<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หิริโอตตัปปะ - วัดพระธรรมกาย</title>
	<atom:link href="https://dhammakaya.com/tag/%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%B0/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<description>&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;</description>
	<lastBuildDate>Thu, 18 Apr 2024 08:59:29 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.2</generator>

<image>
	<url>https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/07/cropped-fl2-32x32.png</url>
	<title>หิริโอตตัปปะ - วัดพระธรรมกาย</title>
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>หิริโอตตัปปะ ๒</title>
		<link>https://dhammakaya.com/612</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Sep 2022 10:23:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<category><![CDATA[หิริโอตตัปปะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=612</guid>

					<description><![CDATA[<p>หิริโอตตัปปะ ๒ &#160; นโม ตสฺส [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/612">หิริโอตตัปปะ ๒</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;"><span style="font-size: 18pt;"><strong>หิริโอตตัปปะ ๒</strong></span></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3004" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-1024x707.jpg" alt="" width="696" height="481" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-1024x707.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-300x207.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-768x530.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-1536x1061.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-150x104.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-218x150.jpg 218w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-696x481.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-1068x738.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007.jpg 1788w" sizes="(max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ หน)</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา    สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong><br />
<strong>สนฺโต สปฺปุริสา โลเก    เทวธมฺมาติ วุจฺจเรติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: 10pt;">ขุ.ชา(บาลี) ๒๗/๖/๓</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงธรรมิกถา แก้ด้วยธรรมสำคัญในพระบวรพุทธศาสนา พระองค์ทรงรับสั่ง  <span style="color: #ff0000;"><strong>หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> ให้ตั้งมั่น ตั้งมั่นพร้อมด้วยดีในหิริโอตตัปปะ มีความละอายมีความสะดุ้งกลัว มั่นคงในความละอายในความสะดุ้งกลัว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต</strong></span> เป็นผู้มีใจสงบระงับ  <span style="color: #ff0000;"><strong>วุจฺจเร</strong></span> อันนักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าว  <span style="color: #ff0000;"><strong>เทวธมฺมา</strong></span> ว่าเป็นธรรมอันประเสริฐ<strong>  <span style="color: #ff0000;">โลเก</span></strong> ในโลกด้วยประการดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>         <span style="color: #ff0000;">หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา</span></strong> ถึงพร้อมแล้วด้วยความละอาย ความสะดุ้งกลัว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> รับรองว่าตั้งอยู่แล้วในธรรมอันขาว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต </strong></span>เป็นธรรมเครื่องสงบระงับ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่าเป็นธรรมอันประเสริฐในโลก นี่เป็นหลักสำคัญ เมื่อเราเป็นหญิงเป็นชายเป็นคฤหัสถ์บรรพชิตมาประสบพบพุทธศาสนา ได้ฟังพุทธฎีกาเพียงเท่านี้ ก็เป็นบุญลาภอันล้ำเลิศประเสริฐยิ่งเป็นนักหนา พระองค์ทรงรับสั่ง ให้มีความละอายความสะดุ้งกลัว นี่เป็นหลักสำคัญ เมื่อดำเนินตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์</p>
<p style="text-align: justify;">        เมื่อตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ คือ <span style="color: #ff0000;"><strong>พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ</strong></span> มั่นอยู่ในพระพุทธเจ้า มั่นอยู่ในพระธรรม มั่นอยู่ในพระสงฆ์ หรือว่าเข้าถึงซึ่งพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ มีธรรมกายแล้ว มีธรรมกายทั้งหยาบทั้งละเอียด ได้ชื่อว่าตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ เมื่อตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์อย่างชนิดนี้แล้วละก็ ให้มีความละอาย มีความสะดุ้งกลัว รักษาพระไตรสรณคมน์ที่ตั้งอยู่นั้น ให้สะอาดผ่องใสอยู่ร่ำไป คือธรรมกาย คือพุทธรัตนะก็สะอาดอีก สะอาดในสะอาดอยู่เสมอไป  ถ้าว่าเศร้าหมองขุ่นมัวด้วยประการใดแล้วละก็ให้มีความละอายตัวเอง ว่าจะได้รับความทุกข์ละ มีความอาย รีบแก้ซะให้ใสสะอาด ให้ธรรมกายนั้นใสสะอาดซะ ไม่ให้เศร้าหมองขุ่นมัวได้ ไม่ให้เศร้าหมองได้</p>
<p style="text-align: justify;">          แม้ธรรมกายที่ละเอียดก็แบบเดียวกัน ไม่ให้ขุ่นมัวเศร้าหมองได้ ให้ผ่องใสอยู่ร่ำไป ผ่องใสอยู่กระไรก็ให้ผ่องใสอยู่กระนั้น ผ่องใสในผ่องใสหนักขึ้นไป นี้ได้ชื่อว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ในหิริโอตตัปปะ มีความละอาย มีความสะดุ้งกลัว เห็นผู้ที่จะได้รับชั่วเกิดจากการเศร้าหมองของพระรัตนตรัย ไม่ให้เศร้าหมองได้ ได้ชื่อว่าบุคคลนั้นมี  <span style="color: #ff0000;"><strong>โอตฺตปฺปสมฺปนฺนา</strong></span> ถึงพร้อมแล้วด้วยความละอาย ความสะดุ้งกลัว <span style="color: #ff0000;"><strong>สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> เกื้อกูลแล้วในธรรมอันขาว ธรรมอันใส ไม่มีเศร้าหมองขุ่นมัวต่อไป  <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต</strong></span> สงบระงับ สงบเป็นสุข ทุกเหลี่ยมทุกท่า  ในเบญจพิพัทธ์กามคุณทั้ง ๕ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สำหรับจะยั่วยวนกวนใจให้กำเริบเสิบสาน กวนใจให้รำคาญ</p>
<p style="text-align: justify;">         เมื่อธรรมกายผ่องใสอยู่เช่นนั้นแล้ว ไม่กำเริบเสิบสาน ไม่รำคาญ สงบ สงบหมด คำที่เรียกว่าสงบ นั่นเราเรียกว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต</strong></span> สงบระงับ สะอาดสะอ้านเป็นอันดี เมื่อเป็นได้ขนาดนี้นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>เทวธมฺมา</strong></span> ว่าเป็นธรรมอันประเสริฐ<strong>  <span style="color: #ff0000;">โลเก </span></strong>ในโลก ดังนี้ นี่นัยหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">         อีกนัยหนึ่งหย่อนกว่านั้นลงมา ไม่เข้าถึงพระไตรสรณคมน์ ตั้งอยู่เพียงแค่ศีล ๕ ศีล ๕ ก็ให้พินิจพิจารณาทีเดียว ตั้งต้นแต่ปาณาติบาตมีขาดตกบกพร่องหรือไม่ ถ้าไม่มีขาดตกบกพร่อง พิจารณาสิกขาบทข้อที่ ๒ ไปอีก อทินนาทาน มีขาดตกบกพร่องหรือไม่ ถ้าไม่มีขาดตกบกพร่อง พิจารณาข้อที่ ๓ ไปอีก กาเมสุมิจฉาจาร ขาดตกบกพร่องหรือไม่ ถ้าไม่มีขาดตกบกพร่องพิจาราณาข้อที่ ๔ มุสาวาท กล่าวคำเท็จไม่จริงหลอกลวงต่าง ๆ มีอยู่หรือไม่ ถ้าไม่มี พิจารณาสิกขาบทข้อที่ ๕ สุราเมรยมัชชะปมาทัฏฐานา เวรมณี เว้นจากดื่มน้ำที่ทำบุคคลผู้ดื่มให้เมา คือสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งของความประมาท บริสุทธิ์บริบูรณ์หรือไม่ เห็นว่าบริสุทธิ์บริบูรณ์ ให้รักษาศีล ๕ นั่นแหละ ให้บริสุทธิ์ในบริสุทธิ์หนักขึ้นไป ให้บริสุทธิ์ในบริสุทธิ์หนักขึ้นไป บริสุทธิ์ในบริสุทธิ์ บริสุทธิ์ในบริสุทธิ์หนักขึ้นไป ไม่มีราคี</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าเหล่านี้ เว้นเข้าไปข้อใดข้อหนึ่งนี่กระวนกระวายแก้ไขซะให้บริสุทธิ์ เมื่อแก้ไขบริสุทธิ์แล้วก็รักษาความบริสุทธิ์นั้นไว้ <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้าความบริสุทธิ์ไม่มีละก็อายนัก</strong> เ<strong>ป็นคนสุ่มสี่สุ่มห้า โกงตัวเอง อายนัก </strong><strong>ไม่กล้าจะทำได้ให้บริสุทธิ์ไว้ไม่โกงตัวเอง</strong> <strong>พิจารณาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์</strong> <strong>ไม่มีไม่บริสุทธิ์แล้วก็อาย</strong> <strong>อายและสะดุ้งกลัวด้วย จะได้รับผลชั่วแล้วเจ้า เพราะไม่บริสุทธิ์</strong></span>  รักษาควมบริสุทธิ์นั้นอยู่เนืองนิตย์อัตรา ศีลนั่นก็สะอาดผ่องใส ไม่มีราคีอันหนึ่งอันใด เห็นว่าศีลน่ะไม่มีราคีอันหนึ่งอันใดแล้วก็ นั่นแหละได้ชื่อว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> ตั้งอยู่ในธรรมอันขาวส่วนศีล</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>            <span style="color: #ff0000;">สนฺโต</span></strong> สงบระงับตามส่วนของศีล ๕ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวยืนยันว่า เป็นธรรมอันประเสริฐในโลก จำเพาะตัวของตัว ศีล ๕ ไตรสรณคมน์ ศีล ๕ เมื่อสูงขึ้นไปกว่านั้น ให้มีหิริโอตตัปปะ ดุจเดียวกัน แล้วก็ตั้งอยู่ในธรรมอันขาวแบบเดียวกัน คือใจสงบระงับแบบเดียวกัน เป็นธรรมอันประเสริฐในโลกแท้ ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อครั้งพระองค์ได้ตรัสรู้พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ ยังไม่ตรัสเทศนาโปรดผู้หนึ่งผู้ใดเลย เริ่มต้นจะตรัสเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ ภิกษุทั้ง ๕ พระองค์ได้ทรงพิจารณา จะตรัสเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ นั้น จะตรัสเทศนาเป็นไฉน จึงจะถูกเรื่องถูกสายของพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้มรรคผลโดยฉับพลัน ในมรรคทั้ง ๘ นั่นเป็นตัวยืนละ มรรค ทั้ง ๘ น่ะ มรรคทั้ง ๘ นั่นแหละจบพระไตรปิฎก  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป</strong></span> เป็นปัญญา <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว </strong></span>เป็นศีล <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ</strong></span> เป็นสมาธิ ๓ นับแตกแยกออกเป็น ๓  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป</strong></span> แยกออกไปซะ นั่นเป็นตัวปัญญา <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว</strong></span> แยกออกไปเสีย นี่เป็นตัวศีล  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ</strong></span>  นี่แยกออกไปเสียอีก ๓ นี่เป็นสมาธิ</p>
