<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พระมงคลเทพมุนี - วัดพระธรรมกาย</title>
	<atom:link href="https://dhammakaya.com/tag/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%b5/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<description>&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;</description>
	<lastBuildDate>Thu, 18 Apr 2024 11:11:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.2</generator>

<image>
	<url>https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/07/cropped-fl2-32x32.png</url>
	<title>พระมงคลเทพมุนี - วัดพระธรรมกาย</title>
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเป็นเหตุให้เกิดสุข</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1751</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Nov 2022 13:38:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1751</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเป็นเหตุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1751">พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเป็นเหตุให้เกิดสุข</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 18pt;"><strong>พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเป็นเหตุให้เกิดสุข</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;"> ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2389 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-1024x1024.jpg" alt="" width="696" height="696" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-1024x1024.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-300x300.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-150x150.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-768x768.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-1536x1536.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-696x696.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-1068x1068.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha-1920x1920.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visakha.jpg 2048w" sizes="(max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: left;"><strong>          นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯลฯ<br />
</strong><strong>          สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท สุขา สทฺธมฺมเทสนา<br />
</strong><strong>          สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี สมคฺคานํ ตโป สุโขติ ฯ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงธรรมิกถา แก้ด้วย</span><span style="font-weight: 400;">พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเป็นเหตุให้เกิดสุข พระองค์ทรงแสดงพระ</span><span style="font-weight: 400;">ธรรมเทศนาก็เป็นเหตุให้เกิดสุข พระธรรมเทศนาของพระองค์ได้</span><span style="font-weight: 400;">สำเร็จแก่พุทธบริษัทปรากฏชัด ท่านผู้สำเร็จด้วยเทศนานี้ รวม</span><span style="font-weight: 400;">เข้าเป็นหมวดหมู่ที่เกิดสุขก็เกิดจากความพร้อมเพรียงซึ่งกัน และ</span><span style="font-weight: 400;">กัน ความสุขเป็นตัปปธรรมของความพร้อมเพรียงโดยแท้ในกระแส</span><span style="font-weight: 400;">เทศนานี้ ออกจากพระโอษฐ์ของพระบรมศาสดา พระองค์ได้ทรง</span><span style="font-weight: 400;">บรรลุพุทธการกธรรมสมมาดปรารถนา จึงได้ทรงเทศนาวางเนติ</span><span style="font-weight: 400;">แบบแผนเห็นสภาวะปานฉะนี้ ก็บัดนี้ เราท่านทั้งหลายที่เป็น</span><span style="font-weight: 400;">ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จะพึงได้ฟังพระธรรมเทศนา </span><span style="font-weight: 400;">เรื่องพุทธปัญญาปรากฏต่อไปบัดนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท</span></strong><br />
</span><span style="font-weight: 400;">          ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;"><strong>         <span style="color: #ff0000;"> สุขา สทฺธมฺมเทสนา</span></strong><br />
</span><span style="font-weight: 400;">          การแสดงพระสัทธรรมของพระองค์เป็นสุข</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี</span></strong><br />
</span><span style="font-weight: 400;">          ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุข</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;"><strong>         <span style="color: #ff0000;">สมคฺคานํ ตโป สุโข</span></strong> สุขเป็นตัปปธรรมของความพร้อม</span><span style="font-weight: 400;">เพรียงทั้งหลาย ธรรม ๔ ข้อนี้ เป็นตำรับตำราที่เราท่านทั้งหลาย</span><span style="font-weight: 400;">จะได้ประพฤติปฏิบัติตามพระบรมศาสดา</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">        ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นสุขนั้น เป็นไฉน </span><span style="font-weight: 400;">พระจอมไตรแสวงหาพุทธการกธรรม ตั้งแต่ละราชสมบัติคือเมือง</span><span style="font-weight: 400;">กบิลพัสดุ์ออกบำเพ็ญทุกรกิริยา ถ้วน ๖ พระพรรษา ได้บรรลุ</span><span style="font-weight: 400;">เป็นพระพุทธเจ้าใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ </span><span style="font-weight: 400;">ที่ได้บรรลุความเป็น</span><span style="font-weight: 400;">พระพุทธเจ้านั้น พระพุทธเจ้าทรงมีความรู้เห็นแปลกออกไป</span><span style="font-weight: 400;">อย่างไร เมื่อพระองค์ได้ไปศึกษาในสำนักอาฬารดาบส และ</span><span style="font-weight: 400;">อุทกดาบสพระองค์ได้ทรงบรรลุฌานที่ ๑ ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ </span><span style="font-weight: 400;">ฌานที่ ๔ ฌานที่ ๕ ฌานที่ ๖ ฌานที่ ๗ ฌานที่ ๘ อรูปฌาน ๔ </span><span style="font-weight: 400;">อรูปฌาน ๔ เรียกว่า สมาบัติ ๘ นั้น พระองค์ทรงทราบรู้จักกาย</span><span style="font-weight: 400;">รูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียด แต่ว่าเมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า</span><span style="font-weight: 400;">ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์นั้น ท่านเป็นผู้รู้พิเศษขึ้น เมื่อได้รู้จักกาย</span><span style="font-weight: 400;">ธรรมทั้งหยาบทั้งละเอียดเป็นขั้น ๆ ขึ้นไป แต่พอรู้จักกายธรรม</span><span style="font-weight: 400;">ทั้งหยาบทั้งละเอียดแล้ว </span><span style="font-weight: 400;">ความรู้ความเห็นผิดกับกายรูปพรหมอรูปพรหม </span><span style="font-weight: 400;">ทั้งหยาบทั้งละเอียด ยิ่งละเอียดหนักเข้า ยิ่งเห็น</span><span style="font-weight: 400;">ไกลหนักขึ้นเห็นลึกซึ้งหนักขึ้น ไม่มีกายใดกายหนึ่งเข้าไปถึงกาย</span><span style="font-weight: 400;">ธรรม ธรรมกายเมื่อเกิดขึ้นแล้วในปฐมยามเบื้องต้น พระองค์ก็</span><span style="font-weight: 400;">ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ด้วยตาธรรมกาย ด้วยญาณ</span><span style="font-weight: 400;">ธรรมกาย ทรงเห็นความจุติและปฏิสนธิ เห็นความบังเกิดขึ้นของ</span><span style="font-weight: 400;">ตัวเอง กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์</span><span style="font-weight: 400;">ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม </span><span style="font-weight: 400;">กายอรูปพรหมละเอียด ทั้ง ๘ กายเห็นตลอด เห็นชาติเดียว</span><span style="font-weight: 400;">หรือ เห็นนับชาติไม่ไหว เห็นอเนกชาติ เห็นตลอด เห็นด้วยตา</span><span style="font-weight: 400;">ธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรมกาย ทั้งหยาบทั้งละเอียดเห็นชัด ๆ นี่ยามต้น</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">       ยามที่ ๒ พระองค์ได้ทรงบรรลุเป็นลำดับขึ้นไป เข้าถึงกายธ</span><span style="font-weight: 400;">รรมที่เป็นโสดา สกทาคา ทั้งหยาบทั้งละเอียด</span><span style="font-weight: 400;">เป็นลำดับขึ้นไป </span><span style="font-weight: 400;">เข้าถึงกายธรรมที่เป็นโสดา สกทาคา ทั้งหยาบทั้งละเอียด </span><span style="font-weight: 400;">พระองค์ทรงรู้ละเมียดละไมเข้าไปอีก จุตูปปาตญาณ ญาณเครื่องหยั่งรู้</span><span style="font-weight: 400;">การปฏิสนธิของสัตว์ในโลกที่ไปเกิดมาเกิด เหมือนกับคนยืนอยู่ที่</span><span style="font-weight: 400;">ฝั่งแม่น้ำนที น้ำใสสะอาดเป็นอันดี ปลาจะว่ายไปในทิศเหนือทิศ</span><span style="font-weight: 400;">ใต้ ก็ปรากฏด้วยตาของบุคคลผู้ที่ยืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำนั้น เห็นปรากฏ</span><span style="font-weight: 400;">ชัดด้วยตาธรรมกายโสดา </span><span style="font-weight: 400;">โสดาละเอียด สกทาคา สกทาคา</span><span style="font-weight: 400;">ละเอียด อนาคา อนาคาละเอียด เห็นปรากฏชัดอยู่ที่ปฏิสนธิของ</span><span style="font-weight: 400;">สัตว์ ปรากฏหมด ไปเกิดมาเกิด เกิดจากสัตว์พวกนี้ ตายจากสัตว์</span><span style="font-weight: 400;">พวกนี้ไปเกิดเป็นสัตว์พวกโน้นก็เห็นปรากฏ เกิดจากสัตว์พวกโน้น </span><span style="font-weight: 400;">ตายจากสัตว์พวกโน้นไปเกิดเป็นสัตว์พวกโน้น ไปเกิดเป็นกาย</span><span style="font-weight: 400;">มนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม อรูปพรหมก็เห็นปรากฏชัด เห็น</span><span style="font-weight: 400;">เหมือนปลาว่ายน้ำดังนี้ ผุดจากนี้ลงดำน้ำไปเห็นตัวว่ายเรื่อยไป </span><span style="font-weight: 400;">ไปผุดขึ้นโน่นก็เห็นปรากฏ หรือดำจากโน่นไปผุดขึ้นที่โน่นก็เห็น</span><span style="font-weight: 400;">ปรากฏ เห็นหมดทุกสกลกายของปลานั้น ในน้ำนั้นเห็นปรากฏ</span><span style="font-weight: 400;">หมดอย่างนี้ เรียกว่าจุตูปปาตญาณ รู้จักปฏิสนธิของสัตว์อื่น แต่ว่า</span><span style="font-weight: 400;">ยังไม่ถึงอาสวักขยญาณ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">        พอเข้าปัจฉิมยามท้าย พระองค์ได้ทรงบรรลุอรหัตตูปนิสสัย </span><span style="font-weight: 400;">ได้บรรลุเป็นพระอรหัตตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน ถึงวิราคธาตุ</span><span style="font-weight: 400;">วิราคธรรม หมดรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา </span><span style="font-weight: 400;">เข้าถึงวิชชาแท้ ๆ เข้าถึงวิชชาวิมุตติแท้ ๆ เรียกว่าวิชชาวิมุตติ หลุด</span><span style="font-weight: 400;">จากอาสวะนั้นตลอดถึงอวิชชา เมื่อได้ทรงบรรลุโพธิญาณเป็น</span><span style="font-weight: 400;">พระอรหัตตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานดังนี้แล้ว พระองค์ก็ทรงรู้</span><span style="font-weight: 400;">ตลอดเห็นตลอด ว่าสุขจริงสบายจริง พอเป็นพระอรหัตตัดกิเลส</span><span style="font-weight: 400;">เป็นสมุจเฉทปหานแล้วสุขจริง สบายจริง นี่เป็นปัฏฐานที่ ๑ ของ</span><span style="font-weight: 400;">สัตตมหาปัฏฐาน ๗ แห่งในสถานที่ใกล้เคียงกันเหล่านั้น ได้ทรง</span><span style="font-weight: 400;">เสวยวิมุตติสุขแห่งละ ๗ วัน รวม ๔๙ วัน คือได้ตรวจตราเสีย</span><span style="font-weight: 400;">หมดทีเดียว ที่ได้เป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยธรรมอะไร พระองค์ทรง</span><span style="font-weight: 400;">ตรวจตลอด ทรงตรวจตลอดแล้วอยู่ที่อัชชปาลนิโครธ(ต้นไทร)</span><span style="font-weight: 400;">นั้น จะไปโปรดสัตว์ทรงนึกถึงอาฬารดาบส อุทกดาบส และทราบ</span><span style="font-weight: 400;">ว่าทิวงคตเสียแล้ว จึงทรงเปล่งวาจาว่า &#8220;ฉิบหายใหญ่&#8221; ท่าน</span><span style="font-weight: 400;">ดาบสทั้งสองนี้ มีอีกกายเดียวเท่านั้นก็จะบรรลุถึงกายธรรมอย่าง</span><span style="font-weight: 400;">ตถาคตอย่างนี้ นี่เธอทิวงคตเสียแล้ว </span><span style="font-weight: 400;">จะไปเสวยความสุขอยู่</span><span style="font-weight: 400;">ในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ๘๔,๐๐๐ มหากัป นี่เกิด</span><span style="font-weight: 400;">ฉิบหายใหญ่อย่างนี้ ทำไมจะแก้ตัวได้เล่าเป็นสุขอยู่อย่างนั้น พระ</span><span style="font-weight: 400;">พุทธเจ้ามาตรัสในโลกนับไม่ไหวก็ไม่มาพบพระพุทธเจ้า รับความ</span><span style="font-weight: 400;">สุขอยู่อย่างนั้น ไม่เอาใจใส่ในเรื่องเหล่านี้ เพลินสุขเสียมัวนอน</span><span style="font-weight: 400;">หลับเสีย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-2391 size-full" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visa.jpg" alt="" width="425" height="448" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visa.jpg 425w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visa-285x300.jpg 285w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visa-150x158.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/visa-300x316.jpg 300w" sizes="(max-width: 425px) 100vw, 425px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">     เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็ทรงสอดส่องพระญาณต่อ</span><span style="font-weight: 400;">ไป จะไปโปรดใครอีกต่อไป พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ตามเรามา</span><span style="font-weight: 400;">นาน เขาตามเรามานานเราจะต้องไปสงเคราะห์เขาให้เขารู้เห็น</span><span style="font-weight: 400;">เหมือนอย่างเราบ้าง เราจะเดินไปหรือจะเหาะไป หรือดำเนิน</span><span style="font-weight: 400;">ไป ประเพณีของพระพุทธเจ้าในปางก่อนไปอย่างไร ไปโปรดสัตว์</span><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้ตรัสรู้แล้ว นี่ไปโปรดในปางก่อนไปอย่างไร ไปโปรดสัตว์</span><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้ตรัสรู้แล้ว นี่ไปโปรดครั้งแรก ก็ทรงเห็นว่าทุก ๆ พระองค์</span><span style="font-weight: 400;">มาในอดีตล่วงแล้วเท่าไร ปัจจุบันนี้ก็ดี อนาคตก็ดี เป็นประโยชน์</span><span style="font-weight: 400;">ทางไหนท่านก็ไปทางนั้น ถ้าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านด้วย เหาะ</span><span style="font-weight: 400;">เหินเดินอากาศไปโปรด ถ้าจะดำดินไปโปรดท่านก็ทรงดำดินไป</span><span style="font-weight: 400;">โปรด ถ้าจะดำเนินไปด้วยย่างพระบาทไปโปรด ท่านก็ทรงดำเนิน</span><span style="font-weight: 400;">ไปด้วยย่างพระบาท บัดนี้เป็นโอกาสที่จะไปอย่างไร อ้อ เป็น</span><span style="font-weight: 400;">ประโยชน์ที่จะดำเนินไปด้วยย่างพระบาท </span><span style="font-weight: 400;">จะไปพบอาชีวก</span><span style="font-weight: 400;">ปัจฉิมสาวกของเรา จะได้สำเร็จมรรคผลตอนเมื่อเราจะเสด็จดับ</span><span style="font-weight: 400;">ขันธปรินิพพานโน้น เห็นชัด ๆ ก็ทรงดำเนินไปเป็นลำดับ พอถึง</span><span style="font-weight: 400;">ท่ามกลางมรรคาก็ไปพบอาชีวกเข้าจริง ๆ อาชีวกเมื่อเห็นพระ</span><span style="font-weight: 400;">ศาสดาก็แปลกประหลาดใจ เห็นรัศมีพุ่งพล่านไปทั่วทั้งเนื้อตัว </span><span style="font-weight: 400;">ฉัพพรรณรังสีสว่างไสวน่าเลื่อมใส น่าไหว้น่าบูชานัก เข้าไปใกล้ ๆ </span><span style="font-weight: 400;">ถามว่า โภ ปุริส ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านเป็นใคร ใครเป็นศาสดา</span><span style="font-weight: 400;">ของท่าน สั่งสอนท่านให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าดังนี้ พระองค์ทรง</span><span style="font-weight: 400;">รับสั่งว่า </span><span style="font-weight: 400;">ใครจะเป็นศาสดาของเราไม่มี เราเป็นสยัมภูผู้รู้เอง </span><span style="font-weight: 400;">อาชีวกก็สั่นศีรษะกรอกหน้าไม่เชื่อ หลีกไป ถึงอย่างนั้นก็ขึ้นในใจ</span><span style="font-weight: 400;">เสมอว่า </span><span style="font-weight: 400;">ไปพบมนุษย์อัศจรรย์นัก แต่ว่าไม่รู้จักว่านั่นเป็น พระพุทธเจ้า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">       ต่อ</span><span style="font-weight: 400;">จากนั้นพระองค์ก็ได้เสด็จไปเป็นลำดับ ไปถึงอิสิปตน</span><span style="font-weight: 400;">มฤคทายวัน พระปัญจวัคคีย์เห็นพระศาสดาแต่ไกลก็ตกลงกันว่า</span><span style="font-weight: 400;">เราจะไม่ไหว้ไม่บูชา ไม่เคารพละ เธอคลายความเพียรเวียนมา</span><span style="font-weight: 400;">เป็นคนเลวแล้วจะดีไม่ได้ จะรู้ความจริงไม่ได้ ครั้นพอพระองค์</span><span style="font-weight: 400;">เสด็จเข้าไปใกล้เกิดมีความเกรงพระทัย ต่างคนต่างขลุกขลักช่วย</span><span style="font-weight: 400;">กันตั้งโน่นตั้งนี่เข้า บ้างก็ตักน้ำ บ้างก็หาภาชนะ บ้างก็วางผ้าเช็ด</span><span style="font-weight: 400;">เท้าไว้ บ้างปูอาสนะให้ บ้างวางอาสนะไว้หน้าที่นั่งบ้าง สุดแต่การ</span><span style="font-weight: 400;">ต้อนรับจะพึงทำได้ ที่พระองค์ทรงโปรดพระปัญจวัคคีย์ในครั้งนั้น</span><span style="font-weight: 400;">ก็โปรดด้วยพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คือทรงแสดงธัมมจักกัปป</span><span style="font-weight: 400;">วัตตนสูตรโปรดท่านปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ นั้น พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ </span><span style="font-weight: 400;">ได้ฟังพระธรรมเทศนานี้ตอนหนึ่ง เป็นตอนต้น  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุโข พุทฺธา </strong></span></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>นมุปฺปาโท</strong></span> ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าได้รับความสุขจริง ๆ เ</span><span style="font-weight: 400;">สวยความสุขอยู่ ๔๙ วันในที่มหาปัฏฐานนั้น </span><span style="font-weight: 400;">สุขเสียจริง ๆ </span><span