนี้แง่นี้เป็นธรรมสำคัญ ๕ ข้อด้วยกัน ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลกนั้นเป็นไฉน มีอรรถาธิบายเป็นลำดับไป ตนของตนไม่เบียดเบียนตนเองด้วยกาย หรือด้วยวาจา หรือด้วยใจตน ตนของตนเองไม่เบียดเบียนบุคคลผู้อื่นด้วยกาย หรือด้วยวาจา ด้วยใจของตน ตนของตนเองไม่เบียดเบียนทั้งตนและทั้งบุคคลอื่น ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจของตนเอง นี้เพียงเท่านี้ตนก็เป็นสุขแล้ว คนอื่นที่ไม่ถูกเบียดเบียนก็เป็นสุขด้วย ทั้งตนและบุคคลอื่นก็เป็นสุขทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ยักย้ายไปไหน ความเบียดเบียนนี่เป็นทุกข์ในโลก ไม่ใช่เป็นสุข ความเบียดเบียนเป็นทุกข์ในโลก บัดนี้โลกกำลังเบียดเบียนซึ่งกันและกันอยู่ เดิมก็ออกจากตนนั่นแหละ ไม่ใช่ออกจากไหน ความเบียดเบียนอันนี้ ถ้าว่าตนไม่คิดเบียดเบียนแล้ว ความเดือดร้อนก็จะมีเป็นไฉน ความเบียดเบียนอันนี้แสดงโดยข้อเค้าสำเนาความก็เพียงตนของตนกับบุคคลอื่น ๒ คนเท่านั้นในโลก โลกคือหมู่สัตว์ โอกาสโลก ขันธโลก โอกาสโลก ดิน น้ำ ไฟ ลม วิญญาณ อากาศ นี้เรียกว่าโอกาสโลก ขันธโลก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สัตว์โลกที่ไปเกิดมาเกิดอาศัยขันธ์ทั้ง ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ทั้ง ๕ ก็อาศัยโอกาสโลก ดิน น้ำ ไฟ ลม วิญญาณ อากาศ อาศัยอย่างนี้ นี้เมื่อมีขึ้นเป็นขึ้นในโลกแล้วเกิดเบียดเบียนซึ่งกันและกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          หมู่มนุษย์ใดในสากลโลก ในประเทศใดหมดทั้งประเทศ ประเทศใดไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ประเทศนั้นได้รับความสุขแน่แท้ ประเทศใดเบียดเบียนในกันและกันเข้า ใน ๒ ประเทศนั้นที่เบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นทุกข์แน่ ไม่ใช่เป็นทุกข์เพียงเท่านั้น หลั่งความทุกข์มาให้ประเทศใกล้เคียงไม่ใช่น้อย ยังเราท่านทั้งหลายได้ประสบความเบียดเบียนมาแล้วอย่างใหญ่เรียกว่าสงคราม ล่วงแล้ว ๒ ครั้ง ได้ประสบอย่างใหญ่ทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          พอปลายสงครามข้าวของแพงเกินส่วน ของหายากเกินส่วน เครื่องอุปโภคบริโภคไม่พอใช้จ่ายกัน ต่างประเทศถึงกับเดือดร้อนถึงความตาย นี้เห็นได้แล้ว ความเบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นทุกข์ในโลกอย่างนี้ ตั้งต้นแต่สกุล ๆ เดียว บิดามารดาเดียวกัน อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ถ้าจะให้ได้รับความสุข บิดามารดาต้องไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันก่อน ลูกหญิงลูกชายของบิดามารดาเดียวกันต้องไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เมื่อมารดาบิดาไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันแล้ว มารดาบิดาก็ได้รับความสุขทั้ง ๒ ฝ่าย ลูกหญิงลูกชายไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันแล้ว ลูกหญิงลูกชายก็ได้รับความสุข ตลอดจนกระทั่งมารดาก็ได้รับความสุข ลูกหญิงลูกชายเบียดเบียนกันขึ้นเวลาใด มารดาบิดาก็ได้รับความทุกข์เวลานั้น ถ้าว่าลูกหญิงลูกชายไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เมตตาปรานีในกันและกัน รักใคร่ในกันและกัน สนิทสนมในกันและกัน กลมเกลียวในกันและกัน ได้ชื่อว่าไม่เบียดเบียนในกันและกัน ถ้าว่าไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันดังนี้แล้ว มารดาบิดาสกุลนั้น ลูกหญิงลูกชายสกุลนั้นได้รับความสุข มีแต่ความเจริญเป็นเบื้องหน้า ความเสื่อมทรามไม่มี ที่จะได้รับความเสื่อมทรามแตกสลาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">เพราะบิดามารดาเบียดเบียนกันขึ้นก่อน เป็นอุทาหรณ์ให้ลูกเอาอย่างเบียดเบียนซึ่งกันและกันบ้าง เบียดเบียนกันแรงหนักเข้า ถึงตบตีให้ประหัตประหารซึ่งกันและกัน หนักมือไปกว่านั้นแตกแยกจากกัน อยู่รวมกันไม่ได้ อยู่รวมกันก็ตีกันเท่านั้น พูดไม่ลงรอยกัน เพราะเบียดเบียนกันเสียแล้ว</span></strong> ก็ตั้งเป็นหมู่พวกไม่ได้ มารดาบิดาคู่นั้นเรียกว่าคุมความปกครองไม่อยู่ ไม่สามารถปกครองลูกหญิงลูกชายไว้ได้ เป็นคนมีปัญญาแต่เพียงให้ลูกหญิงลูกชายเกิดเท่านั้น เลี้ยงให้ใหญ่โตเท่านั้น <span style="color: #3366ff;"><strong>ที่จะปกครองลูกหญิงลูกชายปกครองไม่ได้ สัมหาอะไรที่จะไปปกครองผู้อื่น</strong></span> ปกครองลูกหญิงลูกชายของตนก็ไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่ก็เพราะอะไร ก็เพราะความเบียดเบียน ถ้าความเบียดเบียนเลิกเสียแล้วไม่เบียดเบียนกันและกันแล้วก็ปกครองกันได้ ความเบียดเบียนนี้แหละสำคัญนัก ถ้าเลิกเบียดเบียนกันเสียได้ ตระกูลหนึ่งมารดาบิดาลูกหญิงลูกชายก็ไม่ต้องแตกแยกจากกัน เป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นหมู่เป็นพวกกัน อยู่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในกันและกันได้ เพราะไม่มีความเบียดเบียนในกันและกัน ขยายส่วนออกไปกว่านั้น กว้างออกไป ตระกูลหนึ่ง ๆ เต็มประเทศออกไป ขยายส่วนออกไปกว่านั้น ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ประเทศหนึ่ง ๆ ไม่เบียดเบียนกันทั้งหมด ปรากฏว่าประเทศนั้นจะได้รับความรุ่งเรือง เจริญเกิดจากความไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขด้วยกันทั้งนั้น ไม่ต้องมีตำรวจเฝ้า ไม่ต้องมีใครรักษา ไม่ต้องมีศาล ไม่ต้องมีตุลาการ การที่จะไม่เบียดเบียนกันได้เช่นนี้จะเป็นได้เช่นไร ต้องอาศัยพระพุทธศาสนาแท้ ๆ จึงจะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6757" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010.jpg" alt="" width="2216" height="1773" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010.jpg 2216w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-300x240.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-1024x819.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-768x614.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-1536x1229.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-2048x1639.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-150x120.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-696x557.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-1068x854.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-1920x1536.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2216px) 100vw, 2216px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก เป็นที่ร่มเย็นเป็นสุขของโลก เป็นประมุขของโลก เป็นที่พึ่งของโลก เป็นผู้รู้จักหนทางเป็นที่ตั้งของความเสื่อม เป็นที่ตั้งของความเจริญ รู้ทางความเสื่อม รู้ทางความเจริญ รู้ทางร่มเย็นเป็นสุข รู้ทางเดือดร้อนเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้ารู้ทุกอย่าง ได้วางเนติแบบแผนตำรับตำรา โลกก็เกิดขึ้นใหม่ ๆ ยังมีมนุษย์น้อยอยู่ ลงมากินง้วนดินแล้วก็เหาะเหินเดินอากาศไม่ได้ ก็จ๊อหลออยู่ในแผ่นดินนี้ต่อไป ๆ ๆ ๆ ก็ได้ กายนั้นก็กลายมาเป็นมนุษย์เป็นลำดับไป กลายไปอยู่สมัครสังวาสในกันและกัน ได้เกิดมนุษย์ขึ้น เมื่อเกิดมนุษย์ในตอนต้น ก็มีน้อยคน ไม่สู้จะเบียดเบียนกันนัก แล้วมนุษย์มากขึ้นเป็นลำดับ มนุษย์เริ่มเบียดเบียนกัน ใกล้เคียงกันก็ทะเลาะบาดหมางให้ประหัตประหารกันด้วยกายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง ด้วยใจบ้าง ก็เกิดเบียดเบียนกันขึ้น ทุบตีฆ่าฟันกัน ครานั้นโลกได้รับความเดือดร้อนเพราะเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ด้วยความให้ประหัตประหารซึ่งกันและกัน ทุบตีฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ผู้ที่มีปัญญาก็ต้องแก้ไขให้มนุษย์เลิกเบียดเบียนกันเสีย เมื่อหยุดเบียดเบียนกันก็เป็นสุขทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อเมื่อเบียดเบียนกันอีก ความคับคั่งเข้า มากมนุษย์ด้วยกัน แย่งชิงอาหารในกันและกัน ฉกลักหลอกลวงในกันและกัน เป็นทุกข์อีก มนุษย์เหล่านั้นเกือบจะโลกแตกทีเดียว ผู้มีปัญญาก็ต้องแก้ไขให้เลิกฉกลัก หลอกลวง ล่อหลอนในกันและกันเสีย ฉะนั้นโลกก็เป็นสุขสงบไปอีก</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อมาอีก มากมนุษย์เข้า มีความกำหนัดยินดีกันเกินไป ประทุษร้ายสับสนกัน ไม่ว่าลูกใครเมียใคร ตามชอบใจของตัวเองอีกแล้ว โลกแตกอีกแล้ว มนุษย์ผู้มีปัญญาก็แก้ไขให้มนุษย์พวกนั้นเลิกประทุษร้ายในกันและกัน เลิกผิดในกามเสีย ให้ยินดีเฉพาะคู่ครองของตน ๆ มนุษย์พวกนั้นก็สงบเงียบได้รับความสุขไปอีก</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อมาอีกมนุษย์มากขึ้น เกิดขี้ปดขี้โป้กันขึ้นแล้ว ไม่จริงแล้ว ถ้อยคำสำเนียง หลอกลวง ล่อหลอก ฉ้อโกงกันต่าง ๆ แล้ว เกิดถ้อยคำตลบตะแลงไปแล้ว เดือดร้อนแทบจะถล่มทลายอีก มนุษย์ผู้มีปัญญาแก้ไขอีกสงบเสีย มนุษย์พวกนั้นก็ได้รับความสุขใจ เพราะสงบในการเบียดเบียน ในการหลอกลวง ล่อหลอน พูดไม่จริง กลับพูดจริงกันเสียหมด มนุษย์ก็ได้รับความสุข</p>
<p style="text-align: justify;">          ครั้นต่อมามนุษย์สนุกกันใหญ่ บริโภคสุรากันขึ้นหมด ไอ้ที่ข้อกฎหมายวางกันไว้เท่าไร ๆ ถล่มทลายหมด โลกจะแตกจะทำลายคราวนี้ ทำไงกันละ เกิดเหตุยกใหญ่ เกิดอลหม่านทีเดียว ผู้มีปัญญาก็ต้องแก้ไขให้สงบ ให้เลิกสุรากันเสีย งดสุราเสียให้ขาด ไม่บริโภคสุรากัน สิ่งที่ทำให้เมาเลิกกัน มนุษย์ก็ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขไป นี่ต้นเดิมของมนุษย์นะ เดือดร้อนแล้วก็สงบกันได้ด้วยวิธีนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2516 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-802x1024.jpg" alt="" width="696" height="889" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-802x1024.jpg 802w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-235x300.jpg 235w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-768x980.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-1204x1536.jpg 1204w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-150x191.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-300x383.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-696x888.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-1068x1363.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812.jpg 1361w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          แต่ในบัดนี้เล่า หมดทั้งสากลโลก หมดประเทศไทย หมดประเทศอเมริกา หมดประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย ฯลฯ ถ้ามีศีล ๕ ด้วยพร้อม ๆ กันเป็นไง มีศีล ๕ พร้อมกันเสีย บริสุทธิ์พร้อมกันไม่มีร่องเสียด้วยกันทั้งนั้น โลกจะได้รับร่มเย็นเป็นสุขอย่างไรบ้าง โลกก็ได้รับร่มเย็นเป็นสุขทันใดทีเดียว ประเทศใคร ๆ อยู่ อู่ใคร ๆ นอนไป สบายอกสบายใจ เพราะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันหมดทั้งโลก นี่ท่านวางตำรับตำรา หมู่ปลาอยู่เป็นหมู่เป็นพวกใหญ่ พวกใหญ่เบียดเบียนไอ้เล็ก กินไอ้เล็ก ไอ้ใหญ่ก็ตอด ไอ้ใหญ่ขวางไอ้ใหญ่อยู่อย่างนี้แหละ เกะกะกันอยู่อย่างนี้แหละ หมู่ปลาก็ไม่ได้รับความสุข หมู่นกหมู่เดียวพวกเดียวกัน จิกกันข่มเหงคะเนงร้ายกัน หมู่นกก็ไม่ได้รับความสุข เพราะเบียดเบียนซึ่งกันและกัน หมู่มนุษย์ละ เบียดเบียนซึ่งกันและกันแล้ว ก็ไม่ได้รับความสุขแบบเดียวกัน ไม่ว่าสัตว์ชนิดใด ๔ เท้า ๒ เท้า เท้าเหี้ยน*<sup><span style="color: #999999;">(*เท้าเหี้ยน หมายถึง ไม่มีเท้า)</span></sup> เท้ามาก ลงเบียดเบียนกันไม่ได้รับความสุข เลิกเบียดเบียนกันเสียเวลาใด เวลานั้นแหละ <span style="color: #ff0000;"><strong>อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก </strong></span>ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลกแท้ ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">กามานํ สมติกฺกโม</span></strong> ก้าวล่วงเสียซึ่งกามทั้งหลาย กามทั้งหลายนั้นคืออะไรเล่า รูปที่ชอบใจนะซิ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ เรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ปปัญจธรรม </strong></span>ธรรมที่ทำสัตว์ให้เนิ่นช้า ไม่เป็นอันที่จะให้มีเวลาให้ทาน จำศีล ภาวนา ความยินดีในรูปถอนไม่ออก ยินดีในเสียงถอนไม่ออก ยินดีในกลิ่นถอนไม่ออก ยินดีในรสถอนไม่ออก ยินดีในสัมผัสถอนไม่ออก จะหยุดจะยั้งเสียก็ไม่ได้ เสียดายห่วงใยอาลัย ละไม่ได้ วางไม่ได้ ทำอย่างไรเล่าคราวนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก้าวล่วงไม่พ้น จมอยู่ในความสุข จมอยู่ในปลักของความสุขนั่นถอนไม่ออก จมอยู่ในปลักของความทุกข์นั่นถอนไม่ออก เพราะธรรมนั่นทำสัตว์ให้เนิ่นช้า ให้เดือดร้อน ทุรนทุราย กระสับกระส่ายต่าง ๆ นานา เป็นอยู่อย่างนี้ทั่วสากลโลก เพราะก้าวไม่ข้าม หามไม่พ้น ยินดีในรูปติดอยู่ในรูป ยินดีในเสียงติดอยู่ในเสียง ยินดีในกลิ่นติดอยู่ในกลิ่น ยินดีในรสติดอยู่ในรส ยินดีในสัมผัสติดอยู่ในสัมผัส ธรรม ๕ อย่างนี้ ทำให้สัตว์เนิ่นช้า เรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ปปัญจธรรม</strong></span> ปปัญจธรรมทั้ง ๕ นี้เป็นตัวกามแท้ ๆ เรียกว่าเป็นตัว<strong><span style="color: #3366ff;">พัสดุกาม</span></strong> และเป็นที่ตั้งของกิเลสกามด้วย รูปนั่นแหละเป็นตัวพัสดุกาม ที่สาว ๆ งาม ๆ ก็เป็นพัสดุกาม ความยินดีมันก็ไปติดมากขึ้น เสียงที่เพราะ ๆ งาม ๆ นั่นแหละเป็นตัวพัสดุกามแท้ ๆ เป็นที่ตั้งของความยินดีหนักขึ้น กลิ่นที่หอม ๆ ที่จับใจนั่นแหละเป็นตัวพัสดุกามแท้ ๆ เป็นที่ตั้งของความยินดีมากขึ้น รสเป็นที่ชอบอกชอบใจ คือรสชาติที่เลิศที่ประเสริฐนั่นแหละเป็นพัสดุกามแท้ ๆ เป็นที่ตั้งของความยินดีหนักขึ้น สัมผัสทางกายเป็นที่ชอบใจของกายนั่นแหละเป็นตัวพัสดุกามแท้ ๆ เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีหนักขึ้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ๕ นี้เป็นตัวพัสดุกาม ความยินดีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส และในสัมผัสนั้นเป็นตัวกิเลสกาม ถ้าก้าวไม่พ้น ติดอยู่ในตัวพัสดุกามเหล่านี้แล้วต้องเป็นทุกข์เนืองนิตย์อัตรา หัวเราะบ้าง ร้องไห้บ้าง ต่าง ๆ นานา ไม่เสื่อมสร่าง ต่อเมื่อใดก้าวล่วงปัญจวิธกามคุณทั้ง ๕ ทั้งตัวพัสดุกาม ทั้งตัวกิเลสกามนี้ ปล่อยวางเสียได้ ก้าวพ้นไปเสียได้ ใครก้าวพ้นไปได้บ้างเล่า</p>
<p style="text-align: justify;">          เขาว่าท่านพรหมน่ะ ท่านพรหมก้าวพ้นไป ท่านรูปพรหมน่ะ เกิดตั้งแต่พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหมา ปริตตาภา อัปปมาณาภา อาภัสสรา ปริตตสุภา อัปปมาณสุภา สุภกิณหา เวหัปผลา อสัญญีสัตตา อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และอกนิฏฐา เขาว่าพรหม ๑๖ ชั้นนี้ก้าวล่วงพ้นกามไปเสียแล้ว มีรูปฌานเป็นที่ติดอยู่ รูปฌานนั่นนะติดอยู่กับใจ อ้ายท่านที่ติดอยู่ในใจ กามก็ติดอยู่กับใจเหมือนกัน ในมนุษย์โลกนี่แหละ รูป เสียง กลิ่น รส ในมนุษย์โลกนี่แหละ ติดอยู่กับใจแกะไม่ออก ไม่หลุดออกจากใจ ไปในสวรรค์ ๖ ชั้นฟ้า จาตุมหาราช ตาวติงสา ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ติดหนักขึ้น ๆ ละเอียดหนักขึ้น เอร็ดอร่อยหนักขึ้น ถอนไม่ออก ท่านพรหมเท่านั้นเป็นคนกล้าหาญ อุตส่าห์พยายามหลีก ๆ จากหมู่คณะออกไป เล่นซ่อนกระทำความเพียร ทำปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ให้บังเกิดขึ้น แต่พอทำปฐมฌานเกิดขึ้นเท่านั้น โอ้ อ้ายกามนี่เป็นโทษจริง ฌานนี่วิเศษจริง เป็นคุณจริง พ้นจริง ไปติดอยู่เสียกับฌานสบาย ติดอยู่กับกามเหมือนกับนั่งอยู่ในกองไฟ หรือนั่งอยู่ในกลางแดดจัด ทนไม่ค่อยไหว ไม่สบาย พอไปอยู่กับฌานเสียเหมือนเข้าร่ม สบายจริง เหมือนเข้าร่มที่เย็นมีน้ำล้อมอยู่ข้าง ๆ ทั้งเย็น ทั้งชื่นมื่น ทั้งสบาย</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจไปจรดอยู่กับรูปฌาน รูปฌานนะ ลักษณะเหมือนยังกับกงเกวียนเป็นเหมือนกระจก แผ่นกระจก หนาคืบหนึ่ง วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๒ วา กลม ๆ ไม่ใช่กลมรอบตัว กลมเหมือนกับกงเกวียนวงล้อต่าง ๆ กลม ๆ เป็นแผ่นเดียวเหมือนกระจก กลมรอบตัว แล้วก็ข้าง ๆ ก็เรียบร้อยเป็นอันดี ข้างหน้า ข้างหลัง เรียบร้อยดี ส่วนกายรูปพรหมก็เข้านั่งอยู่บนกลางปฐมฌานนั่น พอขึ้นนั่งบนนั้นเท่านั้น เย็นอกเย็นใจสบายใจ ก็ติดอยู่กลางดวงปฐมฌานนั้น พอใจจรดอยู่กับกลางดวงปฐมฌานได้ มันชื่นมื่น สบาย ความสบายของปฐมฌานนะวิเศษวิโสนัก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6758" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-1920x1280.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          เขาเล่าเรื่องว่า มหากษัตริย์องค์หนึ่งได้บรรลุปฐมฌานแล้ว สละราชสมบัติให้ราชโอรสปกครองไป ตัวไปเป็นฤาษีชีไพรเสีย ภายนอกนั่น ฝ่ายผู้ได้รับรัชทายาทนั้นไม่อาจจะปกครองได้ ให้ไปตามบิดามา มหาดเล็กเด็กชาก็ไปพร้อมกัน  ผู้คนสกลโยธามากมายหลามไปทีเดียว ไปตามพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเดิมผู้สละราชสมบัติไปเสียนั่นนะเป็นผู้ปกครอง มีความสงบเงียบเรียบร้อยดี มหากษัตริย์ไปถึง กำลังเข้าฌานสมาบัติอยู่ เข้าไปคอยอยู่จนกระทั่งมีโอกาสออกมา ก็เข้าไปทูลว่า พระองค์เชิญพระองค์เสด็จกลับเสวยราชสมบัติ ไม่มีใครสามารถจะปกครองได้ มหากษัตริย์ก็ลืมพระเนตรขึ้น ก็ไถ่ถามเรื่องราว รู้เรื่อง เอ็งกลับไปเถอะ ข้าจะเข้าฌานของข้า ข้าไม่ต้องการแล้วสมบัติ ข้าอยู่ในฌานของข้าสบายกว่า อยู่เป็นกษัตริย์ข้าไม่สบายเลย ข้าเดือดร้อนนัก นั่นแน่ ถึงขนาดนั้น ถึงขนาดนั้น อ้อ! การเข้าฌานนี่มันเลิศประเสริฐอย่างนี้หรือ ร่มเย็นเป็นสุขอย่างนี้ ที่จะละกามได้ต้องเข้าฌาน เข้าปฐมฌานเสีย กามทำอะไรเราไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          บัดนี้ ที่วัดปากน้ำนี่นะมีธรรมกาย สูงกว่าฌานนั่นอีก โอย นั่นสู้ไม่ได้ ไกลกว่าฌานนั่นอีก เขามีธรรมกายกัน ถ้ามีความกำหนัดยินดีเวลาใด แพล็บเข้าธรรมกายไป ความกำหนัดยินดีทำอะไรไม่ได้เลย ล้อมันเล่นเสียก็ได้ มันทำอะไรไม่ได้ ความกำหนัดยินดีทำอะไรไม่ได้ ที่เราเป็นผู้ครองเรือนน่ะ ความกำหนัดยินดีมันบังคับเหมือนกับเด็ก ๆ ตามชอบใจมัน จะทำอะไรก็ทำตามชอบใจของมัน ความกำหนัดยินดีมันบังคับ มันบังคับเช่นนั้นแล้ว เราเข้าธรรมกายเสีย ไม่ออกจากธรรมกาย ความกำหนัดยินดีที่มันบังคับนั่นหายแวบไปแล้ว เหมือนไฟจุ่มน้ำ</p>
<p style="text-align: justify;">          จงพยายามให้มีธรรมกายขึ้นเถิด เลิศกว่าฌาน ฌานนั่นก็พอใช้ได้ แต่ว่าจะเข้าสักเท่าไรก็ตามเถอะ นั่นนะ ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เลิศประเสริฐหนักขึ้นไป ก็ยังอยู่ในรูปภพ ถ้ายังติดกามอยู่ ยังแน่นอยู่ในกามนั่น เขาเรียกว่ากามภพ ติดอยู่ในกาม ก้าวล่วงกามยังไม่ได้ พ้นจากกามหยาบไป ในมนุษย์ ๑ สวรรค์ ๖ ชั้นไปได้ ไปติดอยู่ในรูปภพอีก แม้จะเข้าถึงอรูปฌานละเอียด ออกจากจตุตถฌานแล้วเข้าถึงอรูปฌานละเอียด เข้าอากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ก็ยังอยู่ในภพ ในอรูปภพอยู่ กามภพ รูปภพ อรูปภพเหล่านี้ ก็ยังไม่พ้นความกำหนัดยินดีในรูปฌานหรืออรูปฌานอยู่</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้วละก็ ขึ้นไปเป็นชั้น ๆ จึงจะพ้นจากกามได้ เข้าถึงธรรมกายแล้ว เข้าไปเป็นชั้น ๆ เป็นธรรมกายโคตรภู ธรรมกายพระโสดา  ธรรมกายพระสกทาคา ธรรมกายพระอนาคา ธรรมกายพระอรหัต เป็นจากกายอรูปพรหมอีก ๑๐ ชั้นถึงพระอรหัต ถึงพระอรหัตชั้นที่ ๙ ที่ ๑๐ ละก็  ชั้นที่ ๑๗ ชั้นที่ ๑๘ ของกายทุกกายไป เข้าถึงกายพระอรหัต พอถึงกายพระอรหัตก็  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ</strong></span> เลิศประเสริฐกว่าสังขตธรรม  เป็นอสังขตธรรมทั้งหมด ถึงวิราคธรรมทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่พอถึงธรรมกายได้แล้วละก็เลิศประเสริฐนัก นี่สูงนะ สูงขึ้นไป สูงไปทีเดียว นี่เรียกว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>กามานํ สมติกฺกโม</strong></span> ก้าวล่วงพ้นเสียซึ่งกามไปได้ เป็นสุขจริง ๆ แท้ ๆ ทีเดียว ที่ก้าวล่วงกามไปแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา วิราคตา โลเก</strong></span> พวกกายรูปพรหมอรูปพรหมเหล่านั้น ยังกำหนัดยินดีในรูปฌานอรูปฌานอยู่ ถ้าว่าปราศจากความกำหนัดยินดีเสียได้ ความกำหนัดยินดีนี่มันร้ายนักทีเดียว มันทำเสียมรรยาทหมดทีเดียว ชายก็เสียมรรยาท หญิงก็เสียมรรยาท ถึงกับฆ่ากันฟันกันทีเดียว ความกำหนัดยินดีนะ มันจัดขึ้นมาเต็มที่ละก็ ไม่ได้ละ บึ่งทีเดียว แมวก็ร้องหง่าวทีเดียวนะ ทนไม่ไหว ความกำหนัดยินดีเข้ามาบังคับถึงขนาดนั้น บังคับสัตว์เดรัจฉาน ทั้งมนุษย์ก็บังคับ มนุษย์แล้วก็แซ่วเทียว กลางค่ำ กลางคืน เดินแซ่ก ๆ ๆ อยู่ไม่ค่อยไหว ความกำหนดยินดีบังคับมัน หมดทั้งสากลโลกเป็นอย่างนี้ ห้ามมันอย่างไรก็ไม่ไหว เพราะความกำหนัดยินดีเข้ามาบังคับมัน  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา วิราคตา โลเก</strong></span> ปราศจากความกำหนัดยินดีเสียได้เป็นสุขในโลก ถ้าว่าปราศจากชั่วคราวเหมือนกับที่แก้กันมาแล้วนี้ เหมือนอย่างคุ้มครองกันมาแล้วนี้ อย่างชนิดนั้นไม่เรียกว่าปราศจากความกำหนัดยินดี แต่อยู่ในความกำหนัดยินดี จมอยู่ในความกำหนัดยินดี ปราศจากความกำหนัดยินดีเป็นสุขในโลก เหมือนภิกษุสามเณร หรืออุบาสกอุบาสิกา ปราศจากความกำหนัดยินดีเสียชั่วคราวเสียเช่นนี้ก็เป็นสุขพอใช้เหมือนกัน เราได้พบแล้วอย่างนี้แหละ บางคนก็ว่าสบายจริง อยู่กับวัดวาสบายจริง ไกลจากความกำหนัดยินดี ภิกษุสามเณรก็สบายจริง มันไกลจากความกำหนัดยินดี ถ้าว่ามันปราศจากจริง ๆ ปราศจากความกำหนัดยินดีจริง ๆ ก็เป็นสุขในโลกทีเดียว เหมือนกับท่านรูปพรหม อรูปพรหม ท่านเหล่านั้นยังกำหนัดยินดี ปราศจากความกำหนัดยินดีในกามภพจริง ๆ แต่ว่า ยังกำหนัดยินดีในรูปภพ อรูปภพอยู่ ถอนความกำหนัดยินดียังไม่ออก ยังไม่เป็นสุขแท้ จะให้ถึงความสุขแท้เมื่อปราศจากความกำหนัดยินดี ก็ต้องเข้าถึงธรรมกาย เข้าถึงธรรมกายในโคตรภูปราศจากความกำหนัดความยินดีจริง เมื่อออกจากธรรมกายก็กำหนัดยินดีอีก เข้าถึงกายพระโสดายังมีความกำหนัดยินดีอยู่ เข้าถึงกายพระสกทาคาก็ยังมีความกำหนัดยินดีอยู่ เข้าถึงกายพระอนาคายังมีความกำหนัดยินดี รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ยังกำหนัดยินดีในรูปฌาน อรูปฌานอยู่ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ยังมี ยังยกเนื้อยกตัวอยู่ ยังฟุ้งซ่านอยู่ ยังรู้ไม่จริง ยังสงสัย เมื่อถึงพระอรหัตเสียตราบใดละก็ นั่นแหละ ปราศจากความกำหนัดยินดีแท้ ไม่มีความกำหนัดยินดีต่อไป ถ้าใจหยุดเหมือนเสาเขื่อนปักตรงหน้าวัดทีเดียว ลมพัดทางทิศทั้ง ๔ ทั้ง ๘ ไม่เขยื้อน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เข้ามากระทบสักเท่าไรก็ไม่เขยื้อน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข โลกธรรมทั้ง ๘ มากระทบสักเท่าไรก็ไม่เขยื้อนต่อไป นั้นปราศจากความกำหนัดยินดี เป็นสุขแท้ ๆ เป็นสุขแท้ ๆ ทีเดียว นี้เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา วิราคตา โลเก กามานํ สมติกฺกโม</strong></span> ก้าวพ้นกามไปเสีย กิเลสกาม พัสดุกาม หมด ไม่หลงเหลือ ก้าวพ้นไปเสีย</p>