<p style="text-align: justify;">          ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าหากว่าเราจะตรัสเทศนาในเรื่องศีลตามลำดับของมรรคไป ท่านปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็จะไม่เป็นอันฟัง จะยิ้มเยาะและเย้ยหยันเราตถาคตเสียด้วยซ้ำไปอีก ก็เขาชำนาญอยู่แล้วในเรื่องศีลในเรื่องสมาธิเขา เขาเล่นจนชำนาญแล้ว พระองค์ถึงได้ยกเอา <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป </strong></span>ขึ้นแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ส่วนศีลกับสมาธิไม่ต้องกล่าว แล้วจะทวนมาทีหลัง กล่าวถึงสัมมาทิฏฐิ ความเห็นทีเดียวละ ความเห็นเป็นตัวสำคัญ <span style="color: #ff0000;"><strong> สมฺมาสงฺกปฺโป</strong></span> ความดำริ ดำริก็สำคัญเหมือนกัน ความเห็น ความดำรินี่ก็คล้ายกัน ความเห็น เห็นอะไร ลึกซึ้ง</p>
<p style="text-align: justify;">          เห็นทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ไม่ใช่เห็นพอดีพอร้าย เห็นทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความเห็น ความดำริก็สำคัญเหมือนกัน  <span style="color: #ff0000;"><strong>เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป</strong></span> ดำริจะออกจากกาม  <span style="color: #ff0000;"><strong>อพฺยาปาทสงฺกปฺโป</strong></span> ดำริในการไม่พยาบาท  <span style="color: #ff0000;"><strong>อวิหิงฺสาสงฺกปฺโป</strong></span> ดำริในการไม่เบียดเบียน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป</span></strong> ดำริจะออกจากกาม เป็นของลึกซึ้งอยู่ หมดทั้งสากลโลก ไม่ว่าหญิงว่าชาย ดำริเข้าไปหากามทั้งนั้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชอบ ดำริเข้าไปหากามทั้งนั้น ดำริจะออกจากกามน่ะมันน้อยนักน้อยหนาทีเดียว แทบจะไม่มีเลย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อพฺยาปาทสงฺกปฺโป</span></strong> ความดำริก็เป็นไปในความพยาบาท เพราะระวัง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหล่านั้น ไม่ให้ใครมาพ่องแพวของตัวได้ ใครมาพ่องแพวหรือมากระทบกระเทือนเข้า พยาบาทใส่เข้าให้ หาวิธีจะไขเจ้า นี่ดำริไปในความพยาบาท เมื่อมากระทบกระเทือนกันด้วยประการใดก็ดำริความเบียดเบียนทีเดียว เบียดเบียนในการกระทบกระเทือนนั้น ดำริ ดำริในความไม่พยาบาทเป็นดำริที่ลับอยู่ ดำริที่จะออกจากกามนี่ความดำริก็ลับอยู่ ดำริในความไม่เบียดเบียนนี่ก็เป็นดำริลับอยู่ ดำริในความไม่พยาบาทนี่ก็ดำริลับอยู่เหมือนกัน นี่แหละจำเอาไว้ความดำริ ดำริจะออกจากกาม ทำไฉนหนอเราจะออกจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชอบใจได้</p>
<p style="text-align: justify;">            ตั้งแต่เกิดมาแล้ว เดินไปทางไหน ๆ มัน ก็มองดู รูป เสียง กลิ่น รส ที่ชอบใจอยู่ท่าเดียว มันไม่ไปทางอื่นเลย ไอ้ใจมันก็ปรวนแปรอยู่ในนั้นแหละ อยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั่นแหละ ไม่ออก ดำริจะเข้าไปท่าเดียว ดำริอย่างนี้มันดำริเข้าไปในกามท่าเดียว ดำริออกจากกามนี่มันไม่ค่อยมี น้อยนัก</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3002" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-1024x821.jpg" alt="" width="696" height="558" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-1024x821.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-300x241.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-768x616.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-1536x1232.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-150x120.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-696x558.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-1068x857.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005.jpg 1688w" sizes="(max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อดำริเข้าไปในกามแล้ว ดำริก็เป็นไปในความพยาบาทเต็มที่ ระวังกาม หวงกาม หึงกาม เอาล่ะคราวนี้ ระวังกาม หวงกาม หึงกาม เอาล่ะ ความพยาบาทก็มาเต็มที่ ความพยาบาทมาต็มที่แล้ว ความเบียดเบียนก็มาเต็มที่ ไม่ให้ใครมาพ่องแพวกามได้  เกิดเรื่องเกิดราวกันยกใหญ่ นี้พระพุทธเจ้าเห็นนัยนี้ ว่าพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เธอชำนาญในสมาธิแล้ว เราควรจะตรัสในเรื่องปัญญา สัมมาทิฏฐิทีเดียว สัมมาทิฏฐิพระองค์ทรงยกขึ้น สัมมาทิฏฐิ ก็ไม่ได้ตรัสว่ากระไร ตรัสแต่ว่าสำคัญทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          ว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา    เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา </strong></span>ดูก่อนปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕<span style="color: #ff0000;"><strong> เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา</strong></span> บรรพชิตไม่ควรเสพ บรรพชิตไม่ควร  <span style="color: #ff0000;"><strong>เทฺวเม ภิกฺขเว</strong></span> ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุดทั้ง ๒ ข้าง บรรพชิตไม่ควรเสพ ที่สุดทั้ง ๒ บรรพชิตไม่ควรเสพ คือกามสุขัลลิกานุโยค ประกอบด้วยกามสุข อัตตกิลมถานุโยค ประกอบด้วยความลำบากเปล่า นี่ที่สุดทั้ง ๒ นี้ กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานฺโยค ในโลก ความประพฤติเป็นไป ๒ อย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">         กามสุขัลลิกานุโยค นี่ประพฤติอยู่ทั่วแหล่งหล้า ไม่มีว่างเว้นแลย ตั้งบ้านตั้งเรือนกันอยู่ที่ไหน ก็บริโภคกาม ประพฤติกามทั้งนั้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เต็มไปหมด แก้ไม่ตก ๆ เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค</p>
<p style="text-align: justify;">          อัตตกิลมถานุโยค ท่านฤาษีชีไพร ท่านก็ทำความเพียรในป่า ละการบริโภคกาม ครองรสครองเรือนไปแล้ว ไปประพฤติตบะ เพื่อต้องการความวิเศษของตนอีก จะต้องแสวงหากามให้ยิ่งขึ้นไปกว่าที่เขาบริโภคใช้สอยกันอีก ให้ล้นพ้นไปกว่าที่เขาบริโภคใช้สอยอยู่ หนักขึ้นไปกว่านั้นอีก นั่นอัตตกิลมถานุโยคน่ะ จะเอาเลิศเอาประเสริฐหนักขึ้นไป เหมือนภิกษุสามเณรในบัดนี้ เป็นภิกษุสามเณรพออยู่แล้ว ยังจะหาอะไรต่อมิอะไรให้เลิศประเสริฐกว่าขึ้นไปอีก ให้เลิศล้นพ้นประมาณไปกว่าพระภิกษุสามเณรปรกติธรรมดาไปอีก คือถือต้องการให้เลิศหนักขึ้นไป ได้ไปคิดไปทำอะไรต่าง ๆ ทำอัตตกิลมถานฺโยคเหล่านั้น ประกอบตนให้หนักขึ้น จะได้บรรลุกามวิเศษหนักขึ้นไปอีก เหมือนท่านชฎิลทั้ง ๑,๐๐๓ รูปนั่น ปุราณกัสสปะ นทีกัสสปะ คยากัสสปะ ท่านเหล่านั้นแหละ สำหรับรับเครื่องสังเวยในเมืองมคธราช พระเจ้าพิมพิสารนับถือนักทีเดียว เครื่องสังเวยของพระเจ้าพิมพิสาร ไปรับเครื่องสังเวยยอดตาล ถ้าใครจะมีลูกมีผัวมีเมียกันที่ไหนละก็ ต้องให้ปุราณกัสสปะ นทีกัสสปะ คยากัสสปะ ต้องชฎิลเหล่านั้น ต้องชฎิลเหล่านั้น ผู้หลักผู้ใหญ่เขาก็ต้องไปปรองดอง มอบให้ชฎิลเหล่านั้นปกครองเสียก่อน ให้เป็นมงคลพิเศษ <span style="color: #3366ff;"><strong>นี่แหละ อัตตกิลมถานฺโยค ลึกซึ้งอย่างงั้นแหละ ถึงกระนั้นก็ไม่พ้น เขาก็รู้จะประพฤติว่างเว้นเข้าไปเท่าไรเขาก็รู้  ว่าความประพฤติเหล่านั้นก็ไปแสวงหากามนั่นเอง</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          นี่พระพุทธเจ้าเห็นแล้ว กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค ทั้ง ๒ อย่างนี้ แสวงหากามแบบเดียวกัน แต่ว่าตรงกับทางอ้อม แสวงหาทางตรงหรือทางอ้อม พระองค์ก็ทรงชี้เสียทีเดียว กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานฺโยค ทั้ง ๒ อย่างนี้ บรรพชิตไม่ควรเสพ ให้เลิกทีเดียว ทรงรับสั่งให้เลิก เลิกขาดทีเดียว เลิกกามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค เมื่อเลิกเราจะทำยังไง</p>
<p style="text-align: justify;">           พระองค์ก็ทรงรับสั่ง  <strong><span style="color: #ff0000;">กตมา จ สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา</span></strong> ข้อปฏิบัติเป็นกลางไม่เข้าไปใกล้ซึ่งที่สุดทั้ง ๒ อย่างนั่นนั้น ข้อปฏิบัติเป็นกลางไม่เข้าไปใกล้ซึ่งที่สุดทั้ง ๒ อย่างนั่นนั้น ข้อปฏิบัติเป็นกลางน่ะ กายก็เป็นกลาง วาจาก็เป็นกลาง ใจก็เป็นกลาง เป็นกลางหมด ถ้าว่ากาย หรือวาจา หรือใจไปเป็นลิงเป็นค่างเข้า ก็ไม่ถูกมัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติเป็นกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้ง ๒ อย่างนั่นนั้น คือ กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค ไม่เข้าไปใกล้ทีเดียว ที่พระตถาคตตรัสรู้ด้วยแล้วด้วยปัญญาอันชอบ บอกทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          ข้อปฏิบัติเป็นกลางเป็นไฉนเล่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ฯ </strong><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ </strong><strong>สมฺมาสงฺกปฺโป </strong><strong>สมฺมาวาจา </strong><strong>สมฺมากมฺมนฺโต </strong><strong>สมฺมาอาชีโว </strong><strong>สมฺมาวายาโม </strong><strong>สมฺมาสติ </strong></span><strong><span style="color: #ff0000;">สมฺมาสมาธิ</span> </strong>บอกทางทีเดียว ข้อปฏิบัติเป็นกลางไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้ง ๒ อย่างนั่นนั้น คือ เห็นชอบ ดำริชอบ กล่าววาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ ประกอบด้วยอริยมรรค ๘ ประการ ก็คือศีล สมาธิ ปัญญา นั่นแหละ แต่ว่ายก <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ</strong> <strong>สมฺมาสงฺกปฺโป</strong></span> ขึ้นหน้าไว้ นี่แหละพระตถาคตตรัสรู้ด้วยปัญญาอันชอบ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมฺมาทิฏฺฐิ</span></strong> ความเห็นชอบ เห็นสัจธรรมทั้ง ๔ ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>        <span style="color: #ff0000;">สมฺมาสงฺกปฺโป</span></strong> ความดำริชอบ ดำริจะออกจากกาม ดำริในความไม่พยาบาท ดำริในความไม่เบียดเบียน  ดำริในความไม่เบียดเบียน นี่เป็น <span style="color: #ff0000;"><strong>สฺมมาสงฺกปฺโป</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมฺมาวาจา</span></strong> กล่าววาจาชอบ เว้นจากวจีทุจริต วาจาชอบ คือเว้นจากวจีทุจริต  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวาจา</strong></span> เว้นจากวจีทุจริต ๔ อย่าง เรียกว่า<span style="color: #ff0000;"><strong> สมฺมาวาจา</strong></span> วาจาชอบ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมฺมากมฺมนฺโต</span></strong> ทำการงานชอบ การงานชอบก็เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ๓ อย่างนี้ การงานชอบ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมฺมาอาชีโว</span></strong> เลี้ยงชีวิตชอบ <span style="color: #ff0000;"><strong>มิจฺฉาอาชีโว ชีวิตํ กปฺเปติ มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย</strong></span> ละมิจฉาชีพเสีย  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาอาชีโว ชีวิตํ กปฺเปติ</strong></span> สำเร็จเป็นอยู่ในการเลี้ยงชีพชอบ เลี้ยงชีพดีเสมอทุกวัน ที่จะบริโภคอะไรเข้าไป ของบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ถ้าบริสุทธิ์ก็บริโภคไป ไม่บริสุทธิ์ละก็ไม่บริโภคทีเดียว กลัวจะเป็นพิษเป็นภัย ไปเป็นร้ายอยู่ในร่างกายนั้น<span style="color: #3366ff;"><strong> เมื่อของไม่บริสุทธิ์ บริโภคเข้าไปมันก็ไปเป็นเนื้อเป็นเลือดอยู่ข้างใน ไปเป็นเชื้ออยู่ แก้ไม่ตก แก้ลำบากนัก</strong></span> ของไม่บริสุทธิ์ก็ไม่บริโภคทีเดียว บริโภคแต่ของบริสุทธิ์ นี่เรียกว่า สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพในการที่ชอบ ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมฺมาวายาโม</span></strong><span style="color: #000000;"> เพียรชอบ เพียรในที่ ๔ สถาน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>          สมฺมาสติ<span style="color: #000000;">  </span></strong><span style="color: #000000;">สติ</span></span>ชอบ ระลึกในสติปัฏฐาน ๔</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>         <span style="color: #ff0000;">สมฺมาสมาธิ</span>  </strong>ตั้งใจชอบ ก็ตั้งใจในปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ในรูปฌาน อรูปฌาน ทั้ง ๘ นั้น อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็น<span style="color: #ff0000;"><strong> สมฺมาสมาธิ</strong></span> ทั้งนั้น<img decoding="async" class="aligncenter wp-image-2345 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-683x1024.jpg" alt="" width="683" height="1024" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-683x1024.jpg 683w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-200x300.jpg 200w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-768x1152.