style="font-weight: 400;">คราวจะโปรดสัตว์  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สทฺธมฺมเทศนา</strong></span> โปรดสัตว์ให้ได้รับความสุ</span><span style="font-weight: 400;">ขต่อไป แสดงธรรมให้พระปัญจวัคคีย์ฟังว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>เทฺว เม ภิกฺขเว อนฺตา</strong></span></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong> ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา</strong></span> ว่าดูกรฤษีปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ </span><span style="font-weight: 400;">ที่สุดทั้ง ๒ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ กามสุขัลลิกานุโยค ยินดีอยู่กับกาม</span><span style="font-weight: 400;"> รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นี่เป็นที่สุดอันหนึ่ง อัตตกิลม</span><span style="font-weight: 400;">ถานุโยค ยินดีในการปฏิบัติทรมานร่างกายผิดธรรมผิดวินัยไม่ได้</span><span style="font-weight: 400;">บรรลุมรรคผล เป็นทางไปของปุถุชนอันมีกิเลสหนา ไม่ใช่ทาง</span><span style="font-weight: 400;">ไปของพระอริยบุคคลผู้มีกิเลสบาง เพราะฉะนั้นทางทั้ง ๒ นั้น</span><span style="font-weight: 400;">บรรพชิตไม่ควรเสพ ข้อปฏิบัติเป็นกลางไม่เข้าไปใกล้ทางทั้ง ๒ </span><span style="font-weight: 400;">นั้น ข้อปฏิบัติเป็นกลางเป็นไฉน คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ความ</span><span style="font-weight: 400;">ดำริชอบ การกล่าววาจาชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ </span><span style="font-weight: 400;">การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ ตั้งใจไว้ชอบ ประกอบด้วยองค์ ๘ </span><span style="font-weight: 400;">ประการ ย่อลงไปเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา นี่</span><span style="font-weight: 400;">แหละ บรรพชิตควรเสพ เราได้ดำเนินมาแล้ว</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">       ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งปรากฏอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้</span><span style="font-weight: 400;">เป็นกายมนุษย์ ใส บริสุทธิ์ขนาดดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ บริสุทธิ์</span><span style="font-weight: 400;">สนิทเป็นอันดี พอเข้าถึงดวงศีลได้แล้ว กลางดวงศีลมีดวงสมาธิ </span><span style="font-weight: 400;">กลางดวงสมาธิมีดวงปัญญา กลางดวงปัญญามีดวงวิมุตติ กลาง</span><span style="font-weight: 400;">ดวงวิมุตติมีดวงวิมุตติญาณทัสสนะ </span><span style="font-weight: 400;">พระองค์ก็ทรงแสดงตามที่</span><span style="font-weight: 400;">พระองค์ได้ทรงบรรลุมาแล้วตามความเป็นจริงทีเดียว พระปัญจ</span><span style="font-weight: 400;">วัคคีย์ก็เห็นตามด้วย ตามเทศนานั้นเป็นลำดับไป พระองค์ทรง</span><span style="font-weight: 400;">แสดงเสร็จลงไปแล้วในหนทางเป็นกลาง และทรงแสดงธรรมทั้ง ๔ </span><span style="font-weight: 400;">คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อันได้แก่ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ </span><span style="font-weight: 400;">ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ แสดงโดยสัจญาณ </span><span style="font-weight: 400;">กิจญาณ กตญาณ สัจญาณ ทุกข์เป็นของจริง ควรกำหนด</span><span style="font-weight: 400;">รู้ ได้กำหนดรู้แล้ว สมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์จริง ควรละ ได้ละ</span><span style="font-weight: 400;">แล้ว นิโรธเป็นของจริง ควรทำให้แจ้ง ได้ทำให้แจ้งแล้ว มรรค </span><span style="font-weight: 400;">เข้าถึงความดับทุกข์เป็นของจริงควรเจริญ ได้เจริญแล้ว</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">      เมื่อจบพระธรรมเทศนาลงในครั้งนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะ</span><span style="font-weight: 400;">ได้ประกาศในที่ต่อหน้านั้นว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>ยํ กิญฺจิ</strong> <strong>สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ</strong></span></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>นิโรธธมฺมํ</strong></span> สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีความเกิดขึ้น สิ่งทั้งปวงนั้นก็มีความ</span><span style="font-weight: 400;">ดับไป เห็นเกิดกับดับหมดทั้งสกลโลก ตัวเองก็มีเกิดดับ ๆ เมื่อเห็น</span><span style="font-weight: 400;">ความจริงเกิดดับดังนี้แล้ว เห็นหมดทั้งสกลร่างกาย กายมนุษย์</span><span style="font-weight: 400;">ก็เกิดดับ กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียดก็เกิดดับ กายอรูป</span><span style="font-weight: 400;">พรหม กายอรูปพรหมละเอียดก็เกิดดับ เห็นปรากฏชัดก็บรรลุ</span><span style="font-weight: 400;">ธรรมกายเหมือนกัน บรรลุเข้าถึงธรรมกายเป็นโคตรภูยังไม่ถึง</span><span style="font-weight: 400;">พระโสดา โคตรภูบุคคลมีตาเห็นเหมือนพระองค์แล้ว คราวนี้ใน</span><span style="font-weight: 400;">ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เห็นเหมือนกันแล้ว พระองค์ก็ได้ทรง</span><span style="font-weight: 400;">แสดงเป็นลำดับไป ให้พระปัญจวัคคีย์อัญญาโกณฑัญญะได้เห็น </span><span style="font-weight: 400;">เห็นเป็นลำดับขึ้นไป ได้บรรลุโสดาทั้งกายหยาบกายละเอียด (ทั้ง</span><span style="font-weight: 400;">มรรคทั้งผล) สกทาคาทั้งมรรคทั้งผล จนกระทั่งบรรลุถึงอรหัต</span><span style="font-weight: 400;">ผล ได้มรรคผล รู้จักพระพุทธเจ้าทีเดียว พระอัญญาโกณฑัญญะได้รับความสุขเป็นล้นพัน ตั้งแต่ได้เข้าถึงธรรมกายก็ได้รับความ</span><span style="font-weight: 400;">สุขเป็นล้นพ้นเป็นลำดับขึ้นไป พอหมดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน</span><span style="font-weight: 