<p style="text-align: justify;">          อ้าว อธิบายข้ามมาเสียบทหนึ่งแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปาณภูเตสุ สญฺญโม</strong></span> นั้นไม่ใช่เรื่องอะไร เรื่องสำรวมในศีล  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปาณภูเตสุ สญฺญโม</strong></span> สำรวมไม่เบียดเบียนในสัตว์ที่มีชีวิต ต้องระวังสัตว์ที่มีชีวิต ไม่เบียดเบียนสัตว์ที่มีชีวิต นี้ที่เราประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นนิตย์ ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ส่วน <span style="color: #ff0000;"><strong>กามานํ สมติกฺกโม</strong></span> ได้อธิบายไปแล้ว เพราะข้ามมาเสียบทหนึ่ง อธิบายไปแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>              <span style="color: #ff0000;">อสฺมิมานสฺส โย วินโย </span></strong>นำเสียซึ่งอัสมิมานะ อัสมิมานะนั่นอะไร มานะนั่นอะไร เป็นมคธภาษาแล้วเราก็ไม่รู้จัก  <span style="color: #ff0000;"><strong>อสฺมิมานสฺส โย วินโย ทิฏฺฐิมาโน</strong></span> ทิฏฐิ แปลว่าความเห็น ยกความเห็นของตัว ไม่มีใครสู้ สูงกว่าคนอื่น จนกระทั่งเลยเถิดข้ามธรรมไปเสียหมด เป็นมิจฉาทิฏฐิกัน นั่นเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิก็จำแนกมากนัก จำแนกมากทีเดียว ทิฏฐิมากทีเดียว มากนัก ยกเนื้อยกตัว เชิดเกียรติของตัวเรื่อยไป พวกนี้พวกมานะ พวกทิฏฐิมานะล่ะ ไอ้นี่อัสมิมานะ นี้ไอ้นี่ทิฏฐิมานะนี่ <span style="color: #3366ff;"><strong>อัสมิ </strong></span>แปลว่ามีอยู่ เราเป็นคนคนหนึ่งเหมือนกัน เรามีเนื้อมีตัว เรามีความสามารถ เรามีอิทธิพล เรามีกำลังหรือว่าเรามีอะไร ๆ เหล่านี้แหละ เรียกว่าอัสมิละ เราจ๋องอยู่ไม่กลัวใครนี่นะเพราะเราไม่มีอะไรพอ ถ้าเราอัสมิพอเข้า เราจะเหาะเหินเดินอากาศได้ ไปทิ้งเข้าได้จะเป็นยังไง ถ้ามีขึ้นเช่นนั้นอัสมิเกิดขึ้นทีเดียว ไม่กลัวใครทั้งโลกเทียว อัสมิเกิดขึ้นทีเดียว จะท่วมทับเขาให้หมดทีเดียว นั่นตัวอัสมิมานะ ไม่มีใครสู้ ยกเนื้อยกตัวทีเดียว เชิดตัวทีเดียว อัสมิมานะนี่แหละทำโลกให้เดือดร้อน ไม่ใช่ทำพอดีพอร้าย โลกที่เดือดร้อนอยู่ก็เพราะอัสมิมานะเหล่านี้ ไม่ยอมอยู่ใต้กัน จะชำแรกกันอยู่ท่าเดียวละ หญิงก็ดีอยู่หมู่เดียวกันก็จะชำแรกเหนือกันอยู่ร่ำไปนั่นแหละ ภิกษุสามเณรก็ดีอยู่หมู่เดียวกันจะชำแรกกันอยู่ร่ำไปนั่นแหละ อุบาสกก็ดีอยู่หมู่เดียวกันชำแรกเหนือกันอยู่ร่ำไป ไอ้ที่จะชำแรกกันขึ้นไปเช่นนี้ก็เพราะตัวอัสมิมานะ เพราะถือว่าเราก็คนหนึ่ง ก็เจ้าตัวทีเดียว ทำความพอใจของตน นี้เป็นของร้าย ไม่ใช่เป็นของดี ปล่อยไอ้พวกนี้ให้สงบเสีย</p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าท่านรู้แล้วในเรื่องเหล่านี้ ท่านพบกันมาแล้ว อยู่ในบังคับมันมาแล้ว ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าท่านจึงได้รู้ได้เห็นว่า ตัวอัสมิมานะนี่เป็นตัวสำคัญนัก เราถึงที่สุดของโลกุตรธรรมได้แล้วจึงได้เห็นว่า อัสมิมานะนี่เป็นตัวสำคัญ เราเวียนว่ายตายเกิด ช้าอยู่สิ้นกาลนาน เพราะอัสมิมานะนี้  เมื่อถึงตัดกิเลสสมุจเฉทปหานได้แล้ว หมดอัสมิมานะ ไม่มีในพระองค์เลย พระองค์ก็สบาย สบายเกินสบาย สุขเกินสุข ถอนอัสมิมานะเสียได้ละก็ ท่านจึงได้ยืนยันว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอตํ เว ปรมํ สุขํ </strong></span>นี่แหละเว้ย เป็นสุขอย่างยิ่ง <strong><span style="color: #ff0000;">ปรมํ</span></strong> แปลว่าอย่างยิ่ง นี่แหละเว้ยเป็นสุขอย่างยิ่ง นี่แหละเป็นสุขอย่างยิ่ง ให้ถอนอัสมิมานะ ถ้าถอนเสียได้ละก็ หญิงก็เป็นเจ้าหญิง ชายก็เป็นเจ้าชาย ภิกษุก็เป็นเจ้าภิกษุ เณรก็เป็นเจ้าเณร ถอนอัสมิมานะเสียได้แล้ว แต่ว่าถอนยากจริงนะไม่ใช่ถอนง่าย อัสมิมานะเป็นตัวถอนยากนัก ไม่เป็นของถอนง่าย</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2515 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1024x717.jpg" alt="" width="696" height="487" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1024x717.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-300x210.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-768x538.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1536x1076.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-150x105.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-696x487.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1068x748.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1920x1344.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811.jpg 1948w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          ในธรรมทั้ง ๕ ข้อนี้ ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลก ความสำรวมในสัตว์เป็นอยู่ทั้งหลายก็เป็นสุขในโลกเหมือนกัน ปราศจากความกำหนัดยินดีก็เป็นสุขในโลก ก้าวล่วงกามเสียได้ก็เป็นสุขไม่ใช่น้อย เป็นสุขในโลกอีกเหมือนกัน เป็นอรหัตอรหันต์ เป็นสุขในโลก ถอนอัสมิมานะ นำอัสมิมานะออกเสียได้ นี่แหละเว้ย เป็นสุขอย่างยิ่ง ชั้นสุดท้ายนี่เป็นสุขอย่างยิ่ง สุขนี้เป็นความจริง ทั้ง ๕ ข้อนี้ เป็นธรรมที่ย่อของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงตรัสเทศนาในที่ประชุมภิกษุและภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา เพื่อไว้เป็นตำรับตำราเนติแบบแผนของพระพุทธศาสนาว่า <strong><span style="color: #3366ff;">พระพุทธเจ้า พระอรหัตอรหันต์ ดำเนินมาอย่างนี้ ทำอย่างนี้ จึงได้รับความสุข เราต้องการความสุขนัก แต่หาความสุขในความทุกข์ ไม่หาความสุขในเหตุของความสุข</span></strong> หาความสุขในเหตุของความทุกข์ หาความสุขเป็นอย่างไรละ หาเงินให้มาก ๆ เข้า แต่พอได้เงินมากเข้าเป็นอย่างไรละวะ เดือดร้อนเป็นจ้าละหวั่นเทียว ต้องรักษาเงินทองเหล่านั้น ก็ฉันว่าเป็นสุขหาเงินทองเหล่านั้น หามาเถอะ ถ้าว่าในป่าในดอนเป็นอย่าไร หามาได้สักแสน สักล้าน มนุษย์มันก็รู้กันทีเดียว ก็คุมพวกปล้นฆ่าทีเดียว นั่นเห็นแล้ว เงินทองเป็นสุขซิ อ้าวเงินทองเป็นทุกข์เสียแล้ว หาเป็นสุขไม่ เมื่อรู้ชัดเช่นนี้ละก็ เอาเป็นมั่งมีละ เอ้า ยกแผ่นดินให้ปกครองเสียทีเดียว เป็นอย่างไรบ้าง โธ่! ถูกปกครองแผ่นดิน ผมไม่รู้เลยขอรับว่ามันจะเป็นอย่างนี้ ถ้ารู้อย่างนี้ละก็ไม่รับทีเดียว เดี๋ยวนี้มันขึ้นนั่งบนหลังราชสีห์แล้ว จะลงมันก็กัดตาย ก็จำเป็นต้องขี่มันไปอย่างนี้เอง กลัวก็กลัวมันเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองก็กลัว ชีวิตเหมือนกับอยู่บนหลังราชสีห์ นั่นเหตุเป็นที่ตั้งของความทุกข์ทั้งนั้น ไม่ใช่เหตุเป็นที่ตั้งของความสุข เหตุเป็นที่ตั้งของความสุขก็เหมือนพระสิทธารถราชกุมารทิ้งราชสมบัติแสวงหาพุทธการกธรรม พอได้พุทธการกธรรมก็ได้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ได้พบตัวยอดสุขทีเดียว นี่ท่านรอดไปอย่างนี้ ถึงซึ่งความไม่เบียดเบียน ถึงซึ่งความเป็นผู้ระวังในสัตว์ทั้งหลาย ถึงซึ่งความเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดยินดี ถึงซึ่งผู้ก้าวล่วงซึ่งกามทั้งหลายไป เป็นผู้ถอนอัสมิมานะเสียได้  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอตํ เว ปรมํ สุขํ </strong></span>นี่แหละเว้ย เป็นสุขอย่างยิ่ง ความจริงเป็นอย่างนี้ เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้วก็จำไว้เป็นเนติแบบแผนสืบต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาก็พอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>             เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1423">พุทธโอวาท</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอวาทปาติโมกข์</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1420</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:35:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทปาติโมกข์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1420</guid>

					<description><![CDATA[<p>โอวาทปาติโมกข์ ๒๐ ตุลาคม พุทธศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1420">โอวาทปาติโมกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><br />
<span style="font-size: 18pt;">โอวาทปาติโมกข์</span><br />
</strong></p>
<p style="text-align: center;">๒๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-2521 aligncenter" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-300x201.jpg" alt="" width="658" height="441" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-300x201.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-1024x688.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-768x516.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-1536x1032.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-150x101.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-696x467.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-1068x717.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-1920x1289.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519.jpg 2046w" sizes="auto, (max-width: 658px) 100vw, 658px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓</strong><strong> หน)</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา<br />
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา<br />
</strong><strong>น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี<br />
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: 10pt;">ที.ม.(บาลี) ๑๐/๕๔/๕๗  </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถาซึ่งมีมาในโอวาทปาติโมกข์บ้าง ในที่อื่น ๆ บ้าง มาหลายแห่งด้วยกัน แต่ที่มาในโอวาทปาติโมกขคาถานั้น พระศาสดายกข้อสำคัญของพระพุทธศาสนาขึ้นประกาศแก่พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งเป็นปุราณกชฎิล ท่านเหล่านั้นที่จะประกาศพระศาสนาสืบต่อไป พระจอมไตรยกข้อสำคัญขึ้นให้ท่านที่มาประชุมนั้นเข้าเนื้อเข้าใจชัดเจน ว่าทางปฏิบัติหลีกลัดโดยตรงแต่คนละคน ไม่เชือนแชผิดทางไปได้</p>
<p style="text-align: justify;">          พระจอมไตรรับสั่งด้วยพระองค์เองว่า <span style="color: #ff0000;"><strong> ขนฺตี ปรมํ </strong></span>ความอดทน  <span style="color: #ff0000;"><strong>ขนฺตี </strong></span>อันว่าความอดทน  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตีติกฺขา</strong></span> กล่าวคือความอดใจ อดทนคืออดใจนั่นเอง  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตโป</strong></span> เป็นความเพียรเครื่องแผดเผา  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปรมํ </strong></span>อย่างยิ่ง ความอดทนคืออดใจ เป็นความแผดเผาอย่างยิ่ง<strong>           </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา</span></strong> พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งความอดทนนั้นว่าเป็นเครื่องดับ ไม่มีเครื่องดับอื่นยิ่งไปกว่า เป็นเครื่องดับอย่างยิ่ง ว่าความอดทนนั้นเป็นเครื่องดับอย่างยิ่ง ความอดทนนั้นเป็นนิพพานอย่างยิ่ง บาทที่ ๑ และบาทที่ ๒ รวมกันเข้าได้ความชัดอย่างนี้<strong>     </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี</span></strong> การเข้าไปฆ่าซึ่งสัตว์อื่น การเข้าไปฆ่าผู้อื่น สัตว์อื่น เรียกว่าเป็นบรรพชิตไม่ได้ หาเป็นบรรพชิตได้ไม่<strong>           </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต</span></strong> การเบียดเบียนสัตว์อื่น จะชื่อว่าเป็นสมณะก็ไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเป็นบรรพชิตแล้วไม่เข้าไปฆ่าสัตว์อื่น ถ้าเป็นสมณะแล้วไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น จึงเป็นบรรพชิตได้ เป็นสมณะได้ ถ้ายังเบียดเบียนยังฆ่าสัตว์อื่นอยู่เป็นบรรพชิตไม่ได้ เป็นสมณะไม่ได้ พวกเราเหล่านักบวช เป็นภิกษุสามเณร เป็นอุบาสกอุบาสิกา ก็เว้นขาดแล้วจากการเข้าไปฆ่า หรือการเบียดเบียนผู้อื่นสัตว์อื่นไม่มีแก่เราแล้ว จึงเป็นนักบวชได้เป็นสมณะได้ ถ้าว่ายังมีเข้าไปฆ่าเข้าไปเบียดเบียนอยู่ เป็นนักบวชเป็นสมณะไม่ได้ นี่ต้องจำเป็นตำรับตำราทีเดียว ข้อตายตัวทีเดียว ข้อสั้นที่สุด ง่ายที่สุด ฟังแล้วไม่มีพิรุธละ เอาเป็นข้อวัตรปฏิบัติได้ทีเดียว<strong>      </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ขนฺตี </span></strong>แปลว่า ความอดทน อดทนอะไร อดทนต่อความโลภที่เกิดขึ้น อดทนต่อความโกรธที่เกิดขึ้น อดทนต่อความหลงที่เกิดขึ้น นี้ไม่ใช่ของง่าย อดทนต่อความโลภ ความอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของของตัว อดทนต่ออภิชฌาคือความเพ่งอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของตัว ไกลออกไปจากความโลภอยากออกไปจากความโลภอีก อยากหนักออกไป อดทนต่อความโลภหนักละเอียดเข้าไป อภิชฌามันเป็นธรรมของมนุษย์ ความเพ่งอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของของตัว</p>
<p style="text-align: justify;">          อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ มันเป็นธรรมของมนุษย์ พยาบาท หมายมาดให้เขาถึงความวิบัติพลัดพรากทีเดียว ไม่ให้ดีกว่าตัว ไม่ให้เกินตัวไปได้ ถ้าดีกว่าตัว เกินตัว ก็ให้วิบัติพลัดพรากไปเสียโดยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยเหลี่ยมโกงอย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นจากความพยาบาท มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม เห็นผิดจากความจริง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ทสวตฺถุกา</span></strong> มีวัตถุ ๑๐ ให้ทานไม่มีผล บูชาใหญ่ไม่มีผล บูชาน้อยไม่มีผล เหล่านี้เป็นต้น นี่เป็นมิจฉาทิฏฐิ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐินี่แหละเป็นตัวสำคัญนัก ถ้าเกิดขึ้นกับหญิงชายผู้ใดแล้ว คำว่าหญิงชายนั้นเป็นที่อิดหนาระอาใจของคนอื่นทีเดียว เกลียดชังทีเดียว ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากคบค้าสมาคม นี่ต้องคอยกระมิดกระเมี้ยนให้ดีนะ อภิชฌา อย่าให้มันโผล่เข้ามาในใจได้ ถ้าโผล่เข้ามาก็น่าเกลียดนักเชียว มันเป็นตัวขโมย พยาบาทก็เหมือนกัน ถ้าโผล่ขึ้นในสันดานของบุคคลผู้ใดละก็คอยระวังนะ โผล่ขึ้นมาแล้วไม่เอาออกเขาเกลียดทีเดียว ให้มันสิงอยู่ไม่ได้ มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรมก็สำคัญ ถ้าโผล่ขึ้นก็ให้รีบเอาออกเสียทีเดียว อย่าให้นอนแรงอยู่ได้ ถ้านอนอยู่ในใจละก็เสียผู้เสียคนทีเดียวนะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นี่เป็นธรรมของมนุษย์แท้ ๆ เราก็โผล่บ่อยเสียด้วย หญิงชายผู้ใดไม่ว่า โผล่บ่อยด้วย อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นะ สำคัญนักทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">อภิชฌา</span></strong> คือ ความเพ่งอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นสมบัติของตัว โดยเราเพ่งว่าขอให้ถูกลอตเตอรี่ให้รวยสักทีเถอะ ให้ถูกลอตเตอรี่สักทีเราจะรวยยกใหญ่ล่ะ นี่เพ่งอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของตัวอย่างนี้ นี่ก็เป็นอภิชฌาเหมือนกัน เพ่งอยากได้สมบัติก้อนใหญ่มาเป็นของตัว ได้มาลอย ๆ ด้วย นี่แหละอภิชฌาแท้ ๆ เชียว ไม่ให้ใครล่ะ พยาบาทละ ขออย่าให้คนอื่นถูกลอตเตอรี่เบอร์หนึ่งเสีย ให้เราถูกคนเดียวเถอะ นั่นแน่ะพยาบาท พออยากจะได้สมบัติก้อนใหญ่ก็เข้าป้องกันสมบัตินั้นทีเดียว คนอื่นอย่าให้ถูก ให้ถูกเราคนเดียว นั่นแน่ะ นี่พยาบาทให้คนอื่นตกจากสมบัติเสีย ให้ถึงความวิบัติพลัดพรากเสีย เมื่อเป็นเช่นนี้เป็นอย่างไร อ้ายนั่นเป็นมิจฉาทิฏฐิเห็นผิดนี่ นั่นแหละมิจฉาทิฏฐิก็เห็นอย่างนั้นแหละจริง ๆ ไม่ใช่ผิดเล่น ๆ เห็นชัดทีเดียว นี่ให้พึงรู้ว่า อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างนี้ อภิชฌาอยากได้สมบัติของคนอื่น อยากได้อะไร ทำสวนใกล้กันก็คิดจะรุกรานนาเจ้า ค้าขายใกล้กันก็คิดจะเขม็ดแขม่ ให้วงของเจ้าแคบเข้ามา ให้วงของเรากว้างออกไป ท่วมทับเข้าเสีย ค้าขายรุกกันอย่างนี้หนา ไม่ใช่รุกกันพอดีพอร้าย ทำนาค้าขายรุกกันอย่างนี้ ข้าราชการก็แก้ไขอีกเหมือนกัน ให้เราสูงขึ้น ให้เขาต่ำลง ให้เราดีกว่าเขาไว้ นี่พวกอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">อภิชฌา </span></strong>เพ่ง ถ้าเราสูงขึ้นก็จะให้ได้สมบัติกว่า ยศถาดีกว่าเขา <span style="color: #3366ff;"><strong>พยาบาท</strong></span>เข้าแทรกแซงคอยป้องกันไว้ ไม่ให้เขาสูงกว่าเราได้ <span style="color: #3366ff;"><strong>มิจฉาทิฏฐิ</strong></span> คือเห็นอย่างนั้นเป็นตัวมิจฉาทิฏฐิแท้ ๆ นี่อยู่ในวงราชการ ที่นี้ในวงการที่เราเข้ามาบวชเป็นภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา เอาอีกเหมือนกัน อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ เข้ามาอีกเหมือนกัน อภิชฌา เพ่ง เรารักษาศีลขอให้ดีกว่าเขา คนอื่นสู้ไม่ได้ ถ้าว่าคนไหนจะเหลื่อมล้ำดีกว่าเรา เราออกความพยาบาทเข้าใส่ หาอุบายให้ตกไปฝ่ายชั่วกว่าเราเสีย นี่ก็พยาบาทเหมือนกัน คิดเช่นนั้นเห็นเช่นนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม ผิดเหมือนกันในเรื่องรักษาศีล แก้ไขอย่างนี้ ก็ตกอยู่ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ</p>
<p style="text-align: justify;">          ทางพระพุทธศาสนาไม่ใช่เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านมุ่งอย่างไร ถ้าไม่มีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิแล้ว โลภะ โทสะ โมหะ ราคะ กามราคานุสัย ไม่มีในท่านแล้ว ไม่มีแก่ท่านแล้วท่านจะเป็นอย่างไร</p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าท่านได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้บรรลุธรรมกาย เข้าถึงโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด โสดาทั้งหยาบทั้งละเอียด สกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด อนาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด อรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียด เข้าถูก เมื่อเข้าถึงแล้วพระองค์ท่านก็ทรงปริวิตกทีเดียวว่า ทำไฉนหนอ ธรรมะที่ลึกซึ้ง ยากที่บุคคลจะถึง ทำไฉนเราจึงจะได้แสดงเปิดเผยให้กว้างออกไป ให้มนุษย์ได้รู้เห็นเหมือนกับเราอย่างนี้ เราจะแก้ไขให้มนุษย์รู้เหมือนเรามากหมดทั้งชมพูทวีปหนา เราจะได้ช่วยมนุษย์ให้ตื่นจากหลับ พ้นจากอบายภูมิทั้งหมด พ้นจากภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่ต้องวนเวียนว่ายกันในวัฏฏะ คือ กรรมวัฏ วิปากวัฏ กิเลสวัฏ มีนิพพานเป็นที่ไปเบื้องหน้าทีเดียว พระองค์ก็สอดส่องพระทัยทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-2520 aligncenter" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-300x212.jpg" alt="" width="562" height="397" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-300x212.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-1024x725.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-768x543.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-1536x1087.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-150x106.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-696x492.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-1068x756.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-1920x1359.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518.jpg 1922w" sizes="auto, (max-width: 562px) 100vw, 562px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          พระองค์ก็ทำตัวพระองค์เป็นตัวอย่าง เวลาเช้านำหมู่พระภิกษุสามเณรแสวงหาอาหารบิณฑบาต เอาข้าวปากหม้อ เลี้ยงชีพเสียคนละอิ่ม ที่ยังไม่ได้ก็ทำไป ที่ได้บรรลุแล้วก็ช่วยกันสั่งสอนต่อไป แทนพระองค์ไป ที่ยังไม่ได้ก็ทำไป ได้แล้วเที่ยวสั่งสอนต่อไป ยังไม่ถึงที่สุดก็ทำไป พอเวลาเช้านำออกอีก ไปบิณฑบาตขอฝากท้องแก่พลเมืองเสีย ขออาหารอิ่มเดียวไม่ทำอะไร ไม่ทำอะไรใครด้วย ทำลายแต่กิเลสภายในเท่านั้นแหละ และแก้ไขให้คนอื่นทำลายกิเลสเหมือนท่านบ้าง ไม่ต้องการอะไร ถ้าได้สำเร็จมรรคผลแล้ว พระองค์จะไปได้ดิบได้ดีอะไร เปล่า ไม่ได้เลย ได้ก็ได้ของตัวเอง ตามเสด็จพระพุทธเจ้า พอรู้ สำเร็จก็รู้จักพระพุทธเจ้าทีเดียว อ้อ พระบรมศาสดาฉลาดอย่างนี้ เราไม่เสียทีเกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระบรมศาสดา พบพระพุทธเจ้าทีเดียว ผู้สำเร็จก็เห็นอย่างนั้นด้วยตัวของตัวเอง</p>
<p style="text-align: justify;">          เวลาเช้าพระองค์ก็ทรงแสวงหาอาหารบิณฑบาต นำหมู่พระภิกษุสามเณร เป็นประมุขทีเดียว เวลาพลบค่ำแสดงธรรมไม่หยุด หมู่พระภิกษุสามเณรมาประพฤติปฏิบัติจะได้สอนให้ปฏิบัติเป็นเหมือนพระองค์ ถ้าว่ามรรยาทสูงนักสอนให้ลดลงเสียหน่อย ต่ำนักขยับให้ขึ้นหน่อย ให้ได้อันดับอันดี ให้ถูกช่องกลางให้ดี ให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทาให้ดี และพลบค่ำให้โอวาท เวลาพลบค่ำให้โอวาทภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ให้โอวาทนั่น หมายความว่า สูงให้ลดลง ต่ำให้สูงขึ้น ให้โอวาทพอเหมาะพอเจาะพอดี</p>
<p style="text-align: justify;">          ในเวลาเที่ยงคืนเงียบสงัด พระองค์เข้าสมาบัติแก้ปัญหาเทพยดา มนุษย์มาทูลถาม เศรษฐี คหบดี เสร็จกิจการของการงานที่ยุ่งยากมากมาย ติดขัดอะไรก็มาทูลถามพระองค์ พระองค์ก็แก้ไขให้ความสะดวกทุกประการแก่เศรษฐี คฤหบดี</p>
<p style="text-align: justify;">          ค่อนรุ่ง ส่องดูอุปนิสัยสัตว์ด้วยญาณ ใครจะได้บรรลุมรรคผลทางธรรมปฏิบัติเหมือนอย่างพระองค์บ้าง สอดส่องไป ๆ ถ้าว่าอยู่ใกล้ไกลไม่ว่า เห็นเข้าแล้วก็ต้องเสด็จไปให้บรรลุธรรมเหมือนพระองค์ ไม่ได้เอาอะไรแก่สัตว์เลย อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ไม่เอาไปใช้ ใช้แต่เมตตาพรหมวิหาร</p>
<p style="text-align: justify;">          <strong><span style="color: #3366ff;">เมตตา</span></strong> รักใคร่ปรารถนาจะให้เป็นสุข <strong><span style="color: #3366ff;">กรุณา</span></strong> สงสารคิดช่วยจะให้พ้นทุกข์ <strong><span style="color: #3366ff;">มุทิตา</span></strong> พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีแล้ว <strong><span style="color: #3366ff;">อุเบกขา</span></strong> ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อเข้าถึงความวิบัติพลัดพรากอย่างหนึ่งอย่างใด ที่ถึงความตาย หรือความแตกดับ หรือว่าภัยไข้เจ็บเกิดขึ้น พระองค์ก็สมควรวางอุเบกขาเฉยไว้</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่พระพุทธเจ้าเป็นตำรับตำราเป็นประมุขของเรา ที่เราไหว้เรากราบอยู่ สร้างพระพุทธรูปบูชาปรากฏอยู่จนกระทั่งบัดนี้ เป็นของสำคัญอย่างนี้ เมื่อรู้แล้วว่าเป็นของสำคัญอย่างนี้ เราต้องตั้งใจแบบเดียวกับพระพุทธเจ้า ท่านตั้งอย่างไร ท่านสอนอย่างไร ท่านทำอย่างไร ท่านก็สอนว่า ท่านสอนพวกเราให้อดใจ ให้อดทนคืออดใจ อดใจเวลาความโลภหรืออภิชฌาเกิดขึ้น หยุดนิ่งเสีย รู้นี่ รสชาติอภิชฌา อยากจะได้สมบัติของคนอื่นเป็นของของตน อยากกว้างขวางใหญ่โตไปข้างหน้า ต้องหยุดเสีย อดทนหรืออดใจเสีย ประเดี๋ยวก็ดับไป อ้ายความอยากนั้นดับไป ดับไปด้วยอะไร ด้วยความอดทนคืออดใจนั่นแหละ</p>
<p style="text-align: justify;">          ความโกรธประทุษร้ายเกิดขึ้น นิ่งเสียอดเสียไม่ให้หลุดออกมาได้ ให้อยู่ในใจของตัวเองไม่ให้คนได้ยิน ไม่ให้คนอื่นรู้กิริยาท่าทางทีเดียว ไม่แสดงกิริยามรรยาทให้ทะเลิ่กทะลั่ก แปลกประหลาดอย่างผีเข้าสิงทีเดียว ไม่รู้ทีเดียว นิ่งเสียกะเดี๋ยวหนึ่ง ความโกรธประทุษร้ายหายไปดับไป พยาบาทนั้นหายไป มิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้น มิจฉาทิฏฐินั้นแปลว่าเห็นผิดละ รู้อะไรไม่จริงสักอย่าง เลอะ ๆ เทอะ ๆ เกิดขึ้น หยุดเสีย ไม่ช้าเท่าไรกะเดี๋ยวดับไป</p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #000000;">นั่นแหละความโลภเกิดขึ้น  อภิชฌาเกิดขึ้นให้ดับไปได้ อภิชฌาเกิดขึ้นชั่วขณะ อดเสีย ให้ดับไปได้ ฆ่าอภิชฌาตายครั้งหนึ่งนั่นเป็นนิพพานปัจจัยเชียว จะถึงพระนิพพานโดยตรงทีเดียว ความพยาบาทเกิดขึ้น ให้ดับลงไปเสียได้ ไม่ให้ออก ไม่ให้ทะลุลวงออกมาทางกาย ทางวาจา ให้ดับไปเสีย ทางใจนั่นดับไป ให้ดับไปได้คราวใด คราวนั้นได้ชื่อว่าเป็นนิพพานปัจจัยเชียวหนา สูงนัก กุศลนี้สูง จะบำเพ็ญกุศลอื่นสู้ไม่ได้ทีเดียว ความหลงเกิดขึ้น มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม เมื่อเห็นผิดเกิดขึ้น ทำใจหยุดนิ่งเสีย หยุดนิ่งเสีย ไม่ช้าเท่าไร ประเดี๋ยวเท่านั้น ความเห็นผิดดับไป นั่นเป็นนิพพานปัจจัยทีเดียว นี่ติดอยู่กับขอบนิพพานเชียวหนา</span></p>