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-1024x1536.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-150x225.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-300x450.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-696x1044.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-1068x1602.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness.jpg 1365w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<p style="text-align: justify;">         นี่เป็นความจริงบอกจริง นี่คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังกล่าวแล้วนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป</strong></span> น่ะเป็นตัวปลายคือตัวปัญญา  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว</strong></span> เป็นตัวต้นคือศีล  <strong><span style="color: #ff0000;">สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ</span> </strong> เป็นตัวกลางสมาธิ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป</strong></span> เป็นตัวปลาย เป็นตัวปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญานี้นี่เอง ไม่ใช่อื่น  พระองค์ทรงตรัสเทศนาว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>จกฺขุกรณี</strong></span> กระทำความเห็นให้เป็นปรกติ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ญาณกรณี</strong></span> กระทำความรู้ให้ปรกติ  <span style="color: #ff0000;"><strong>อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ</strong></span> ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่งรู้พร้อม เพื่อนิพพาน กระทำความเห็นให้เป็นปรกติ กระทำความรู้ให้เป็นปรกติ ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่งรู้พร้อม เพื่อนิพพาน นี่หลักสำคัญมีเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">          กระทำความเห็นให้เป็นปรกติ ความเห็นของตา ความเห็นของตากายมนุษย์ไม่ปรกติ ความเห็นของตากายมนุษย์ละเอียดก็ไม่ปรกติ ความเห็นไม่ลง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความเห็นความจริงไม่มี ของกายทิพย์ กายทิพย์ละเอียดก็ไม่มี ของกายรูปพรหม  รูปพรหมละเอียดก็ไม่มี ความเห็นของกายอรูปพรหม อรูปพรหมละเอียดก็ไม่มี ไม่ปรกติ ความเห็นเหล่านี้ ความเห็นอยู่ในวัฏฏะ ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ความเห็นไม่ออกนอกวัฏฏะไปได้ <span style="color: #3366ff;"><strong>เมื่อความเห็นไม่ออกจากนอกวัฏฏะไปได้ ความเห็นอันนั้นเอาเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ ความเห็นที่เอาเป็นจริงเป็นจังได้ก็ต้องความเห็นของตาธรรมกาย เห็นด้วยตาธรรมกาย</strong> <strong>รู้ด้วยญาณธรรมกาย</strong></span> ทั้งหยาบทั้งละเอียด ธรรมกายหยาบ ตาธรรมกายหยาบ ญาณของธรรมกายหยาบ ตาธรรมกายละเอียด ญาณของธรรมกายละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">           ความเห็นอันนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>จกฺขุกรณี</strong></span> เห็นเป็นปรกติ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ญาณกรณี</strong></span> กรณีรู้ด้วยญาณ ก็ได้ชื่อว่ารู้เป็นปรกติ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สํวตฺตติ</strong></span> ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อเข้าสงบ เพื่อรู้ยิ่ง<strong>  <span style="color: #ff0000;">อุปสมาย</span></strong> เพื่อเข้าไปสงบ  <span style="color: #ff0000;"><strong>อภิญฺญาย</strong></span> รู้ยิ่ง  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺโพธาย</strong></span> ความรู้พร้อม  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิพฺพานาย</strong></span> เพื่อนิพพาน นี่ตรงนี้ ตรงนี้ หลักอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อพระปัญจวัคคีย์ได้ฟังธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาดังนั้น ได้เข้าใจชัด รู้ชัด แล้วมีธรรมกายขึ้น มีธรรมกายขึ้น ถ้าไม่มีธรรมกายก็  <span style="color: #ff0000;"><strong>จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ</strong></span> ก็ไม่มี ที่มีขึ้นก็เพราะ เพราะความเห็นความรู้นั่นเข้าหลักเข้าส่วนแล้ว ถูกเป้าหมายใจดำทางพระพุทธศาสนาแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเห็นเช่นนั้นพระองค์ก็ทรงยกสัจธรรมทั้ง ๔ ขึ้นทีเดียว ประสงค์สัมมาทิฏฐิ ยกทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ จะต้องมีตาธรรมกายเกิด เห็นทุกข์ในกายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียดนี่มีเกิด มีเกิดแก่แปรไปตามหน้าที่ ก็เห็นความเกิดนี่เป็นทุกข์สำคัญ เห็นความเกิดแล้วก็ เหตุให้เกิด ว่าเหตุให้เกิดก็รู้เหมือนกัน กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็เห็นเหตุให้เกิดอีก เมื่อเห็นว่ามีเกิดแล้ว ก็มองไปดูความดับ เห็นความดับอีก เมื่อมองดูความดับแล้ว ดูเหตุให้ดับ เห็นเหตุให้ดับอีก เห็นทีเดียว ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเหตุให้ดับ เป็นเหตุให้ดับแท้ ๆ จะเข้าถึงซึ่งเหตุดับไปได้ก็เพราะอาศัย ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะเกิดรุ่งเรืองไปได้ ไม่มีเวลาดับก็เพราะ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เห็น ๒ อย่าง ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นฝ่ายให้ดับ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ความอยากได้ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั่นแหละ เป็นเหตุให้เกิด เหตุให้เกิด เหตุให้ดับ ๒ อย่างนี้ รู้ชัดทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          พระองค์ก็ทรงแสดงพระสัจธรรมทั้ง ๔ จบลงไป และทรงแสดงสัจธรรมทั้ง ๔ ให้ปัญจวัคคีย์เข้าใจอีก ให้เข้าใจอีก โดยสัจญาน กิจญาณ กตญาณ ในทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ โดยแสดง ทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ให้เห็นตามความเป็นจริง เมื่อเห็นตามความเป็นจริงแล้ว เห็นว่าตัวทุกขสัจน่ะควรกำหนดรู้ ส่วนสมุทัยสัจน่ะควรละ นิโรธสัจน่ะควรกระทำให้แจ้ง มรรคสัจน่ะควรเจริญขึ้น ก็ได้รู้แล้วเห็นแล้ว ส่วนทุกขสัจน่ะ ได้กำหนดรู้แล้ว ส่วนสมุทัยสัจได้ละแล้ว ส่วนนิโรธสัจได้กระทำให้แจ้งแล้ว ส่วนมรรคสัจได้เจริญแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเห็นสัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ทุกขสัจ ในทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ปรากฏชัดแล้ว พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พระปัญจวัคคีย์ อัญญาโกณฑัญญะก็รู้ก็เข้าใจ พระองค์ทรงแสดงเป็นลำดับไป พอจบเทศนาของพระองค์ลงไปเท่านั้นไป  <strong><span style="color: #ff0000;">อายสฺมโต อญฺญาโกณฺฑญฺญสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ</span>  </strong>ธรรมจักขุก็บังเกิดขึ้นแก่พระอัญญาโกณฑัญญะอันสะอาดผ่องใส ธรรมจักขุบังเกิดขึ้นแก่พระอัญญาโกณฑัญญะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ   ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ   ธมฺมจกฺขุํ</strong></span> เห็นธรรม ความเห็นธรรม  <span style="color: #ff0000;"><strong>ธมฺมจกฺขุํ</strong></span>  แปลว่า เห็นธรรมที่เกิดขึ้น ความเห็นธรรมได้เกิดขึ้น <span style="color: #ff0000;"><strong>วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ</strong></span> ความเห็นธรรมไม่มีธุลีและมลทิน ความเห็นธรรมปราศจากธุลีและมลทินได้เกิดขี้นแก่ผู้มีอายุคือพระอัญญาโกณฑัญญะว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ยงฺกิญฺจ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ</span></strong> สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงนั้นดับไปเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเสมอ สิ่งทั้งปวงนั้นดับเสมอ มีเกิดดับ เห็นเกิดดับหมดทั้งสากลโลก เมื่อเห็นเกิดดับเช่นนั้นแล้ว ฝ่ายพระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้บรรลุธรรมะผ่องใส</p>
<p style="text-align: justify;">            แล้วพระองค์มาโปรดพระปัญจวคีย์ มาโปรดพระยสะราชกุมารทั้งหลายเหล่านี้อีก มาโปรดราชกุมารทั้งหลายเหล่านี้ ต่อแต่นี้พระปัจจวัคคีย์ก็ได้ฟังบ้าง พระปัญจวัคคีย์หรือพระพุทธเจ้าได้เทศนาบ้าง นี่แสดงถึงอนัตตลักขณสูตรทีเดียว ที่ยังสงสัยในร่างกายอยู่บ้าง ในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พระองค์ทรงแสดงให้เห็นชัดทีเดียวในอนัตตลักขณสูตร ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณน่ะไม่ใช่ตัวน่ะ ถึงได้ทรงวางตำรับตำราเพื่อเป็นแบบแผนไว้ว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">รูปํ ภิกฺขเว อนตฺตา </span></strong>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่ใช่ตัว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส</span></strong> รูปจักไม่เป็นตัวแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>        <span style="color: #ff0000;">นยิทํ รูปํ อาพาธาย สํวตฺเตยฺย </span></strong>ไม่ได้ในรูปตามใจหวังได้ รูปอันนี้ก็ไม่ใช่ ไม่ได้เป็นไปเพื่อความป่วยไข้ ไม่ได้ในรูปตามใจหวังได้ ขอรูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าเป็นอย่างนั้นเลย</p>