400;">แล้วก็เหมือนพระศาสดาจารย์ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า </span><span style="font-weight: 400;">พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระอรหันต์มาก่อน ท่านเป็นก่อนนั้นแหละ</span><span style="font-weight: 400;">เรียกว่าพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทีหลังก็เป็นพระพุทธเจ้าเหมือน</span><span style="font-weight: 400;">กัน เรียกว่าสาวกพุทธเจ้า ท่านผู้รู้เองเห็นเองเป็นสัพพัญญูพุทธ </span><span style="font-weight: 400;">นี่ถูกท่านผู้รู้เองเห็นเองสั่งสอนเข้าเรียกว่าสาวกพุทธ เป็นแบบ</span><span style="font-weight: 400;">เดียวกัน ธรรมกายแบบเดียวกัน ไม่คลาดเคลื่อนกัน ไม่มีคลาด</span><span style="font-weight: 400;">เคลื่อนเลยทีเดียว พระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุแล้วก็ วัปปะ </span><span style="font-weight: 400;">ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิก็ได้บรรลุตามเป็นลำดับไป ทั้ง ๕ ได้</span><span style="font-weight: 400;">อรหัตตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน เป็นสาวกพระพุทธเจ้าไล่ ๆ </span><span style="font-weight: 400;">กัน ที่ท่านได้บรรลุแค่นี้จะเป็นสุขแค่ไหน</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6745" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/007.jpg" alt="" width="558" height="398" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/007.jpg 558w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/007-300x214.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/007-150x107.jpg 150w" sizes="(max-width: 558px) 100vw, 558px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">       <span style="color: #ff0000;"><strong> สุขา สทฺธมฺมเทสนา</strong></span> ธรรมเทศนาของพระองค์ทำให้สัตว์</span><span style="font-weight: 400;">โลกเป็นสุข อย่างนี้เป็นสุขเหมือนพระองค์ได้อย่างนี้ เพราะได้</span><span style="font-weight: 400;">ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ เมื่อทรงแสดงเช่นนั้นแล้ว พอ</span><span style="font-weight: 400;">โปรดพระอัญญาโกณฑัญญะแล้ว โปรดปัญจวัคคีย์แล้ว ก็โปรด</span><span style="font-weight: 400;">พระยสะ ๕๕ ภัททิยะราชกุมาร ๓๐ ชฎิลสามพี่น้องมีบริวาร </span><span style="font-weight: 400;">๑,๐๐๐ ทรงแสดงเทศนาปาฏิหาริย์ตั้ง ๒๐๐ กว่าอย่าง ชฎิลยอม</span><span style="font-weight: 400;">จำนน ยอมเป็นศิษย์พระบรมศาสดา ให้ลอยบริขารลงแม่น้ำ แล้วบวชเสียในธรรมวินัยของพระศาสดา แล้วพากันไปเมืองราชคฤห์</span><span style="font-weight: 400;">พร้อมกัน ๑,๐๐๓ รูป ไปเมืองราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารเห็นเข้า </span><span style="font-weight: 400;">ราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสารเห็นเข้า ตะลึงพรึงเพริดตกอก</span><span style="font-weight: 400;">ตกใจ โอ นี่พระสมณโคดมจะเป็นศิษย์ของอุรุเวลกัสสปะ หรือ</span><span style="font-weight: 400;">อุรุเวลกัสสปะจะเป็นศิษย์ของพระสมณโคดม ใครจะเป็นศิษย์ของ</span><span style="font-weight: 400;">ใครหนอนี่หนอ ทึ่งในใจ ไม่ตกลงใจ พระองค์ทรงทราบอัธยาศัย</span><span style="font-weight: 400;">ของราชบริพารทั้งหลายเหล่านั้น </span><span style="font-weight: 400;">พระเจ้าพิมพิสารยังสงสัย</span><span style="font-weight: 400;">เหมือนกัน ก่อนที่จะเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ให้ปุราณชฎิล</span><span style="font-weight: 400;">ภิกษุนั้นกราบพระบรมศาสดา ประกาศตนว่าเป็นพระศาสดา</span><span style="font-weight: 400;">ของเรา เราเป็นสาวกของพระสมณโคดม พระสมณโคดมเป็น</span><span style="font-weight: 400;">ศาสดาของเรา ประกาศ ๓ ครั้ง แล้วเหาะไปในอากาศขนาด ๗ </span><span style="font-weight: 400;">ชั่วลำตาล แล้วก็ลงมากราบพระศาสดาอีก ๓ ครั้ง ประกาศอีกว่า</span><span style="font-weight: 400;">เราเป็นสาวกของพระสมณโคดม พระสมณโคดมเป็นศาสดาของ</span><span style="font-weight: 400;">เรา ๓ ครั้ง แล้วเหาะขึ้นไปในอากาศ ๗ ชั่วลำตาลอีก แล้วลง</span><span style="font-weight: 400;">มากราบพระศาสดาอีก ๓ ครั้ง พอครบ ๓ ครั้ง ราชบริพาร ๑๒ </span><span style="font-weight: 400;">นหุต มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประธานกราบพระศาสดาจารย์ดุจ</span><span style="font-weight: 400;">เดียวกัน ยอมหมดเมืองราชคฤห์ ด้วยธรรมเทศนาของพระองค์</span><span style="font-weight: 400;">สงเคราะห์ชฎิลแล้ว ทรงสงเคราะห์ราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสาร </span><span style="font-weight: 400;">ตรัสเทศนาจบลงเท่านั้นราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสาร ๑๒ นหุต </span><span style="font-weight: 400;">มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประธานได้สำเร็จมรรคผล เหลือนหุตเดียวตั้งอยู่ในไตรสรณาคมน์ นอกนั้นได้สำเร็จมรรคผล ที่ตั้งอยู่ใน</span><span style="font-weight: 400;">ไตรสรณาคมน์ก็มีธรรมกายพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ </span><span style="font-weight: 400;">ยังเป็นโคตรภู ยังไม่เป็นพระโสดา ทั้งประเทศเป็นสุขหมด นี่ก็</span><span style="font-weight: 400;">ด้วยพระธรรมเทศนาของพระศาสดาให้เกิดสุขจริง อย่างนี้ เป็น</span><span style="font-weight: 400;">สุขจริง ๆ อย่างนี้ เมื่อเป็นสุขจริง ๆ อย่างนี้แล้ว ไม่ใช่แต่เท่านั้น </span><span style="font-weight: 400;">ทรงเทศนาเป็นลำดับไป จนถึงพระเจ้าสิริสุทโธทนะ ให้อำมาตย์</span><span style="font-weight: 400;">ไปเชื้อเชิญพระศาสดามาเมืองกบิลพัสดุ์ตามเดิม ให้มาในชาติ</span><span style="font-weight: 400;">ภูมิของพระองค์ ส่งอำมาตย์ไปเป็นชั้น ๆ กว่าจะสำเร็จได้ก็สี่สิบ</span><span style="font-weight: 400;">กว่าชั้น ชั้นละพัน ๆ ส่งไปถึงพระศาสดาพากันบวชเสียหมด