<p style="text-align: justify;">          ความอดทนติดอยู่กับขอบนิพพาน ความอดทนอันนี้แหละ ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มีละก็ ไม่มีในพระโพธิสัตว์เจ้า สร้างบารมีเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ <strong><span style="color: #3366ff;">ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ ก็เป็นด้วยความอดทน นี่จะไปนิพพานได้ ก็ไปด้วยความอดทนนี้ ถ้าอดทนไม่มีไปนิพพานไม่ได้</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">          อดทนต้องมีท่านะ อดทนเหลวไหล ๆ เลอะ ๆ เทอะ ๆ ก็ใช้ไม่ได้ อดทนต้องมีท่า ถ้าอดทนมีท่าจะต้องอดทนอย่างไร เราทำสวนใกล้กัน เป็นชาวสวนทำสวนใกล้กัน เขาก็ทำสวน เราก็ทำสวน แต่มันพอ ๆ กันเสมอ ๆ กัน เราก็อยากให้มันดีกว่าเขานะ ให้เขาแพ้เราให้ได้ อยากได้ดีกว่าเขา ให้เขาแพ้เราให้ได้ นั่นคืออภิชฌา อยากจะรุกเจ้าเสียมั่ง อยากจะทอนกำลังเจ้าเสียมั่ง ให้เรามีสมบัติดีกว่า คุณสมบัติดีกว่า เกิดขึ้นแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าจิตขยับขึ้นเช่นนี้ คิดท่านี้ อยากจะให้ดีกว่าเขานี้เป็นอภิชฌาแล้ว ที่นี้ก็มีพยาบาทอยู่ทีเดียว มีพยาบาทอยู่แล้ว มีพยาบาทแข่งอยู่แล้ว แข่งก็ยังสู้ไม่ได้ หาอุบายแล้ว พยาบาท หาอุบายแก้ไขให้เขาลดกำลังเสียให้ได้ นี่มีพยาบาทเข้าสนับสนุนแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          รักษาไอ้การงานของตัวที่เรียกว่า อภิชฌา พยาบาท นั่นแหละให้หายไป คุมไว้เสมอ คุมไว้ นั้นมิจฉาทิฏฐิแท้  ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อทำสวนใกล้กันไม่มีพยาบาท อภิชฌาก็ไม่มี พยาบาทไม่มี มิจฉาทิฏฐิก็ไม่มี เราอยากเจริญฉันใดให้เขาเจริญฉันนั้น เรารุ่งเรืองอย่างไรก็ให้เขารุ่งเรืองอย่างนั้น มี<span style="color: #000000;">เมตตา</span> รักใคร่ ปรารถนาอยากจะให้เขาเป็นสุข <span style="color: #000000;">กรุณา</span> อยากจะให้เขาทำงานน้อย ๆ ให้ได้ผลมาก ๆ ให้เขาได้พ้นจากทุกข์ หากเขาได้ผลมากก็ยินดีเหมือนตัวได้อย่างนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ชื่อว่าประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา เมื่อเขาถึงความวิบัติพลัดพรากอย่างหนึ่งอย่างใดก็ไม่สมน้ำหน้า ว่าขอให้เขาอย่าวิบัติพลัดพรากเลย นึกในใจอยู่อย่างนี้ นี้เรียกว่า<strong><span style="color: #3366ff;">พรหมวิหาร</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-2522 aligncenter" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-300x210.jpg" alt="" width="583" height="408" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-300x210.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-1024x716.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-768x537.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-1536x1074.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-150x105.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-696x486.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-1068x746.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-1920x1342.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516.jpg 1940w" sizes="auto, (max-width: 583px) 100vw, 583px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">เมื่อตั้งอยู่ในพรหมวิหารเช่นนี้แล้วได้ชื่อว่าไม่มีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ เข้าแทรกแซง ได้ชื่อว่าดำเนินตามร่องรอยของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์แล้ว แล้วที่ยังมีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิอยู่ นั่นดำเนินตามร่องรอยพญามารแล้ว</span></strong> นี่ไม่ใช่ทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ นี่เป็นทางไปของมารเสียแล้ว อย่างนั้น คนอย่างชนิดนั้นรวยไม่ได้ มั่งมีไม่ได้ คนจะรวยได้จะมีได้ต้องประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ดังกล่าวแล้ว นั่นแหละเป็นทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ เป็นทางไปของพระแท้ ๆ นี่เป็นภิกษุสามเณร จะทำกิจการอันใด ทำนา ทำสวน ทำราชการงานเดือน เล่าเรียนศึกษาใด ๆ ต้องมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอยู่อย่างนี้นะ รักษาตัวเพื่อจะกีดกันเสียซึ่ง อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ให้มันหมดสิ้นไปเสีย</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าไม่ฉะนั้น ถ้าไม่ใช้อุบายทางใดทางหนึ่ง มันจะท่วมทับเราให้ได้ ต้องใช้ความอดทน อดทนต่ออภิชฌา อดทนต่อพยาบาท อดทนต่อมิจฉาทิฏฐิ อดทนต่ออภิชฌามิจฉาทิฏฐิ เป็นการตั้งอยู่ในขันติโดยปริยาย <strong><span style="color: #3366ff;">อดทนต่อความโกรธที่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันทันด่วน ระงับให้อยู่ในอำนาจเสียได้ นั่นได้ชื่อว่าขันติโดยตรงทีเดียว</span></strong> เหมือนพระเวสสันดรให้ทาน ๒ กุมารไปแล้ว เป็นปุตตบริจาคไปแล้ว ชูชกแกมาตีลูกหน้าที่นั่งเข้าให้แล้ว พระองค์ก็ทรงขยับพระแสงที่อยู่ข้างที่นั่งนั้นออกมาเป็นกอง แต่พระองค์ทรงสอดส่องด้วยพระปรีชาญาณ จนกระทั่งพระแสงที่ขยับออกมานั่นเข้าไปอยู่ที่เก่าเสียได้ หดกลับเข้าไป  หดเข้าไปเสียอย่างเก่า ไม่เอาล่ะ ปล่อยกันที นี่มันหน้าที่ของเขาไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเรา ปุตตบริจาคของเราสำเร็จแล้ว นี่มันทำลายปุตตบริจาคของเรา เรายอมไม่ได้ ก็หดพระแสงกลับเข้าไปเสีย ไม่เป็นอันตรายแก่ชูชกแม้แต่นิดเดียว นี้ฉันใดก็ดี พระองค์ทรงอดกลั้นต่อความโกรธที่บังเกิดขึ้นเฉพาะหน้า เรียกว่าขันติโดยตรงทีเดียว ขันตินี่แหละเป็นตัวสำคัญนะ จะเป็นภิกษุสามเณรที่ดีได้ก็ด้วยขันตินี่แหละ จะเป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดีได้ในธรรมวินัยของพระศาสดา ก็ด้วยขันติความอดทนนี่แหละ รักษาไว้เถิด เลิศล้นพ้นประมาณทีเดียว เมื่อรักษาเอาไว้ได้แล้ว <span style="color: #ff0000;"><strong> นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา</strong></span> พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงรับสั่งว่าเป็นนิพพานอย่างยิ่ง ว่านิพพานนั่นแหละเป็นอย่างยิ่งทีเดียว <span style="color: #3366ff;"><strong>นี่แหละขันตินี่เป็นตัวนิพพานล่ะ อดทนไม่ได้ไปนิพพานไม่ได้ อดทนได้ไปนิพพานได้</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          นิพพานนะอยู่อย่างไรกัน อยู่ที่ไหน เขาว่านิพพานอยู่ในใจ คำว่านิพพานนะ<span style="color: #ff0000;"><strong> นิกฺขนฺตํ นิพฺพานํ </strong></span>ใจของเราออกจากกิเลสเครื่องร้อยได้เป็นตัวนิพพาน นี่นิพพานไม่อยู่กับใจเสียแล้ว ใจออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดไปเสียแล้ว ใจออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดไป ตัวใจที่ออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดนั่นหรือตัวนิพพาน กิเลสเข้าไปเย็บร้อยอยู่นั่น หลุดออกเสียจากกิเลส ขาดออกไปเสียจากกิเลส นั่นหรือเป็นตัวนิพพาน นั่นเป็นตัวออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัด เมื่อออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้ว จึงจะไปสู่นิพพานอีกครั้งหนึ่ง นิพพานแยกออกเป็น ๒ <span style="color: #3366ff;"><strong>สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          นิพพานแยกออกเป็น ๒ <strong><span style="color: #3366ff;">สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ</span></strong> เหมือนพระพุทธเจ้าได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ว่าขันธปัญจกยังปรากฏอยู่ สั่งสอนเวไนยสัตว์อยู่ ๔๕ ปี ในระหว่างนั้นเป็น สอุปาทิเสสนิพพานธาตุทั้งนั้น เป็นสอุปาทิเสสนิพพาน</p>
<p style="text-align: justify;">          ส่วน<span style="color: #000000;">อนุปาทิเสสนิพพาน</span>ละ เมื่อพระพุทธเจ้าครบอายุ ๘๐ พรรษาแล้ว ที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน เดินสมาบัติทีเดียว ถึงกำหนดแล้วเข้าปรินิพพาน เดินสมาบัติ ปฐมฌาน รูปฌาน อรูปฌาน เดินถอยไปถอยมานับครั้งนับหนไม่ถ้วน เมื่อสมควร ธรรมกายของท่านละเอียดสมควรแล้วก็ตกศูนย์มุบ พอตกศูนย์มุบ อายตนะนิพพานดึงดูดแล้ว เดี๋ยวโน่น ธรรมกายของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ธรรมหายไปอยู่ในนิพพาน ศูนย์นั่นเข้าถึงกำเนิดนิพพาน กำเนิดนิพพาน ในกำเนิดนั้นมีว่าง ศูนย์เข้าไปตกอยู่ในนั้นกลับเป็นธรรมกายใหญ่มโหฬาร หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใส จะว่าเป็นธรรมกายที่โปรดสัตว์อยู่นี่หรือที่ไปนิพพานนั่นนะ ที่เข้านิพพานไปแล้ว นิพพานอยู่ข้างบน สูงจากภพ ๓ นี่ขึ้นไป ๓ เท่าภพ ๓ โตเท่ากันกับภพ ๓ นี่ สว่างเป็นแก้วไปหมดทั้งนั้น งดงาม โตเท่ากับภพ ๓ นี่ แต่ว่าตรงกลางนิพพานนะมีกำเนิด กำเนิดเหมือนกับกำเนิดของมนุษย์ที่เดินสมาบัติเข้าไป เข้าไปถึงกายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด รูปพรหม รูปพรหมละเอียด อรูปพรหม อรูปพรหมละเอียด เป็นชั้น ๆ เข้าไป</p>
<p style="text-align: justify;">          นั่นมีอายตนะทั้งนั้น มีอายตนะรองรับเป็นชั้น ๆ ๆ เข้าไป จนกระทั่งถึงอรูปพรหม ถึงธรรมกาย ธรรมกายก็มีอายตนะรองรับเป็นชั้น ๆ ๆ ไป จนกระทั่งถึงธรรมกายละเอียด โสดา โสดาละเอียด สกทาคา สกทาคาละเอียด อนาคา อนาคาละเอียด มีอายตนะรองรับเป็นชั้น ๆ ขึ้นไปทั้งนั้น มีอายตนะรองรับทั้งนั้นเป็นชั้น ๆ ขึ้นไปถึงธรรมกายอรหัต อรหัตละเอียดนั่นแหละ ในอายตนะของพระอรหัตนั่นแหละบริสุทธิ์ฉันใด นิพพานบริสุทธิ์ยิ่งกว่านั้น เป็นอายตนะอย่างนั้น พอไปถึงนิพพานก็เป็นธรรมกาย ธรรมกายที่เข้านิพพานไปนะ ธรรมกายองค์นี้ใช่ไหม ธรรมกายตกศูนย์แล้วดับไปแล้วตรงศูนย์นั้น ตกถึงศูนย์อายตนะนิพพานก็กลับเป็นธรรมกายใหญ่ ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใส นั่นจะเป็นธรรมกายใหม่ไม่ใช่ธรรมกายเก่าหรือ ก็ถูก เป็นธรรมกายใหม่หรือ ก็ถูก ไม่ผิด ก็เอาธรรมกายเก่าไปไว้ที่ไหนเล่า ธรรมกายเก่าตกศูนย์เสียแล้ว ดับเสียแล้ว ตกศูนย์ดับธรรมกายเสียแล้ว กลับเป็นธรรมกายอีก ละเอียดว่า สวยกว่าธรรมกายเก่านับเท่าไม่ถ้วน นั่นนิพพานอยู่โน่น นั่นเรียกว่า เมื่อพระพุทธเจ้าถึงอายตนะนิพพานนั่นแล้ว อยู่ในนิพพานแล้วขณะใด ขณะนั้นเรียกว่า <strong><span style="color: #3366ff;">อนุปาทิเสสนิพพาน</span></strong> เข้าถึงอนุปาทิเสสนิพพานเสียแล้ว ไม่ใช่สอุปาทิเสสนิพพาน เป็นอนุปาทิเสสนิพพานทีเดียว ไปอยู่ในอายตนะนิพพานนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">          อายตนะนิพพานนั้น เมื่อธรรมกายของพระพุทธเจ้ายังไม่ได้เข้าไป มีอยู่ไหมละ มีอยู่ เรียกว่า อายตนะนิพพาน บาลีบริหารตำรับตำราไว้ว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ </strong></span>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิพพานเป็นอายตนะมีอยู่อันหนึ่ง แต่ว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ได้เข้านิพพาน พระอรหันต์ยังไม่ได้เข้านิพพาน ก็เป็นอายตนะคอยรองรับอยู่ เหมือนอย่างกับตาของเรามีอยู่ ยังมิเห็นรูป รูปมันยังไม่มาถึง ตายังไม่มาถึงรูป รูปยังไม่ถึงตา ก็ไม่เห็นกัน ก็มีอายตนะอยู่แล้ว อายตนะนิพพาน อายตนะคือหู เสียงมันยังไม่มาถึงก็ไม่ได้ยินกัน พอเสียงมาถึงก็ได้ยินกัน เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ มีอายตนะเครื่องรับทั้งนั้น นี่เป็นอายตนะของโลกเขา อายตนะนิพพานเป็นของละเอียด ละเอียดทีเดียว นั่นแหละ นิพพานที่พระพุทธเจ้าเข้าถึง ที่เรียกว่า <strong><span style="color: #3366ff;">อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ</span></strong> เข้าไปแล้วไม่กลับมานั่นแหละ นิพพานนั่นแหละได้ชื่อว่าเป็นอายตนะอยู่อันหนึ่ง เรียกว่า นิพพาน เฉย ๆ ไม่เรียกว่า พระนิพพาน ธรรมกายของพระสีธาตุราชกุมารเข้าไปอยู่ในนิพพานนั้นเรียกว่า พระนิพพาน ธรรมกายนั่นเรียกว่าพระนิพพาน แต่ว่านิพพานที่ยังเป็นเครื่องรองรับนั้น เรียกว่า อายตนะนิพพาน หรือเรียกว่า นิพพาน เฉย ๆ พระนิพพานคือ พระเข้านิพพาน ให้รู้จักหลักอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้จักหลักอย่างนี้ที่พระองค์รับสั่งว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา</strong></span> พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งนิพพานว่าอย่างยิ่งอย่างนี้ พอไปถึงพระนิพพานเข้าแล้ว ด้วยความอดทน ด้วยความนิ่ง ด้วยความหยุด ด้วยความอดใจ นั่นแหละจึงเข้านิพพานได้ ถ้าไม่มีความอดทน ไม่มีความหยุด ไม่มีความนิ่งอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว เข้านิพพานไม่ได้ ที่เข้านิพพานได้ ไปนิพพานได้ ก็เพราะอาศัยความอดทนคืออดใจนั่นเอง เป็นความแผดเผาอย่างยิ่ง ชั่วไม่ได้เข้าไปเจือปน  <span style="color: #ff0000;"><strong>น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต</strong></span> ยังเข้าไปฆ่าผู้อื่นอยู่ ยังเข้าไปฆ่าสัตว์อื่นอยู่ เป็นนักบวชไม่ได้ ไม่เป็นนักบวชกับเขา เป็นบรรพชิตไม่ได้ ไม่เป็นบรรพชิตกับเขา ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ เป็นสมณะไม่ได้ เพราะยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่เป็นนักบวชได้เพราะไม่เข้าไปฆ่าผู้อื่น ที่เป็นสมณะได้เพราะไม่เบียดเบียนผู้อื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ นี่ท่านบอกตรงทีเดียว บอกตรง ๆ ถ้าอยากเดินตรง ๆ แล้วก็ง่ายนิดเดียว ทางพุทธศาสนาไม่มีเบียดเบียนเป็นอย่างไร  พระพุทธเจ้าเลิกเบียดเบียนแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิหตสตฺถา นิหตทณฺฑา</strong></span> ไม่มีศัตราท่อนไม้ในมือแล้ว ผู้ที่ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ถ้ายังมีปืนพก มีดพก ยังมีอาวุธติดมืออยู่แล้วก็ไม่ได้การ ไว้ใจไม่ได้ เหี้ยก็ไม่ไว้ใจ อย่าว่าแต่มนุษย์เลย</p>
<p style="text-align: justify;">          มีท่านดาบสผู้หนึ่ง แกได้ไปบิณฑบาตในบ้าน แกเหาะเหินเดินอากาศได้ วันหนึ่งเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ชาวบ้านเขาใส่แกงเหี้ยมาถ้วยหนึ่ง มาฉันเข้ามันเอร็ดอร่อยจริง รุ่งขึ้นเช้าเอาชามไปส่งเขา ถามเขาว่าแกงอะไร แกงเหี้ย ว้า! หมายตัวจะฆ่าให้ตาย ไอ้เหี้ยใหญ่ปฏิบัติเราอยู่ตัวหนึ่ง เราจะแกงกินได้หลายวัน จะต้องฆ่าไอ้เหี้ยนั่นแกงกินเสีย ดาบสก็เอากระบองเหน็บไว้ในจีวร คลุม ๆ เข้าไว้ เหี้ยเข้ามาจะต้องตีให้ตายทีเดียวเพื่อแกงกิน เอาแล้ว เหี้ยออกมาจากปลวก มาดูกิริยามารยาทของพระผู้เป็นเจ้า ดูไม่ได้ วันนี้หูตากิริยาแปลกประหลาดเหมือนอะไรเข้าสิงในตัว ไม่ไว้ใจตาดาบสเสียแล้ว ดูหน้าดูหลังเสียแล้ว ดาบสก็ทำหน้าตาปะหลับปะเหลือกอยู่ มองซ้ายมองขวา มันผิดปรกติอยู่แล้วนี่ นี่สัตว์มันรู้นะ สัตว์ฉลาดมันรู้เทียวว่ามนุษย์จะมีกิริยาท่าทางอย่างไร มนุษย์มันมีผิด นี่ผิดปรกติ กิริยาท่าทาง เราก็รู้เหมือนกันแหละ แต่ทว่าไหวพริบชนิดนี้ มนุษย์ที่เข้ามาอยู่ด้วย มนุษย์พาล มนุษย์ขโมยก็รู้ มนุษย์คนซื่อก็รู้ ดูตานั่นแหละรู้ ตามันบอก ใจมันซื่อมันก็บอกว่ามันซื่อ คดมันก็บอกว่ามันคด ดูเถอะตามันนั่นแหละ ไอ้ซื่อมันมองลูกตามันตรงกัน มันไม่หลบหลีกกันหรอก มันไม่หลบตากัน ไอ้นั่นซื่อล่ะ ซื่อตรง ๆ ซื่อ ๆ ถ้าตามันคอยหลบอยู่ละไม่ได้ ไอ้นี่ตอแหล ปะหลับปะเหลือกอยู่แล้ว ไม่ได้การล่ะ ตามันไม่ตรงกับเรา ไอ้ชนิดนี้ถ้าเหลี่ยมโกงมี ตาก็ไม่ตรงกันเสียแล้ว ชนิดนั้นต้องออกห่างนะ ถ้าตามองไม่ตรงกันละก็ ออกห่างเทียว ถ้าจะอยู่ใกล้กันแล้วตาต้องตรงกัน ถ้าตาปะหลับปะเหลือกมัวซ่อนตาอยู่ไม่ได้ล่ะ เพลี่ยงพล้ำมันขโมยป่นปี้นะ นั่นควรระวังไว้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่เมื่อจับหลักตรงนี้ได้แล้วก็นั่นแหละ มหาโคธาเห็นตาดาบสว่าไม่ได้การทีเดียว กิริยามารยาท ตาปะหลับปะเหลือกทีเดียว ผิดปรกติ เหี้ยคอยระวังตัว พอเพลี่ยงพล้ำไอ้เหี้ยเข้ามาใกล้ ดาบสก็จะฆ่าเหี้ย เหี้ยมันคอยระวังอยู่นี่ พอได้ท่าดาบสก็เอากระบองแล่นผลุงเข้าไปให้ เหี้ยมันก็หลบไปเสีย ลงดินติดอยู่กับดินนั่น เหี้ยปรูดเข้าโพรงไปแล้ว เข้าปล่องไปแล้ว เรียกเหี้ยออกมา เหี้ยก็บอกว่า ออกมาได้อย่างไรละ ไม้พลองมันอยู่ในมือนะ นั่นแน่ไอ้ไม้พลองอยู่ในมือ ไม่ได้การเอาจริงไอ้นี่</p>
<p style="text-align: justify;">          เพราะฉะนั้น มนุษย์ก็ดี ทั้งหญิงชาย คฤหัสถ์บรรพชิตไม่ว่า ถ้านักบวชก็เหมือนกัน ยังมีเก็บศัสตราอาวุธกันอยู่แล้วก็ไม่ได้ นักบวชจอมปลอมอยู่แล้ว ก็ไม่ได้การล่ะ มีดพกมีดอะไรเก็บใส่หีบใส่ตู้ซ่อนเร้นไว้ อะไรต่าง ๆ นานาเหล่านี้นะไม่ได้ นักบวชเหล่านี้ไม่ได้ ยังจอมปลอมอยู่ ไม่ใช่นักบวชจริงหรอก นักบวชโกง ต้องรีบแก้ไข ไม่แก้ไขไม่ได้ เป็นพระเป็นเณรไม่เข้าใจ ให้สึก เป็นอุบาสกอุบาสิกาไม่เข้าใจ ซ่อนอาวุธอยู่แล้วก็ไม่ได้  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิหตสตฺถา นิหตทณฺฑา </strong></span>ไม่มีศัสตราและท่อนไม้ในมือแล้ว มือเปล่าแล้ว นี้เขาเรียกว่ามันคายงวงแล้ว ปล่อยแล้ว ปล่อยไม่เอาธุระแล้ว อย่างนี้เรียกว่าใช้ได้ล่ะ ตาก็ตรงแล้ว ไม่ปะหลับปะเหลือกแล้ว อย่างนี้ใช้ได้ นี่ตัวอย่างนะ ถ้าว่าใครเป็นเช่นนี้แล้วเลิกเสียนะ เป็นภิกษุสามเณรเลิกเชียว ไอ้ซ่อนเร้นอาวุธอย่างนี้น่ะ มันยังเป็นคนร้ายอยู่ในตัว อุบาสกอุบาสิกาก็เลิกเสียนะ มันเป็นคนร้ายอยู่ในตัวมัน ต้องแก้ไขมันเสียทีเดียว ถ้าแก้ไขมันได้แล้ว มันเชื่อเราแล้วละก็ได้ชื่อว่าไม่เข้าไปฆ่าสัตว์อื่นแล้ว ไม่เบียดเบียนผู้อื่นแล้วแน่ล่ะ ไว้ใจได้</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้ามันยังมีอาวุธอยู่ละก็ยังไว้ใจไม่ได้ มันจะต้องไปฆ่าสัตว์อื่น ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไว้ใจมันไม่ได้ ตัวของเราเองแหละ ไม่ต้องไปตัวคนอื่นล่ะ ไว้ใจมันไม่ได้ ตีหัวมันเปกหรือตบตัวมันเปก หรือผางเข้าไปให้ ค่อย ๆ มันก็พอจะทนได้ ถ้าว่ามันหน้ามืดขึ้นมาละก็ เขาว่าเห็นช้างเท่าหมูเทียวนะ มันโกรธขึ้นมาแล้วละก็ เล็กโตไม่ว่า เอาทีเดียวแหละ มันไม่กลัวกันล่ะ เมื่อรู้จักหลักอันนี้ละก็ คอยดูตัวของตัวไว้ มันจะมีเพลงโกงตัวเองอยู่อย่างไรละก็แก้ไขมันเสีย ถ้าว่ามันยังเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ มันยังจะฆ่าผู้อื่นอยู่ มันจะเข้าไปฆ่าผู้อื่นอยู่ เข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นอยู่  จะเรียกว่านักบวชที่ดีไม่ได้ จะเรียกว่าสมณะไม่ได้ จะเรียกว่าบรรพชิตไม่ได้ ใช้ไม่ได้ทีเดียว เหตุฉะนั้น ต้องเลิกพวกเหล่านี้เสียให้ขาด ใจจะเป็นนักบวชที่ดี ทำธรรมะให้เป็นขึ้น ทำใจให้อยู่กับที่ ทำธรรมะเรื่อย ๆ ไป นั่นแหละเป็นนักบวชที่ดีได้ เป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดีได้ในพระพุทธศาสนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้  ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย  บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้ <strong> </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>             เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p>
<p style="text-align: justify;"> </p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1420">โอวาทปาติโมกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาสติปัฏฐานสูตร</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1417</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:32:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1417</guid>

					<description><![CDATA[<p>มหาสติปัฏฐานสูตร ๑๐ ตุลาคม พุท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1417">มหาสติปัฏฐานสูตร</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><br />
<span style="font-size: 18pt;">มหาสติปัฏฐานสูตร</span></strong></p>
<p style="text-align: center;">๑๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2527 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-775x1024.jpg" alt="" width="696" height="920" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-775x1024.jpg 775w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-227x300.jpg 227w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-768x1015.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-1162x1536.jpg 1162w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-150x198.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-300x396.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-696x920.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-1068x1411.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520.jpg 1331w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส<br />
</strong><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส</strong><strong><br />
</strong><strong>   นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ</strong></p>
<p style="text-align: justify;">          <strong>กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ.  อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  สโทสํ วา จิตฺตํ สโทสํ  จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตโทสํ วา จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  สโมหํ วา จิตฺตํ สโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตโมหํ วา จิตฺตํ วีตโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  สงฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ สงฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ วิกฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  มหคฺคตํ วา จิตฺตํ มหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ อมหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ สอุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ อนุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  สมาหิตํ วา จิตฺตํ สมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  อสมาหิตํ วา จิตฺตํ อสมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  วิมุตตํ วา จิตฺตํ วิมุตตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  อิติ อชฺฌตฺตํ วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ พหิทฺธา วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ.  สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมิํ วิหรติ วยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมิํ วิหรติ สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมิํ วิหรติ.  อตฺถิ จิตฺตนฺติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ.  เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรตีติ. ฯ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงใน มหาสติปัฏฐานสูตร ที่แสดงไปแล้วนั้น โดยอุเทศทวาร ปฏินิเทศทวาร แสดงในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นอุเทศทวารนั้น ตามวาระพระบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย </strong></span>แค่นี้ จบอุเทศทวารของมหาสติปัฏฐานสูตร แปลภาษาบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอกายโน อยํ ภิกฺขเว</strong></span> ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>อยํ มคฺโค </strong></span>อันว่าหนทางนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอกายโน </strong></span>เป็นเอก  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอกายโน อยํ มคฺโค</strong></span> หนทางนี้เป็น <span style="color: #3366ff;"><strong>หนทางเอก</strong></span> ไม่มีสองแพร่ง เป็นหนทางเดียวแท้ ๆ หนทางหนึ่งแท้ ๆ เอกนะ คือหนึ่ง  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอโก ทฺวิ ติ จตุ ปญฺจ</strong></span> เหล่านี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอโก</strong></span> เขาแปลว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>หนึ่ง </strong></span>หนทางนี้เป็นหนึ่งไม่มีสองต่อไป  <span style="color: #3366ff;"><strong>สตฺตานํ วิสุทฺธิยา </strong></span>ความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>โสกปริเทวานํ</strong> <strong>สมติกฺกมาย</strong></span> เพื่อความล่วงเสียซึ่งโศก ความแห้งใจ ความปริเทวะ ความพิไรรำพันเพ้อ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย</strong></span> เพื่ออัสดงคต หมดไปแห่งเหล่าทุกข์โทมนัส  <span style="color: #ff0000;"><strong>ญายสฺส อธิคมาย</strong></span> เพื่อบรรลุซึ่งญาณ  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิพพานสฺส สจฺฉิกิริยาย </strong></span>เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน นี่แสดงดังนี้เพียงเท่านี้ เรียกว่า อุเทศทวาร จักได้แสดงเป็นปฏินิเทศทวารสืบต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">กตเม จตฺตาโร ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา</span></strong> นี้คือ สติปัฏฐานสี่  <span style="color: #ff0000;"><strong>กตเม จตฺตาโร สติปฏฺฐานา</strong></span> สติปัฏฐาน ๔ นี่คืออะไร สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรบ้างล่ะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปฺสสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี  วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ</strong></span> สี่อย่างนี้เรียกว่าปฏินิเทศทวาร อุเทศทวารแสดงแล้ว อีกสองนี้เป็นปฏินิเทศทวาร อุเทศน่ะ แสดงออกเป็นหนึ่งทีเดียว ปฏินิเทศนั้นแสดงหนึ่งออกไปเป็นสี่ กาย เวทนา จิต ธรรม แปลภาษาบาลีว่า<strong>  <span style="color: #ff0000;">อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ</span></strong> ดูก่อนภิกษุทั้งหลายที่ศึกษาพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้า เห็นกายในกายเนือง ๆ นั้นเป็นไฉนเล่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ </strong></span>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ศึกษาพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้ เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่  อ้ายนี้ต้องคอยจำนะ เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่ ถ้าเห็นเข้าแล้วทำให้  <span style="color: #ff0000;"><strong>อาตาปี</strong></span> เพียรเทียว เพียรให้เห็นอยู่เสมอนั้นไม่เผลอทีเดียว  <span style="color: #ff0000;"><strong>อาตาปี สมฺปชาโน</strong></span> รู้รอบคอบอยู่  เพียรแล้วก็รู้รอบคอบ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สติมา</strong></span> มีสติด้วยไม่เผลอ  รู้รอบคอบไม่เผลอ  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิเนยฺย โลเก โทมนสฺสํ</strong></span> คอยจำกัด  <span style="color: #ff0000;"><strong>อภิชฌา </strong></span>ความเพ่งเฉพาะอยากได้และความโทมนัสเสียใจที่ไม่ได้สมบัติ นำอภิชฌาโทมนัสในโลกออกเสีย อย่าเพ่งเฉพาะเสียใจ เพราะอยากได้แล้วไม่สมหวัง มันจะทำกายในกายให้เป็นที่เสื่อมไปเสีย  <span style="color: #ff0000;"><strong>อภิชฌา</strong></span> สำคัญนัก เพ่งเฉพาะอยากได้ เมื่อไม่ได้มันก็เสียใจเพราะไม่สมหวัง ไอ้ดีใจเสียใจนี่แหละอย่าให้เล็ดลอดเข้าไปได้ทีเดียว เมื่อเห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่แล้วก็  <span style="color: #ff0000;"><strong>อาตาปี</strong></span> มีความเพียรเร่งเร้าทีเดียว มีความรู้รอบคอบประกอบด้วยสติมั่น ไม่ฟั่นเฟือนทีเดียว <span style="color: #ff0000;"> <strong>วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </strong></span>นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ นี่ข้อต้น ข้อที่สองคือ  <span style="color: #ff0000;"><strong>เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </strong></span>เห็นเวทนาในเวทนาเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีความรู้รอบคอบ มีสติมั่นไม่ฟั่นเฟือน นำอภิชฌาโทมนัสในโลกออกเสีย ไม่ให้ลอดเล็ดเข้าไปได้ นี่ส่วนเวทนา<strong>  <span style="color: #ff0000;">จิตฺเต</span></strong><span style="color: #ff0000;"><strong> จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </strong></span>เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติไม่พลั้งเผลอ นำอภิชฌาในโลกนี้ออกเสียได้ อย่าให้ความยินดียินดีร้ายมันลอดเล็ดเข้าไปได้ นี่เป็นข้อสาม ข้อที่สี่<strong>  <span style="color: #ff0000;">ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </span></strong>เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ เมื่อเห็นแล้วให้มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นไม่ฟั่นเฟือน กำจัดอภิชฌาโทมนัสในโลกนี้เสียได้ สี่ข้อนี้แหละเรียกว่า ปฏินิเทศทวาร <span style="color: #3366ff;"><strong>กาย เวทนา จิต ธรรม</strong></span> เห็นกายในกายอยู่ เห็นเวทนาในเวทนาอยู่ เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ เห็นธรรมในธรรมอยู่ นี่ให้เข้าใจเสียก่อนจึงจะสอนต่อไปเป็นลำดับ</p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นกายในกาย</strong></span>  นี่เห็นอย่างไร เห็นกายในกายนั่นเหมือนกับนอนฝันนั่นแหละ เห็นชัด ๆ อย่างนั้นนะ เห็นกายในกายก็เห็นกายมนุษย์ละเอียดเท่ากายมนุษย์นี้แหละ นอนฝันในกายมนุษย์นี่ต่อไป ทำหน้าที่ไป ผู้เห็นกายในกายก็คือกายมนุษย์ละเอียดนั่นเอง <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นเวทนาในเวทนา</strong></span> ล่ะ มนุษย์นี่มันก็มีเวทนาเหมือนกัน <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็น</strong></span>นี่ ไม่ได้พูด<span style="color: #3366ff;"><strong>รู้</strong></span> นี่ เวทนาในเวทนานั่น เป็นอย่างไรล่ะ <span style="color: #3366ff;"><strong>สุข</strong></span> กายนั้นเป็นสุข ก็เห็นเป็นสุข กายนั้นเป็นทุกข์ ก็กายละเอียดนั่นแหละที่เห็นนั่นแหละ กายนั้นเป็นทุกข์ก็เห็นว่าเป็นทุกข์ เมื่อกายนั้นไม่สุขไม่ทุกข์ ก็เห็นว่าไม่สุขไม่ทุกข์ เห็นชัด ๆ อย่างนี้ <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นจิตในจิต </strong></span>ล่ะ ลึกนี่เห็นจิตได้หรือ เห็นจิตได้หรือ ไม่ใช่เห็นง่าย ๆ นี่ <span style="color: #3366ff;"><strong>จิตเป็นดวง </strong></span>นี่ เท่าดวงตาดำข้างนอกนี่แหละ เท่าดวงตาดำของตัวทุกคน ๆ นั่นแหละ ดวงจิต เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม ถ้าเห็นอย่างนี้ไม่หลับ เป็นประธาน เห็นกายในกายชัด ๆ ก็เห็นกายละเอียดนั่น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">เห็นเวทนาในเวทนา</span></strong> เห็นกายแล้วก็เห็นเวทนา เวทนาเพราะใจกำหนดอยู่ที่จะดูกายเห็นกายนะ ต้องกำหนดอยู่ศูนย์กลางกายมนุษย์ เมื่ออยู่ศูนย์กลางกายมนุษย์ละก็นั่นแหละ ตาเห็นกาย ก็เห็นอยู่ในกลางกายมนุษย์นั่นแหละ เห็นเวทนาล่ะ เป็นอย่างไงล่ะ <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นสุขเป็นดวงกลมใสอยู่ในกลางกายมนุษย์ละเอียดนั่น เห็นสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เห็นชัด ๆ เป็นดวงอยู่กลางกายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ เวทนาของกายมนุษย์นี้เป็นเวทนานอก เวทนาของกายมนุษย์ละเอียดนั่นเป็นเวทนาของกายมนุษย์ละเอียดข้างใน  นั่นแหละเวทนาในเวทนา</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          <strong><span style="color: #3366ff;">เห็นจิตในจิต</span></strong>ล่ะ<span style="color: #3366ff;"><strong> ดวงจิต </strong></span>ก็เห็นดวงจิตของกายละเอียดนั่น เห็นดวงจิตเท่าดวงตาดำข้างนอก เห็นดวงจิต มั่นอยู่ในกลางดวงจิตนี่แหละ อยู่ในกลางดวงจิตมนุษย์หยาบนี่แหละ เข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียดมันก็ไปเห็นดวงจิตของกายมนุษย์ละเอียดนั่น  นี่เห็นจิตในจิต</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #3366ff;">          เห็นธรรมในธรรม</span></strong>ล่ะ<span style="color: #3366ff;"><strong> ดวงธรรม </strong></span>ที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ มันมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบนั่น พอไปเห็นกายละเอียด มันก็เห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั่น <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ เป็นธรรมข้างใน ดวงธรรมทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบนี่เป็นดวงธรรมข้างนอก</strong></span> เห็นจริงอย่างนี่นะ วัดปากน้ำเขาเห็นกันจริง ๆ อย่างนี้ ไม่ใช่เห็นเล่น ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6970" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900.jpg" alt="" width="2316" height="1668" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900.jpg 2316w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-300x216.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-1024x737.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-768x553.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-1536x1106.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-2048x1475.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-696x501.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-1068x769.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-1920x1383.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2316px) 100vw, 2316px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          นี่ <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม เห็นจริง ๆ อย่างนี้ </strong></span>นี่ ๆ อุเทศทวาร แล้วก็เห็นอย่างนี้เรื่อย ๆ ขึ้นไป กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม วัดปากน้ำเห็นเข้าไปตั้ง ๑๘ กายนั่นแน่ะ เห็นเข้าไปอย่างนี้แหละ ๑๘ กาย ชัด ๆ ทีเดียว ชัดใช้ได้ทีเดียว ไม่ใช่พอดีพอร้ายล่ะ เห็นชัดใช้ได้ทีเดียว ไม่ชัดแต่ว่าเห็นล่ะ ถ้าว่าสนใจจริง ๆ ก็เห็นจริง ๆ เห็นจริง ๆ อย่างนี้ เมื่อเห็นจริง ๆ เป็นจริง ๆ อย่างนี้แล้วละก็ ตำราบอกไว้ตรง ๆ อย่างนี้แล้วมันก็ถูกตำรับตำราทีเดียว แล้วจะได้แสดงในกาย เวทนา จิต ธรรม ต่อไปอีก คัมภีร์นิเทศทวารต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;">          มีคำถามสอดเข้ามาว่า <span style="color: #ff0000;"><strong> กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ </strong></span>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ศึกษาพระธรรมวินัย เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่นั่นเป็นไฉน  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </strong></span>อันนี้แล้ว <span style="color: #ff0000;"><strong> อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา </strong></span>นี่ปฏินิเทศทวาร  <span style="color: #ff0000;"><strong>อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชํุ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สติํ อุปฏฺฐเปตฺวา โส สโต ว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ฑีฆํ วา อสฺสสนฺโต ฑีฆํ อสฺสสามีติ ฯเปฯ  ฑีฆํ วา ปสฺสสนฺโต ฯเปฯ  อสฺสสนฺโต ฯเปฯ  รสฺสํ วา ปสฺสสนฺโต รสฺสํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ </strong></span>นี่เป็นปฏินิเทศทวารกว้างออกไปทีเดียว  กว้างนี่แหละที่แสดงไปแล้ว  ส่วนกายที่แสดงไปแล้ว ท่านจัดออกเป็น ข้อกำหนด เป็น <span style="color: #3366ff;"><strong>ปัพพะ</strong></span> คือ เรียก<span style="color: #3366ff;"><strong> อานาปานปัพพะ</strong></span> ข้อกำหนดด้วยลมหายใจเข้าออก <span style="color: #3366ff;"><strong>อิริยาปถปัพพะ</strong></span> ข้อกำหนดด้วยอิริยาบท เดิน ยืน นั่ง นอน <span style="color: #3366ff;"><strong>สัมปชัญญปัพพะ</strong></span> ข้อกำหนดด้วยกิริยาในอิริยาบทแห่งอวัยวะ รู้อยู่เสมอนั่นเรียกว่า สัมปชัญญปัพพะ <span style="color: #3366ff;"><strong>ปฏิกูลมนสิการปัพพะ</strong></span> ข้อกำหนดด้วยข้อปฏิกูลแห่งร่างกายของคนเรา แห่งฟัน หนัง เนื้อ ตามบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อตฺถิ อิมสฺมิํ กาเย เกสา โลมา นขา ทนฺตา </strong></span>ปฏิกูลนั้นไม่น่ารักน่าชมเลย ปฏิกูลแห่งร่างกายนี้ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ที่ไหนประสมกันแล้วก็เป็นร่างกายล้วนแต่เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ไป นี้เป็น<strong><span style="color: #3366ff;">ธาตุปัพพะ พอกายมนุษย์ละเอียดออกจากกายมนุษย์หยาบแล้วก็เน่ากันทั้งนั้น</span></strong> เป็นปฏิกูลอย่างนี้ ปฏิกูลนั่นเป็นข้อที่ ๕ <span style="color: #3366ff;"><strong>นวสีวถิกปัพพะ</strong></span> ข้อกำหนดด้วยศพเก้ารูป ตายวันหนึ่งสองวันท้องเขียว น้ำเลือดน้ำหนองไหล เป็นลำดับไปจนกระทั่งเหลือแต่กระดูกนั่น นี้ได้แสดงมาแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          วันนี้จะแสดง <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นเวทนาในเวทนา</strong></span> สืบต่อไปว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ.  อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ.  อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  สามิสํ วา สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สามิสํ สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  นิรามิสํ วา สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน นิรามิสํ สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  สามิสํ วา ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน สามิสํ ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  นิรามิสํ วา ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน นิรามิสํ ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  สามิสํ วา อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สามิสํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  นิรามิสํ วา อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน นิรามิสํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  อิติ อชฺฌตฺตํ วา ฯ </strong></span>อันนี้เวทนาไม่ใช่เป็นของฟังง่ายเลย เป็นของฟังยากนัก แต่ว่าท่านแสดงไว้ย่อ ๆ ว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>สุข</strong></span> เมื่อเราเสวยความสุขอยู่ ก็รู้ชัดว่า เวลานี้เสวยความสุขอยู่ เมื่อเราเสวยความทุกข์อยู่ <span style="color: #000000;">ก็รู้ชัดว่า</span> เราเสวยความทุกข์อยู่ เมื่อเราเสวยความไม่สุขไม่ทุกข์ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยความไม่สุขไม่ทุกข์อยู่ เมื่อเสวยความสุขที่เจือด้วยอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยความสุขที่เจือด้วยอามิส เมื่อเราเสวยความทุกข์ที่เจือด้วยอามิส ก็รู้ว่าเราเสวยความทุกข์ที่เจือด้วยอามิส เมื่อเสวยความไม่สุขไม่ทุกข์ที่เจือด้วยอามิส ก็รู้ชัดว่าเราเสวยความไม่สุขไม่ทุกข์ที่เจือด้วยอามิส เราปราศจากความสุข นิรามิสสุข เราเสวยความสุข ปราศจากความเจือด้วยอามิส เสวยความทุกข์ ปราศจากความเจือด้วยอามิส เสวยความไม่สุขความไม่ทุกข์ ไม่เจือด้วยอามิสก็รู้ชัดอยู่อย่างนี้ นี้เรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>เวทนา</strong></span> รู้จักเวทนาอย่างนี้ แต่เวทนาที่จะแสดงวันนี้จะแสดง<strong> <span style="color: #3366ff;">เวทนาในจิต</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">          คำว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>จิต</strong></span> นะ เป็นของจำเป็นที่เราจะต้องแก้ไข มิฉะนั้นมันก็บังคับเราใช้มันอยู่ทุก ๆ วัน <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้าเราใช้มันไม่เป็นมันจะกลับมาข่มเหงเอาเราเข้า </strong></span>จิตนั่นเป็นตัวสำคัญ ท่านจึงได้ยืนยันตามวาระพระบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ </strong></span>ดูก่อนภิกษุทั้งหลายที่ศึกษาในธรรมวินัย เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่นั่นเป็นไฉน  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ </strong></span>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ศึกษาธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตระคนด้วยราคะ ก็ทราบชัดว่าจิตนี้นี่ระคนด้วยราคะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตปราศจากราคะ ก็ทราบชัดว่าจิตปราศจากราคะ<strong>  <span style="color: #ff0000;">สโทสํ วา จิตฺตํ สโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</span></strong> จิตระคนด้วยโทสะ ก็ทราบชัดว่าจิตระคนด้วยโทสะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>วีตโทสํ วา จิตฺตํ วีตโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ </strong></span>จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโทสะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สโมหํ วา จิตฺตํ สโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตระคนด้วยโมหะก็ทราบชัดว่าจิตระคนด้วยโมหะ<strong>  <span style="color: #ff0000;">วีตโมหํ วา จิตฺตํ วีตโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</span></strong> จิตปราศจากโมหะก็ทราบชัดว่าจิตปราศจากโมหะ<strong>  <span style="color: #ff0000;">สงฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ สงฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</span></strong> จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่าจิตหดหู่  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ วิกฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่าน  <span style="color: #ff0000;"><strong>มหคฺคตํ วา จิตฺตํ มหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต จิตประกอบด้วยบุญกุศลยิ่งใหญ่ เรียกว่า มหัคคตกุศล กุศลเกิดด้วยรูปฌาน เป็นมหัคคตกุศล  <span style="color: #ff0000;"><strong>อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ อมหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตไม่ประกอบด้วยมหรคต ก็ทราบชัดว่าจิตไม่ประกอบด้วยมหรคต  <span style="color: #ff0000;"><strong>สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ สอุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตยิ่งก็รู้ว่าจิตยิ่ง  <span style="color: #ff0000;"><strong>อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ อนุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมาหิตํ วา จิตฺตํ สมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่าจิตตั้งมั่น  <span style="color: #ff0000;"><strong>อสมาหิตํ วา จิตฺตํ อสมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่าจิตไม่ตั้งมั่น <strong> <span style="color: #ff0000;">วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ วิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</span></strong> จิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตหลุดพ้น<strong>  <span style="color: #ff0000;">อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</span></strong> จิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตไม่หลุดพ้น  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิติ อชฺฌตฺตํ วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ</strong></span> ดังนี้แหละ ภิกษุเห็นจิตในจิตเป็นภายในเนือง ๆ อยู่  <span style="color: #ff0000;"><strong>พหิทฺธา วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ</strong></span> เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อันเป็นภายนอกอยู่  <span style="color: #ff0000;"><strong>อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา จิตฺเต จิตตานุปสฺสี วิหรติ</strong></span> เห็นเนือง ๆ ซึ่งจิตในจิตทั้งเป็นภายในและภายนอก  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมิํ วิหรติ</strong></span> เห็นธรรมดาซึ่งความเกิดขึ้นในจิตอยู่  <span style="color: #ff0000;"><strong>วยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมิํ วิหรติ </strong></span>เห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในจิตอยู่  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมิํ วิหรติ</strong></span> เห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปซึ่งจิตในจิตอยู่  <span style="color: #ff0000;"><strong>อตฺถิ จิตฺตนฺติ วา ปนสฺส</strong></span> ก็หรือสติของเธอเข้าปรากฏว่าจิตมีอยู่<strong>  <span style="color: #ff0000;">ยาวเทว ญาณมตฺตาย</span></strong> สักแต่ว่ารู้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปติสฺสติมตฺตาย</strong></span> สักแต่ว่าอาศัยระลึก<strong>  <span style="color: #ff0000;">อนิสฺสิโต จ วิหรติ</span></strong> เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิยึดถือไม่ได้แล้ว <span style="color: #ff0000;"><strong> น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ</strong></span> ไม่ยึดถือมั่นอะไร ๆ ในโลก <span style="color: #ff0000;"><strong> เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ </strong></span>อย่างนี้แหละภิกษุ เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ด้วยประการดังนี้ นี้เนื้อความของพระบาลี คลี่ความเป็นสยามได้ความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2530 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-1024x609.jpg" alt="" width="696" height="414" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-1024x609.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-300x178.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-768x457.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-1536x913.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-150x89.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-696x414.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-1068x635.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-1920x1142.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524.jpg 2040w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อไปนี้จะอรรถาธิบายขยายความในเรื่อง <span style="color: #3366ff;"><strong>จิต </strong></span>จิตนั่นอยู่ที่ไหน รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร คำที่เรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>จิต</strong></span> นั่น หนึ่งในสี่ของใจ <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงวิญญาณ </strong></span>เท่าดวงตาดำข้างใน <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงจิต</strong></span> เท่าดวงตาดำข้างนอก เห็นชัดอยู่อย่างนี้แล้วก็<span style="color: #3366ff;"><strong> ดวงจำ </strong></span>ก็โตไปอีกหน่อย อยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงหัวใจ<span style="color: #3366ff;"><strong> ดวงเห็น </strong></span>อยู่ในกลางกาย โตไปอีกหน่อย ดวงเห็นอยู่ข้างนอก มันซ้อนกันอยู่</p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงเห็นอยู่ข้างนอก ดวงจำอยู่ข้างใน อยู่ข้างในดวงเห็น ดวงคิดอยู่ข้างในดวงจำ </strong></span><strong><span style="color: #3366ff;">ดวงรู้อยู่ข้างในดวงคิด</span>  </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">ดวงรู้</span></strong> เท่าตาดำข้างใน นั่นแหละเขาเรียกว่า<span style="color: #3366ff;"><strong> วิญญาณ</strong></span> เท่าดวงตาดำข้างในเขาเรียกว่าดวงวิญญาณ</p>