<p style="text-align: justify;">         <span style="color: #ff0000;"> <strong>ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว รูปํ อนตฺตา ตสฺมา รูปํ อาพาธาย สํวตฺตติ</strong></span> รูปไม่ใช่ตัว เพราะเหตุใดรูปไม่ใช่ตัว เพราะเหตุนั้นรูปถึงเป็นไปเพื่อความอาพาธ ป่วยไข้ ไม่ใช่ได้ในรูปตามใจหวังว่า ขอรูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย  เวทนา สัญญา สังขาร แบบเดียวกัน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณแบบเดียวกัน ไม่ใช่ตัวแบบเดียวกัน ถ้าว่าไม่ใช่ตัวแล้ว ไอ้ที่ไม่ใช่ตัวน่ะ ถึงได้เป็นไปเพื่ออาพาธป่วยไข้ ไม่ได้ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามใจหวังว่า ขอเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะเหตุใด เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่ใช่ตัว เพราะเหตุนั้น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถึงเป็นไปเพื่อความอาพาธป่วยไข้ ไม่ใช่ได้เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามใจหวังได้ ขอ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าเป็นอย่างนี้เลย ไม่ได้สมความปรารถนา ความจริงเป็นอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">           เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้  เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ เข้าใจชัดแล้ว พระองค์ก็ทรงตรัสย้อนถามภิกษุที่สดับตรับฟังในยสะกุลบุตรทั้ง ๕๕ ถามทบอีกทีหนึ่ง  <strong><span style="color: #ff0000;">ตํ กิํ มญฺญถ ภิกฺขเว รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วา </span></strong>ถามพระปัญจวัคคีย์</p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #ff0000;"><strong>ตํ กิํ มญฺญถ ภิกฺขเว</strong></span> ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านสำคัญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นเป็นไฉน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณน่ะเที่ยงหรือไม่เที่ยงล่ะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>อนิจฺจํ ภนฺเต</strong></span> ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นสุขล่ะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทุกฺขํ ภนฺเต</strong></span> เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ สิ่งนั้นควรหรือ  สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ควรหรือ ตามเห็นสิ่งนั้นว่าสิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นเป็นเรา นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นตัวของเรา  <span style="color: #ff0000;"><strong>โน เหตํ ภนฺเต </strong></span>หาเป็นอย่างนั้นไม่ พระเจ้าข้า  <span style="color: #ff0000;"><strong>โน เหตํ ภนฺเต </strong></span>หาเป็นอย่างนั้นไม่ พระเจ้าข้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3003" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-1024x533.jpg" alt="" width="696" height="362" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-1024x533.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-300x156.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-768x399.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-1536x799.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-150x78.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-696x362.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-1068x555.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-1920x999.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006.jpg 2044w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          พระองค์ทรงถามไปทีละข้อ ๆ ๆ ๕ ขันธ์ พอจบ ๕ ขันธ์ แล้วทรงรับสั่งอีก  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตสฺมาติห ภิกฺขเว   ตสฺมาติห ภิกฺขเว ยงฺกิญฺจฺ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">         <span style="color: #ff0000;"><strong>ตสฺมาติห ภิกฺขเว </strong></span>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>ยงฺกิญฺจิ รูปํ</strong></span> รูปอันใดอันหนึ่ง<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ</span></strong> ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">อชฺฌตฺตํ วา </span></strong>รูปภายในหรือ  <span style="color: #ff0000;"><strong>พหิทฺธา วา</strong></span> หรือว่าภายนอก<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">โอฬาริกํ วา </span></strong>หยาบหรือ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปณีตํ วา</strong></span> หรือประณีต หยาบหรือประณีต<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">ยนฺทูเร สนฺติเก วา</span></strong> ไกลหรือใกล้<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">สพฺพํ รูปํ</span></strong> รูปก็สักแต่ว่ารูป  <span style="color: #ff0000;"><strong>เนตํ มม </strong></span>นั่นไม่ใช่ของเรา<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">เนโสหมสฺมิ </span></strong>นั่นไม่เป็นเรา  <span style="color: #ff0000;"><strong>น เมโส อตฺตาติ </strong></span>นั่นไม่ใช่ตัวของเรา<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ</span></strong> ควรเห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">         ให้ภิกษุปัญจวัคคีย์ หรือให้ภิกษุ ๑,๒๕๐ เข้าใจในอนัตตลักขณสูตรนี้ ทราบชัดขันธ์ทั้ง ๕ แบบเดียวกันอย่างนี้แหละ</p>
<p style="text-align: justify;">        เมื่อปรากฏจบ เมื่อปรากฏจบในปัญจขันธ์ทั้ง ๕ ที่พระองค์ทรงถามดังนี้แล้ว พอจบลงเท่านั้น พระองค์ทรงรับสั่งว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก</span></strong> ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเมื่อได้เห็นอยู่อย่างนี้<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">รูปสฺมิํปิ  นิพฺพินฺทติ </span></strong>ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูปบ้าง<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">เวทนายปิ นิพฺพินฺทติ</span></strong> ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในเวทนาบ้าง<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">สญฺญายปิ นิพฺพินฺทติ</span></strong> ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสัญญาบ้าง<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">สงฺขาเรสุปิ นิพฺพินฺทติ</span></strong> ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสังขารบ้าง<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">วิญฺญาณสฺมิํปิ นิพฺพินฺทติ </span></strong>ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในวิญญาณบ้าง<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ </span></strong>เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด</p>
<p style="text-align: justify;">          เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็หลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็เกิดญาณรู้ขึ้นว่าเราพ้นแล้วดังนี้ ว่าเราพ้นแล้วดังนี้ อริยสาวกนั้นก็ทราบชัดว่าชาติของเราสิ้นแล้ว พรหมจรรย์เราได้อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำเราได้ทำเสร็จแล้ว กิจเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี จิตของภิกษุพระปัญจวัคคีย์ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย ด้วยไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ด้วยประการดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่พระองค์ทรงตรัสเทศนาเป็นใจความกับท่านผู้มีธรรมอุปนิสัยแก่กล้า แบบชัด ๆ แบบตรง ๆ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ ท่านผู้ฟังก็เห็นจริง ตามจริง ไม่เห็นว่าเพี้ยนไปอย่างหนึ่งอย่างใด ก็รู้ชัดเห็นชัด เมื่อรู้ชัด เห็นชัด ปฏิบัติถูกส่วนเข้า ดำเนินใจถูกส่วนก็พ้นจากอาสวะได้ สมความปรารถนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลีเพื่อเป็นปฏิการสนองประคองศรัทธาประดับสติปัญญาคุณสมบัติของท่านผู้พุทธบริษัท ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา ด้วยอำนาจสัจวาจาที่ได้อ้างธรรมเทศนาตั้งแต่จนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต </strong>ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า <strong>สิทฺธมตฺถุ  สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ เอตสฺมิํ รตนตฺตยสฺมิํ สมฺปสาทนเจตโส</strong> ขอจิตอันเลื่อมใสในพระรัตนตรัยของท่านทั้งหลาย บรรดาที่ได้มาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า จงเป็นไปให้สำเร็จสมความปรารถนาทุกสิ่งทุกประการ ดังอาตมภาพประธานวิสัชนามาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมสมควรเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">     <strong>      เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/612">หิริโอตตัปปะ ๒</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หิริโอตตัปปะ (เทวธรรม ภาค๑)</title>
		<link>https://dhammakaya.com/605</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Sep 2022 10:21:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<category><![CDATA[หิริโอตตัปปะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=605</guid>

					<description><![CDATA[<p>หิริโอตตัปปะ ๑ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/605">หิริโอตตัปปะ (เทวธรรม ภาค๑)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 12pt;"><strong><span style="font-size: 18pt;">หิริโอตตัปปะ ๑</span><br />
</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2499&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:4609,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0,&quot;15&quot;:&quot;Angsana New&quot;}">๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๙๙</span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2344 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1024x827.jpg" alt="" width="696" height="562" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1024x827.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-300x242.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-768x621.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1536x1241.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-150x121.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-696x562.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1068x863.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5.jpg 1688w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>อิทานิ ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส <br />