ไม่</span><span style="font-weight: 400;">ได้กลับมาเลย แก้ไขอยู่จนกระทั่งเอาอำมาตย์ที่ฉลาด ๆ ที่จะพา</span><span style="font-weight: 400;">พระศาสดากลับมาได้ จึงได้อำมาตย์ที่ฉลาด และก็อาราธนาพระ</span><span style="font-weight: 400;">ศาสดาเสด็จมาเมืองกบิลพัสดุ์ได้สำเร็จ เมื่อมาเมืองกบิลพัสดุ์แล้ว </span><span style="font-weight: 400;">พระญาติทั้งหลายมีทิฐิในพระองค์ว่าพระองค์เป็นเด็กยังหนุ่มอยู่ </span><span style="font-weight: 400;">เป็นเด็กคราวลูกคราวหลานจะนมัสการนั้นไม่สมควร </span><span style="font-weight: 400;">มานั่งนิ่ง</span><span style="font-weight: 400;">เฉยอยู่ก็มี มาทำกิริยามารยาทต่าง ๆ กัน ให้ลูกหลานขึ้นหน้า</span><span style="font-weight: 400;">บ้าง ตัวอยู่หลังไม่กล้านมัสการ เพราะถือทิฐิมานะมาก กษัตริย์</span><span style="font-weight: 400;">ในยุคโน้น พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นพระญาติกัน ยังไม่เคารพเรา</span><span style="font-weight: 400;">ในตถาคตควรกระทำเช่นไร จึงทรงเหาะไปในอากาศเดินจงกรม</span><span style="font-weight: 400;">แล้วทรงเทศนา </span><span style="font-weight: 400;">ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ เพื่อทรมาน</span><span style="font-weight: 400;">พระญาติทั้งหลายเหล่านั้น พระญาติทั้งหลายนั้นเห็นว่าพระ</span><span style="font-weight: 400;">ศาสดาเป็นมหัศจรรย์เช่นนั้น พระเจ้าสิริสุทโธทนะยกพระหัตถ์ขึ้นนมัสการ </span><span style="font-weight: 400;">พระญาติทั้งหลายก็พร้อมกันนมัสการพระองค์ </span><span style="font-weight: 400;">พระองค์ก็เสด็จกลับลงมา ฝนโบกขรพรรษตกเป็นมหัศจรรย์เป็น</span><span style="font-weight: 400;">น้ำสีแดง แต่ว่าไม่เปียกใคร ไม่เปียกเลย เหมือนอยู่ในร่ม เว้น</span><span style="font-weight: 400;">เสียแต่ใครจะต้องการให้เปียกก็เปียกชุ่มโชกไปหมดตามชอบใจ </span><span style="font-weight: 400;">ตกแล้วไม่เปื้อนบนพื้นแผ่นดิน ซึมลงไปใต้พื้นแผ่นดินหมดก่อน </span><span style="font-weight: 400;">ไม่ปรากฏเป็นมหัศจรรย์ เขาเรียกว่า ฝนโบกขรพรรษ บังเกิดขึ้นใน</span><span style="font-weight: 400;">ครั้งนั้น ก็ด้วยพุทธานุภาพของพระองค์ พระองค์ได้ตรัสเทศนา</span><span style="font-weight: 400;">โปรดสัตว์อยู่ ๔๕ พรรษา สัตว์ผู้ใดได้รับพระธรรมเทศนาของ</span><span style="font-weight: 400;">พระศาสดาแล้วเป็นมหัศจรรย์ </span><span style="font-weight: 400;">ความร่มเย็นเป็นสุขเหลือที่จะ</span><span style="font-weight: 400;">พรรณนา</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">      ในระหว่างที่พระองค์ตรัสเทศนาอยู่ มีเรื่องมหัศจรรย์เกิด</span><span style="font-weight: 400;">ขึ้นคือ มีลูกสาวเศรษฐีคนหนึ่ง บิดามารดาเอาไปรักษาอยู่บน</span><span style="font-weight: 400;">ปราสาทเจ็ดชั้น มีสมบัติมาก แต่ว่าเปลี่ยวใจเต็มที แกทนไม่ไหว </span><span style="font-weight: 400;">แกมองจากหน้าต่างของปราสาทเห็นนายพรานเข้า แกก็ตามนาย</span><span style="font-weight: 400;">พรานไพรไปในป่า ก็ไปอยู่กับคนป่า พอมีบุตรขึ้นมา ก็คิดถึงความ</span><span style="font-weight: 400;">ที่คลอดจากมารดาออกมารอดมาได้ เกิดประสงค์จะไปบ้านมารดา</span><span style="font-weight: 400;">ให้มารดาอุปถัมภ์ค้ำชู มาได้ครึ่งทาง อ้าวลูกได้คลอดเสียแล้ว สามีภร</span><span style="font-weight: 400;">รยาก็พากันกลับไปอยู่ที่เก่า นี่คนที่หนึ่ง คนที่สองก็เป็นเช่นนั้นอีก ไปไม่ถึงครึ่งทางก็คลอดเสียอีก คลอดคราวนี้เป็นอัศจรรย์นัก </span><span style="font-weight: 400;">กำลังจะคลอดลูก ฝนพายุก็เกิดยกใหญ่เป็นมหัศจรรย์ มหาเมฆ</span><span style="font-weight: 400;">ตั้งขึ้นยังฝนให้ตกใหญ่ทีเดียว ฝนก็ตกใหญ่ ลูกมันก็จะคลอด สามี</span><span style="font-weight: 400;">ก็ไปหาใบไม้มา เพื่อจะแก้ไขป้องกันภรรยาให้ได้รับความสุขไม่</span><span style="font-weight: 400;">ให้เปียกฝน ไปที่ข้างจอมปลวกถูกงูเห่ากัดตายเสียอีกแล้ว ไอ้นี่ก็</span><span style="font-weight: 400;">ลูกเล็กคนหนึ่งจูงไว้ ลูกคลอดใหม่ ๆ นั่นก็อีกคนหนึ่ง ทำไงกันล่ะ</span><span style="font-weight: 400;">ฝนก็ตกจั้ก ๆ ลงมาให้สนุกสนานนักคราวนี้ พอคลอดเรียบร้อย</span><span style="font-weight: 400;">แล้ว ฝนเงียบเรียบร้อยแล้ว ไปดูสามีตายเสียแล้วจะทำอย่างไร </span><span style="font-weight: 400;">เอาใบไม้มาสะ ๆ ไว้ตามเรื่องมัน นั่นก็ลูกอ่อนออกใหม่ ๆ แล้วก็</span><span style="font-weight: 400;">เดินทางไปถึงแม่น้ำเข้า ทำอย่างไรล่ะ แม่ก็อุ้มลูกจูงลูกขลุกขลัก</span><span style="font-weight: 400;">ไปอย่างนั้น แล้วจะข้ามแม่น้ำได้อย่างไร ไม่มีเรือข้ามจึงตัดสิน</span><span style="font-weight: 400;">ใจว่าจะว่ายข้ามไป เอาลูกคนเล็กไปไว้ฝั่งโน้นก่อน </span><span style="font-weight: 400;">ส่วนลูก</span><span style="font-weight: 400;">คนโตเอาไว้ฝั่งนี้ ลูกคนเล็กตัวแดง ๆ ออกใหม่ ๆ พอดีนกเหยี่ยว</span><span style="font-weight: 400;">บินมาเห็นเข้า นึกว่าชิ้นเนื้อมันก็จะจิกกิน มันจึงโฉบลูกคนเล็ก</span><span style="font-weight: 400;">เอาไป แม่อยู่กลางแม่น้ำยกมือขึ้นตบเพื่อจะให้นกตกใจ </span><span style="font-weight: 400;">แต่ลูก</span><span style="font-weight: 400;">คนโตข้างนี้นึกว่าแม่เรียก เด็กก็เดินลงไปในน้ำ ถูกกระแสน้ำพัด</span><span style="font-weight: 400;">เอาลูกคนโตตายเสียแล้ว ลูกข้างโน้นก็เหยี่ยวโฉบเอาไป เหลือแต่</span><span style="font-weight: 400;">ตัวคนเดียวก็เดินทางต่อไปอีก จนถึงตำบลที่ตัวอยู่ครั้งก่อนนั้น </span><span style="font-weight: 400;">ได้ทราบว่าบิดามารดาตายเสียแล้ว  เอาละคราวนี้มันทุกข์เหลือ</span><span style="font-weight: 400;">ทน ผ้านุ่งก็ไม่มี ถึงกับเป็นบ้า ผ้านุ่งไม่มีติดกาย เดินล่อนจ้อนอยู่ ครั้งนั้<span style="color: #000000;">นพระศาสด</span>ากำลังเทศนาอยู่ นางได้เดินทะเล่อทะล่าเปลือย</span><span