<p style="text-align: justify;">          เท่าดวงตาดำข้างนอกนั้นเขาเรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงจิต</strong></span> หรือ<strong> <span style="color: #3366ff;">ดวงคิด </span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">          โตออกไปกว่านั้น โตออกไปกว่าดวงจิต เท่าดวงตานั่นแหละ นั่นเขาเรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงใจ</strong></span> หรือ<strong> <span style="color: #3366ff;">ดวงจำ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">          โตกว่านั้นอีกหน่อย เท่ากระบอกตานั่นแหละเขาเรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงเห็น</strong> <strong>ดวงเห็นนั้นคือ</strong><strong>ดวงกายทีเดียว</strong></span> สี่ดวงนั้นมีเท่านี้แหละ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">ดวงกาย</span></strong> นั่นแหละ <span style="color: #3366ff;">เ<strong>ป็นที่ตั้งของเห็น ธาตุเห็นอยู่ศูนย์กลาง อยู่ศูนย์กลางกำเนิดดวงกายนั้น อ้ายดวงใจนั่นแหละ เป็นที่ตั้งของจำ ธาตุจำอยู่ศูนย์กลางดวงใจนั่นแหละ อ้ายดวงจิตนั่นแหละเป็นที่ตั้งของคิด ธาตุคิดอยู่ศูนย์กลางจิตนั่นแหละ </strong><strong>อ้ายดวงวิญญาณเป็นที่ตั้งของรู้ ธาตุรู้อยู่ศูนย์กลางดวงวิญญาณนั่นแหละ </strong></span>ธาตุเห็น จำ คิด รู้ สี่ประการนั้น ธาตุเห็นเป็นที่ตั้งของเห็น ธาตุจำเป็นที่อยู่ของจำ ธาตุคิดเป็นที่อยู่ของคิด ธาตุรู้เป็นที่อยู่ของรู้ <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็น จำ คิด รู้ สี่ประการ ยกแพลบเดียวโน้นไปนครศรีธรรมราชไปแล้ว</strong></span> เห็นจำคิดรู้ไปแล้วยกไปอย่างนั้นแหละไปได้ ไปได้ ไปเสียลิบเลย ไปเสียไม่บอกใครทีเดียว ไปอยู่เสียที่นครศรีธรรมราชโน้น <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้าว่าคนเขามีธรรมกาย อ้ายนี่มายุ่งอยู่ทำไมในนครศรีธรรมราช ไปเห็นเอากายมนุษย์ละเอียดเข้าแล้ว</strong></span> อ้ายคนนี้รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างนั้น แต่งเนื้อแต่งตัวเป็นอย่างนั้น เราคิดว่าเราส่งใจไปนี่นะ ส่งไปนครศรีธรรมราช อ้ายนี่มายุ่งอยู่ทำไมในนครศรีธรรมราช เห็นทีเดียว เขามีธรรมกาย อ้ายนี้มายุ่งอยู่ที่นี้แล้ว <span style="color: #3366ff;"><strong>เราก็ยกเห็น จำ คิด รู้ไปนี่</strong></span>ไม่ได้ไปทั้งตัว นั่นแหละ<span style="color: #3366ff;"><strong> กายละเอียดไปแล้ว</strong></span> ไปยุ่งอยู่โน้นแล้ว ดูก็ได้ ลองไปดูก็ได้ พวกมีธรรมกายเขามี เขาเห็นทีเดียว อ้ายนี้มายุ่งอยู่นี่แล้ว จำหน้าจำตาจำตัวได้ เอ! ก็แปลกจริงนะ ไม่ใช่ของพอดีพอร้าย พระพุทธศาสนาเป็นของลึกซึ้งอยู่ แต่ว่าจะส่งใจไปอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามเถอะ ไปได้อย่างนี้แหละ <span style="color: #3366ff;"><strong>สี่อย่างไปได้อย่างนี้</strong> คือ <strong>เห็น จำ</strong> <strong>คิด รู้ มันหยุดเป็นจุดเดียวกัน เป็นกายละเอียด มันแยกกันไม่ได้</strong></span> แยกไม่ได้เด็ดขาดเชียว เป็นตัวเป็นตัวตายอยู่ เหมือนกายมนุษย์นี่ เราจะเอาแยกเป็นหัวใจเสีย จากหัวใจเสีย หัวใจแยกจากดวงจิตเสีย จิตแยกจากดวงวิญญาณเสียไม่ได้ ถ้าแยกไม่เป็นเลยแยกตายหมด ถ้าแยกเวลาใดมนุษย์ก็ตายเวลานั้น ถ้าไม่แยกก็เป็นอย่างนี้ <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็น จำ คิด รู้ สี่อย่างนี้แยกไม่ได้ แยกก็ตายเหมือนกัน</strong></span> แยกเข้าอ้ายกายละเอียดนั้นตาย แยกหัวใจออกไป ดวงจำ ดวงเห็น ตาย แยกไม่ได้ หากว่ากายทิพย์ก็เหมือนกัน แยกไม่ได้ มันเป็นตัวของมันอยู่อย่างนั้นแหละ เอาแต่ตัวกายมนุษย์ละเอียด มันก็ละเอียดพอแล้ว พอเข้ากายทิพย์ละเอียด ก็ยิ่งละเอียดไปกว่านั้นอีก ละเอียดพอแล้วหรือ พอเข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด ละเอียดยิ่งกว่านั้นเข้าไปอีก เข้าถึงกายอรูปพรหม ละเอียดยิ่งกว่านั้นไปอีก เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด ละเอียดยิ่งกว่านั้นไปอีก เข้าถึงกายธรรม ละเอียดยิ่งกว่านั้นไปอีก เข้าถึงกายธรรมละเอียด ละเอียดยิ่งกว่านั้นเข้าไปอีก</p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #3366ff;"><strong>นี่ถ้าว่าทำธรรมกายเป็นละก็  มันฉลาดกว่ามนุษย์หลายสิบเท่าเชียวนะ นี่พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ก็ฉลาดกว่าเท่าหนึ่งแล้ว </strong>สูงกว่าเท่าหนึ่งแล้ว<strong> เข้าถึงกายทิพย์ก็สองเท่าแล้ว กายทิพย์ละเอียดก็สามเท่าแล้ว กายรูปพรหมสี่เท่า กายรูปพรหมละเอียดห้าเท่า กายอรูปพรหมหกเท่า กายอรูปพรหมละเอียดเจ็ดเท่า เข้าถึงกายธรรมและกายธรรมละเอียด ๘-๙ เท่าเข้าไปแล้ว</strong></span> มันมีความฉลาดกว่ากันอย่างนี้นะ ให้รู้จักว่าของสูงของต่ำอย่างนี้ เมื่อรู้จักอย่างนี้แล้วก็ วันนี้ที่จะแสดง <span style="color: #3366ff;"><strong>จิต</strong></span> ตำราท่านวางไว้แค่จิต เอา<span style="color: #3366ff;"><strong> ดวงจิต</strong></span> นี้เท่านั้น ดวงเห็นก็ไม่ได้เอามาพูด ดวงจำไม่ได้มาพูด ดวงรู้ไม่ได้มาพูด มาพูดแต่ดวงจิตดวงเดียว ที่เราแปลจิตถ้าเราเอามาใส่ปนกันกับเรื่องจิตก็ป่นปี้หมด เพราะ <span style="color: #3366ff;"><strong>จิตมีหน้าที่คิดอย่างเดียวเท่านั้นแหละ</strong> <strong>ดวงรู้</strong>ก็<strong>มีหน้าที่รู้อย่างเดียว</strong> <strong>ไม่มีหน้าที่คิด ดวงจิตก็มีหน้าที่คิดอย่างเดียว</strong><strong> ดวงจำก็มีหน้าที่จำอย่างเดียว</strong> <strong>ดวงเห็นก็มีหน้าที่เห็นอย่างเดียว</strong></span> จะสับเปลี่ยนกันไม่ได้ แต่ว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้าไม่รู้หลักความจริงแน่นอนอย่างนี้ละก็</strong> <strong>ท่านก็แปลเอาดวงจิตไปรวมเข้ากับรู้เสียว่า</strong></span> รู้ก็คือจิตนั่นแหละ  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิจิตฺตารมฺมณํ</strong></span> ดวงจิตวิจิตรด้วยอารมณ์ต่าง ๆ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ นี่วิจิตรด้วยอารมณ์ต่าง ๆ อย่างนี้ ดวงจิตนั่น อีกนัยหนึ่ง  <span style="color: #ff0000;"><strong>อารมฺมณํ วิชานาตีติ จิตฺตํ</strong></span> จิตรู้ซึ่งอารมณ์  <span style="color: #3366ff;"><strong>จิตรู้เสียอีกแล้ว เอาละซี เอาวิญญาณไปไว้ที่ไหนแล้ว ไม่พูดดวงวิญญาณเสียอีกแล้ว พูดเป็นรู้เสียแล้ว</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          เพราะฉะนั้น คำว่า<strong><span style="color: #3366ff;"> จิต</span> </strong>นี่แหละ <strong><span style="color: #3366ff;">เป็นดวงใสเท่าดวงตาดำข้างนอก ใสเกินใส ปกติมโน ใจเป็นปกติ </span></strong>คือ <span style="color: #3366ff;"><strong>ภวังคจิต จิตที่เป็นภวังคจิตน่ะ ใสเหมือนยังกับน้ำที่ใส </strong></span>ใสเหมือนยังกับน้ำที่ใสนะ<span style="color: #3366ff;"><strong> จิตที่ใสนั่นแหละ เมื่อระคนด้วยราคะเหมือนยังกับน้ำแดงเข้าไปเจือเสียแล้ว</strong></span> มันก็ปนเป็นนะซี นี่เป็นอย่างนั้นนา เมื่อจิตระคนด้วยราคะเหมือนน้ำแดงเข้าไปเจือเสียแล้ว <span style="color: #3366ff;"><strong>จิตระคนด้วยโทสะ</strong></span>เล่า <span style="color: #3366ff;"><strong>เหมือนยังกับน้ำเขียวน้ำดำเข้าไปปน</strong></span> น้ำเขียวเข้าไปปนระคนเสียแล้ว <span style="color: #3366ff;"><strong>จิตระคนด้วยโมหะเหมือนน้ำตมเข้าไประคนเสียแล้ว</strong> <strong>ไอ้จิตใสนะมันก็ลางไป </strong></span>ก็รู้นะซี<strong>   </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6971" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022.jpg" alt="" width="1890" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022.jpg 1890w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-300x217.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-1024x740.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-768x555.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-1536x1109.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-696x503.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-1068x771.jpg 1068w" sizes="auto, (max-width: 1890px) 100vw, 1890px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</span></strong> จิตระคนด้วยราคะ ก็รู้ว่าจิตระคนด้วยราคะ จิตไม่มีราคะ ปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตไม่มีราคะ ไม่ปนด้วยโมหะ ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่ จิตหดหู่ ที่ใสน่ะหดหู่ไป ผู้สร้างพอรู้ว่าผู้สร้างเป็นอติวิสัย ไม่คงที่เสียแล้ว ผู้สร้างก็รู้ว่าผู้สร้าง จิตประกอบด้วยกุศลที่ระคนด้วยญาณ เป็นมหัคตจิต จิตไม่ประกอบด้วยกุศลก็เห็น จิตประกอบด้วยกุศลก็เห็นชัด ๆ ดังนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมาหิตํ วา จิตฺตํ สมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ </strong></span>จิตตั้งมั่นใสมั่นดิ่งลงไปก็เห็นชัด ๆ ดังนี้ รู้ชัด ๆ อย่างนี้ จิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตไม่ตั้งมั่น จิตพ้นใสพ้นจากเครื่องกิเลส ก็รู้ว่าพ้น ไม่พ้นก็รู้ว่าไม่พ้น เห็นชัด ๆ อย่างนี้ เมื่อเห็นชัดเข้าดังนี้ละก็<strong><span style="color: #3366ff;">อชฺฌตฺตํ วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ เห็นจิตในจิต เป็นภายในเนือง ๆ</span> </strong>ภายใน น่ะคือ จิตกายละเอียดเห็นเนือง ๆ ซึ่งจิตในจิต เป็นภายนอกนี้จิตของกายมนุษย์ เห็นเนือง ๆ ซึ่งจิตในจิตทั้งภายในภายนอก เห็นเป็นรูปจิต เป็นจิตของกายมนุษย์ละเอียด เห็นทั้งสองทีเดียว เห็นทั้งภายในและภายนอก เห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดาคือความเสื่อมไป ความเกิดขึ้นของจิต เห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดาคือความดับไปของจิต คือความดับไปในจิต เมื่อเห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดาทั้งเกิดขึ้นทั้งความดับไป เมื่อเห็นชัดดังนี้ละก็  <span style="color: #ff0000;"><strong>อตฺถิ จิตฺตนฺติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ</strong></span> ก็หรือสติของเธอ เข้าไปปรากฏว่าจิตมีอยู่ เห็นจิตแล้ว เมื่อจิตมีสติของเธอปรากฏว่า จิตมีอยู่เพียงสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าอาศัยความระลึก อันตัณหาและทิฏฐิเข้าไปอาศัยไม่ได้เลย  <span style="color: #ff0000;"><strong>น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ</strong></span> ไม่ถือมั่นอะไรเลยในโลก รู้ว่าปล่อยวางแล้ว ไม่ถือมั่น ไม่ติด ไม่แตะ ไม่อะไรแล้ว ให้รู้ชัด ๆ เห็นชัด ๆ อย่างนี้ อย่างนี้แหละ เรียกว่า ภิกษุทั้งหลาย<span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นในจิต</strong></span>เนือง ๆ อยู่ ด้วยประการดังนี้ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลี ชี้ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา เพราะได้ยินเสียงระฆังหง่าง ๆ อยู่แล้ว <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อธิบายอ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้<strong> สทา โสตถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดิ์จงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพได้ชี้แจงแสดงมา ตามสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถา โดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1417">มหาสติปัฏฐานสูตร</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1414</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:28:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1414</guid>

					<description><![CDATA[<p>สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้ ๑๙  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1414">สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 18pt;"><strong>สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้<br />
</strong></span></p>
<p style="text-align: center;">๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2537 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1024x607.jpg" alt="" width="696" height="413" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1024x607.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-300x178.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-768x455.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1536x910.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-150x89.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-696x412.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1068x633.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1920x1138.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412.jpg 2044w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓ หน)</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>มตฺตา สุขปริจฺจาคา       ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ</strong><br />
<strong>จเช มตฺตาสุขํ ธีโร        สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขนฺติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;">ขุ.ธ.(บาลี) ๒๕/๓๑/๕๓</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถาแก้ด้วย สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้พึงแสวงหา ยิ่งใหญ่นัก ไม่มีใครปฏิเสธทุกทั่วหน้า สุขนี้สมเด็จพระบรมศาสดาทรงรับสั่งด้วยพระองค์เอง  เพื่อจะให้สัตว์แสวงหาสุขยิ่งขึ้นไป ไม่ใช่สุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ละสุขเล็กน้อยเสีย ให้ยึดเอาความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป นี่เพราะเราท่านทั้งหลาย ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต หญิงชายทุกทั่วหน้า เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ทุกทั่วหน้าด้วยกัน แสวงหาสุขทุกหมู่เหล่า แม้สัตว์เดรัจฉานเล่า ก็ต้องแสวงหาสุขเหมือนกัน หลีกเลี่ยงจากทุกข์ แสวงหาสุขอยู่เนืองนิตย์อัตรา เพราะว่าสุขจะพึงได้สมเจตนานั้น ผู้แสวงหาเป็นจึงจะได้ประสบสุขยิ่งใหญ่ไพศาล ถ้าแสวงหาไม่เป็นก็ได้รับสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ หาสมควรแก่อัตภาพที่เป็นมนุษย์ไม่ เหตุนี้ ตามวาระพระบาลีพระองค์ได้ทรงแสดงไว้ว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>มตฺตา สุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ</strong></span> แปลเนื้อความว่า ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ เพราะละสุขอันน้อยเสีย หรือเพราะละสุขพอประมาณเสีย ผู้มีปัญญาเมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์ก็พึงละสุขพอประมาณเสีย นี่เนื้อความของพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาได้เนื้อเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป สุขเล็กน้อย กับสุขไพบูลย์นี้เป็นใจความในพระคาถานี้ สุข มีสุขตั้งแต่สุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงสุขที่สุด สุขเล็กน้อยก็สุขมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในสมัยทุกวันนี้เป็นสุขเล็กน้อย สุขเทวดาก็สุขมากขึ้นไปเป็นชั้น ๆ เป็นสุขใหญ่ขึ้นไป เทวดา ๖ ชั้นก็สุขขึ้นไปเป็นลำดับ</p>
<p style="text-align: justify;">          สุขมนุษย์ไม่เท่าสุขในจาตุมหาราช สุขในจาตุมหาราชไม่เท่าสุขในดาวดึงส์ สุขในดาวดึงส์ไม่เท่าสุขในชั้นยามา สุขในชั้นยามาไม่เท่าสุขในชั้นดุสิต สุขในชั้นดุสิตไม่เท่าสุขในชั้นนิมมานรดี สุขในชั้นนิมมานรดีไม่เท่าสุขในชั้นปรนิมมิตวสวัตตี สุขในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีไม่เท่าสุขในพรหมปาริสัชชา สุขในชั้นพรหมปาริสัชชาไม่เท่าสุขในชั้นพรหมปุโรหิตา สุขในชั้นพรหมปุโรหิตาไม่เท่าสุขในชั้นมหาพรหมา สุขในชั้นมหาพรหมาไม่เท่าสุขในพรหมปริตตาภา สุขในชั้นพรหมปริตตาภาไม่เท่าสุขในชั้นอัปปมาณาภา สุขในชั้นอัปปมาณาภาไม่เท่าสุขในชั้นอาภัสสรา สุขในชั้นอาภัสสราไม่เท่าสุขในชั้นปริตตสุภา สุขในชั้นปริตตสุภาไม่เท่าสุขในชั้นอัปปมาณสุภา สุขในชั้นอัปปมาณสุภาไม่เท่าสุขในชั้นสุภกิณหา สุขในชั้นสุภกิณหาไม่เท่าสุขในชั้นเวหัปผลา สุขในชั้นเวหัปผลาไม่เท่าสุขในชั้นอสัญญีสัตตา สุขในชั้นอสัญญีสัตตาไม่เท่าสุขในชั้นอวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา สุขในชั้นอกนิฏฐาไม่เท่าสุขในชั้นอากาสานัญจายตนะ อากาสานัญจายตนะไม่เท่าสุขในชั้นวิญญาณัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะไม่เท่าสุขในชั้นอากิญจัญญายตนะ สุขในชั้นอากิญจัญญายตนะไม่เท่าสุขในชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี่ว่าในภพ ๓ ยังไม่ถึงนิพพาน แต่ว่าสุขเป็นลำดับไปดังนี้ ผู้แสวงหาสุข เกลียดจากทุกข์ อยากได้สุข ผู้ที่อยากได้สุขนั้นต้องละสุขพอประมาณเสีย จึงจะพบสุขอันสมบูรณ์ยิ่งใหญ่ไพศาลเป็นลำดับขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ละสุขพอประมาณเป็นไฉน มาเกิดในมนุษย์โลก เป็นหญิงก็ดี เป็นชายก็ดี จงแสวงหาเถิด ความสุขอยู่ในทานการให้ ยิ่งใหญ่ไพศาล ความสุขอยู่ในทานการให้ หรือความสุขอยู่ในศีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อยดีไม่มีโทษ หรือสุขอยู่ในการเจริญภาวนาให้เป็นเหตุลงไปเป็นสุขยิ่งใหญ่ไพศาล ให้อุตส่าห์ให้ทาน สมบัติเงินทองข้าวของที่เป็นวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์ที่เราหาได้มา เก็บหอมรอมริบไว้หรือได้มรดกมาก็ดี สิ่งทั้งหลายนั้นเมื่อเรารักษาอยู่ <span style="color: #3366ff;"><strong>เมื่อเรายังมีชีวิตเป็นอยู่ก็เป็นของเราอยู่ แต่พอแตกกายทำลายขันธ์เท่านั้น สมบัติเหล่านั้นไม่ใช่ของเราเสียแล้ว กลายเป็นของคนอื่นเสียแล้ว ไม่ใช่ของเราจริง ๆ ในมนุษย์โลก เราผ่านไปผ่านมาเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นบ้านเมืองของเรา ไม่เป็นถิ่นทำเลที่เราอยู่ เป็นทำเลที่สร้างบารมี มาบำเพ็ญทาน ศีล เนกขัมม์ ปัญญา วิริยะ อธิษฐาน ขันติ สัจจะ เมตตา อุเบกขา เท่านั้น </strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          นี่ข้อสำคัญ รู้จักหลักนี้แล้ว ให้ละสุขอันน้อยเสีย สุขอันน้อยนั่นคืออะไร รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เราใช้สอยอยู่นี้ รูปที่ชอบใจ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ ติดอยู่ในกามภพ ที่ให้เราซบอยู่ในกามภพนี้โงศีรษะไม่ขึ้น <span style="color: #3366ff;"><strong>ไอ้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั่นแหละเป็นสุขนิดเดียว</strong> <strong>สุขเล็กน้อยไม่ใช่เป็นสุขมาก สุขชั่วปรบมือกระพือปีกไก่เท่านั้น มันสุขน้อยจริง</strong> <strong>ๆ</strong></span> ให้ละสุขน้อยนั้นเสีย ให้ละ ๕ อย่างนี้ คือ รูปที่ชอบใจ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ เมื่อละได้แล้วเรียกว่า จาคะ สละสุขที่ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั้นได้ ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั้นเป็นไฉน เงินทองข้าวของ วิญญาณกทรัพย์ อวิญญาณกทรัพย์ เหล่านี้เรียกว่ารูปสมบัติ ที่เรายินดีในรูปสมบัตินั้นแหละเรียกว่า ยินดีในรูป เสียง ยกย่องสรรเสริญ ยกยอสรรเสริญชมเชยต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เป็นโลกธรรมเหล่านี้นั่นแหละยินดีในเสียง ถ้าเราไปยินดีติดอยู่ในเสียงสรรเสริญอันนั้นละก็ ทำให้เพลินซบเซาอยู่ในโลก เป็นทุกข์ เป็นสุขกับเขาไม่ได้ กลิ่นหอมเครื่องปรุงต่าง ๆ อันเป็นที่ชื่นเนื้อเจริญใจนั่นแหละยินดีในกลิ่น มัวยินดีในกลิ่นอยู่เถิด จะซบเซาอยู่ในมนุษย์โลก ในกามภพ ดุจคนสลบโงศีรษะไม่ขึ้น ติดรสเปรี้ยวหวานมันเค็มอยู่นี่แหละยินดีในรส ถ้าว่าติดอยู่ในรสเช่นนั้นแล้วละก็ หรือติดรสอันใดก็ช่าง ความติดรสอันนั้นแหละทำให้โงหัวไม่ขึ้น ยินดีในความสัมผัสถูกเนื้อต้องตัว</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าเอาใจไปยินดีในสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวเข้าแล้ว เข้าไปอยู่ในเปือกตมทีเดียว โงศีรษะไม่ขึ้นอีกเหมือนกัน ๕ อย่างนี้ให้สัตว์โลกจมอยู่ในวัฏสงสาร ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ติดอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ออกจากวัฏฏะไม่ได้ กรรมวัฏ วิปากวัฏ กิเลสวัฏ ออกไม่ได้ ออกจากภพ ๓ ไม่ได้ ออกจากกามไม่ได้เพราสละละสิ่งทั้ง ๕ ไม่ได้ ถ้าสละละสิ่งทั้ง ๕ อันเป็นสุขน้อยนี้เสียได้แล้ว เมื่อสละละสิ่งทั้ง ๕ เสียได้แล้วจะได้ประสบสุขอันไพบูลย์ ต้องประสบสุขอันไพบูลย์แท้ ๆ อันไพบูลย์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ละของมนุษย์ได้แล้ว ต้องไปติดอยู่ในชั้นจาตุมหาราชของทิพย์อีก ก็ต้องติดอยู่แบบเดียวกัน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ก็ได้ชื่อว่าละไม่ได้เพราะของเป็นทิพย์เสียอีก ละชั้นจาตุมหาราชก็จะไปติดชั้นดาวดึงส์อีก ชั้นดาวดึงส์ก็ปล่อยเสียอีก ละเสียอีก จะเข้าถึงยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ละได้ทั้งหมดนี้ ใครอุตส่าห์พยายามรักษาศีลมั่นจริง เมื่อสละพวกนี้ได้แล้วทำศีลให้มั่นขึ้น ศีลมั่นแล้วเจริญเป็นทางสมาบัติทีเดียว ให้เข้าสู่รูปฌานทั้ง ๔ ให้ได้ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน จะได้ไปรับสุขยิ่งใหญ่ไพศาลไปกว่านี้ และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเข้าถึงฌานทั้ง ๔ แตกกายทำลายขันธ์  ก็ได้ไปบังเกิดในพรหม ๑๖ ชั้น ได้รับความสุขยิ่งขึ้นไปเป็นชั้น ๆ จนกระทั่งถึงขนาด ถึงพรหมชั้นที่ ๑๑ หรือ ๑๒-๑๓-๑๔-๑๕-๑๖ ขึ้นไปก็ตามเถอะ แต่ว่าอย่าติดนะ ติดในชั้นพรหมไม่ได้ ละเสียได้เป็นสุข ให้ละสุขในรูปภพนี้เสีย แม้จะได้ไปครองสุขในอรูปภพต่อไปอีก ยึดเอาอะไรไปครองสุขในอรูปภพต่อไป อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สุขแค่นั้นจะเพียงพอแล้วหรือ ถ้าเราต้องการประสบสุขอันไพบูลย์ใหญ่ไพศาลแล้ว ก็ให้ละสุขในอรูปพรหมอีก อย่าติดสุขในอรูปภพนั้น ให้ไปถึงนิพพานทีเดียว เมื่อไปถึงนิพพานแล้วนั่นแหละจะได้ประสบสุขอันไพบูลย์ และสุขอันนั้นเป็นสุขสำคัญ สุขอื่นสู้ไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้ว่าสุขเช่นนั้นแล้ว ทำอย่างไรต่อไป วิธีจะละ ตั้งแต่มนุษย์ นี่จะละสุขในมนุษย์ล่ะ เราจะละท่าไหน ต้องแก้ไขวิธีละทีเดียว ต้องใช้ละด้วยกาย ละด้วยวาจา ละด้วยใจ ต้องใช้ทาน ศีล ภาวนา เป็นฆราวาสครองเรือนให้หมั่นให้ทาน ให้ละสุขน้อยโดยการบริจาคทาน ที่มีสมบัติยิ่งใหญ่ไพศาลในมนุษย์โลกดังนี้ ถึงมีพอประมาณหรือมีเล็กน้อยก็ช่าง อุตส่าห์ละเถิด จงให้ทาน ให้ความสุขในภพนี้และภพหน้าต่อไปนับภพไม่ถ้วน ให้อุตส่าห์ให้ทาน ทานนี่แหละเป็นข้อสำคัญนัก ท่านยืนยันตามตำรับตำราว่ามนุษย์จะได้รับความสุขในมนุษย์โลกก็เพราะอาศัยการให้ทานกัน ด้วยเหตุนี้ <span style="color: #3366ff;"><strong>พระโพธิสัตว์เจ้าสร้างบารมี มาเกิดในมนุษย์โลกก็ย่อมให้ทานในเบื้องหน้า</strong></span> ท่านเป็นผู้เก็บหอมรอมริบ สนับสนุนอุปถัมภ์ค้ำชูแก่บริวารของท่านไม่แพ้ฝ่ายใด ท่านก็อุปถัมภ์ค้ำชูตลอด เพราะท่านเป็นผู้มีสมบัติยิ่งใหญ่ไพศาล ท่านบริจาคทานอย่างนี้ อัตราการให้ทานนี่แหละที่จะส่งเราให้ไปถึงสุขยิ่งใหญ่ไพศาล ถ้าไม่มีทานจะมีสุขอันยิ่งใหญ่ไพศาลไม่ได้ เพราะไม่มีผลทานส่งให้ จะถึงสุขยิ่งใหญ่ไพศาลไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          <strong><span style="color: #3366ff;">เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดมาในมนุษย์โลก ถ้าเป็นคนจนเสียแล้ว เราจะทำความดีให้เต็มส่วนเต็มที่ไม่ได้ เพราะว่าจะรักษาศีลก็รักษาไม่ได้ จะเจริญภาวนาก็เจริญไม่ไหว เพราะเป็นคนจนเสียแล้ว</span></strong> ไม่ได้รักษาศีลเจริญภาวนาเพราะห่วงการงาน ต้องประกอบกิจการงาน การงานเหนี่ยวรั้งไว้ให้ไปทำการงาน จิตที่จะทำให้ยิ่งใหญ่ไพศาลในศีลภาวนาก็ทำไม่ได้ ถ้าว่ามีสมบัติสมบูรณ์แล้ว จะรักษาศีลก็รักษาได้สมบูรณ์บริบูรณ์ จะเจริญภาวนาก็เจริญได้ไม่มีห่วงหน้าห่วงหลัง จะบริจาคทานก็ทำได้สมความเจตนาทีเดียว มีสมบัติสมควรที่จะบริจาคทานแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เพราะอาศัยผลทานนั่นแหละเป็นข้อสำคัญของทานนะ ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี ถ้าบริจาคทานแล้วมีผลลัพธ์  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทานมโย</strong></span> บุญคือความบริสุทธิ์สำเร็จด้วยทาน  <span style="color: #ff0000;"><strong>ฉกามาวจโร</strong></span> เป็นเหตุให้เกิดในกามาวจร ๖ ชั้น ทานเป็นเหตุให้เกิดในกามาวจร ๖ ชั้น ได้รับความสุขยิ่งใหญ่ไพศาลขึ้นไปเป็นลำดับเพราะทานส่งให้  <span style="color: #ff0000;"><strong>สีลมโย </strong></span>บุญคือความบริสุทธิ์แล้วสำเร็จด้วยศีล ศีลสำเร็จแล้วเป็นเหตุให้เกิดในชั้นอกนิฏฐา ภพพรหมชั้นที่ ๑๖ โน้น ต้องวางหลักอย่างนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ภาวนามโย</strong></span> บุญคือความบริสุทธิ์สำเร็จด้วยการเจริญภาวนา  <span style="color: #ff0000;"><strong>อมตผโล </strong></span>เป็นผลที่จะให้บรรลุถึงชั้นนิพพาน สำเร็จภาวนาแล้วเป็นผลจะให้มนุษย์ถึงชั้นนิพพาน <span style="color: #3366ff;"><strong>ทานให้สำเร็จในสวรรค์ ๖ ชั้น ศีลให้สำเร็จในพรหม ๑๖ ชั้น  ภาวนาให้สำเร็จนิพพาน</strong></span> ให้สำเร็จผลนิพพานทีเดียว นี่ต้องวางหลักไว้อย่างนี้ เมื่อได้รู้หลักอย่างนี้เป็นข้อสำคัญ ทาน ศีล ภาวนา เหล่านี้เป็นข้อสำคัญนัก ให้ถึงสุขอันไพบูลย์ ได้สุขอันเป็นส่วนเต็มที่ ได้เพราะทานก็จะต้องส่งผลไปถึงแค่สวรรค์ เมื่อถึงแค่สวรรค์แล้ว ศีลก็ต้องส่งผลให้ไปถึงแค่ชั้นอกนิฏฐา ภพรูปพรหม ส่วนภาวนาก็ส่งผลให้ถึงนิพพาน เมื่อถึงนิพพานแล้วก็จะได้รับสุขอันวิเศษไพศาลทีเดียว นี่เป็นชั้น ๆ ไปดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้วก็ค่อย ๆ เดินเป็นลำดับขึ้นไป ตั้งต้นแต่กายมนุษย์ นี่วัดปากน้ำทำกันอยู่แล้ว ทำอยู่แล้วถึงนิพพานมากมายแล้ว ไม่ต้องเข้าใจเป็นอย่างอื่นไป ตั้งหน้าตั้งตาทำทีเดียว เมื่อมาเป็นภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาแล้ว ทำให้เรียบร้อยแล้ว เรียกว่าใจเราทำทีเดียว  เรียกว่าเราทำทีเดียว ต้องทำใจให้หยุด เมื่อถึงเวลาให้ทานเราก็ให้ทานตามกาลตามสมัย ให้ศีลบริสุทธิ์ไว้ แล้วก็เจริญภาวนาเสมออย่าให้คลาดเคลื่อน ทำใจให้หยุด เจริญภาวนาทำใจให้หยุด พอใจหยุดเท่านั้น เข้าถึงทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ใจหยุดนั่นแหละจะพบพระบรมศาสดา</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2536 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-1024x741.jpg" alt="" width="696" height="504" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-1024x741.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-300x217.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-768x555.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-1536x1111.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-696x503.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-1068x772.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411.jpg 1886w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">          หยุดตรงไหน</span> ที่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ หยุดตรงนั้น พอหยุดได้แล้วละก็ พอหยุดเท่านั้นแหละ สมกับบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ</strong></span> สุขอื่นนอกจากนิ่งไม่มี นี่เจอสุขแท้แล้วนี่นะ สุขจริงตรงนี้นะ เจอสุขแล้ว เจอที่สุขแล้ว เมื่อเจอสุขสูงสุดอย่างนี้ละก็ให้ตั้งหน้าตั้งตาทีเดียว  ทำใจให้หยุดนิ่ง หยุดทีเดียว หยุดหนักเข้า อย่าถอยหลังกลับ หยุดในหยุดหนักเข้าอย่าถอยหลังกลับ</p>