ปรินิพฺพานโต ปฏฺฐาย  เอกูนสตจตุสตาธิกานิ เทฺว <br />
สํวจฺฉรสหสฺสานิ อติกฺกนฺตานิ ปจฺจุปนฺนกาลวเสน <br />
ผคฺคุณมาสสฺส ปญฺจวีสติมํ ทินํ วารวเสน ปน โสรวาโร  <br />
โหติ เอวํ ตสฺส ภควโต ปรินิพฺพานา สาสนายุกาลคณนา <br />
สลฺลกฺเขตพฺพา สกฺกจฺจํ ธมฺโม โสตพฺโพติ ฯ                               </strong></p>
<p style="text-align: justify;">        ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพานแห่งพระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัดนี้ล่วงแล้วได้ ๒๔๙๙ พรรษา ปัจจุบันสมัยกุมภาพันธมาส สุรทินที่ ๒๕ โสระวาร ของพุทธปรินิพพานอันกำหนดนับ ศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพานแห่งพระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีนัยอันจะพึงกำหนดนับด้วยประการฉะนี้ เบื้องหน้าแต่นี้จงตั้งสมนาหารจิตฟังธรรมภาษิตดังจะแสดงต่อไปนี้โดยเคารพเทอญ</p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ หน)</strong></p>
<p><strong>หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา    สุกฺกธมฺมสมาหิตา<br />
</strong><strong>สนฺโต สปฺปุริสา โลเก    เทวธมฺมาติ วุจฺจเรติ ฯ   </strong></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: 10pt;">ขุ.ขา.(บาลี) ๒๗/๖/๓</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงธรรมอันประเสริฐเรียกว่า หิริโอตตัปปธรรม  ธรรมนี้สำหรับอุปการะสัตว์โลกให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขไปตาม ๆ กัน ก็เพราะอาศัยธรรมคือหิริโอตตัปปะ นี้เป็นธรรมสำคัญคุ้มครองสัตว์โลก ให้สัตว์โลกร่มเย็นเป็นสุข ไม่กระทบกระเทือน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่เสียดสีซึ่งกันและกัน ไม่ริษยาในกันและกัน ก็เพราะอาศัยหิริโอตตัปปะนี้แหละเป็นข้อสำคัญ นักปราชญ์ทั้งหลายตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา ท่านอุบัติตรัสขึ้นในโลก ธรรมอันนี้มีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติบังเกิดขึ้น ให้สัตว์ในโลกอาศัยร่มเย็นเป็นสุขก็เพราะอาศัยธรรมนี้ เรียกว่า หิริโอตตัปปธรรม</p>
<p style="text-align: justify;">        สัตว์โลกหมดทั้งสากลโลก หญิงและชายก็ดี ถ้าไม่มีความละอายมีความเกรงกลัวกันแล้ว ย่อมเบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นเบื้องหน้า ไม่ได้รับความสุขไปตามกัน เพราะอาศัยเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เบียดเบียนซึ่งกันและกันด้วยกายบ้าง เบียดเบียนซึ่งกันและกันด้วยวาจาบ้าง เบียดเบียนซึ่งกันและกันทางใจบ้าง</p>
<p style="text-align: justify;">          เบียดเบียนซึ่งกันและกันด้วยกายนั้น แสดงวัตถุให้เห็นปรากฏ เมื่อเป็นพ่อค้าแม่ค้าก็รุกรานกันในเชิงการค้านั้น ๆ รุกรานกันในเชิงการค้านั้น ๆ ด้วยกายบ้าง รุกรานในเชิงการค้านั้น ๆ ด้วยวาจาบ้าง นี้ก็เพราะอะไร อาศัยอะไร เพราะปราศจากหิริและโอตตัปปะ ถ้ามีหิริความละอายแก่ใจแล้ว โอตตัปปะความสะดุ้งกลัวอยู่แล้ว ไหนเลยจะเบียดเบียนกันด้วยกายบ้าง ไหนเลยจะเบียดเบียนกันด้วยวาจาบ้าง ไม่กล้าจะทำลงไป เพราะให้ความเดือดร้อนซึ่งกันและกัน เห็นปรากฏเฉพาะหน้าเฉพาะตาเช่นนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">          บุคคลผู้มีหิริและโอตตัปปะตั้งอยู่ในเทวธรรม  ธรรมอันประเสริฐเช่นนี้แล้ว ไม่กล้าประพฤติละเมิดเช่นนั้นได้ ทั้งกาย ทั้งวาจา อายนัก ให้ความทุกข์เขาด้วยกายอายนัก ให้ความทุกข์เขาด้วยวาจาก็อายนักเหมือนกัน มีแต่ให้ความสุขกันทางกาย ความสุขกันทางวาจา ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน การค้าก็ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน</p>
<p style="text-align: justify;">        แม้ถึงจะเป็นชาวนาเล่า ก็เบียดเบียนกันด้วยกายปรากฏอยู่ รุกคันไร่คันนากันไปตามหน้าที่ เบียดเบียนกันเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ เหล่านี้ หรือไม่กระนั้นรุกกันปรากฏต่อหน้าต่อตา จนกระทั่งถึงเป็นความกันในโรงในศาล อย่างนี้น่ารำคาญ เพราะคนปราศจากความละอายและความสะดุ้งกลัว ปราศจากหิริและโอตตัปปะ เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อหิริตํ อโนตฺตปฺปํ</strong></span> ไม่มีความละอายไม่มีความกลัว หน้าด้านใจด้าน พวกมนุษย์คนพาลแท้ ๆ พวกหิริโอตตัปปะหน้าบางใจบาง หน้าอ่อนใจอ่อน ประพฤติให้ความสุขเขาทั้งข้างนอกข้างใน อย่างนี้เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อหิริตํ อโนตฺตปฺปํ</strong></span> พวกที่ให้ความร้อนเดือดร้อนเขาเป็น <span style="color: #ff0000;"><strong>อหิริตํ อโนตฺตปฺปํ</strong></span> ไม่มีความละอาย ไม่มีความสะดุ้งกลัว พวกมีความละอาย มีความสะดุ้งกลัวนั้น ไม่ให้ความทุกข์เขาทั้งทางกาย วาจา ทั้งข้างในข้างนอก ตลอดถึงใจก็เหมือนกัน การทำนาหรือทำสวนทำไร่ไม่เข้าใจ ให้ความร้อนกันต่อหน้าต่อตาไม่ใช่เช่นนั้น นั่งอยู่ต่อหน้าบ้านใกล้เรือนเคียงกันรุกนิดรุกหน่อยในกันและกันไม่อาย อย่างนี้ให้ความทุกข์กัน พวกอาย ให้ความสุขกัน ไม่ให้ความทุกข์กัน เพราะฉะนั้นต้องมีความละอาย ไม่ใช่แต่เพียงว่าชาวนาชาวสวนหรือพ่อค้าแม่ค้ามาขาย นักปกครองแผ่นดินก็รุกกัน พระเจ้าแผ่นดินองค์ไหนรุกรานผู้อื่นแล้ว พระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นเรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อหิริตํ อโนตฺตปฺปํ</strong></span> ไม่มีความละอาย ไม่มีความสะดุ้งกลัว ให้ความเดือนร้อนแก่เขา ลดชั้นเป็นลำดับลงมาจนกระทั่งถึง ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา เข้ามาบวชในธรรมวินัยแล้วยังให้ความเดือดร้อนกันด้วยกายด้วย ให้ความเดือดร้อนกันด้วยวาจาด้วย นี้ก็เบียดเบียนกันเหมือนกัน ไม่ได้รับความสุขไปตามกัน เบียดเบียนซึ่งกันและกัน</p>
<p style="text-align: justify;">    ไม่ใช่แต่เท่านั้น เป็นมหาเปรียญเล่าเรียนในโรงเรียนก็เหมือนกัน เบียดเบียนกันด้วยกาย เบียดเบียนกันด้วยวาจา เบียนเบียนกันทางใจ ให้ความทุกข์ให้ความเดือดร้อนในกันและกัน นี่เบียนเบียนทั้งนั้น สามเณรก็ดุจเดียวกัน  <span style="color: #ff0000;"><strong>หิริตํ โอตฺตปฺปํ</strong></span> ให้มีความละอาย ให้มีความสะดุ้งกลัว นั่นเป็นข้อสำคัญ ความละอายและความสะดุ้งกลัว ไม่เบียดเบียน ให้ความเดือดร้อนคนอื่นด้วยกายไม่มีเลย ให้ความเดือดร้อนคนอื่นด้วยวาจาไม่มีเลย ให้ความเดือนร้อนคนอื่นด้วยใจไม่มีเลย ไม่เบียดเบียนเขาทีเดียวเป็นเด็ดขาด ถ้าว่าอุบาสกอุบาสิกาประพฤติอย่างนี้ สามารถดังนี้แล้วละก็ ให้ความสุขกับตนและบุคคลอื่นด้วย เป็นอุบาสกจริง ๆ เป็นอุบาสิกาจริง ๆ สามเณรเล่า ภิกษุสามเณรเล่า ก็เป็นภิกษุสามเณรจริง ๆ ซื่อตรงต่อพระพุทธศาสนา  <span style="color: #ff0000;"><strong>อหิริต อโนตฺตปฺป</strong></span>  มีความไม่ละอายความไม่สะดุ้งกลัวเลิกซะ เหลือแต่ความละอายความสะดุ้งกลัว ว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>หิริตํ โอตฺตปฺปํ</strong></span> มีความละอายความสะดุ้งกลัวอยู่เช่นนี้แล้ว ตั้งใจให้แน่แน่ว นี่เป็นเริ่มต้นการประพฤติปฏิบัติในศาสนา เมื่อตั้งอยู่ใน <span style="color: #ff0000;"><strong>หิริต โอตฺตปฺป</strong></span> เช่นนี้แล้ว ท่านเชิดชูว่านั่นแหละตั้งอยู่ในธรรมอันขาวแล้ว เกื้อกูลในธรรมอันขาวแล้ว ถูกต้องร่องรอยทางนักปราชญ์ราชบัณฑิตแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          ท่านยังประสงค์ไปอีก นี้แหละ <span style="color: #ff0000;"><strong> สนฺโต</strong></span> เป็นธรรมเครื่องสงบระงับ เครื่องสงบระงับเสียง ไม่มีใครมาโจทนาว่ากล่าว สงบระงับหมด เรื่องราวทั้งหลายเหล่านั้นสงบหมด เงียบหมด เรียบร้อย อยู่บ้านใกล้กันก็ไม่มีเสียง ก็เพราะอาศัยความละอายความสะดุ้งกลัวนี้เข้าค้ำจุนอยู่ เมื่อไม่มีเสียงเช่นนั้นก็ชื่อว่า<strong>  <span style="color: #ff0000;">สนฺโต</span></strong> เป็นผู้สงบระงับ  <span style="color: #ff0000;"><strong>โลเก เทวธมฺมา เทวธมฺมาติ วุจฺจเร</strong></span> นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่า นี้เป็นธรรมอันประเสริฐในโลกนี้ด้วยประการดังนี้ นี่หลักจำไว้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">          วันนี้จะอรรถาธิบายแปลบาลีเป็นปาฐกต่อไป ให้เราท่านทั้งหลายเข้าใจชัดตลอดแจ้งในการที่จะแสดงต่อไปนี้ เอาละ ว่ากันตามขอบเขต เมื่อเป็นอุบาสกอุบาสิกา เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อุปาสโก</strong></span> นั่นแปลว่ากระไร แปลว่าผู้มั่นอยู่ในศีล ๕ มั่นอยู่ในพระรัตนตรัย ศีล ๕ กรรมบท ๑๐ แน่นหนาทีเดียว ไม่ฟั่นเฟือนทีเดียว เรียกว่าอุบาสกเรียกว่าอุบาสิกา ชายมั่นอยู่ในศีล ๕ มั่นอยู่ในกรรมบท ๑๐ นี้ได้ชื่อว่าเป็นอุบาสกแท้ ๆ เบื้องต้นไม่มีพุทธกาล เป็นอุบาสกใช้ได้ มั่นอยู่ในศีล ๕ ถ้าว่าในพุทธศาสนามั่นอยู่ในไตรสรณคมน์ด้วย มั่นอยู่ในศีล ๕ มั่นอยู่ในไตรสรณคมน์ นี้เรียกว่าเป็นอุบาสก ถ้าหญิงก็เรียกว่าเป็นอุบาสิกา แปลเป็นภาษาว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อุปาสโก</strong></span> แปลว่าผู้เข้าใกล้ หรือผู้ใกล้พระรัตนตรัย มั่นอยู่ในศีล ๕ ศีล ๕ น่ะก็ไม่ขาดตกบกพร่อง เป็นนิจศีลทีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6958" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1.jpg" alt="" width="2307" height="1661" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1.jpg 2307w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-300x216.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-1024x737.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-768x553.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-1536x1106.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-2048x1475.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-696x501.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-1068x769.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-1920x1382.