style="font-weight: 400;">กายเข้าไป </span><span style="font-weight: 400;">ไม่มีใครจะว่ากระไรเฉยกันอยู่ </span><span style="font-weight: 400;">นางก็เข้าไปใน</span><span style="font-weight: 400;">พุทธบริษัทนั้น ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาก็ได้สติจึงนั่งลง พอฟัง</span><span style="font-weight: 400;">ไปก็ได้บรรลุมรรคผล เกิดมีความละอาย บุรุษที่อยู่ใกล้เขาสงสาร</span><span style="font-weight: 400;">เอาผ้าขาวม้าส่งให้ นางก็นุ่ง ได้มรรคผลในขณะนั้น</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">         เทศนาของพระศาสดาเป็นมหัศจรรย์อย่างนี้ สัตว์นั้นได้</span><span style="font-weight: 400;">รับความทุกข์เหลือทน หมดจากความทุกข์เป็นสุขทีเดียว ได้ชื่อว่า  </span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา ธมฺมเทสนา</strong></span> ธรรมเทศนาเป็นสุขจริง ๆ อย่างนี้ เหมือน</span><span style="font-weight: 400;">พวกเรานี้ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เมื่อได้ฟังธรรมเทศนา</span><span style="font-weight: 400;">แล้ว ให้เข้าเนื้อเข้าใจเสีย จะได้มีความสุข นี่ <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา</strong> <strong>ธมฺมเทสนา </strong></span></span><span style="font-weight: 400;">แสดงพระธรรมเป็นสุขอย่างนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2392 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-1024x733.jpg" alt="" width="696" height="498" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-1024x733.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-300x215.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-768x550.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-1536x1100.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-150x107.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-696x499.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee-1068x765.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/samakee.jpg 1896w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">         <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี</strong></span> ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุข </span><span style="font-weight: 400;">ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุข เป็นไฉน หมู่ของพระพุทธเจ้า</span><span style="font-weight: 400;">มีเท่าใด ได้มรรคผลมีเท่าใด เป็นพว<span style="color: #000000;">กเดีย</span>วหมู่เดียวน้ำหนึ่งใจเดียว </span><span style="font-weight: 400;">พูดเป็นคำเดียวกันไม่ขัดแย้งกันเลย คนหนึ่งพูดคนหนึ่งฟัง จะ</span><span style="font-weight: 400;">ถูกจะผิดอย่างไรก็ช่าง ไม่มีการขัดกัน พร้อมเพรียงกันมา พร้อม</span><span style="font-weight: 400;">เพรียงกันไป พร้อมเพรียงกันนั่งลุกละม้ายคล้ายกัน พร้อมเพรียง</span><span style="font-weight: 400;">กันอย่างนี้เป็นสุขล้นเหลือทีเดียว ในหมู่พระสงฆ์อย่างนั้นอยู่<span style="color: #000000;">สัก</span></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #000000;">กี่</span>ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนก็ช่าง ไม่ได้กระทบกระเทือนกันเลย เป็น</span><span style="font-weight: 400;">สุขแท้ ๆ นี่ท่านได้มรรคผลแล้วเป็นสุขอย่างนี้ ความพร้อมเพรียง</span><span style="font-weight: 400;">ของหมู่เป็นสุข ไม่ใช่แต่พระอริยบุคคล หมู่ของปุถุชนนั่นแหละ</span><span style="font-weight: 400;">ถ้าพร้อมเพรียงกันเข้าเวลาใด จะเป็นปุถุชนก็เป็นสุข จะเป็น</span><span style="font-weight: 400;">โคตรภูบุคคลก็เป็นสุข จะเป็นโสดาบันก็เป็นสุข สกทาคา อนาคา</span><span style="font-weight: 400;">ก็เป็นสุขทั้งนั้น ขอให้พร้อมเพรียงกันเท่านั้น ความพร้อมเพรียง</span><span style="font-weight: 400;">ของหมู่เป็นสุข ไม่เป็นทุกข์ นี้เป็นตัวสำคัญ บ้าน ๆ หนึ่งถ้าพร้อม</span><span style="font-weight: 400;">เพรียงกันทั้งบ้านแล้วเป็นสุข วัดหนึ่ง ๆ ถ้าพร้อมเพรียงกันทั้งหมู่</span><span style="font-weight: 400;">ละก็เป็นสุข แต่ว่าความไม่พร้อมเพรียงกันนั้นละเป็นข้อสำคัญนัก </span><span style="font-weight: 400;">ทำอะไรไม่ว่าตามกัน ทำอะไรขัดกันแย้งกันเสีย ถ้าว่าตามกันแล้ว</span><span style="font-weight: 400;">มันก็สุขจริง ๆ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี</strong></span> ความพร้อมเพรียงเป็นสุข </span><span style="font-weight: 400;">ความไม่พร้อมเพรียงไม่เป็นสุข เป็นทุกข์  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมคฺคานํ ตโป สุโข </strong></span></span><span style="font-weight: 400;">ความสุขเป็นตัปปธรรมของความพร้อมเพรียงกัน เวลาใดความ</span><span style="font-weight: 400;">พร้อมเพรียงเป็นเหตุให้เกิดสุขสำคัญ เป็นเครื่องแผดเผากำจัดซึ่ง</span><span style="font-weight: 400;">ความไม่พร้อมเพรียงได้โดยฉับพลัน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เป็นสุข เป็น</span><span style="font-weight: 400;">ยอดของสุขทีเดียว อยู่ที่ความพร้อมเพรียง ภิกษุหมู่ใดมีความ</span><span style="font-weight: 400;">พร้อมเพรียงกัน ภิกษุหมู่นั้นก็เป็นสุข สามเณรหมู่ใดมีความพร้อม</span><span style="font-weight: 400;">เพรียงกัน สามเณรหมู่นั้นก็เป็นสุข อุบาสกหมู่ใดมีความพร้อม</span><span style="font-weight: 400;">เพรียงกัน อุบาสกหมู่นั้นก็เป็นสุข อุบาสิกาหมู่ใดมีความพร้อม</span><span style="font-weight: 400;">เพรียงกัน อุบาสิกาหมู่นั้นก็เป็นสุข หากขัดแย้งกันอยู่แล้วไม่เป็นสุข อย่าว่าแต่มนุษย์เลย นกก็เป็นทุกข์ เป็นสุขไม่ได้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">        กล่าวถึงนก ชั้นเดิมมีความพร้อมเพรียงกัน นายพราน</span><span style="font-weight: 400;">ตลบข่ายด้วยประการใด