<p style="text-align: justify;">          ผู้เทศน์ได้สั่งสอนกันแล้วให้ยุดอย่างนี้ หยุดไม่ถอยกลับ ๒๓ ปีแล้ว ๒๓ ปี ๒ เดือนเศษแล้ว หยุดในหยุด ไม่ถอยหลังกลับกันเลย ยังไม่ได้ถอยกลับกันเลย ได้พบแล้วสุขอันไพศาลเหลือประมาณมากมาย เล่าไม่ถูกพูดไม่ออกบอกไม่ได้ทีเดียว ด้วยเหตุฉะนั้น ผู้ที่อยู่ทีหลัง ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิก <span style="color: #3366ff;"><strong>เมื่อต้องการความสุขแล้ว ก็ต้องทำใจให้หยุด นั่นแหละเป็นตัวสุข เป็นตัวสุขแท้ ๆ สิ่งอื่นสุขไม่เท่าไม่ทันทั้งนั้น </strong></span>พอใจหยุดได้ก็เป็นสุขทางภาวนา ภาวนาขั้นสูง เมื่อสุขไปทางภาวนาทำใจหยุดได้แล้ว ก็จะบรรลุปฐมมรรค ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะต่อไป จากกายมนุษย์ก็จะถึงกายมนุษย์ละเอียด แล้วก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ ในกายมนุษย์ละเอียด ละสุขในกายมนุษย์ละเอียดเสียก็เข้าถึงกายทิพย์หยาบ นี่สุขเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          พอเข้าถึงกายทิพย์หยาบแล้ว ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในกายทิพย์อีก ถึงดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ ก็เข้าถึงกายทิพย์ละเอียด พอเข้าถึงกายทิพย์ละเอียด เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในกายทิพย์ละเอียด ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ พอละสุขในกายทิพย์ละเอียดเสียก็เข้าถึงกายรูปพรหม ให้สูงขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ถึงกายรูปพรหม ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในกายรูปพรหมอีก เข้าถึงดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะอีก ละสุขในกายรูปพรหมเสีย ก็ถึงกายรูปพรหมละเอียด ใจเข้าถึงให้หยุดอยู่ตามส่วนอีก เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะอีก ละสุขในกายรูปพรหมละเอียดเสีย ก็ถึงกายอรูปพรหมหยาบ</p>
<p style="text-align: justify;">          ถึงกายอรูปพรหมหยาบ ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในอรูปพรหม ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายอรูปพรหมหยาบเสียก็เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด ใจกายอรูปพรหมละเอียดก็หยุดอยู่ศูนย์กลางตามส่วนอีก เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายอรูปพรหมละเอียดเสียก็ถึงกายธรรม สุขเกินสุขขึ้นไปอีก สุขเกินสุขหนักขึ้นไปอีก</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมหยาบหยุดเข้าก็ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายธรรมหยาบเสียก็เข้าถึงกายธรรมละเอียด สุขหนักขึ้นไป ใจของกายธรรมละเอียดก็หยุด ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายธรรมละเอียดเสียก็เข้าถึงกายธรรมพระโสดาหยาบซึ่งเป็นสุขมากกว่า เข้าถึงกายพระโสดาหยาบแล้วสุขหนักขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมพระโสดาหยาบก็หยุดอีก เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ในกลางกายนั้น เข้าถึงกายธรรมพระโสดาละเอียด ละกายพระโสดาหยาบเสียก็เข้าถึงกายพระโสดาละเอียด สุขหนักขึ้นไป ใจของกายพระโสดาละเอียดก็หยุดอีก ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายธรรมพระโสดาละเอียดเพราะสุขน้อยกว่าเสีย ก็เข้าถึงกายธรรมพระสกทาคาหยาบ สุขหนักขึ้นไป สุขมากขึ้นไปกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมพระสกทาคาหยาบก็หยุดในกลางของหยุดต่อไปอีก ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็เข้าถึงกายธรรมพระสกทาคาละเอียด ละสุขในกายธรรมพระสกทาคาหยาบเสียได้สุขหนักขึ้นไป ใจของกายพระสกทาคาละเอียด ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็เข้าถึงกายพระอนาคาหยาบ ละสุขในกายธรรมพระสกทาคาละเอียดเสียเพราะเป็นสุขน้อยกว่า ก็เข้าถึงกายธรรมพระอนาคาหยาบ  สุขมากกว่า ละเอียดกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมพระอนาคาหยาบหยุด ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ ก็เข้าถึงกายธรรมพระอนาคาละเอียด ละสุขในกายพระอนาคาหยาบเสียเพราะสุขน้อยกว่า ก็เข้าถึงกายพระอนาคาละเอียด สุขมากกว่า ใจของกายธรรมพระอนาคาละเอียดก็หยุดต่อไปอีก เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตหยาบ ละสุขในกายพระอนาคาละเอียดเสียก็เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตหยาบ สุขมากกว่า นี่เป็นเช่นนี้ เป็น <span style="color: #3366ff;"><strong>นิรามิสสุข</strong></span>  เป็นวิราคธาตุวิราคธรรมทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมพระอรหัตหยาบ หยุดนิ่งกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระอรหัต ถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียด ละสุขในกายธรรมพระอรหัตหยาบเสียก็เข้าถึงสุขในกายธรรมพระอรหัตละเอียด ละสุขในกายธรรมพระอรหัตละเอียดเสียก็เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตในพระอรหัตที่ละเอียด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ต่อ ๆ ไปอีกนับไม่ถ้วน นี่มันเป็นสุขอย่างนี้ เดินนิพพานนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิปุลํ สุขํ</strong></span> สุขถึงขนาดนี้ ถ้าว่าไม่ละสุขที่น้อยเสียก็ไม่ได้สุขใหญ่สมความปรารถนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าเมื่อมาเจอกายมนุษย์แล้วมาสุขกับกายมนุษย์ มัวงมอยู่แต่รูป  เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั้นแหละ มันก็ได้เท่านั้นจนแก่ตาย เอาดีไม่ได้เลย  สุขแค่นั้นเอง นี่มันสุขน้อยอย่างนี้เพียงนิดเดียวเพราะอะไร<span style="color: #3366ff;"><strong> เพราะรู้ไม่เท่าทันตัวเอง ไม่ฉลาด รู้ไม่เท่าทันตัวเอง ไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ฝึกฝนใจในทางพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ไม่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกฝนใจในธรรมของสัตบุรุษ ความเห็นจึงพิรุธไปเช่นนั้น </strong></span>ถ้าหากว่าฉลาด รู้จักให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถ้าแม้ว่ายังไม่ได้สูงขึ้นไปก็จะได้สุขในชั้นจาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี เหล่านี้ มันก็เวียนอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส  สัมผัส นั่นแหละ ในกามนั่นเอง มันยังเป็นกาม ไปทางโลกก็สุขนิดหน่อยเท่านี้ ไม่ได้อะไรล่ะ สุขอยู่ชั่วคราว มนุษย์นี่ก็สุขอยู่ชั่วคราว ประเดี๋ยวเดียว อายุ ๑๐๐ ปีเท่านั้น อย่างมากหรือน้อยกว่านั้นก็ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ถ้าเราได้เป็นเทวดาก็สุขตามส่วนขึ้นไป อายุก็ตามส่วนขึ้นไป จะนานหนักเข้า แต่ว่าถึงกระไรก็เถอะ ปรนิมมิตวสวัตตีสุขมากน้อยเท่าใดก็ช่าง สุขประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่มากเท่าใด ไปถึงรูปพรหมก็สุขเป็นกัลป์ ๆ เหมือนกัน เป็นมหากัลป์ถึงอกนิฏฐาภพ ถึงเวหัปผลา นั่นแน่ อสัญญีสัตตาโน่น ๕๐๐ มหากัลป์  ถึง ๕๐๐ มหากัลป์ ก็สุขนิดเดียวอีกเหมือนกัน ไม่จริง หลอก ๆ ไม่จริงหรอก สุขในชั้นเนวสัญญานาสัญญา อกนิษฏฐาโน่น สุขสูงขึ้นไป สุขสูงขึ้นไปขนาดนั้นก็ขนาด ๑,๐๐๐ มหากัลป์เท่านั้น ไม่เท่าไรนัก สุขยิ่งขึ้นไป นี่ไม่ใช่สุขในทางนิพพาน มีชั้นสุขสูงสุดอย่างนี้ ถ้าสุขในภพถึง ๘๔,๐๐๐ มหากัลป์ในโลก เพราะติดสุขในภพเหล่านี้แหละเรียกว่าติดสุขน้อยไม่ใช่สุขใหญ่</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2538 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-682x1024.jpg" alt="" width="682" height="1024" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-682x1024.jpg 682w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-200x300.jpg 200w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-768x1152.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-1024x1536.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-150x225.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-300x450.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-696x1044.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-1068x1602.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413.jpg 1333w" sizes="auto, (max-width: 682px) 100vw, 682px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          สุขใหญ่คือสุขอันไพบูลย์ ให้ละสุขน้อยอันนั้น เมื่อไปถึงแล้วก็ไม่ติดสุขหนักขึ้นไป ไม่ถอยเลย ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ สุขทวีขึ้นไปเหล่านี้เลย ไม่มีถอยกลับ นี้ต้องนับว่าวิชชาวัดปากน้ำ วิชชาสมถวิปัสสนาเดินให้ถูกแนวนั้นทีเดียว เข้าถึงธรรมกายให้ได้ เข้าถึงธรรมกายเป็นลำดับไป ยิ่งใหญ่ไพศาลนับประมาณไม่ได้ จะไปพบพระพุทธเจ้า พระนิพพาน พระอรหันต์  ก็จะรู้ตัวทีเดียว ว่า อ้อ เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ได้รู้จักของจริงเห็นของจริงอย่างนี้ ไม่เสียทีที่พ่อแม่อาบน้ำป้อนข้าวมา อุ้มท้องมาไม่หนักเปล่า แม้บุคคลที่จะทูนไว้ด้วยเศียรเกล้าก็ไม่เมื่อยเปล่า ไม่หนักเปล่า ได้ชื่อว่าเป็นคนมีปัญญา ประกอบคุณสมบัติยิ่งใหญ่ไพศาลใส่อาตมาของตนได้ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมาในการละสุขน้อยประสบสุขมาก สมมาดปรารถนา สมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า <strong>สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ เอตสฺมิํ รตนตฺตยสฺมิํ สมฺปสาทนเจตโส </strong>ขอจิตอันผ่องใส ขอจิตอันเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้ ให้ท่านทั้งหลายจงเป็นผลสำเร็จ ๆ ๆ ๆ สมมาดปรารถนาทุกประการ  ดังอาตภาพรับประทานวิสัชนามา พอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความก็เพียงแต่เท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p>
<p style="text-align: justify;"> </p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1414">สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สติปัฏฐานสูตร</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1411</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:23:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1411</guid>

					<description><![CDATA[<p>สติปัฏฐานสูตร ๓ ตุลาคม พุทธศัก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1411">สติปัฏฐานสูตร</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 18pt;"><strong>สติปัฏฐานสูตร</strong></span></p>
<p style="text-align: center;">๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2529 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4522-1024x834.jpg" alt="" width="696" height="567" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4522-1024x834.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4522-300x244.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4522-768x625.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4522-1536x1251.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4522-150x122.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4522-696x567.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4522-1068x870.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4522.jpg 1668w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓ หน)</strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ ฯ  อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ  </strong><strong>เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ ฯ  อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ  จิตฺเต  จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ ฯ  อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ  ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯ  อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสนฺติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: 10pt;">ที.ม.(บาลี) ๑๐/๙๐/๑๑๒</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถา แก้ด้วยเรื่อง ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย เป็นธรรมที่แน่แท้ในพระพุทธศาสนา จะแสดงตามคลองธรรมของสติปัฏฐานสูตร ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้เป็นหลักเป็นประธาน มหาสติปัฏฐานสูตรนั้นเป็นโพธิปักขิยธรรม เป็นไปในเรื่องฝ่ายเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เหมือนกันหมดปรากฏดังนี้ เหตุนั้น ตามวาระพระบาลีแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร ที่ได้ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </span></strong>ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ศึกษาพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>กาเย กายานุปสฺสี</strong></span> เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่  <span style="color: #ff0000;"><strong>อาตาปี</strong></span> มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺปชาโน</strong></span> รู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สติมา</strong></span> มีสติไม่เผลอ  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ</strong></span> พึงกำจัดความดีใจเสียใจในโลกเสียให้พินาศ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </span></strong>เห็นเวทนาในเวทนาเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีความรู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ มีสติไม่เผลอ พึงกำจัดอภิชฌาโทมนัสในโลกเสียให้พินาศ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </span></strong>เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีความรู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ มีสติไม่เผลอ พึงกำจัดอภิชฌาโทมนัสในโลกเสียให้พินาศ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </span></strong>เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีความรู้สึกตัวพร้อมอยู่เสมอ มีสติไม่เผลอ พึงกำจัดความเพ่งอยากได้ความเสียใจในโลกเสีย นี้เป็นเนื้อความของวาระพระบาลี ในมหาสติปัฏฐานสูตร แสดงหลักไว้ตามจริงดังนี้ รับรองหมดทั้งประเทศไทยว่าเป็นข้อที่ถูกต้องแน่นอนแล้ว ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป</p>
<p style="text-align: justify;">          พิจารณาจะแสดงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย นี้เป็นข้อที่ลึกซึ้ง ของยาก ได้ไม่ยาก แต่ว่าไม่ง่าย ไม่ยากแก่บุคคลที่ทำได้ ไม่ง่ายสำหรับบุคคลที่ทำไม่ได้ ตำราได้กล่าวไว้ว่า เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่ เห็นเวทนาในเวทนาเนือง ๆ อยู่ เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ ๔ ข้อ</p>
<p style="text-align: justify;">          เห็นกายในกายน่ะเห็นอย่างไร บัดนี้กายมนุษย์ที่ปรากฏอยู่ นั่งเทศน์อยู่นี่ นั่งฟังเทศน์อยู่นี่ นี่กายมนุษย์แท้ ๆ แต่ว่ากายมนุษย์นี่แหละเวลานอนหลับ ฝันไปก็ได้ พอฝันออกไปอีกกายหนึ่ง เขาเรียกว่ากายมนุษย์ละเอียด นี่รู้จักกันทุกคนเชียวกายนี้ เพราะเคยนอนฝันทุกคน รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร เป็นเหมือนมนุษย์คนนี้แหละ คนที่ฝันนี่แหละ นุ่งห่มอย่างไร อากัปกิริยาเป็นอย่างไร สูงต่ำอย่างไร ข้าวของเป็นอย่างไรก็ปรากฏเป็นอย่างนั้น ก็ปรากฏเป็นคนนี้แหละ แบบเดียวกันทีเดียว คนเดียวกันก็ว่าได้ แต่ว่าเป็นคนละคน เขาเรียกว่ากายมนุษย์ละเอียด เวลานอนหลับสนิทถูกส่วนเข้าแล้วก็ฝันออกไป ออกไปอีกคนหนึ่ง ก็เป็นกายมนุษย์คนนี้แหละ รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างนี้แหละ ถึงได้ชื่อว่าเป็นกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์คนที่ฝันออกไปนั่นแหละ เขาเรียกว่ากายมนุษย์ในกายมนุษย์ <span style="color: #3366ff;"><strong>นี่แหละกายในกายแหละ เห็นจริง ๆ อย่างนี้ ไม่ไช่เห็นตามเหลวไหล เห็นอย่างนี้ก็เป็นหลักเป็นพยานได้ทุกคน เพราะเคยนอนฝันทุกคน นี่เห็นในกายเห็นอย่างนี้นะ</strong></span> เมื่อเห็นกายในกายอย่างนี้แล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-2712" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/28-1-1024x683.jpg" alt="" width="696" height="464" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/28-1-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/28-1-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/28-1-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/28-1-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/28-1-2048x1365.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/28-1-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/28-1-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/28-1-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/28-1-1920x1280.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          เห็นเวทนาในเวทนาล่ะ ก็ตัวมนุษย์คนนี้มีเวทนาอย่างไรบ้าง สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ดีใจ เสียใจ เวทนาเป็นอย่างนั้นมิใช่หรือ ก็ส่วนกายที่ฝันออกไปนั้นก็มีสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ดีใจ เสียใจ เหมือนกันแบบเดียวกันกับกายมนุษย์คนนี้แหละ ไม่ต่างอะไรกันเลย</p>
<p style="text-align: justify;">          จิตล่ะ เห็นจิตในจิตก็แบบเดียวกันกับเวทนาในเวทนา <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นจิตในจิตนี่ ต้องกล่าว เห็นนะ ไม่ใช่กล่าว รู้นะ</strong></span> เห็นจิตในจิต ดวงจิตของมนุษย์นี้เท่าดวงตาดำข้างนอก อยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงหัวใจ ตำรับตำรากล่าวไว้ว่า <strong> </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">หทยคูหา จิตฺตํ อสรีรํ จิตฺตํ</span></strong> เนื้อหัวใจเป็นที่อยู่ แล้วก็กล่าวไว้อีกหลายนัย  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปกติมโน </strong></span>ใจเป็นปรกติ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ภวงฺคจิตฺตํ</strong></span> ใจเป็นภวังคจิต <span style="color: #ff0000;"><strong> ตํ ภวงฺคจิตฺตํ</strong></span> อันว่าภวังคจิตนั้น  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปสนฺนํ อุทกํ วิย </strong></span>จิตเป็นดังว่าน้ำ จิตนั่นแหละเป็นภวังคจิต เวลาตกภวังค์แล้วใสเหมือนกับน้ำที่ใส จิตดวงนั้นแหละเป็นจิตของมนุษย์ ที่ต้องมีปรากฏว่าจิตในจิตนั่นแหละอีกดวงหนึ่ง คือจิตของกายมนุษย์ละเอียดที่ฝันออกไปนั้นเรียกว่าจิตในจิต</p>
<p style="text-align: justify;">          ธรรมในธรรม เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ เป็นไฉนเล่า ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ มีอยู่ในศูนย์กลางกายมนุษย์ ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ ติดอยู่ในกลางกายมนุษย์ นี่เห็นธรรมในธรรมล่ะ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดมีอยู่ ไม่เท่าฟองไข่แดงของไก่ ๒ เท่าฟองไข่แดงของไก่ อยู่ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนี่แหละ ๒ เท่าฟองไข่แดงของไก่ นั่นเป็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด นั่นอีกดวงหนึ่ง นั่นเห็นอย่างนี้<span style="color: #3366ff;"><strong> เห็น หรือ รู้ล่ะ รู้กับเห็นมันต่างกันนะ เห็นอย่างหนึ่ง รู้อย่างหนึ่งนะ ไม่ใช่เอารู้กับเห็นมาปนกันไม่ได้</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #ff0000;">กาเย กายานุปสฺสี </span><span style="color: #3366ff;">เห็น</span><span style="color: #3366ff;">กายในกาย</span></strong> เห็นเหมือนอะไร เห็นเหมือนนอนฝันอย่างนั้นซี เห็นจริง ๆ อย่างนั้น ตากายมนุษย์นี่เห็นหรือ ตากายฝันมันก็เห็นละซี จะไปเอาตากายมนุษย์นี่เห็นได้อย่างไรละ ตากายมนุษย์นี่มันหยาบนี่ อ้ายที่เห็นได้นั่นมันตากายมนุษย์ละเอียดนี่ มันก็เห็นกายโด่ ๆ อย่างนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็น</strong><strong>เวทนาในเวทนา</strong></span>เล่า ถ้าว่าเมื่อทำถูกส่วนเข้าเช่นนั้นละก็ เห็นเวทนาจริง ๆ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ดีใจ เสียใจ เวทนา ๓ หรือ เวทนา ๕ เห็นจริง ๆ เป็นดวง เป็นดวงใส เป็นเวทนา เวทนาแท้ ๆ สุขก็ดวงใส ทุกข์ก็ดวงข้นดวงขุ่น ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็ดวงปานกลาง เห็นชัด ๆ เป็นดวงขนาดไหน ถ้าเต็มส่วนมันเข้าก็เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์นั่น ดวงเวทนาขนาดนั้น ถ้าลดส่วนลงไปก็โตได้เล็กได้ นั่นเห็นเวทนาในเวทนา เห็นอย่างนั้นเชียว เห็นเหมือนนอนฝัน กายละเอียดทีเดียว เห็นเวทนาเป็นดวงทีเดียว แต่ว่าสุขก็อยู่ในสุขของมนุษย์นี่ ทุกข์ก็อยู่ในทุกข์ของมนุษย์นี่ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็อยู่ในไม่สุขไม่ทุกข์ของมนุษย์นี่ ดีใจก็อยู่ในดีใจของมนุษย์นี่ เสียใจก็อยู่ในเสียใจของมนุษย์นี่  เขาเรียกว่าเวทนาในเวทนา เป็นดวงพอ ๆ กัน เท่า ๆ กัน</p>