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2307px) 100vw, 2307px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ตัวเป็นให้จำตาย ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า เห็นว่าการฆ่าสัตว์เป็นเบียดเบียนเขา ผิดขนบธรรมเนียมของคนดี ก็เว้นขาดจากใจเสีย การฉกลักสมบัติของคนอื่นมาเป็นของของตน นี่ก็เป็นหน้าที่ของคนพาล ให้ความทุกข์เขาเป็นเบื้องหน้า เราไม่ปรารถนาจะประพฤติเช่นนั้น ให้ความสุขเขาเป็นเบื้องหน้า เว้นขาดจากการถือเอาพัสดุที่เจ้าของเขาไม่ให้ด้วยอาการแห่งขโมย  ด้วยตนของตน  และไม่ชักชวนบุคคลผู้อื่นด้วย อย่างนี้เรียกว่า มั่นอยู่ในการอทินนาทาน ข้อ ๓ การประพฤติล่วง<span style="color: #000000;">กาเมสุมิจฉาจาร</span> ประพฤติล่วงลักเขา ลูกเขา เมียเขา สามีเขา ลักให้เจ้าของเดือดร้อนรำคาญ อย่างนี้น่าอัปยศอดสู น่าเกลียดน่าชัง ประพฤติไม่ได้ คนดีประพฤติไม่ได้อายนัก ไม่ประพฤติ ไม่ล่วงในข้อนั้น ๆ ไม่จาบจ้วงล่วงเกินในข้อนั้น ๆ นี้ได้ชื่อว่ามั่นอยู่ในกาเมสุมิจฉาจาร การกล่าวปดไม่จริงหลอกลวงต่าง ๆ นี่เป็นคนเลว ไม่ใช่คนดี เราประพฤติเช่นนั้นไม่ได้ เว้นขาดจากใจเรื่องปด คำที่เรียกว่าปดน่ะรู้นะ ตัวจะกล่าวออกไปตัวก็รู้ว่าไม่จริง แต่ว่าขอไปที จนแต้มเข้าแล้วขอไปที อย่างนี้ไม่ใช่อุบาสก อย่างนี้ไม่ใช่อุบาสิกา เป็นอุบาสกอุบาสิกาจอมปลอมไป นี่ทำให้ศาสนาเสีย เสีย ทำให้ร่องรอยตำรับตำราศีลเสียหมด นี่ปรากฏว่าเป็นคนประทุษร้ายศาสนา ประทุษร้ายศาสนาก็ประทุษร้ายตัวของตัวนั่น ไม่ใช่ประทุษร้ายใคร ให้มั่นอยู่ในไม่พูดปด มั่นทีเดียว ไม่ใช่ให้ผู้อื่นปดด้วย แน่นอนในใจ ข้อที่ ๔ ๕ ไม่ดื่มน้ำที่ทำบุคคลผู้ดื่มให้เมาอันเป็นที่ตั้งของความประมาท ไม่ดื่มน้ำที่ทำบุคคลผู้ดื่มให้เมาอันเป็นที่ตั้งของความประมาท  เว้นขาดจากน้ำที่ทำบุคคลผู้ดื่มให้เมาทีเดียว ไม่ดื่มเหล้า ไม่ดื่มสุราทีเดียว ที่สุดถือเคร่ง ๆ บุหรี่เขาก็ไม่สูบ เห็นว่าเป็นของเมา สังเคราะห์เข้าในเครื่องมึนเมา ไม่เสพทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          อย่างนี้ มั่นอย่างนี้ใช้ได้ เรียกว่ามั่นอยู่ในศีล ๕ เมื่อมั่นในศีล ๕ เช่นนี้ ชายเรียกว่าอุบาสก หญิงเรียกว่าอุบาสิกา แต่ยังไม่เต็มที่ ต้องมั่นในพระไตรสรณคมน์ด้วย มั่นอยู่ในไตรสรณคมน์นี้แหละถึงจะต้องการในทางพระพุทธศาสนา มั่นอยู่ในพระไตรสรณคมน์น่ะ หญิงก็เข้าถึงพระไตรสรณคมน์  ชายก็เข้าถึงพระไตรสรณคมน์ เออ ถึงพระไตรสรณคมน์น่ะ ถึงด้วยปาก หรือถึงด้วยใจ หรือถึงด้วยวาจา ถึงด้วยปาก หรือถึงด้วยใจ หรือถึงด้วยกาย ถึงด้วยกาย หรือถึงด้วยวาจา หรือถึงด้วยใจ นึกดูซิ ที่ต้องประสงค์ในพระพุทธศาสนาน่ะ ถึงด้วยกาย ถึงด้วยวาจา ถึงด้วยใจ ถึงด้วยกายน่ะ กายไหว้นบเคารพต่อพระรัตนตรัย รู้ได้ยังไง ว่าคนนี้มั่นอยู่ในพระไตรสรณคมน์แล้ว รู้สิทำไมไม่รู้ รู้ทีเดียวแหละ รู้ทีเดียว ผ่านวิหารลานพระเจดีย์ละก็รู้ทีเดียว กิริยามารยาท เดินก็รู้ จะแสดงมารยาทอย่างใดก็รู้  เดิมดูถูกดูหมิ่นที่เคารพอยู่แล้วละก็ เอ้า นี่เขาไม่มีไตรสรณคมน์หรอก เขาไม่มีเสียแล้วไตรสรณคมน์ แกทำลายของแกเสียแล้ว หรือภิกษุสามเณรที่เป็นเทือกเถาเหล่ากอสมณะเช่นนี้ ไม่ได้เสียหายอย่างหนึ่งอย่างใด อุบาสกอุบาสิกาผ่านภิกษุสามเณรไปไม่มีความเคารพอ่อนน้อม เหล่านี้ได้ชื่อว่าไตรสรณคมน์ก็ไม่มี ยังไม่มีมั่นอยู่ในสันดาน ถ้าว่าแกมีมั่นในสันดานล่ะก็ผ่านพระเจดีย์หรือวิหารหรือพัทธสีมาใด ๆ เข้าไปในสถานที่นั้นสกปรกเปรอะเปื้อนแกทำความสะอาดหมดทีเดียว ไม่ให้สกปรกเปรอะเปื้อนทีเดียว นั่นแกเคารพแกมั่นในพระไตรสรณคมน์ มั่นล่ะ ปฏิบัติวัตรฐากทีเดียว ภิกษุสามเณรก็เคารพนบนอบทีเดียว นี่มั่นอยู่ในพระไตรสรณคมน์ นี่เป็นแต่เพียงว่าขอถึงพระไตรสรณคมน์นะ  เป็นแต่เคารพด้วยกาย เคารพวาจา วาจาก็ต้องสาธุการอยู่ แล้วก็ใจ ใจก็อ่อนน้อมอยู่ เหล่านี้ได้ชื่อว่ามั่นอยู่ในพระไตรสรณคมน์ แต่ว่ายังไม่เข้าถึงไตรสรณคมน์ ยังไม่ได้ไตรสรณคมน์ เป็นแต่มั่นอยู่เพียงเท่านั้นเอง  ต้องให้เข้าถึงไตรสรณคมน์ ให้ได้ไตรสรณคมน์</p>
<p style="text-align: justify;">          ไตรน่ะอะไร ไตรนั้นแปลว่า ๓ สรณะ เขาแปลว่าแก้ว หรือแปลว่าที่พึ่ง แปลว่าแก้ว หรือแปลว่าที่พึ่ง ไตรสรณะ สรณะเขาแปลว่าที่พึ่ง ไตรน่ะแปลว่า ๓  ที่พึ่ง ๓ อย่าง คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เข้าถึงพุทธรัตนะ เข้าถึงธรรมรัตนะ เข้าถึงสังฆรัตนะ เป็นชั้น ๆ เข้าไป หลายชั้นจริง ที่เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะน่ะมันหลายชั้นจริง ไม่ใช่ชั้นเดียวสองชั้น ถึงไม่ใช่ง่าย ถึงยากนัก ถึงยากโดยประการไฉน  ถึงเป็นชั้น ๆ เข้าไป</p>
<p style="text-align: justify;">       ถึงกายมนุษย์นี่ก็ชั้นหนึ่ง ปฏิบัติถูกสัดถูกส่วนเข้า ถึงกายมนุษย์ละเอียด ที่มันนอนฝันออกไป ทำหน้าที่ฝัน พอเลิกฝันมันก็เข้าอยู่ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ซะ นั่นกายมนุษย์ละเอียด ให้เข้าถึงกายทิพย์อีก ชั้นที่ ๓ เข้าไป ฝันในฝันเข้าไป ก็ยังไม่ถึงไตสรณคมน์ ให้เข้าถึงกายทิพย์ละเอียดอีก เป็นชั้นที่ ๔ เข้าไป<span style="color: #000000;"> ก็ยังไม่ถึงไตรสรณคมน์ กายใหญ่หนักขึ้นไป เข้าถึง</span>กายรูปพรหมอีกเป็นชั้นที่ ๕ เข้าถึงกายรูปพรหมละเอียดอีกเป็นชั้นที่ ๖ เข้าถึงกายอรูปพรหมอีกเป็นชั้นที่ ๗ เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียดอีกเป็นชั้นที่ ๘ นี่ยังไม่ถึงไตรสรณคมน์ เข้าถึงเป็นลำดับ ยังไม่ถึงไตรสรณคมน์ ยังไม่ได้ไตรสรณคมน์ เป็นแต่มั่น ๆ อยู่เท่านั้นแหละ ต้องให้ได้ไตรสรณคมน์ ถึงพระไตรสรณคมน์ทีเดียว ให้เข้าถึงธรรมกาย รูปเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า หน้าตักหย่อนกว่า ๕ วา สูง ๕วา หรือหน้าตักเต็ม ๕ วา สูง ๕ วา อย่างนี้ได้ชื่อว่าถึงไตรสรณคมน์ ได้ไตรสรณคมน์ละ ไม่ว่ากลางวันกลางคืน นั่ง นอน เดิน ยืน อิริยาบททั้ง ๔ นึกเวลาไรเห็นแจ่ม ใจก็ติดอยู่ในพระไตรสรณคมน์ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะนั่น ให้มั่นลงไปอย่างนั้น ไตรสรณคมน์ชั้นนี้เป็นโคตรภู</p>
<p style="text-align: justify;">          เข้าถึงไตรสรณคมน์อีกชั้นหนึ่ง กายพระโสดา พระโสดาละเอียด กายพระโสดา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระโสดาละเอียด นี่เป็นชั้นที่ ๒ เข้าไป ชั้นที่ ๓ เข้าไปอีก เข้าถึงกายพระสกทาคา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคา กายพระสกทาคาละเอียด เข้าไปชั้นที่ ๔ เข้าไป เข้าไปถึงกายพระอนาคา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคา กายพระอนาคาละเอียด ชั้นที่ ๕ เข้าไป เข้าถึงกายธรรมพระอรหัต ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอรหัต กายพระอรหัตละเอียด นี่เข้าไปถึง ๕ ชั้น เข้าไปถึงแค่นี้ เรียกว่า ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ ได้พระไตรสรณคมน์</p>
<p style="text-align: justify;">     นี่ในศาสนานิยมอย่างนี้ ไม่ใช่แต่เพียงว่าทำกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ละก็ไม่สำเร็จประโยชน์ ไม่ใช่เช่นนั้น เอาจริง ๆ ปฎิบัติจริง ๆ กัน ได้จริง ๆ กัน ถ้าได้จริง ๆ มารไม่ขวาง เหาะเหินเดินอากาศได้จริง ๆ นะ ไม่ใช่ของพอดีพอร้าย เมื่อเราเข้าเนื้อเข้าใจเพียงแค่นี้ จะแสดงหิริโอตตัปปะให้ฟังวันนี้</p>
<p style="text-align: justify;">  <strong>   <span style="color: #ff0000;">หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา</span></strong> มีความละอายและความสะดุ้งกลัว ศีล ๕ สิกขาบท ทีละสิกขาบทขึ้นไป ไม่บริสุทธิ์ข้อไหนล่ะอายนักทีเดียว อายตัวเองนะไม่ได้อายใครนะ ไม่บริสุทธิ์ข้อไหนล่ะอายนัก อายตัวเองนักทีเดียว อายนัก ไม่ล่วงละเมิด ล่วงละเมิดเข้าข้อใดข้อหนึ่งล่ะอายนัก ต้องรีบหาครูบาอาจารย์ต่อเสียทีเดียว ล่วงล้ำไปข้อใดข้อหนึ่งละก็ ไม่นิ่งเฉยอยู่ล่ะ บอกตรง ๆ ทีเดียวอายนัก ต่อเสียทีเดียว ต่อเสียให้ได้ ถ้าไม่ต่อ กลัว ศีล ๕ บกพร่องไป จะไปนรกแล้วแก ไม่ต้องไปไหนล่ะ ตายแกต้องไปตกนรกละ บกพร่องข้อใดข้อหนึ่ง ปาณาติบาต อทินนาทานา กาเมฯ มุสาฯ สุราฯ ข้อใดข้อหนึ่งบกพร่องจะต้องไปนรกทุกข้อเชียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2385 size-full" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/hell_locate.jpg" alt="" width="874" height="629" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/hell_locate.jpg 874w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/hell_locate-300x216.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/hell_locate-768x553.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/hell_locate-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/hell_locate-696x501.jpg 696w" sizes="auto, (max-width: 874px) 100vw, 874px" /></p>
<p style="text-align: justify;">    ขาดข้อปาณาติบาตก็ต้องไปสัญชีพละ ไม่ต้องไปไหนละ ขาดแค่อทินนาทานแกจะต้องไปกาฬสุตตนรกล่ะ ไม่ต้องไปไหนละ ขาดแค่กาเมสุมิจฉาจารก็ต้องไปสังฆาตนรกละ ๓ ข้อละ แกขาดแค่มุสาฯ ลงไป แกต้องไปโรรุวนรกละ แกขาดแค่สุราฯ ลงไป แกต้องมหาโรรุวนรกละ ๕ ขุมเป็นลำดับลงไปเชียว แกไม่ต้องไปไหนละ กลัวทีเดียว เมื่อละอายแก่ใจแล้วก็กลัวนรก ต้องปรับเราแน่ เราต้องไปนรกแท้ทีเดียว ขาดข้อใดข้อหนึ่ง มีความละอายและความสะดุ้งกลัว ไม่ยอมให้ศีลขาดหมัดเด็ดทีเดียว เด็ดเดี่ยวทีเดียว ให้บริสุทธิ์ตั้งแต่ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมฯ มุสาฯ สุราฯ ไม่ขาดตกบกพร่องทีเดียว นี่อย่างนี้เรียกว่าอุบาสก ย่อ ๆ เรียกว่าอุบาสกล่ะนะ แล้วก็เรียกว่าอุบาสิกาด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้ายังไม่มีไตรสรณคมน์ก็อุบาสกนอกศาสนา อุบาสิกาก็นอกศาสนา ยังไม่เข้าศาสนาเลยน่ะ แค่นี้น่ะ ปฏิบัติแค่นี้ยังไม่เข้าในศาสนา เป็นอุบาสกนอกศาสนา เป็นอุบาสิกานอกศาสนา จะให้เป็นอุบาสกในศาสนา เป็นอุบาสิกาในศาสนาต้องเข้าถึงไตรสรณคมน์ เข้าถึงไตรสรณคมน์คือ <span style="color: #ff0000;"><strong>พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ</strong></span>  พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเรามีศีล ๕ มั่น บริสุทธิ์บริบูรณ์ดี มีใจเบิกบานสำราญใจ มั่นอยู่แค่ศีล ๕ เช่นนี้ ก็ประกาศได้แล้วว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา</strong></span> แกถึงพร้อมด้วยความละอายความสะดุ้งกลัวละ ความละอาย มีศีลบริสุทธิ์ สมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่มีอายนัก ไม่มีทั้งอายและทั้งสะดุ้งกลัวด้วย กลัวจะไปนรก กลัวจะไปอบายภูมิ ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง กลัวนัก แล้วก็ เมื่อบริสุทธิ์อยู่เช่นนั้น  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> เกื้อกูลแล้วในธรรมอันขาว ศีล ๕ นั่นแหละ ขาวผ่องไม่มีราคีทีเดียว เรียกว่า<span style="color: #ff0000;"><strong> สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> ผ่อง ขาวผ่องทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สนฺโต</span></strong> นี่แหละเป็นตัวธรรมเครื่องสงบระงับในโลก ตั้งแต่ ๆ ปฐมทีแรก ตั้งแต่ปฐมแผ่นดินมา ตั้งแต่ปฐมกษัตริย์มา ปกครองโลกด้วยคุณธรรม ๕ ประการนี้ ร่มเย็นเป็นสุขเบิกบานสำราญใจ เว้นจากฆ่าสัตว์ ลักฉ้อ ประพฤติผิดในกาม พูดปด เสพสุรา ๕ ข้อนี้เท่านั้นแหละ ในโลกไม่ต้องมีคุกมีตะราง สบายอกสบายใจ ได้รับความเบิกบาน ร่มเย็นมาตลอดสาย บัดนี้เราในวัดนี่ ภิกษุสามเณรก็ให้บริสุทธิ์ในศีล ๕ ได้จริง ๆ อุบาสกอุบาสิกาก็บริสุทธิ์ในศีล ๕ จริง ๆ จะไม่ได้ทะเลาะกันเลย จะไม่มีบาดหมางกันเลย จะไม่มีอิจฉาริษยากันเลย ถ้าอิจฉาริษยากันก็เรียกว่าไม่มีศีล ๕ แล้วล่ะแก เลอะแล้วล่ะ เหลวแล้วล่ะ นี่ใช้ไม่ได้อย่างนี้ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เมื่อเข้าใจหลักดังนี้แล้วก็ ๕ สิกขาบทนี้ หิริโอตตัปปะ ละอายไว้ให้ดี ถ้าไม่มีละอาย สะดุ้งกล้วไว้ให้ดี ไม่มีจะตกนรก แน่นอนทีเดียว ได้ชื่อว่าตั้งอยู่ใน เกื้อกูลแล้วในธรรมอันขาว ได้ชื่อว่าสงบระงับแล้ว เมื่อสงบระงับแล้วเช่นนี้ละก็ นักปราชญ์ทั้งหลาย สัปบุรุษทั้งหลายย่อมกล่าวบุคคลนั้นว่าตั้งอยู่ในธรรมอันประเสริฐ ตั้งอยู่ในเทวธรรม ตั้งอยู่ในธรรมอันประเสริฐ ตั้งอยู่ในเทวธรรม คนนั้นแม้ถึงเป็นมนุษย์อยู่ บริสุทธิ์ในศีล ๕ ผู้ชายก็เรียกว่า สมมติเทวดา ผู้หญิงก็เรียกว่าสมมติเทวดา เออ ไม่ใช่เป็นของต่ำ เป็นสมมติเทวดาทีเดียว ยกย่องสูงอย่างนั้น คือคุณธรรมนั่นเองยกตัวเอง คุณธรรมความบริสุทธิ์ ศีล ๕ นั่นเองยกตัวเอง เป็นคนตั้งอยู่ในเทวธรรม ธรรมของเทวดาทีเดียว ธรรมที่ทำให้เป็นเทวดาทีเดียว เป็นเทวดาทั้งมนุษย์นี่แหละ สมมติเทวดานั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">          มั่นอยู่ในศีล ๕ แค่นี้ ก็ต้องให้สูงขึ้นไปกว่านี้ บัดนี้ พุทธศาสนา เราเข้าถึงพระไตรสรณคมน์ คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ หรือว่าในศีลเสียก่อนก็ได้ เมื่อมั่นในศีล ๕ ละก็ ศีล ๘ ให้มั่นแบบเดียวกันนี้ แบบเดียวกันนี้ วิกาลโภชน์ เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาลตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงอรุณใหม่ นี่วันนี้เราสมาทานแล้วจนถึงอรุณใหม่ ให้มั่นเชียวนะ อย่าให้ล่อกแลกนะ มั่นคงทีเดียว รักษามั่นคงอยู่ในวิกาลโภชน์ ไม่บริโภคอาหารในเวลาวิกาล ตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงอรุณใหม่ทีเดียว นี่ได้ชื่อว่า รักษาวิกาลโภชน์ไว้ได้ ไม่บริโภคอาหารในเวลาวิกาลเช่นนี้ นี้ได้ชื่อว่าทอนกำลัง ว่าจะตัดเสียซึ่งความอยากความปรารถนาให้เบาบางลง นี่ทางไปของพระอริยบุคคลนะ ทางไปพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทีเดียว เป็นทางสูง ให้มั่นไว้</p>
<p style="text-align: justify;">         ไม่ฟ้อนรำขับร้อง ประโคมเครื่องดีดสีตีเป่าต่าง ๆ ไม่มีทีเดียว ไม่บรรเลงเครื่องต่าง ๆ ไม่มี เว้นขาดทีเดียว ขับร้องประโคมเครื่องดีดสีตีเป่านั้นเป็นไฉน เกื้อกูลให้เกิดความยั่วยวนใจ ชักชวนให้ครองเรือน ไม่ชักชวนในทางหมดกิเลส ไม่ชักชวนในทางบรรเทากิเลส ไม่ชักชวนในทางมรรคผลนิพพาน ก็เว้นเสียขาดจากสันดาน พวกกามพวกตัณหา เช่นนี้ ได้ชื่อว่าประพฤติธรรมเลิศประเสริฐขึ้นไปกว่าศีล ๕ ทางไปของพระอริยบุคคล</p>
<p style="text-align: justify;">          เว้นทัดทรงประดับประดาร่างกายด้วยระเบียบดอกไม้ของหอม เครื่องยั่วยวนให้เกิดความยวนใจ ให้เกิดความยั่วยวน ให้เกิดความยั่วยวนกวนใจต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เว้นเสียขาดจากใจอีก เว้นเสียขาดจากใจก็ทอนเสียซึ่งพวกตัณหาทั้งนั้น พวกคันธตัณหา ของกลิ่นของหอม คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา พวกคันธตัณหาของหอมเหล่านี้แหละ ละเสีย นี่ก็ตัดกำลังอย่างแรง ตัดกำลังมารอย่างแรง พวกประพฤติศีล ๘ นี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ไม่นั่งนอนอาสนะสูงใหญ่ เออ อาสนะสูงใหญ่เป็นไง ร้ายอีกเหมือนกัน เราไปอยู่อาสนะจ๋อง ๆ อยู่ในดงในดอน ในดงในดอนในป่า ใจเราก็ไม่กำเริบ ถ้าได้อาสนะโอ่โถงในรั้วในวังล่ะเป็นไง ใจมันก็ครึกครื้นไปอีกอย่าง มันก็แปรไปจากสภาพเดิม มันก็จะไปกันใหญ่โตกันละ ไปสร้างบ้านสร้างเรือนกันละ เรื่องนี้ พวกถือศีล ๘ ให้เว้นขาดเสียจากนั่งที่นั่งที่นอนอาสนะสูงใหญ่ ไม่ให้เกิดยั่วยวนกวนใจไปในทางโลก นี้ก็ตัดเสียซึ่งโผฏฐัพพตัณหา ความถูกต้องทางกายให้เกิดยั่วยวนใจ เว้นขาดจากใจ ศีล ๘ บริสุทธิ์บริบูรณ์เป็นอันดีไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง รักษาไว้ จะล่วงล้ำข้อใดข้อหนึ่งให้มีความละอาย ให้มีความสะดุ้งกลัว รักษาไว้ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ศีล ๘ บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง ได้ชื่อว่าผู้นั้นตั้งอยู่ในหิริโอตตัปปะ ได้เชื่อว่าเกื้อกูลแล้วในธรรมอันขาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6960" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904.jpg" alt="" width="1888" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904.jpg 1888w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-300x217.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-1024x740.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-768x555.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-1536x1111.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-696x503.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-1068x772.jpg 1068w" sizes="auto, (max-width: 1888px) 100vw, 1888px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          ความบริสุทธิ์นั้นเป็นธรรมอันขาวแท้ ๆ ไม่ใช่ธรรมอันขุ่นมัวเศร้าหมองอย่างหนึ่งอย่างใด  <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต </strong></span>นั่นแหละเป็นธรรมสงบเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป ตามส่วนของศีลนั้น ๆ สงบขึ้นไปเป็นชั้น ๆ เมื่อสงบขึ้นไปเป็น <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต </strong></span>แล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สปฺปุริสา</strong></span> ผู้มีใจสงบระงับย่อมกล่าวว่า นั่นแหละ เป็นธรรมอันประเสริฐในโลก หรือเป็นเทวธรรม เป็นธรรมของเทวดา นี่ให้มีศีล ๕ บริสุทธิ์อย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ฝ่ายสามเณรก็ให้มีศีล ๑๐ บริสุทธิ์ทุก ๆ ข้อเทียว ตรงเข้า หยิบเงินและทอง<strong> <span style="color: #ff0000;">ไอ้เงินทองร้ายจริง เงินทองร้ายนัก ถ้าใครหยิบเข้าแล้วละก็ ใจกำเริบ กำเริบเสิบสานนัก</span></strong> หยิบเงินทองใช้ได้อย่างชอบใจ ใจกำเริบเสิบสาน สามเณรจ๋อง ๆ ไม่มีเงินติดมือเลยอย่างนี้แหละ หน้าตาจ๋อง ๆ อยู่อย่างนี้แหละ ถ้าได้เงินเข้าสัก ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้นแหละ ถ้ามันติดมือแล้วล่ะก็ เอาแล้ว เออ จ๋อง ๆ กลายเป็นคึกคักขึ้นแล้ว แข็งแรง แกร่งขึ้นแล้ว ฟูขึ้นแล้ว หน้าตาแจ่มใสขึ้นแล้ว นั่น ๆ ๆ ๆ มันกลายเป็นอย่างนี้แหละ เห็นมั้ยล่ะ มันทำให้กลายได้อย่างนี้นะ ถ้ามันกลายได้อย่างนี้พึงรู้ไว้เถิด เงินทองมันอยู่ในมือคนใดน่ะมันทำพิษทำร้ายนัก มันไปอยู่กับใคร ๆ ล่ะ มันร้ายนัก เดิมน่ะเป็นชี เป็นแปร่ง ๆ เป็นชี เอาเงินไปให้ ไม่มีเงินมันก็จ๋องละซี นั่นแหละ อีกสักสองสามวันมาดูมันสิ มันเปลี่ยนสภาพทีเดียวแหละ อ้ายแปร่ง ๆ มันหายไปแล้วล่ะ กลายมาเป็นคึกคักขึ้นแล้วละ นั่นแน่ะ มันกลายเป็นอย่างงี้ล่ะ เหตุนั้น การหยิบหรือถือเงินในมือนะร้ายนักทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าเห็นอำนาจร้ายมาก ในเรื่องนี้ มีหญิงในพุทธกาล เขาเล่าเรื่องหญิงคนจนทอหูกอยู่คนหนึ่ง นี่เขาเรียกว่าหญิงทอหูก หญิงทอผ้า คนจนไม่มีเดียงสาอะไร ก็จ๋องอยู่นั่นแหละ ผู้ที่รู้จักเดียงสาอยากจะรู้ฤทธิ์เงินว่ามันเป็นยังไงบ้าง เอาเงินไปให้หญิงคนนั้นแหละ ไม่ได้ให้เลยหรอกนะ เอาไปฝังไว้ ผู้หญิงคนนั้นนั่งทอผ้าอยู่ ๔ บาทเท่านั้นแหละ ไปฝังไว้ไม่ให้รู้หรอก หญิงคนที่จ๋องนั่นแหละ กลายเป็นคนคึกคัก เป็นคนอหังการ มมังการขึ้นแล้ว กลายเป็นคนมั่งมีขึ้นในตัวแล้ว ไม่รู้ไอ้ไอเงินมันขึ้นมาถูกเข้ายังไงก็ไม่รู้ กลายเป็นคนอหังการ มมังการขึ้นแล้ว แค่เพียงถูกไอเงินเท่านั้นนะ มันไม่ถูกถึงตัวเงินหรอก</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าไปหยิบเงินทองที่ต้องการใช้ได้เท่านั้นแหละ เณรก็เสียเณรหมด พระก็เสียพระหมด เพราะเหตุอะไรล่ะ ประพฤติอย่างฆารวาสเขา ไม่ควรไม่น่านับถือ ประพฤติอย่างฆารวาสเขา ประพฤติอย่างคนครองเรือน ที่เรียกว่า <strong><span style="color: #ff0000;">คหฏฺฐ</span> </strong> คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ใช้เงินใช้ทองเช่นนี้ ไม่น่านับถือ ไม่น่าบูชา ทำเสียเส้นพระวินัย ของที่ใช้นั้นพระก็เป็นนิสสัคคีย์ เณรก็ศีลไม่บริสุทธิ์ ทำลายพุทธศาสนา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ต้องเว้นขาดทีเดียว ต้องมีหิริโอตตัปปะ ถ้าศีลก็มี ๑๐ สิกขาบท ไม่ล่วงไปข้อใดข้อหนึ่ง ถ้า ๘ สิกขาบทก็ไม่ล่วงไปข้อใดข้อหนึ่ง รักษาความบริสุทธิ์นั้นไว้ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ไม่ขาดตกบกพร่อง</p>
<p style="text-align: justify;">        สูงขึ้นไปกว่านั้นศีล ๒๒๗ ศีลของภิกษุมี ๔ แต่ว่า ๒๒๗ นั้นหมวดเดียว มี ๔ ปาติโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล ปัจจัยสันนิสิตศีล ศีลของพระภิกษุมี ๔  ถ้าว่าแต่แต่เพียงว่าศีลปาติโมกข์ ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยตะ ๒ นิสสัคคียปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยะ ๗๕ อธิกรณสมถะ ๗ รวม ๒๒๗ สิกขาบท เช่นนี้น่ะ เรียกว่าปาติโมกขสังวรศีลอันเดียว <span style="color: #3366ff;"><strong>สำรวมตามพระปาติโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่พระองค์ทรงอนุญาต ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ดี ถ้าไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ มีความอายนัก มีความสะดุ้งกลัวนัก</strong> <strong>อายว่าเป็นพระไม่บริสุทธิ์ ตายไปต้องไปนรกไม่ต้องไปไหน กลัวอย่างนี้ ให้ทำตัวอย่างนี้</strong></span> ถ้าว่าทำตัวให้บริสุทธิ์เป็นอันดีได้ชื่อว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> เกื้อกูลแล้วในธรรมอันขาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3000" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-1024x683.jpg" alt="" width="696" height="464" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n.jpg 1567w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>        <span style="color: #ff0000;">สนฺโต</span></strong> คำแปลเป็นธรรมอันสงบอยู่แล้ว ตั้งอยู่ในความสงบแล้ว ยังไม่พอเท่านั้น อินทรียสังวรศีล สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องทางโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ สำรวมอินทรีย์จะสำรวมอย่างไร สำรวมตา ไม่ให้โปรดเกินไป พอเหมาะพอเจาะ สำรวมหู สำรวมหูคอยระวังไว้ ไม่ให้แส่หาเสียงที่ชอบใจ ที่ให้เกิดความกำหนัดยินดี สำรวมจมูก ก็กำหนดกลิ่นไว้ ไม่ให้ยินดี สำรวมลิ้น กำหนดรสไว้ไม่ให้ยินดี สำรวมกาย โผฏฐัพพะ กำหนดไว้ กำหนดอารมณ์ทางใจ อารมณ์ทั้งหมด สำรวมหมด ในเวลาที่เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ ไม่ให้ความยินดียินร้ายเล็ดลอดเข้าไปได้ ใจอยู่กับอะไร นี้นั้น ใจต้องมีธรรมารมณ์อยู่ ต้องอยู่กับธรรมารมณ์ ต้องอยู่กับธรรมที่เกิดกับใจ ธรรมอะไรที่เกิดกับใจ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ก็ดี ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดก็ดี กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียดก็ดี ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมก็ดี รูปพรหมละเอียดก็ดี กายอรูปพรหมก็ดี อรูปพรหมละเอียดก็ดี ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายก็ดี เข้าถึงกายไหน อยู่กับดวงธรรมกายนั้น ปักอยู่กับดวงธรรมกายนั้น เดินก็ตรึกถึงดวงธรรมนั้น ยืนก็ตรึกถึงดวงธรรมนั้น นั่งก็ตรึกถึงดวงธรรมนั้น นอนก็ตรึกถึงดวงธรรมนั้น จรดอยู่กับใจ จรดอยู่กับธรรมนั้น นี่เขาเรียกว่า ศีล ๑  ศีล ๑ อันนี้อย่างชนิดนี้ทั้ง ๔ รวมหมด ปาติโมกข์ก็รวมหมด อินทรีย์ก็รวมหมด