<p style="text-align: justify;">          <strong><span style="color: #3366ff;">เห็นจิตในจิต</span></strong>ล่ะ ดวงจิตตามส่วนของมัน ก็เท่าดวงตาดำข้างนอก ถ้าว่าไปเห็นเข้ารูปนั้นมันขยายส่วน วัดเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เหมือนกัน ดวงจิตก็ขนาดเดียวกัน ไปเห็นจริง ๆ เข้าเช่นนั้น ขยายส่วนเท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ดวงจิตปรากฏอยู่ในดวงจิตกายมนุษย์หยาบนี่แหละ แต่ว่าเป็นดวงจิตของกายมนุษย์ละเอียด อยู่ในกายมนุษย์ละเอียดโน่น แต่ว่าซ้อนอยู่ข้างในนี่แหละ</p>
<p style="text-align: justify;">          เห็นธรรมในธรรมล่ะ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์ เท่าฟองไข่แดงของไก่ เมื่อไปเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดเข้าแล้ว ขยายส่วนได้โตได้ ขนาดดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เหมือนกัน ขนาด ๆ เดียวกัน ขยายส่วนออกไป นั่นได้ชื่อว่า<span style="color: #3366ff;"><strong>เห็น</strong><strong>ธรรมในธรรม</strong></span> คือในกายมนุษย์นั่นเอง ในกายมนุษย์ละเอียดนั้น นี่รู้จักชั้นนึงละนะ</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าเห็นเข้าเช่นนี้เราจะทำอย่างไร ตำรากล่าวไว้ว่า  <span style="color: #3366ff;"><strong>อาตาปี</strong></span> เพียรให้กลั่นกล้า อาจหาญทีเดียว เพียรไม่ย่อ ไม่ท้อ ไม่ถอยทีเดียว เป็นเป็นเป็น ตายเป็นตายทีเดียว เรียนกันจริง ๆ ต้องใช้ความเพียรประกอบด้วยองค์ ๔ ทีเดียว ประกอบด้วยองค์ ๔ นั่นอะไรบ้าง เนื้อ เลือด กระดูก หนัง เนื้อ เลือด กระดูก หนัง เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหมดไปไม่ว่า เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ไม่ละล่ะ ใจต้องจรดอยู่ทีเดียว ในกาย เวทนา จิต ธรรมนั่น ไม่เคลื่อนล่ะ ใจจะต้องจรดอยู่ทีเดียว ไม่ปล่อยกันละ ฝันไม่กลับกันละ ฝันกันเรื่อย แม้จะกลับมาก็เล็กน้อยละ ฝันไปอีก ฝันไม่เลิกกันล่ะ ให้ชำนาญทีเดียว นั่งฝันนอนฝัน นั่งก็ฝันได้ นอนก็ฝันได้ เดินก็ฝันได้ ยืนก็ฝันได้ ขี้เยี่ยวฝันได้ทีเดียว นี่เขาเรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อาตาปี</strong></span> เพียรเร่งเร้าเข้าอย่างนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺปชาโน สติมา</strong></span> รู้อยู่เสมอไม่เผลอ เผลอไม่ได้ เผลอหายเสีย <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้าได้ใหม่ ๆ ละ ถ้าเป็นใหม่ ๆ เห็นใหม่ ๆ เผลอไม่ได้ หายเสีย ไม่เผลอกันทีเดียว ไม่วางธุระ เอาใจใส่</strong></span> ไม่เอาใจไปจรดอื่น จรดอยู่ที่กาย เวทนา จิต ธรรม ในกายนั้นแหละ</p>
<p style="text-align: justify;">          จรดอยู่ในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ๔ อย่างนั้นจรดได้หรือ จรดที่ไหนล่ะ ที่จรดเขามี ที่ตั้งของใจเขามี ที่จรดเขามี แต่ว่า ๔ อย่างนั่นจะดูเวลาไรก็เห็นเวลานั้น เหมือนกายมนุษย์นี่ ถ้าว่ามีความเห็นละก็ ก็จะเห็นปรากฏ ที่นี้ไม่มีความเห็นมีแต่ความรู้ กายของตัวเห็นอยู่เสมอ เวทนาของตัวก็รู้สึกอยู่เสมอ จิตของตัวก็รู้สึกอยู่เสมอ จะคิดอะไร ธรรมของตัวก็รู้สึกอยู่เสมอ ความดีชั่ว ความดีของตัว ไม่มีดีไม่มีชั่ว ไม่เจือปน มนุษย์รู้ได้เท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ส่วนกายมนุษย์ละเอียด เห็น เห็นปรากฏ เมื่อเห็นปรากฏดังนี้ละก็ นี่แหละความจริงในพระพุทธศาสนา รู้จักเท่านี้แหละ แล้วก็เมื่อรู้จักเท่านี้ละก็ อย่ารู้จักว่าแต่เพียงกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมเพียงเท่านั้นนะ ยังมีอีกหลายชั้น นับชั้นไม่ถ้วน นี่ชั้นนึงละนะ เข้าไปอีกชั้นหนึ่ง กายในกายนั่น เขาเรียกว่า<strong><span style="color: #3366ff;">ฝันในฝัน</span></strong>ยังไงล่ะ ฝันในฝัน ไอ้กายที่ฝันน่ะไปทำงานเหนื่อยเข้า ไปแสดงฝันเต็มเกมของการฝันเข้า เหนื่อยเข้าไปนอนหลับเข้า นอนหลับฝันเข้าอีกแน่ะ</p>
<p style="text-align: justify;">          ไอ้กายฝันน่ะฝันเข้าอีก นี่เขาเรียกว่าฝันในฝัน ฝันในฝันเป็นยังไงล่ะ ก็ออกไปอีกกายนึงล่ะซิ ออกไปอีกกายก็เป็นกายทิพย์ อันนี้เป็นกายทิพย์ นี่ ออกไปอีกกายเป็นกายทิพย์ กายทิพย์ก็เห็นโด่อีกนั่นแหละ เหมือนกับกายมนุษย์ที่ฝันนั่นแหละ แบบเดียวกัน ไม่เปลี่ยนไม่แปลงอะไรกัน หน้าตา เอากระจกคันฉ่องมาส่องเงาหน้า ส่องเงาหน้าละก็เอามาเทียบกันดู จำได้ทีเดียว นี่คนเดียวกันไม่ใช่แยกกัน นี่กายคนเดียวกัน เมื่อรู้จักเช่นนั้นแล้ว เห็นกายในกายที่ ๓ เข้าไปแล้ว ไม่ใช่ที่ ๒ แล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          เวทนาในเวทนาก็แบบเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน เวทนาตั้งอยู่ตรงไหน ถ้าเขาถามว่าเวทนาตั้งอยู่ตรงไหนที่เห็นน่ะ อยู่กลางกาย กายที่ฝันในฝันนั่นแหละ กายที่ ๓ นั่นแหละ อยู่กลางกายนั่นแหละเวทนา</p>
<p style="text-align: justify;">          จิตในจิต ก็อยู่ในกลางเวทนานั่นแหละ</p>
<p style="text-align: justify;">          ธรรมในธรรมที่อยู่กลางจิตนั่นแหละ ธรรมในธรรมน่ะไม่ใช่อยู่ที่ไหนหรอก เป็นดวง เท่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ บริสุทธิ์สนิทเท่า ๆ กัน นี่ เหมือนฝันในฝัน ตัวจริงอย่างนี้ ไม่ใช่คลาดเคลื่อน</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่วัดปากน้ำดำเนินปฏิบัติน่ะ ไม่ได้เอาเรื่องอื่นมาเหลวไหล ค้นเข้าไปถึงตัวจริงในตัวอย่างนี้ นี่ก็เป็น ๓ กายละนะ เข้าไป ๓ กายแล้ว กายฝันในฝันนั่นแล้ว ได้เท่านี้ก็พอแล้วนี่ ได้เท่านี้ก็พอเอาเป็นตัวอย่างได้แล้ว ทีนี้ก็เดินในแนวนี้ตำรานี้นะ อย่าถอยหลังก็แล้วกัน มันจะมีกี่ร้อยกายพันกายก็ไปเถอะ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เข้าไปอย่างนี้แหละ ไม่คลาดเคลื่อนทีเดียว แต่ว่าที่จะเข้าไปรูปนี้น่ะ แสดงไว้เมื่อวันพระแล้ว แสดงไว้แล้ว ตั้งแต่เอกายนมรรคมาโน่น ยังค้างอยู่ กายในกาย ยังไม่อธิบายให้กว้างออกไป ทีนี้จะอธิบายให้กว้างออกไปว่า ได้ความอย่างนี้ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อย่างนี้แหละ นี่เป็นกายที่ ๓</p>
<p style="text-align: justify;">          กายที่ ๔ กายทิพย์น่ะฝันอีก ฝันในฝันเข้าไปอีก เป็น ๓ ชั้น ๓ ฝันแล้ว แบบเดียวกัน พอเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมแบบเดียวกัน แบบเดียวกันนั่นแหละ แล้วกายทิพย์ละเอียดนั่นแหละฝันเข้าไปในฝันเข้าไปอีก เป็น ๔ ฝัน ๔ ชั้นเข้าไป ก็เห็นกาย เวทนา จิต ธรรมอีก ก็มีความเพียรไปอีก อย่าเผลอ ไม่ได้นะ <span style="color: #3366ff;"><strong>เพียรไว้ มีสติไว้เสมอ ไม่เผลอ เพียรไว้ มีสติไว้เสมอ นำอภิชฌาโทมนัสในโลกเสีย อย่าให้ความดีใจเสียใจแลบเข้าไปได้นะ ถ้าความดีใจเสียใจแลบเข้าไปได้ละก็ เดี๋ยวก็ต้องเลิกฝันละ</strong></span> ต้องตื่นล่ะ ต้องกลับมาแล้ว ฝันไม่ได้เสียแล้ว ความดีใจแลบเข้าไป แลบเข้าไปยังไงล่ะ แลบเข้าไปมันลึกซึ้งละ กำลังฝัน ๆ อย่างนั้นแหละ ความดีใจ จะให้เป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้เข้าไปแต่งแล้ว เสียใจล่ะ ก็ไม่ได้สมเจตนาก็เสียใจล่ะ พอดีใจเสียใจแวบเข้าไปก็ขุ่นมัวทีเดียว ประเดี๋ยวก็ต้องถอยออก ต้องฝันไม่ได้  ต้องเลิกฝันกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          เพราะฉะนั้น <span style="color: #3366ff;"><strong>ความดีใจเสียใจนี้ร้ายนัก ไม่ใช่ร้ายแต่เมื่อเวลาปฏิบัติธรรมะ เห็นธรรมะอย่างนี้นะ ถึงเวลาเราดี ๆ อยู่ ไอ้ความดีใจเสียใจนี่แหละ ตีอกชกใจล่ะ กินยาตาย ผูกคอตาย โดดน้ำตายล่ะ ดีใจเสียใจนี้ล่ะมันเต็มขีดเต็มส่วนของมันเข้า บังคับอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ความดีใจเสียใจนี่เป็นมารร้ายทีเดียว</strong></span> ถ้าว่าใครให้เข้าไปอยู่ในใจบ่อย ๆ ละก็หน้าดำคร่ำเครียดสิ ร่างกายไม่สดชื่นสิ เศร้าหมองไม่ผ่องใสหรอก เพราะอะไร เพราะมันดีใจเสีย มันบังคับใจ มันเดือดร้อน มันหน้าดำคร่ำเครียดทีเดียว บางคนไม่อ้วนทีเดียว ผอม ผอมกริวทีเดียว ไอ้นี่มันเอาความดีใจเสียใจหมกอยู่ทุกวันไม่ปล่อยมันออกไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าทำใจให้สบายให้ชื่นมื่น ให้เย็นอกเย็นใจสบายใจ จะมั่งมีดีจนอะไรก็ช่าง ทำใจเบิกบานไว้ ทำใจสบายไว้ ร่างกายมันก็ชุ่มชื่นสบาย นี่ไอ้ดีใจเสียใจมันฆ่ากายมนุษย์อย่างนี้ กายมนุษย์ละเอียดก็ฆ่า กายทิพย์ก็ฆ่า กายทิพย์ละเอียดก็ฆ่า ฆ่าทั้งนั้นทุกกาย ดีใจเสียใจน่ะคอยระวังไว้ ท่านถึงได้สอนนักว่า นำความดีใจและเสียใจในโลกเสียให้พินาศ ดีใจเสียใจในโลกเลยนะ ดีใจเสียใจในอัตภาพร่างกาย</p>
<p style="text-align: justify;">          โลกน่ะคือขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ นี้แหละ ร่างกายอันนี้แหละ คือตัวโลกสำคัญล่ะ เขาเรียกว่าสัตวโลก โอกาสโลก ขันธโลก สัตวโลก โอกาสโลก ว่าง ๆ ที่ว่าง ๆ เหล่านี้ ที่ว่าง ๆ ทั้งหลาย ดิน น้ำ ไฟ ลม วิญญาณ อากาศ นี่เขาเรียกว่า โอกาสโลก ขันธโลก ที่มันรวมเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเดียว ขันธโลก สัตวโลก ไอ้ที่อาศัยขันธ์นั่นแหละไปเกิดมาเกิด ไอ้ที่เป็นกาย ๆ เข้าไปข้างในนี่เป็นสัตวโลกทั้งนั้น เป็นกายเข้าไปข้างใน เป็นชั้น ๆ ๆ ๆ เข้าไป สัตวโลกเป็นชั้น ๆ เข้าไป สัตว์โลกทั้งนั้น เมื่อเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ของกายมนุษย์ละเอียดแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          กายมนุษย์ละเอียดนี่แหละ ฝันในฝันเข้าไปอีก เป็นข้อที่ ๔ ออกไปอีกกาย เป็นกายที่ ๕ กายรูปพรหม</p>
<p style="text-align: justify;">          กายรูปพรหมก็มีกาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน ปรากฏดังกล่าวแล้ว ไม่ต้องอธิบาย เวลาจะไม่พอ ย่นย่อพอควรแก่กาลเวลา</p>
<p style="text-align: justify;">          กายรูปพรหมนั่นแหละ ฝันในฝันเข้าไปได้อีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย เป็นกายรูปพรหมละเอียด กาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          กายรูปพรหมละเอียดนั่นแหละ ฝันเข้าไปได้อีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย  เรียกว่ากายอรูปพรหม มีกาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          กายอรูปพรหมนั่นล่ะฝันออกไปอีกได้เหมือนกัน ออกไปอีกกาย เรียกว่ากายอรูปพรหมละเอียด มีกาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          กายอรูปพรหมละเอียดนั่นแหละฝันได้อีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย เรียกว่ากายธรรม</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมก็ อันนี้ประกอบด้วย มีกาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน กายก็คือธรรมกาย เวทนา ก็เวทนาของธรรมกายนั่นแหละ จิต ก็จิตของธรรมกายนั่น ธรรม ก็เป็นธรรมของธรรมกายนั่น ขยายส่วนแล้ว ดวงใหญ่ วัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่าหน้าตักธรรมกาย ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายนั่น นั่นดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย เท่าหน้าตักธรรมกาย</p>
<p style="text-align: justify;">          ธรรมกายนั่นแหละฝันได้อีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย เรียกว่ากายธรรมละเอียด ใหญ่ออกไป หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป มีกาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          ธรรมกายละเอียดนั่นแหละฝันได้อีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย มีกายพระโสดา เป็นกายพระโสดา หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          กายพระโสดานั่นแหละพอประกอบธาตุธรรมถูกส่วนเข้า ออกไปอีกกาย แบบฝันนั่นแหละ ออกไปอีกกาย เป็นกายโสดาละเอียด หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา มีกาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          ธรรมกายละเอียดของพระโสดานั่นแหละ ฝันเข้าไปได้อีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย เรียกว่ากายพระสกทาคา หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใสหนักขึ้นไป มีกาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน มีกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แบบเดียวกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระสกทาคาล่ะก็ฝันเข้าไปอีก ออกไปอีกกายหนึ่ง เป็นกายพระสกทาคาละเอียด หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา มีกาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แบบเดียวกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระสกทาคาละเอียด ฝันไปอีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย เป็นกายพระอนาคา หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา</p>
<p style="text-align: justify;">          ธรรมกายพระอนาคาฝันได้อีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย เรียกว่ากายพระอนาคาละเอียด หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา</p>
<p style="text-align: justify;">          ธรรมกายพระอนาคาละเอียดนั่นแหละ ฝันไปได้อีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย เรียกว่ากายพระอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม  ใสหนักขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ธรรมกายพระอรหัตนั่นแหละฝันได้อีกเหมือนกัน ออกไปอีกกาย เรียกว่ากายพระอรหัตละเอียด ใหญ่หนักขึ้นไป มีกาย เวทนา จิต ธรรม แบบเดียวกัน ฝันออกไปอย่างนี้แหละ</p>
<p style="text-align: justify;">          มีกายพระอรหัต พระอรหัตละเอียด มีกายพระอรหัตพระอรหัตละเอียด ๆ นับอสงไขยไม่ถ้วน ฝันออกไปอย่างนี้แหละ หมดกายพระอรหัตมีกายพระพุทธเจ้าอีกก็ได้ กายในกาย กายในกาย ๆ ๆ ๆ ๆ มันอย่างนี้แหละ</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-2533 aligncenter" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/01-300x240.jpg" alt="" width="427" height="341" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/01-300x240.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/01-1024x819.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/01-768x614.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/01-1536x1229.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/01-2048x1638.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/01-150x120.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/01-696x557.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/01-1068x854.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/01-1920x1536.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 427px) 100vw, 427px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          ผู้เทศน์นี้ได้ทำวิชชานี้ ๒๓ ปี วันออกพรรษานี้ก็ ๓ เดือนเต็มละ ยังไม่หมดกายละเอียดเหล่านี้เลย ไม่ได้ถอยกลับเลย ยังไม่หมดกายละเอียดเหล่านี้เลย ยังไม่ถึงที่สุด ไปทูลถามพระพุทธเจ้าองค์เก่าองค์แก่ที่เข้านิโรธเข้านิพพาน นิพพานไปแล้ว ถอยเข้าไปหากายละเอียดนี้นะ ไปถึงมั่งแล้วหรือยัง แล้วไม่มีใครรู้เลยว่าไปถึงหรือไม่มีใครไปถึง เอาละซิคราวนี้ นี่ศาสนา ตัวจริงของกายมนุษย์เป็นอย่างนี้ เมื่อเป็นพระอรหันต์ขึ้นก็ต้องไปตรวจของตัว เข้านิพพานแล้วต้องไปตรวจของตัว เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นแล้ว เข้านิพพานก็ต้องไปตรวจกายของตัวอย่างนี้แหละ ว่าที่สุดอยู่ที่ไหน ต้องไปถึงที่สุดให้ได้ ไปบอกที่สุดให้ได้ นี่ความจริงเป็นอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้จักความจริงอย่างนี้แล้วละก็ อย่าไหลเล่อ อย่าเลอะเทอะ <span style="color: #3366ff;"><strong>ที่อื่นไม่ใช่ของตัว ให้เอาใจจรดจี้อยู่ในของตัวนี่ อย่างถอยกลับ ให้เข้าไปถึงกายที่สุดให้ได้ ว่ากายที่สุดของตัวอยู่ที่ไหน เมื่อไปถึงที่สุดของตัวได้ละ คราวนี้ตัวก็รักษาตัวได้ ไม่มีใครมาเป็นอิสระ ไม่มีใครมาบังคับบัญชา</strong></span> ถ้าว่ายังไม่ถึงที่สุดของตัวแล้วละก็อย่าหมายเลย เขาจะต้องบังคับบัญชาแกท่าเดียวเท่านั้นแหละ แกจะต้องเป็นบ่าวเป็นทาสเขา เวลานี้พญามารมาบังคับ ใช้เป็นบ่าวเป็นทาส ให้ทำอะไรทำได้ ให้ด่า ให้ตี ให้ชก ให้ฆ่า ให้ฟันกันได้ มารบังคับ บังคับได้อย่างนี้นะ ให้เป็นบ่าวเป็นทาสเขา ให้เลวทรามต่ำช้า ให้เป็นคนจนอนาถา ติดขัดทุกสิ่งทุกอย่าง เครื่องกินเครื่องใช้ขาดตกบกพร่อง เครื่องกินเครื่องใช้มากมีมูลมอง เครื่องใช้เครื่องสอยก็มี ทำได้ มารเขาทำได้ บังคับได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะตัวไม่เป็นอิสระในตัว เพราะตัวไม่เป็นใหญ่ในตัว เพราะตัวไม่รู้จักที่สุดของตัว</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่ มนุษย์โง่ขนาดนี้เห็นไหมล่ะ ไม่ใช่มนุษย์โง่เท่านั้น พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ท่านก็ไปยังไม่ถึงที่สุดเหมือนกัน ถ้าใครไปยังไม่ถึงที่สุดก็ยังไม่ฉลาดเต็มที่ ต่อเมื่อใดไปถึงที่สุดกายของตัวไม่มีสุดต่อไปแล้ว นั่น ฉลาดเต็มที่แล้ว ตัวของตัวเองเป็นที่พึ่งแก่ตัวได้แล้ว นี่เป็นข้อสำคัญอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่เจอพุทธศาสนานี่แหละ เป้าหมายใจดำ อย่าไปทำแง่อื่น อย่าไปหลงเล่อ อย่าไปหลงเลอะเทอะไหลเล่อ เอ้า ต่างว่ามีครอบครัวละ แล้วได้อะไรบ้างล่ะ ลูกคนหนึ่ง แล้วเอามาทำไมล่ะ <span style="color: #000000;">เอามาเลี้ยง ได้ ๑๐ </span>คนเอ้า เอาไว้เลี้ยงไปยังไงก็เลี้ยงไป บ่นโอ๊กแล้วพอได้ ๑๐ คน เอ้าได้ ๕๐ คน เอ้า เอาละสิคราวนี้ ลงเปะปะล่ะสิ เอ้าอยากได้ลูกใช่ไหมละ ไม่จริง เหลว โกงตัวเอง โกงตัวเอง พาให้เลอะเลือนซะ ไม่เข้าไปค้นกายของตัวให้ถึงที่สุด ไม่ให้ตรวจตัวถึงที่สุด เป็นมนุษย์กับเขาทั้งที เพราะเชื่อกิเลสเหลวไหลเหล่านี้แหละพาให้เลอะเลือน จะครองเรือนไปสักกี่ร้อยปีก็ครองไปเถิด งานเรื่องของคนอื่นเขาทั้งนั้น เรื่องของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องของตัว ไม่ใช่งานของตัว ไปทำงานให้พญามารเขาทั้งวันทั้งคืน เอาเรื่องอะไรไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          เพราะอะไรล่ะ เพราะไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เกิดมาพบอย่างไงก็ไปอย่างนั้นแหละ เพราะไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ นี่ไม่ได้ฝึกใจในธรรมของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ไม่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกฝนใจของสัตบุรุษ ความเห็นก็พิรุธเหลวไหลไปดังนี้ เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่แหละ เป็นความจริงทางพระพุทธศาสนาตัวจริงทีเดียว นี่เป็นข้อที่ลึกซึ้งให้หนึ่งไว้ในใจว่าต่อแต่นี้ไป เราจะต้องเข้าให้ถึงที่สุด เข้าไปในกายที่สุดของเราให้ได้เป็นกาย ๆ เข้าไป เมื่อเป็นกาย ๆ เข้าไปแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าทำเป็นแล้วไม่ใช่เดินท่านี้นะ เดินในไส้ทั้งนั้น เดินในไส้ทั้งนั้น ไส้เห็น ไส้จำ ไส้คิด ไส้รู้ ในกำเนิดของดวงธรรมที่ทำให้เป็นสุดหยาบสุดละเอียด เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด เดินไส้ทั้งนั้น เดินไส้ไม่ใช่เดินท่าอื่น เดินในกลางดวงปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา <span style="color: #ff0000;"><strong>เดินไปในกลางดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุติญาณทัสสนะ นั่</strong><strong>นเป็นทางเดินของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์</strong></span> เดินไปในไส้ ไม่ใช่เดินไปในไส้เพียงเท่านั้น ในกลางว่างของดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ว่างในว่างเข้าไป ในเหตุว่าง เหตุเปล่า เหตุดับ เหตุลับ เหตุหาย เหตุสูญ เหตุสิ้นเชื้อ ไม่เหลือเศษ หล่อเลี้ยง เป็นอยู่ ปราสาท รสชาติ ไอ แก๊ส  แก๊สกรด หนักเข้าไป เหตุสุด เหตุหมด ในแก๊สกรด หนักเข้าไปอีกไม่ถอยกลับ นับอสงไขยไม่ถ้วน นับอายุธาตุอายุบารมีไม่ถ้วน ไม่มีถอยกลับกัน เดินเข้าไปอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าพระอรหันต์น่ะ ไม่ใช่เดินโลเลเหลวไหลนะ ที่เรากราบเราไหว้เรานับถือน่ะ ท่านวิเศษวิโสอย่างนี้ นี่แหละเป็นผู้วิเศษแท้ ๆ นี่แหละเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกแท้ ๆ ท่านเป็นผู้รู้จริง เห็นจริง ได้จริง เราจึงเอาเป็นตำรับตำราได้ <span style="color: #3366ff;"><strong>เมื่อรู้จักหลักธรรมอันนี้แล้ว อย่าเข้าใจว่าได้ฟังง่าย ๆ นะ</strong></span> ตั้งแต่เราเกิดมาเป็นภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาน่ะ อย่างนี้ไม่เคยได้ฟังเลยไม่ใช่หรือ ถ้าไม่เคยได้ฟัง ได้ฟังแล้วจำเอาไว้ ทำให้เป็นเหมือนอย่างแสดงนี้ทุกสิ่งทุกประการ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบายพอสมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลายบรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแด่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถา โดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>        เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1411">สติปัฏฐานสูตร</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1404</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:16:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1404</guid>

					<description><![CDATA[<p>ติลักขณาทิคาถา (ต่อ) ๗ สิงหาคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1404">ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</strong></p>
<p>๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-1406" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/610118_39-263x300.jpg" alt="" width="263" height="300" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/610118_39-263x300.jpg 263w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/610118_39-150x171.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/610118_39.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 263px) 100vw, 263px" /></p>
<p>นโม  ตสฺส  ภควโน  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓ หน)</p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="1" align="center">
<tbody>
<tr>
<td>กณฺหํ  ธมฺมํ  วิปฺปหาย</td>
<td>สุกฺกํ  ภาเวถ  ปณฺฑิโต</td>
</tr>
<tr>
<td>โอกา  อโนกมาคมฺม</td>
<td>วิเวเก  ยตฺถ  ทูรมํ</td>
</tr>
<tr>
<td>ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย</td>
<td>หิตฺวา  กาเม  อกิญฺจโน</td>
</tr>
<tr>
<td>ปริโยทเปยฺย  อตฺตานํ</td>
<td>จิตฺตเกฺลเสหิ  ปณฺฑิโต</td>
</tr>
<tr>
<td>เยสํ  สมฺโพธิยงฺเคสุ</td>
<td>สมฺมา  จิตฺตํ  สุภาวิตํ</td>
</tr>
<tr>
<td>อาทานปฏินิสฺสคฺเค</td>
<td>อนุปาทาย  เย  รตา</td>
</tr>
<tr>
<td>ชีณาสวา  ชุติมนฺโต</td>
<td>เต  โลเก  ปรินิพฺพุตาติ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">สํ.ม.(บาลี)๑๙/๔๓๐/๑๑๗</p>
<p>          ณ  บัดนี้อาตมภาพจะแสดงในปกิณกเทศนาตามลำดับ  ในสัปดาห์ก่อนมาที่แสดงไปแล้ว   วันนี้จะเริ่มต้นในบัณฑิตชนละธรรมดำเสีย  ยังธรรมขาวให้เจริญขึ้น  อนุสนธิต่อสัปดาห์ก่อนมา  เมื่อละธรรมดำเสียแล้วจะยังธรรมขาวให้ เจริญขึ้น  ธรรมขาวเป็นธรรมสำคัญ  ธรรมดำเป็นธรรมฝ่ายของพญามารแท้  ๆ  ไม่ใช่ของพระ  ของพระเป็นฝ่ายธรรมขาวแท้  ๆ  ไม่ใช่ธรรมดำ  ตรงกันข้ามดังนี้  แต่ว่าผู้ประพฤติปฏิบัติในพระธรรมวินัยของพระศาสดา  ทั้งภิกษุสามเณร  อุบาสกอุบาสิกา  ไม่รู้จักชัดว่าปฏิบัติดังนี้เป็นธรรมดำ  ปฏิบัติดังนี้เป็นธรรมขาว ไม่รู้ชัด  จะรู้จักชัด  ต้องขัดกาย  วาจา  ใจ  ออกไปเป็นชั้น  ๆ  ทุจริตกาย  วาจา  จิต  นั่นเป็นธรรมดำ  สุจริตด้วยกาย  วาจา  จิต  นั่นเป็นธรรมขาว  ทำใจให้ผ่องใสนั่นเป็นธรรมขาว  ถ้าใจมืดมัวขุ่นหมองนั่นเป็นธรรมดำ  นี่เป็นธรรมดำธรรมขาวมีลักษณะอย่างนี้  ชั่วเป็นฝ่ายดำทั้งนั้น  ดีเป็นฝ่ายขาว</p>
<p>ที่นี้ฝ่ายธรรมดำ ใจมนุษย์มี  อภิชฌา  พยาบาท  มิจฉาทิฎฐิ  นี่ฝ่ายธรรมดำกายมนุษย์ ตลอดกายมนุษย์ละเอียด</p>