อาชีวปาริสุทธิศีล เลี้ยงชีพโดยชอบ ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต เลี้ยงชีพบริสุทธิ์จริง ๆ นั่นก็เป็นศีลของภิกษุอันหนึ่ง ปัจจัยสันนิสิตศีล พิจารณาปัจจัยทั้ง ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ  ไม่บริโภคด้วยตัณหา นี่ก็เป็นศีลอีกอันหนึ่ง ปัจจัยสันนิสิตศีลนั่นแหละเป็นข้อสำคัญนัก ถ้าเป็นอิณบริโภค บริโภคด้วยความเป็นหนี้ ไม่ได้พิจารณาปัจจัยล่ะ ให้เต็มส่วนเต็มที่ ใช้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยแล้วละก็ ได้ชื่อว่าภิกษุบริโภคด้วยความเป็นหนี้ จะต้องตายไปเป็นวัวให้เขาใช้ เป็นควายให้เขาขี่ ให้เขาใช้ไป เป็นม้าให้เขาขี่ เป็นช้างให้เขาขี่ ไม่งั้น สูงไปกว่านั้น อย่างเบาไปกว่านั้น กลายไปเป็นบ่าวเป็นทาสเขา เป็นมนุษย์ เขา ก็เป็นบ่าวเป็นทาสเป็นคนใช้เขา เขาไม่ใช้เจ้าก็อยากให้เขาใช้นัก ไปทำอาสาเขา เปื่อยไปอย่างงั้นแหละ เพราะเป็นหนี้เขาแล้ว บริโภคด้วยความเป็นหนี้ไปแล้ว นี้เป็นหนี้อย่างงี้ ลำบาก จีวร เมื่อเวลาจับจีวรเขามาถวายเข้า ใช้ธาตุปัจจเวก ว่า จีวรนี้สักแต่ว่าธาตุ เป็นปัจจัยสักแต่ว่าธาตุ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ใด ๆ แล้วก็เป็นของว่างเปล่าไป จีวรนี้เป็นของไม่เน่าไม่เปื่อย น่าดูน่าชม ไม่สกปรกเปรอะเปื้อนใด ๆ เป็นของพอดูได้  พอถูกต้องร่างกายกลายเป็นของเสียหายไปได้ ไม่น่าดูน่าชมไปได้ พิจารณาจีวรอีก คิดแล้วเมื่อเวลาจะนุ่งก็ ไม่ได้นุ่งเพื่ออื่น นุ่งเพื่อจะป้องกันเสียเรื่องฟ้า เรื่องหนาวแลร้อน เหลือบแลยุง งูเล็กงูใหญ่ ตะเข็บตะขาบต่าง ๆ เพื่อจะไม่ให้กามกำเริบเท่านั้น พิจารณาดังนั้นก็นุ่งห่มไป นุ่งหุ่มไปแล้วก็พิจารณาแบบเดียวกันอีก ซ้ำอีก เรียกว่า อตีตปัจจเวก พิจารณาจีวรนุ่งห่มพร้อมด้วยองค์คุณ ธาตุปัจจเวก ปฏิกูลปัจจเวก ตังขณิกปัจจเวก อตีตปัจจเวกแล้ว ฉันจังหันล่ะ ก็แบบเดียวกัน พิจารณาด้วย ธาตุปัจจเวก ปฏิกูลปัจจเวก ตังขณิกปัจจเวก อตีตปัจจเวก นั่งนอนเสนาสนะล่ะ ก็แบบเดียวกัน พิจารณาด้วย ธาตุปัจจเวก ปฏิกูลปัจจเวก ตังขณิกปัจจเวก อตีตปัจจเวก บริโภคหยูกยารักษาไข้ล่ะ ต้องพิจารณาด้วย ธาตุปัจจเวก ปฏิกูลปัจจเวก ตังขณิกปัจจเวก อตีตปัจจเวก ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ปัจจัยสันนิสิตศีลไม่บริสุทธิ์ เป็นอิณบริโภค บริโภคด้วยความเป็นหนี้เขา อย่างนี้ต้องได้รับความทุกข์ต่าง ๆ นานา เพราะเหตุว่าเป็นหนี้เขา ต้องบริสุทธิ์ ถ้าไม่บริสุทธิ์ ต้องมีหิริโอตตัปปะ อาย ไม่ได้ เป็นพระศีล ๒๒๗ ไม่บริสุทธิ์ อาย อินทรียสังวรศีลไม่บริสุทธิ์ก็อาย สะดุ้งกลัวอีกเหมือนกัน ปัจจัยสันนิสิตศีลไม่บริสุทธิ์ก็อาย อาชีวปาริสุทธิศีลไม่บริสุทธิ์ก็อาย สะดุ้งกลัวอีกเหมือนกัน ปัจจัยสันนิสิตศีลไม่บริสุทธิ์ก็อาย สะดุ้งกลัวเหมือนกัน แบบเดียวกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          เหมือนเราท่านในบัดนี้ เมื่อได้ศีลปรากฏหมดจดสมบูรณ์บริบูรณ์ พระเณรได้ศีลสมบูรณ์บริบูรณ์ อุบาสกอุบาสิกาได้ศีลสมบูรณ์บริบูรณ์เสีย เท่านี้พอหรือ พบพุทธศาสนา ไม่เข้าถึงพระรัตนตรัยอายนัก อายนัก อายด้วยประการไฉน อายโดยอาการว่า มาพบพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาน่ะคืออะไร คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนว่าอะไร สอนทำใจให้สงบระงับ ให้ทำใจหยุดทำใจนิ่ง  ชั่วด้วยกาย วาจา ใจไม่ให้ทำทีเดียว ทำแต่ดีด้วยกาย วาจา ใจ ทำใจให้ใส ใสหนักเข้า หนักเข้าละก็ ต้องเข้าถึงพระรัตนตรัย เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ถ้าไม่เข้าถึงพุทธรัตนะก็ไม่รู้จักตัวพระพุทธศาสนา ไม่เข้าถึงธรรมรัตนะก็ไม่รู้จักตัวพระธรรมในพระพุทธศาสนา ไม่เข้าถึงพระสังฆรัตนะก็ไม่รู้จักพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ไม่รู้จักจริง ๆ รู้จักแต่ชื่อ ไม่เห็น ไม่รู้จัก ไม่เห็น ไม่ได้ ไม่เข้า ไม่ถึง ก็ได้ชื่อว่าไม่รู้จัก ไม่รู้จักก็ได้ชื่อว่าไม่ได้ลิ้มรสศาสนา ถ้าไม่เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ละก็ไม่ได้ลิ้มรสศาสนาละ เป็นตัวศาสนาสำคัญทีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6961" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-1920x1280.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;">       ลิ้มรสน่ะเป็นไฉน ก็ไม่รู้จักรสศาสนาน่ะสิ ก็รสศาสนาคือตัวพุทธรัตนะนี่ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ รสชาติเป็นยังไง พุทธรัตนะ อ้าวต้องเข้าถึงซะก่อนสิ  พวกเข้าถึง ถามดูก็ได้ เข้าถึงพุทธรัตนะรสชาติเป็นยังไง รสชาติเป็นยังไงละ ก็ลืมกายมนุษย์สิ กายมนุษย์นี่มันของหยาบนี่ นั่นละเอียดนัก เข้าถึงพุทธรัตนะแล้วละก็ลืมเชียว ว่าสูงจริง นี่วิเศษจริง ประเสริฐจริง ท่านถึงเป็นผู้เลิศผู้ประเสริฐเพราะเข้าถึงกายนี้เอง เข้าถึงธรรมรัตนะก็เลิศก็ประเสริฐอีก อ้อ พวกเข้าถึงหยาบ ๆ อย่างโน้นนี่ สู้สูงละเอียดขึ้นมาเช่นนี้ไม่ได้  เข้าถึงสังฆรัตนะละ เอ้อ ยิ่งละเอียดหนักขึ้นไป สังฆรัตนะนี่ลึกซึ้งจริง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">พุทฺโธ ธมฺมสฺส โพเธตา พุทฺโธ ธมฺมสฺส โพเธตา </span></strong>พระพุทธเจ้าผู้รู้ธรรม  <span style="color: #ff0000;"><strong>ธมฺมสฺส โพเธตา</strong></span> พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรม คำที่เรียกว่าธรรม  <span style="color: #ff0000;"><strong>อปฺปาเย จตูสุ อปาเยสุ สตฺเต</strong> <strong>ธาเรตีติ ธมฺโม*<sup><span style="color: #999999;">(*วิภาวินีอนุฎีกา, ล.๕ น.๑๓๕ ที่อ้างอิงว่า ปฏิปชฺชมาเน จตูสุ อปาเยสุ อปตมาเน กตฺวา สตฺเต ธาเรตีติ ธมฺโม)</span></sup></strong></span> พระองค์ทรงตรัสผู้ไม่ให้ตกไปในอบายภูมิทั้ง ๔ ธรรมทรงตรัสผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในอบายภูมิทั้ง ๔ นั่นธรรมรักษาตนเอาไว้ได้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ธมฺโม สงฺเฆน ธาริโต</strong></span> ทรงตรัสผู้ไม่ให้ตกไปในอบายภูมิทั้ง ๔ แล้ว พระสงฆ์ทรงธรรมอันนั้นไว้ไม่ให้หายไป พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้แล้ว พระสงฆ์ทรงเอาไว้ไม่ให้หายไป ธรรมที่พระสงฆ์ทรงไว้นั้น ธรรมที่พระสงฆ์ทรงไว้นั้นรักษาไว้นั้น ปรากฏมาจนกระทั่งบัดนี้</p>
<p style="text-align: justify;">       เมื่อไปถึงพุทธรัตนะเข้าแล้ว ไปถึงธรรมรัตนะเข้าแล้ว ไปถึงสังฆรัตนะเข้าแล้ว พระพุทธเจ้าอยู่ในสถานที่ใด ๆ ไปทูลท่านก็ได้ ไปพูดกับท่านก็ได้ ไปในนิพพานก็ได้ ถ้ามีในนิพพานไปในนิพพานก็ได้ นั่นแน่ มีรสมีชาติอย่างนี้ ลึกซึ้งอย่างนี้แน่ะ ถ้าว่าไม่เข้าถึงพุทธรัตนะ เรานิ่งเสีย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย นิ่งเสียทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย นั่นไม่มีหิริโอตตัปปะน่ะสิ ก็นิ่งเสียล่ะสิ <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้ามีหิริโอตตัปปะจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ เขาถึงพุทธรัตนะ</strong> <strong>ธรรมรัตนะ</strong> <strong>สังฆรัตนะกัน ถ้ามีหิริโอตตัปปะก็อายตายโหงล่ะสิ ไม่ถึงไม่ยอมกัน นั่งกันหลังหักตายเลย เอาละ ถ้าไม่ถึงก็ตาย ไม่ได้ก็ตายแหล่ทีเดียว เอากันละ </strong></span>ถึงวาระล่ะที่จะต้องขับขันกัน ถ้าว่าเขาไม่ได้ไม่เป็นไม่เห็นปรากฏละก็ช่างเถอะ  ถ้าเขาได้เป็นเห็นปรากฏต่อหน้าต่อตาแบบนี้ เรามันจะเป็นตายละก็ช่างมันเถอะ ถ้าไม่ได้ก็ตายแหล่ล่ะ เอาล่ะ เอาให้เข้าถึงให้ได้ ให้เข้าถึงพุทธรัตนะเสียได้ละก็ นั่นแหละไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนา เข้าถึงซึ่งธรรมรัตนะได้ซะละก็นั่นแหละไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เข้าถึงพระสังฆรัตนะได้ซะละก็นั่นแหละไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา นี้แหละได้ชื่อว่า<strong> <span style="color: #ff0000;">หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา</span></strong> ถึงพร้อมแล้วด้วยความละอายความสะดุ้งกลัว ไม่ถึงละก็ละอายสะดุ้งกลัวนัก เพราะไม่ได้เกื้อกูลในธรรมอันขาว เกื้อกูลในธรรมดำอยู่ ไม่เกื้อกูลในธรรมอันขาวจริงลงไป เข้าถึงได้แล้ว ได้แล้ว เป็นแล้วละก็นั่นแหละ เกื้อกูลในธรรมอันขาวแท้ ๆ ล่ะ นั่นแหละ <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต</strong></span> ล่ะ ใจอยู่กับธรรมะเฉย ๆ กิเลส ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ทำอะไรไม่ได้ ข่มเหงอะไรไม่ได้ ได้ก็เล็ก ๆ น้อย ๆ  เอาจริง ๆ จัง ๆ ก็ไม่ได้ อยู่เสียกับธรรมะ นี่นักปราชญ์ทั้งหลาย <span style="color: #ff0000;"><strong>สปฺปุริสา </strong></span>ผู้มีใจสงบระงับทั้งหลาย ย่อมเยินยอยกย่องส่งเสริมชมเชยว่า<span style="color: #ff0000;"><strong>  เทวธมฺมา เทวธมฺมาติ วุจฺจเร</strong></span> อันนักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่าเป็นธรรมอันประเสริฐในโลกด้วยประการดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;">        นี่วันนี้ตั้งใจที่จะแสดงหิริโอตตัปปะให้กว้างขวางออกมาอย่างนี้ แสดงกว้างขวางออกมาอย่างนี้ละก็ เราฟังหิริโอตตัปปะ ๒ ข้อเท่านั้น วันนี้ได้ฟัง หิริ โอตตัปปะ ๒ ข้อเท่านั้น แล้วจำเป็นใจความไว้ว่า ธรรมะอันดี ความบริสุทธิ์ของศีล ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ถ้าไม่บริสุทธิ์แล้วให้มีความละอายความสะดุ้งกลัว แก้ไขให้บริสุทธิ์ไว้ ถ้าเราไม่เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะแล้ว ให้มีความละอายความสะดุ้งกลัวว่า ว่าเขาเข้าถึงกันถมไป เราไม่เข้าถึง ก็ให้มีความละอายมีความสะดุ้งกลัว มีความละอายว่าเราไม่ได้ไม่ถึงกับเขา เขาได้เขาถึงเช่นนั้น ให้มีความละอายความสะดุ้งกลัว ว่าเราจะไม่พ้นอบาย ถ้าได้เสียแล้วเราต้องพ้นอบาย แน่ในใจอย่างนั้นได้ชื่อว่าเกื้อกูลในธรรมอันขาว เป็นผู้มีใจสงบระงับ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่าตั้งอยู่ในธรรมอันเลิศธรรมอันประเสริฐ อยู่ในเทวธรรม ธรรมของเทวดาทีเดียว ไม่ใช่ของมนุษย์ ให้แน่นอนในใจอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">         ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลีใน หิริโอตตัปปสัมปันนา ตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ เป็นโวหารเทศนาแปลเป็นปาฐกต่อไปกว้างขวางยิ่งกว่านักหนา จำไว้เป็นตำรับตำรา ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้พอเป็นเครื่องประคับประคองสนองศรัทธา ประดับสติปัญญาคุณสมบัติของท่านผู้พุทธบริษัท ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า <strong>สิทฺธมตฺถุ</strong> <strong>สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ เอตสฺมิํ รตนตฺตยสฺมิํ สมฺปสาทนเจตโส</strong> ขอจิตอันเลื่อมใสของท่านทั้งหลาย ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ในพระรัตนตรัยนี้จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ทุกประการดังอาตมภาพประทานวิสัชนามาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>             เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/605">หิริโอตตัปปะ (เทวธรรม ภาค๑)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