<p>กายทิพย์มีธรรมดำ  โลภะ  โทสะ  โมหะ  ตลอดกายทิพย์ละเอียดนี่เป็นฝ่ายธรรมดำ</p>
<p>กายรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียดมี  ราคะ  โทสะ  โมหะ  นี้เป็นฝ่ายธรรมดำ  ตลอดจนรูปพรหมละเอียด</p>
<p>กายรูปพรหมมี  กามราคานุสัย  ปฏิฆานุสัย  อวิชชานุสัย  ทั้งหยาบทั้งละเอียด  นี้เป็นฝ่ายธรรมดำ</p>
<p>ฝ่ายธรรมขาวให้ทาน  เมตตา  สัมมาทิฎฐิ  นี่กายมนุษย์ทั้งหยาบทั้งละเอียด กายทิพย์  ไม่โลภ  ไม่โกรธ  ไม่หลง  ไม่โลภตั้งอยู่ในความให้  ไม่โลภอยากได้ของเขา  ให้ของตนแก่เขา  ไม่โกรธตั้งอยู่ในเมตตา  ไม่หลงตั้งอยู่ในความเห็นชอบ  นี่เป็นฝ่ายธรรมขาย  ไม่กำหนัด  ไม่ขัดเคือง  ไม่หลงงมงาย  ไม่กำหนัดคือคลายกำหนัดเสียแล้ว  ไม่มีกำหนัด  ไม่ขัดเคืองมีความเมตตา  เป็นปุเรจาริก  ไม่หลง  รู้แจ้งเห็นจริงดังนี้  นี้เป็นธรรมฝ่ายข่าวกายรูปพรหม ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา นี้เป็นธรรมฝ่ายขาว ไม่ใช่ฝ่ายดำ  ให้รู้จักคลองธรามดังนี้  นี่คลองธรรมดังนี้นัยหนึ่ง</p>
<p>อีกนัยหนึ่ง  คลองธรรมที่เป็นธรรมดำธรรมขาวน่ะ  นี่ลึกซึ้งสว่างไสว  ปฏิบัติลงไปแล้วเห็นดวงใสดุจกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า  เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน  เห็นดวงศีล  ดวงสมาธิ  ดวงปัญญา  ดวงวิมุตติ  ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  เห็นกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ละเอียดก็สว่างไสว  เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน  เห็นดวงศีล  ดวงสมาธิ  ดวงปัญญา  ดวงวิมุตติ  ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  เห็นกายทิพย์ กายทิพย์ก็สว่างไสว  เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน  เห็นดวงศีล  ดวงสมาธิ  ดวงปัญญา  ดวงวิมุตติ  ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  เห็นชัดดังนั้น  นี้เป็นธรรมขาว   ถ้าเห็นกายทิพย์ละเอียด  กายทิพย์ละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน  เข้าถึงกายรูปพรหม กายรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน  เข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด กายรูปพรหมละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน  เข้าถึงอายกอรูปพรหม กายอรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน  เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน  เข้าถึงกายธรรม กายธรรมก็เห็นดุจเดียวกัน  เข้าถึงกายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด กายสกทาคา กายสกทาคาละเอียด  กายธรรมอนาคา กายธรรมอนาคาละเอียด  กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด  เป็นลำดับขึ้นไปดังนี้  นี่เรียกว่าซีกธรรมขาว  ไม่ใช่ซีกธรรมดำ ถ้าไม่เห็นดังนี้  อยู่ในซีกธรรมดำ  เป็นธรรมของพญามาร  เป็นบ่าวของพญามารไป  เป็นทาสของพญามารไป  เขาบังคับใช้สอยเหมือนเด็ก  ๆ  เล็ก ๆ เหมือนทาสกรรมกร ไปอยู่ในกำมือของมารนี้  ให้รู้จักหลักฐานธรรมดำธรรมขาวดังนี้</p>
<p>เมื่อรู้จักธรรมดำ ธรรมขาวดังนี้แล้ว  ก็คอยฟังต่อไป  จึงจะเข้าใจในเรื่องธรรมดำธรรมขาว  <strong>โอกา  อโนกมาคมฺม</strong>  เมื่อมีธรรมขาวเช่นนั้นแล้ว  อาศัยนิพพาน  ไม่มีอาลัย  จากอาลัย <strong> โอกา</strong>เขาแปลว่า  จากอาลัย <strong> อโนกมาคมฺม  อาคมฺม</strong> เขาแปลว่าอาศัย <strong> อโนก </strong>ตัวนั้นเขาแปลว่าไม่มีอาลัย  อาศัยนิพพานไม่มีอาลัยจากอาลัย  จากอาลัย  นิพพานเป็นตัวยืนนะ  อาศัยนิพพานไม่มีอาลัย  จากอาลัย  <strong>วิเวเก  ยตฺถ  ทูรมํ</strong>  ยินดีได้ด้วยยาก  ในพระนิพพานอันสงัดใด  นิพพานสงัดนัก  ยินดีได้ด้วยยากในพระนิพพานอันสงัดใด  เข้าถึงพระนิพพานแล้วสงัดนักหละ  เงียบทีเดียว</p>
<p><strong>ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย  หิตฺวา  กาเม  อภิญฺจโน</strong>  ละกามทั้งหลายเสียไม่มีกังวลอะไร  ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้นนี้ มุ่งถึงพระนิพพานเทียว  ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม  ละกามเทียว  ละกามทั้งหลายเสีย  ไม่มีความกังวลอะไร  ปรารถนาความยินดี  จำเพาะในพระนิพพานั้น</p>
<p><strong>          ปริโยทเปยฺย  อตฺตานํ  จิตฺตกฺลเสหิ  ปณฺฑิโต  </strong>บัณฑิตผู้ดำเนินด้วยคติของปัญญา  ละกิเลสทั้งหลายเสียแล้ว  บัณฑิตคือดำเนินด้วยคติของปัญญาชำระตนให้ผ่องแผ้วแล้ว จากกิเลสเครื่องเศร้างหมองของจิตทั้งหลาย  ผู้ดำเนินด้วยคติของปัญญาละกิเลส  ชำระตนให้ผ่องแผ้วแล้ว จากกิเลสเครื่องเศร้างหมองของจิตทั้งหลาย</p>
<p><strong>         เยสํ  สมฺโพธิยงฺเคสุ  สมฺมา  จิตฺตํ  สุภาวิตํ</strong>  จิตอันบัณฑิตทั้งหลายเหล่าใด  อบรมดีแล้วในองค์เป็นเหตุตรัสรู้ทั้งหลาย  จิตอันบัณฑิตทั้งหลายเหล่าใด  อบรมดีแล้วในองค์เป็นเหตุเครื่องตรัสรู้ทั้งหลาย</p>
<p><strong>               อาทานปฏินิสฺสคฺเค  อนุปาทาย  เย  รตา </strong> บัณฑิตทั้งหลายเหล่าใดไม่ถือมั่น  ยินดีแล้วในการสละการถือมั่น</p>
<p><strong>              ขีณาสวา  ชุติมนฺโต  เต  โลเก ปรินิพฺพุตา </strong>บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ มีความโพลง ดับสนิทในโลกด้วยประการดังนี้บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ มีความโพลงดับสนิทในโลกด้วยประการดังนี้ นี่เนื้อความของพระบลาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาพอได้ความเท่านี้</p>
<p>ต่อจากนี้จะได้อรรถาธิบายขยายเนื้อความเป็นลำดับไป  นี้เป็นธรรมลึกซึ้งนักนะ  ยากที่เราจะสดับยิ่ง  เทศน์ก็ยากที่จะเทศน์จริง  สดับก็ยากที่จะสดับจริง เพราะเป็นธรรมลึกซึ้ง  พูดถึงนิพพานไม่ใช่พูดถึงสิ่งอื่น  ๆ  ต้องรู้จักอายตนะเสียก่อน  จึงจะฟังธรรมเรื่องนี้ออก ที่เขาเรียกว่า  โลกายตนะมันดึงดูด  นิพพานายตนะก็ดึงดูดเหมือนกัน โลกายตนะหรือโลกมันดึงดูด  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  รูปที่ชอบใจมันก็ดึงดูดมา ให้ไปติดกับมัน  หรือเอาไปติดกับตา หรือเอาไปติดกับรูป  เสียงที่ชอบใจมันก็ดึงดูดหู  หรือหูดึงดูดเสียงเอามา  กลิ่นที่ชอบใจก็ดึงดูดจมูก  หรือจมูกก็ดึงดูดกลิ่นเอามา  รสที่ชอบใจมันก็ดึงดูดลิ้น หรือลิ้นก็ดึงดูดมันมา สัมผัสที่ชอบใจมันก็ดึงดูดกาย หรือกายไปดึงดูดเอามันมา  มันดึงดูดอย่างนี้<strong>มนายตนะ</strong>  ส่วนใจ ธรรมารมณ์ที่ชอบใจ  มันก็ดึงดูดใจ หรือใจก็ไปดึงดูดเอามันมา นี้มันดึงดูดกันอย่างนี้  ดึงดูดแน่นทีเดียว  หลุดไม่ได้ทีเดียว  ไม่ว่าแก่เฒ่าชรา  หญิงชาย  ภิกษุสามเณร  อุบาสก  อุบาสิกา ชนิดใดละ ถูกอายตนะของโลกดึงดูดเข้าอย่านี้ก็อยู่หมัด  ไปไหนไม่ไหวหละ  อยู่หมัดทีเดียว  อายตนะโลกมันดึงดูดอย่านี้  ไม่ใช่ดึงดูดพอดีพอร้าย  อายตนะดึงดูดเหล่านี้ผิวเผินนะดึงดูดลงไปกว่านี้อีก  อายตนะของโลก</p>
<p><strong>         ถ้าว่าสัตว์ในโลก มีธรรมดำล้วนไม่ได้มีธรรมขาวเข้าไปเจือปนเลย  เท่าปลายผมปลายขน  ดำล้วนทีเดียว  แตกกายทำลายขันธ์  โน่น  อายตนะโลกันต์ดึงดูด </strong>ต่ำกว่าภพ  ๓  ลงไปนี้  เท่าภพสาม  ส่วนโลกกันตร์เท่ากับภพสามนี้  แต่ต่ำกว่าภพสาม  ไปอีก  ๓  เท่าภพ  ๓ นี้ นั่นมันอายตนะโลกันต์ดึงดูด  ดึงดูดโน่นไปอื่นไม่ได้  อายตนะโลกันต์มีกำลังกว่า  พอลูกกระแสถูกสายเข้าแล้วจะเยื้องยักไปทางอื่นไม่ได้   อายตนะของโลกันต์ก็ดึงดูดทีเดียว  ไปติดอยู่ในโลกันต์โน่น  กว่าจะครบกำหนดออกน่ะมันไม่มีเวลา  เวลาน่ะนานนัก  ไม่ต้องนับเวลากันหละเข้าถึงโลกันต์แล้ว  กว่าจะได้ออก  <strong>อจินฺเตยฺโย</strong>  ไม่ควรคิด  ไม่มีกำหนดกันนั่นแน่นดึงดูดติดขนาดนั้น  นั่นอายตนะโลกันต์หนา</p>
<p>อายตนะอเวจี ถ้าจะไปตกนรกอเวจี  ก็ฆ่าพระพุทธเจ้า  ฆ่าพระอรหันต์  ฆ่าพระพุทธเจ้าหรือฆ่าพระอรหันต์  ทำลายโลหิตพระพุทธเจ้าให้ห้อขึ้น  ยุยงให้สงฆ์แตกจากกันเหล่านี้  ปิตุฆาต  มาตุฆาต  ฆ่าบิดา  ฆ่ามารดา เหล่านี้ แตกกายทำลายขันธ์  ต้องไปอเวจี  อ้ายนี้อยู่ในภพ  ขอบภพข้างล่าง  ขอบภาพข้างล่างพอดี อเวจี  ๔ เหลี่ยม เหล็กรอบตัว ๔ ด้าน   ๔ เหลี่ยมทีเดียว ไปอยู่ในห้องขังนั้นในห้องขังอเวจีนั้นแดงก่ำเหมือนกับเหล็กแดงทั้งวันทั้งคืน อะไรไม่ต่างกันหละ  ตัวเทวทัตแดงเป็นเหล็กแดงทีเดียว  ไหม้เป็นเหล็กแดงทีเดียว แต่ไม่ตาย  กรรมบังคับให้ทนอยู่ได้  นั่นไปตกอเวจีหละ  ทำถึงขนาดนั้นอนันตริยกรรมเข้า  พอแตกกายทำลายขันธ์กุศลอื่นไม่มีกำลัง  สู้อเวจีไม่ได้  อเวจีดึงดูดวูบทีเดียว  สู่โยคเผด็จของตน  ไปเกิดในอเวจีโน่น หย่อนขึ้นมากกว่าไม่ถึงกับฆ่ามารดา  บิดา  ทำลายโลหิตพระพุทธเจ้า  ไม่ถึงยุยงพระสงฆ์  ทำลายพระสงฆ์  ยุยงให้สงฆ์แตกจากกัน  ปิตุฆาต  มาตุฆาต  อรหันตฆาต  ฆ่าพระอรหันต์  ยังสงห์ให้แตกจากกันเหล่านี้  ไม่ถึงขนาดนั้น  หย่อนกว่านั้นลงมา เพียงแต่ว่าเกือบ ๆ จะฆ่ากันแหละ  แต่ว่าไม่ถึงกับฆ่า ไม่ถึงตาย เมื่อแตกกายทำลายขันธ์  จากมนุษย์โลกไปอยู่มหาตาปนรกโน้น  มหาตาปนรกโน่น  มหาตาปน่ะร้อนเหลือร้อน  แต่ว่าหย่อนกว่าอเวจีหน่อยขึ้นมาถ้าว่าไม่ถึงขนาดนั้นทำชั่วไม่ถึงขนาดนั้น  หย่อยกว่ามหาตาปนรก  ก็ไปอยู่  ตาปนรก  นั่นก็ร้อนพอร้อน  แต่ว่าร้อนหย่อนกว่านั้นขึ้นมาหน่อย  หย่อนกว่านั้นขึ้นมายิ่งกว่าเรื่อยขึ้นไป ถ้าว่าทำหย่อนขึ้นไปกว่านั้น  ความชั่วหย่อนขึ้นไปกว่านั้น  เข้าไปอยู่ใน  มหาโรรุวนรก  ร้องไห้ร้องครางกันเถอะ  ไม่มีเวลาหยุดกันหละ  มหาร้องไห้ทีเดียว ถ้าหย่อนกว่านั้นขึ้นมา  อยู่ใน  โรรุวนรก  ก็ร้องไห้ไปเถอะ  ไม่มีหยุดเหมือนกัน แต่ว่าถ้าหย่อนกว่า  ถ้าไม่ถึงขนาดโรรุวนนรก  หย่อนกว่านั้นขึ้นมาก็ไปอยู่  สังฆาฎนรก ถ้าหย่อนกว่านั้นขึ้นมาอีก  ก็ไป  กาฬสุตตนรกหย่อนกว่านั้นขึ้นมาอีก  ก็ไป  สัญชีวนรก  รวม  ๘  ขุม นี่นรกขุมใหญ่  หรือมหานรก</p>
<p>ถ้าหย่อนกว่านั้นขึ้นมา ก็ไปอยู่ในบริวารนรก  เรียกว่า อุสสทนรก อยู่รอบมหานรกทั้  ๔  ด้าน  ด้านละ  ๔  ขุม  แต่ละมหานรก  จึงมีนรกบริวาร  หรืออุสสทนรก  ๑๖  ขุม  มหานรก  ๘  ขุม  ก็มีนรกบริวารรวม  ๑๒๘  ขุม</p>
<p>หย่อนกว่านั้นขึ้นมาอีกก็ไปอยู่ในบริวารนรกซึ่งอยู่รอบนอกของมหานรกออกมาอีกทั้ง ๔ ด้านเรียกว่า ยมโลกนรก    แต่ละด้านของมหานรก  ก็จะมียมโลกนรกด้านละ  ๑๐  ขุม  นรกบริวารรอบนอกของมหานรกทั้ง  ๘  ขุม  จึงมี  ๓๒๐  ขุม</p>
<p>มหานรก  ๘  ขุม  กับนรกบริวารรอบในคือ  อุสสทนรก  อีก  ๑๒๘  ขุม  และนรกริวารรอบนอก  คือ  ยมโลกนรกอีก  ๓๒๐ ขุม  รวมเป็น  ๔๕๖  ขุม  นี่อายตนะนรกดึงดูดอย่างนี้</p>
<p>ไม่ถึงขนาดนั้น  ความชั่วด้วยกาย  ชั่วด้วยวาจา  ชั่วด้วยใจ  ความชั่วด้วยกายวาจาไม่ถึงนรก  แตกกายทำลายขันธ์  ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน  ที่เราเห็นตัวปรากฎอยู่นี่  นั่นมนุษย์แท้ ๆ มนุษย์ทั้งนั้น  อ้ายสัตว์เดรัจฉานน่ะ  ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเสีย  อ้ายตัวข้างในเป็นมนุษย์ทั้งนั้นแหละ อ้ายกายละเอียดข้างใน  แต่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน น่าเกลียดน่าชังนั่นเพราะทำชั่วของตัวไปเกิดมันดึงดูด อายตนะของสัตว์เดรัจฉานดึงดูด ดึงดูดอย่างไรล่ะ  อ้างก็ดึงดูดเข้าไปเกิดในท้องสุนัขน่ะซี  ท้องหมูบ้างท้องสุนัขบ้าง  ตามยถากรรมของมันซี  ท้องเป็ด  ท้องไก่โน้น  ดึงดูดเข้าไปอย่างนี้แหละ ดึงดูดเข้าไปได้แรงนักทีเดียว  ความดึงดูดนั่น ให้รู้จักอายตนะดึงดูดอย่างนี้  อ้ายที่มันดึงดูดในพวกเหล่านี้</p>
<p>ถ้าว่าหย่อนขึ้นมากว่านี้  ไปเกิดเป็นเปรต  ไฟไหม้ติดตามตัวไป   อสุรกายหย่อนกว่านั้นขึ้นมา  นี่พวกอบายภูมิทั้งนั้น  นรก  สัตว์เดรัจฉาน  เปรต  อสุรกาย  ๔  อย่างนี่  อบายภูมิทั้งนั้น</p>
<p>แต่นี้ชั่วไม่ได้ทำ  ทำแต่ดี  ทำแต่ดีก็อายตนะฝ่ายดีดึงดูด  บริสุทธิ์ด้วยกาย  บริสุทธิ์วาจา  บริสุทธิ์ด้วยใจ  ไม่มีร่องเสียเลย  อายตนะอื่นดึงดูดไม่ได้  อายตนะมนุษย์ดึงดูด  ดึงดูดอย่างไรล่ะ  เกิดเป็นมนุษย์กันถมไปนี่อย่างไรล่ะ เห็นโด่ ๆ มันดึงดูดเข้าไปติดอยู่ในขั้วมดลูกมนุษย์นั่นแหละ  มันดึงดูดอย่างนั้นแหละนี่อายตนะมนุษย์ดึงดูดเข้ามาติดอยู่ในขั้วมดลูกของมนุษย์  นี่เพราะทำความบริสุทธิ์กาย  วาจา  ใจ</p>
<p>ถ้าว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น  อายตนะทิพย์ดึงดูด  ติดอยู่ในกำเนิดทิพย์เป็นกายทิพย์  เป็นกายทิพย์เป็นลำดับไป  จาตุมหาราช  ดาวดึงสา  ยามา  ดุสิต  นิมมานรดี  ปรนิมมิตวสวัตตี  อายตนะดึงดูดทั้งนั้น นี่ในกามภพ  ๑๑  ชั้นคือ  อบายภูมิ  ๔  สวรรค์  ๖  เป็น  ๑๐  มนุษย์อีก  ๑  รวมเป็น  ๑๑  ใน  ๑๑  ชั้นนี่เรียกว่ากามเทพ  ทั้งนั้น</p>
<p>ถ้าว่าจะไปในรูปภพ  จะไปเกิดในรูปภพ  อายตนะของรูปภพดึงดูด  เพราะได้ ปฐมฌาน  ทุติยฌาน  ตติยฌาน  จตุตถฌาน  แล้วฌานนั้นไม่เสื่อม  เห็นเป็นดวงใสวัดเส้นผ่าศูนย์กลาง  ๒  วา  หนาคืบหนึ่ง  กลมเป็นวงเวียน  กลมเป็นวงเวียน  กลมเป็นวงเวียนที่เดรยวรอบตัว  หนาคืบหนึ่ง กลมข้างนอกแต่ว่าไม่กลมรอบตัว กลมเป็นวงเวียนเป็นกงจักรทีเดียว  เป็นวงเวียนทีเดียว  เป็นแผ่นกระจกชัด ๆ  หนาคืบหนึ่ง  วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง  ๒วา  กลมนั่นปฐมฌาน  ติดอยู่กลางกายมนุษย์  มีทุติยฌานอยู่ในกลางดวงปฐมฌาน มีตติยฌานอยู่ในกลางดวงทุติยฌาน มีจตุตถฌานอยู่ในกลางดวงตติยฌาน  เป็นลำดับไป  ฌานเหล่านี้เมื่อไม่เสื่อม  แล้วแตกกายทำลายขันธ์ อายตนะของรูปพรหมก็ดึงดูดเป็นชั้น  ๆ  ไป</p>
<p>พรหมปาริสัชชา  พรหมปุโรหิตา   มหาพรหมา  นี่ปฐมฌาน  ดึงดูด ปริตตาภา  อัปปมาณาภา  อาภัสสรา  นี่ทุติยฌาน  ดึงดูดปริตตสุภา   อัปปามาณสุภา  สุภกิณหา นี่ตติยฌาน  ดึงดูดเวหัปผลา   อสัญญีสัตตา   นี่จตุตถฌาน ดึงดูดไปติดอยู่ใน รูปพรหม  อายตนะรูปพรหมดึงดูด  ไปทางอื่นไม่ได้  อายตนะเหล่านี้ไม่ยอมเด็ดขาด  มีกำลังกว่า</p>
<p>ถ้าว่าสูงขึ้นไปกว่านี้  อากาสานัญจายตนะ  วิญญาณัญจายตนะ  อากิญจัญญายตนะ  เนวสัญญานาสัญญายตนะ   นี่อายตนะของอรูปพรหม  ได้ อรูปฌาน ดวงโตเท่ากัน  แต่ว่าอากาสาณัญจายตนะก็กลมขนาดเดียวกัน  วิญญาณัญจายตนะก็กลมขนาดเดียวกันแต่ว่าละเอียดกว่า  อากิญจัญญายตนะก็กลมขนาดเดียวกัน เนวสัญญานาสัญญายตนะก็กลมขนาดเดียวกัน  แต่ว่าไม่กลมรอบตัวนะ กลม กลมอย่างเดียวกับรูปฌาน  นี่เมื่อได้อรูปฌานไม่เสื่อม  แตกกายทำลายขันธ์  อรูปพรหมดึงดูดไป  เกิดอื่นไม่ได้เด็ดขาด  อยู่ในอรูปภพนี่แหละ  ออกจากภพนี้ไม่ได้  นี่อายตนะดึงดูดอย่างนี้นะ  ถูกอายตนะดึงดูดอย่างนี้เขาเรียกว่า โลกายตนะ ที่กล่าวแล้วนี้โลกายตนะทั้งนั้น  โลกันต์โน่น โน่นก็เป็นโลกายตนะ อเวจีตลอดถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะขอบภพข้างบน  นี่โลกายตนะดึงดูด  ไปไม่ได้  หลุดไม่ไม่พ้น</p>
<p>ถ้าจะให้พ้นจากอายตนะเหล่านี้  ต้องไปนิพพานจึงจะพ้น  อายตนนิพพาน  ก็เป็นข้อสำคัญอยู่  ไม่ใช่พอดีพอร้าย  ถ้าทำถูกส่วนเข้า เป็นอย่างไร  ทำถูกส่วนเข้าก็ซีกขาวฝ่ายเดียว  ขาวจนใส  ขาวจนเกินขาว ขาวจนเกินส่วน ขาวจนได้ส่วนได้ที่ทีเดียว  ใสหนักเข้า  ใสหนักเข้า  ใสหนักเข้า  ใสจนไม่ใสต่อไป  ใสเต็มส่วนขนาดนั้น  เมื่อใสเต็มส่วนขนาดนั้นก็ไม่มีดำเข้าไปเจือปน  เท่าปลายผมปลายขนเลย วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง  ๒๐ วา  กลมรอบตัว  ดวงนั้นใสอย่างนั้น  ขาวอย่างนั้น อยู่ในกลางกายของ ธรรมกาย  พอแตกกายทำลายขันธ์จากมนุษย์โลก  โน่นอายตนนิพพานดึงดูด  อายตนนิพพานดึงดูดทีเดียว  อื่นดึงดูดไม่ได้  กำลังไม่พอ อายตนะนิพพานดึงดูดพอ  เพราะถูกส่วนของนิพพานเข้าแล้ว  อายตนนิพพานก็ดึงดูดเข้าไปสู่นิพพาน  นี่รู้จักหลักอันนี้ละก็  นี่ท่านวางไว้ว่า</p>
<p><strong>          อตฺถิ  ภิกฺขเว  ตทายตนํ</strong>  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อายตนะคือนิพพานมีอยู่  ไม่ใช่อายตนะคือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ไม่ใช่อายตนะภายนอก  ภายใน  เป็นอายตนะสำหรับดึงดูด  ดึงดูดเหมือนอายตนะของโลกเหมือนกัน  ไม่ใช่  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย ใจ  อายตนะเครื่องดึงดูดดังกล่าวแล้ว  เมื่อรู้จักอายตนะเหล่านี้ละก็จะฟังเรื่องนิพพานนี่ออกได้ต่อไป</p>
<p>ต่อนี้ก็จะแสดงเรื่องนิพพานว่า  บัณฑิตละธรรมดำเสียแล้ว  ยังธรรมขาวให้เจริญขึ้น เมื่อธรรมขาวเจริญขึ้นแล้ว  อาศัยนิพพาน ไม่มีอาลัย จากอาลัย หรือจากอาลัย อาศัยนิพพาน อาลัยนะคือเป็นอย่ไรละ  จากอาลัยนะ  อาลัยนะซิ  มันให้ตั้งบ้านตั้งเรือนเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่นี่  อาลัยนะซี  ถอนมันไม่ออกหนา อาลัยรูป อาลัยเสียง  อาลัยกลิ่น อาลัยรส  อาลัยสัมผัส  อาลัยพร้อมไปหมดทีเดียว  อาลัยถอนไม่ออก  อาลัยนั้นถอนไม่ออก ท่านถึงได้วางตำรับตำราไว้ว่า</p>
<p><strong>                อาลยสมุคฺฆาโต</strong>  ให้ถอนอาลัยออกเสีย  ถ้าถอนอาลัยไม่ได้  ก็ไปนิพพานไม่ได้ ก็เป็น <strong>วฎฺฏขานุ </strong>เป็นหลักตออยู่ในโลก เท่านั้นไม่ไปไหน  ติดอยู่ในโลกนี้ ไปไม่ได้เพราะติดอาลัย  อาลัยนั้นแหละมันทำให้ติด เพราะรู้ตัวของตัวอยู่ทุกคนนี่  ติดอยู่ด้วยอะไร  อาลัยนี่เอง  ทำไมเราจะถอนอาลัยอันนี้ได้ละ อาลัยเป็นอย่างไง  นกกระเรียนว่ายน้ำในเปือกตม  มันนิยมนักในเปีอกตมนั่นนะ  นกกระเรียนมันไม่ขึ้นมาจากเปือกตมนะ มันเพลิดเพลินของมันทีเดียว  กว่ามันจะขึ้นมันส่องลอยไปทางซ้ายทางขาทางหน้าทางหลัง  วกไปวกมา ๆ  เพลินอยู่ในเปือกตมนั่น  ชุ่มชื่นของมัน  ชุ่มชื่นสบายอกสบายใจของมัน  รื่นเริงบันเทิงใจของมัน  มันไม่อยากจะขึ้นเลยทีเดียว มันพิเร้าพิรึงอยู่กับเปือกตมของมันนั่นแหละ  นี้แหละฉันใด  สัตว์โลกที่ติดอาลัยก็เมหือนอย่างกับนกกระเรียนติดเปือกตมอย่างนี้แหละ  ถอนไม่ได้ ถอนก็ติดโน่นติดนี่  ติดทางนั้นติดทางนี้ก่อนเราเกิด  เขาก็ติดกันอยู่อย่างนี้แหละ</p>
<p>เมื่อเราเกิดมาก็ติดอยู่อย่างน้แหละ  ติดอยู่เหมือนกันทั้นั้น  ก็เมื่อนี้เป็นของเราเมื่อไรเล่า <strong> ตัวก็ไม่ใช่ของเรา  อ้ายลูกก็ไม่ใช่ของเรา  อ้ายผัวก็ไม่ใช่ของเรา  เมียก็ไม่ใช่ของเราเหมือนกัน  อ้ายหลานว่านเครือก็ไม่ใช่ของเรา  เงินทองข้าวของไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่ทั้งนั้น  เขาสำหรับภพ  ๓  ของเขา  เราก็มาในภพ  ๓  ก็ใช้ของภพ  ๓  ไป </strong> ร่างกายมนุษย์ก็ใช้ของภพ  ๓  เขา  ไปเกิดในภพทิพย์ก็ใช้ในภพทิพย์เขา  เกิดในจาตุมหาราชดาวดึงสา  ยามา  ดุสิตา  นิมมานรดี  ปรนิมมิตวสวัตตี  ดีวิเศษขึ้นไปกว่านี้อีก  ก็ถึงกระนั้นก็ติดอยู่ไม่ได้</p>
<p>เมื่อรู้จักความจริงเช่นนี้  อย่าได้กริ่งใจอะไร  อย่าได้สงสัยอะไร  ถ้ารู้จักขัดเสียเช่นนี้  แล้วก็มีธรรมกายแล้วจะได้เห็นปรากฎหมดทุกสิ่งทุกประการ  เห็นแล้วและได้รู้แล้ว  ก็จะติดทำไมเล่า  เมื่อติดอาลัยหรือก็ปล่อยอาลัยเสีย  ฉะนั้นท่านจึงได้วางตำรับตำราไวว่า  อาศัยนิพพานไม่มีอาลัย  จากอาลัย  อาลัยอันนั้นไม่เกี่ยวกับนิพพาน  ต้องหลุดจากอาลัยอันนั้น  จึงจะไปนิพพานได้  บอกชัดอย่างนี้นะ</p>
<p><strong>                 วิเวเก  ยตฺถ  ทูรมํ ข้อที่  ๒  วิเวเก  ยตฺถ  ทูรมํ </strong> ยินดีได้ด้วยยากในนิพพานอันสงัดใด  เออเป็นของไม่ใช่พอดีพอร้าย  หรือจะยินดีนิพพาน  ปล่อยอาลัยนั้นไม่ใช่ง่าย  ๆ  นะ  ยินดีได้ด้วยยากในนิพพานอันสงัดใด  นิพพานอันสงัดยินดีได้ยากนัก  เพราะมันติดอาลัยมันจึงยินดีได้ยากนัก  ปล่อยอาลัยเสียแล้วมันก็ไม่ยาก  ให้ปล่อยอาลัยเสีย  จึงยินดีพระนิพพาน  ไปพระนิพพานได้  อายตนนิพพานทีเดียวกึงดูด  ถ้ายังติดอาลัย  พระนิพพานดึงไม่ออกเหมือนกัน  ดูดไม่ไปเหมือนกัน  อายตนโลกเขาก็ดึงดูดเอามา  มันก็ไปนิพพานไม่ได้</p>
<p><strong>             ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย  หิตฺวา  กาเม  อกิญฺจโน</strong>  คือละกามทั้งหลายเสีย  พึงละกามทั่งหลายเสีย  ไม่มีกังวลอะไร  พึงละกามทั้งหลายเสีย  กิเลสกาม  พัสดุกามต้องละ  ต้องละกิเลสกาม  พัสดุกาม  ไม่มีกังวลอะไรเสียแล้ว  เมื่อละกิเลส  กิเลสกามพัสดุกามต้องละ ไม่มีกังวลละก็  ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพาน ละกามนั่นนะละไม่ง่ายหรือ กิเลสกาม  พัสดุกาม นั่นนะอะไรเราก็ยังไม่รู้จักมันเสียอีกนั่นแหละ  รู้จักง่าย  รูป  เสียง  กลิ่น รส  สัมผัส  ที่ชอบใจ  รูปที่ชอบใจ  เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ  รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ  ที่ชอบใจนั่นแหละ นั่นแหละตัวพัสดุกามแท้ ๆ  รูป  เสียง  กลิ่น รส  โผฎฐัพพะ ๕  อย่างนี้นี่และเป็นตัวพัสดุกาม  ท่านจึงได้วางตำรับตำราไว้ว่า</p>
<p><strong>          ปญฺจาภิรตา ปปญฺจา  </strong>หมู่สัตว์เนิ่มข้าอยู่ด้วยปัญจธรรมทั้ง  ๕  คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  ทำให้สัตว์เนิ่นช้า  นั่นเป็นตัวพัสดุกามแท้  ๆ ความไปยินดีในรูปที่ชอบใจ  เสียงที่ชอบใจ  กลิ่นที่ชอบใจ  รสที่ชอบใจ  สัมผัสที่ชอบใจ  นั่นกิเลสกามแท้ ๆ  ไอ้ยินดีนั่นเป็นกิเลสกาม ไอ้ที่ละกามต้องละทั้งพัสดุด้วย  ละทั้งความยินดีในพัสดุกามนั้นด้วย ละทั้งกาม ละทั้งพัสดุกาม ละทั้งกิเลกามนั้นด้วย  เมื่อละจำพวกนี้แล้วมันก็ไม่มีกังวลอะไร <strong> อกิญฺจโน</strong>  ไม่มีกังวลอะไร  ถ้าละพวกนี้เสียแล้วไม่มีกังวล  เมื่อไม่มีกังวล ไปทำอะไรต่อไป ให้ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้น  ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้น  อย่ไปปรารถนาอื่น  ใจจดใจจ่อพระนิพพานทีเดียว  ปรารถนายินดีในพระนิพพานนั้น</p>
<p><strong>              ปริโยทปยฺย  อตฺตานํ  จิตฺตเกฺลเสหิ  ปณฺฑิโต  </strong>ผู้ดำเนินด้วยสติปัญญาชำระตนผ่องแผ้วแล้ว  ชำระตนผ่องแล้วแล้ว  เมื่อชำระตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองของจิตทั้งหลาย  สะอาดไม่มีซีกดำ  มีแต่ซีกขาวฝ่ายเดียว  จากกิเลสเครื่องเศร้างหมองของจิตทั้งหลาย  จิตที่บัณฑิตทั้หลายเหล่าใดอบรมดีแล้  อบรมดีแล้วในองค์เป็นเหตุเครื่องตรัรู้  เมื่อสะอาดเช่นนั้น  มันก็ตรัสรู้ทุกสิ่งทุกประการ  รู้จริงเห็นจริงตามความเป็นจริงทั้งเรื่อง  เรียกว่าในองค์เครื่องตรัสรู้  รู้เห็นตามความเป็นจริงหมด  เมื่อรู้เห็ตตามความเป็นจริเช่นนี้นั้นแล้ว</p>
<p><strong>               อาทานปฏินิสฺสคฺเค  อนุปาทาย  เย  รตา </strong> บัณฑิตทั้งหลายเหล่าใด ไม่ถือมั่น ยินดีแล้วในอันสละการถือมั่น  นี่ตัวนี้ตัวสำคัญ  พอสะอาดเช่นนั้นก็ไม่ถือมั่น  ก็ยินดีแล้วในการสละการถือมั่น  ยินดีแล้ก็สละปล่อยเสียเท่านั้น  ปล่อยเสียได้ ปล่อยเบญขันธ์ทั้ง  ๕  อ้าย รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  นั่นนะ  ปล่อย  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  อ้ายเบญจกามคุณทั้ง  ๕  นะ  ละทั้งตัวพัสดุด้วย  ละทั้งตัวกิเลสด้วย  ปล่อยเลยทีเดียว  ไม่ถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ อีกต่อไป ไม่ถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เมื่อปล่อยเบญจขัธ์ทั้ง  ๕  เสียได้แล้ว ถ้าว่ายังถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์  ท่านยืนยันเทียวว่า  <strong>ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา  ทุกฺขา</strong>  ถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์  ถ้าปล่อยเสียละ ปล่อยเสีย  มีพระนิพพานเป็นที่ไป เป็นสุขทีเดียว  พอปล่อยเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เสียได้เท่านั้น</p>
<p><strong>              ขีณาสวา  ชุติมนฺโต  เต  โลเก  ปรินิพฺพุตาติ</strong>  บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น  เป็นผู้ไม่มีอาสวะ  มีความโพลง  ดับสนิทในโลกด้ยประการดังนี้  นี้ไปถึงนิพพานทีเดียว  อายตนนิพพานดึงดูดไปทีเดียว  หมดหน้าที่นี้  แสดงมานี้เป็นข้อที่ลึกซึ้ง  ไม่ใช่เป็นข้อที่ผิวเผิน  ผู้แสดงก็หายาก  ผู้ฟังก็หายาก  ลำบากนัก  ให้จำไว้เป็นเนติแบบแผน  จะได้ปฏิบัติเอาตัวรอดต่อไป</p>
<p>ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามาระพระบาลี  คลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบายก็พอสมควรแก่เวลา  <strong>เอเตน  สจฺจวชฺเชน</strong>  ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวาสนนี้  <strong>สทา  โสตฺถี  ภวนฺตุ  เต</strong>  ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลาย  บรรดาที่มาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า  อาตมภาพชี้แจงแสดงมา  ก็พอสมควรแก่เวลาสมมุติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p><strong>   เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1404">ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