ครอบด้วยตาข่ายด้วยประการใด ตลบ</span><span style="font-weight: 400;">ติดได้ด้วยประการใด ก็บินพรึบเดียวเท่านั้นแหละ เอาตาข่ายเสีย</span><span style="font-weight: 400;">ทั้งผืนไปที่กอไผ่ เพราะความเห็นพร้อมเพรียงกันเท่านั้น หัวหน้า</span><span style="font-weight: 400;">นกบอกว่า อย่าเพิ่งออกกำลังเอาหัวลอดตาข่ายให้พร้อมกัน เรา</span><span style="font-weight: 400;">บอกว่าออกกำลังให้พร้อมกัน พอหัวจุกช่องข่ายให้พร้อมกัน ก็</span><span style="font-weight: 400;">พรึบเดียวเท่านั้นแหละเชือกที่ผูกหลักไว้ก็จะลอยติดไปในอากาศ</span><span style="font-weight: 400;">หมด เอาข่ายไปทั้งหมดด้วยกันสิบเอ็ดครั้ง นายพรานตลบนั้น</span><span style="font-weight: 400;">นำเงินไปซื้อด้ายมาอีก เย็บตลบให้ได้ถูกเมียด่าหลายครั้งว่า แก</span><span style="font-weight: 400;">อย่าบ้าคลั่งไปเลย ไม่ได้กินมันหรอก นกมันฉลาดอย่างนี้ แก</span><span style="font-weight: 400;">จะเอาเงินไปให้พ่อค้าด้ายเปล่า ๆ ไปทำมาหากินอย่างอื่นดีกว่า </span><span style="font-weight: 400;">แกอย่าไปเพียรมันเลยเรื่องตลบข่าย สามีนั้นก็ไม่ยอม เอาเถอะน่า</span><span style="font-weight: 400;">มันมีฤทธิ์เดชเท่าไรก็ลองดูทีเถอะ  เราจะเอามันมาแกงกินให้ได้ </span><span style="font-weight: 400;">นายพรานก็ทำตาข่ายตลบอีก ครั้งที่สิบสองจึงสำเร็จ เพราะนก</span><span style="font-weight: 400;">แตกฝูงกัน ไม่พร้อมเพรียงกัน ในวันหนึ่งนกตัวหนึ่งบินลงมาก่อน </span><span style="font-weight: 400;">นกตัวหนึ่งบินลงทีหลัง เหยียบเอาคอนกตัวแรกเข้า มันบอก</span><span style="font-weight: 400;">ว่าไม่คิดถึงบุญคุณมันบ้างเลย ได้พ้นตลบมาหลายครั้งแล้วด้วยกำ</span><span style="font-weight: 400;">ลังของมัน หากว่าพลาดไปก็ว่าเอาเถิดไม่ได้แกล้งเลย นกตัวนั้น</span><span style="font-weight: 400;">ก็ขึ้นมายั่วเย้าอยู่ มันก็ว่าเอาบ้าง ไม่ใช่เจ้าจะออกแรงแต่คนเดียว</span><span style="font-weight: 400;">เราก็ออกเหมือนกัน นกก็เลยแตกเป็นสองพวกขึ้น พวกหนึ่งก็ว่า</span><span style="font-weight: 400;">อีกพวกหนึ่ง นายฝูงที่เคยประกาศอยู่ก็รู้สึกว่านกพวกนี้อยู่ร่วม</span><span style="font-weight: 400;">กันไม่ได้ เราต้องแยกกันเถอะ นายฝูงมีนกเท่าไรก็แยกไปหมด </span><span style="font-weight: 400;">พวกที่ไม่ไป<span style="color: #000000;">กั</span>บนายฝูงมีเท่าไรก็อยู่อีกฝูงหนึ่ง นกฝูงเก่าก็มาอย่าง</span><span style="font-weight: 400;">เก่า นกที่แยกไปก็ไปยังที่อื่น แต่ว่าแตกฝูงกันอยู่นั่นแหละ คราวนี้</span><span style="font-weight: 400;">ถึงกำหนดติดตลบข่ายของนายพรานอีกแล้ว นกนั้นแย้งกัน ยังไง</span><span style="font-weight: 400;">ล่ะท่านมีแรงก็ออกแรงนำเอาซิ เอาตาข่ายไปครอบกอไผ่พ้นจาก</span><span style="font-weight: 400;">ทุกข์ด้วยกันนั่นไงล่ะ </span><span style="font-weight: 400;">ต่างตัวต่างสอดหัวเข้าที่ตาข่ายย้อกแย้ก</span><span style="font-weight: 400;">ทีละตัวสองตัว มันไหวอะไรได้ นกทั้งฝูงไปไม่ได้ หมดทั้งฝูงเป็น</span><span style="font-weight: 400;">เหยื่อของนายพราน นี่ความไม่พร้อมเพรียงเป็นอย่างนี้ตายเป็น</span><span style="font-weight: 400;">เหยื่อนายพราน ถ้าว่าไม่พร้อมกันจริง ๆ ละก็เป็นเหยื่อพญา</span><span style="font-weight: 400;">มัจจุราช</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">       บัดนี้เขาประกาศธรรมกายกันในวัดปากน้ำ ให้มีธรรมกาย</span><span style="font-weight: 400;">แล้วก็พ้นทุกข์กัน </span><span style="font-weight: 400;">ต้องทำธรรมกายให้เป็น มันจึงจะเป็นหมู่</span><span style="font-weight: 400;">เดียวกันพวกเดียวกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ถ้าทำธรรมกายไม่</span><span style="font-weight: 400;">เป็น ก็เป็นแย้งเขานี่ เขาบอกทำอย่างนี้ ไม่ทำเสียอีกแล้วไปทำ</span><span style="font-weight: 400;">อื่นเสีย ไปไถลทางอื่นเสีย ไม่ทำธรรมกายให้เป็นขึ้น ไม่เอาใ</span><span style="font-weight: 400;">จใส่จรดอยู่ที่ทำธรรมกาย เอาใจไปคิดเรื่องอื่นเสีย ธรรมกายมันไม่เป็น</span><span style="font-weight: 400;">เมื่อธรรมกายไม่เป็น มันก็แยกออกเหมือนนกกระจาบแตกฝูง</span><span style="font-weight: 400;">นั่นแหละ ไม่มีความพร้อมเพรียงกัน ให้เข้าใจอย่างนี้นะ ทั้ง</span><span style="font-weight: 400;">ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จงทำธรรมกายให้เป็น ถ้า</span><span style="font-weight: 400;">ทำธรรมกายเป็นละก็นั่นแหละ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สงฆสฺส สามคฺคี</strong></span> ความ</span><span style="font-weight: 400;">พร้อมเพรียงแห่งหมู่เป็นสุข ทำธรรมกายเกิดขึ้นเท่านั้นเรียกว่า  </span><span style="color: #ff0000;"><strong>สุโข </strong></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>พุทฺธานมุปฺปาโท</strong></span> พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในตัวของเราแล้ว </span><span style="font-weight: 400;">เราจะมีนิบาตบอกความตกใจว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อโห พุทฺโธ</strong></span> อ้อนี่พระพุทธเจ้า  </span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อโห ธมฺโม</strong></span> อ้อนี่พระธรรม  <span style="color: #ff0000;"><strong>อโห สงฺโฆ</strong></span> อ้อนี่พระสงฆ์ ก็จะเกิด</span><span style="font-weight: 400;">ความตกใจตื่นตัวของตัว เช่นนี้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในตัวของเรา</span><span style="font-weight: 400;">เอง  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท</strong></span> พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในตัวของตัวซิ </span><span style="font-weight: 400;">พระพุทธเจ้าโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด พระพุทธเจ้าที่เป็นโสดา</span><span style="font-weight: 400;">ทั้งหยาบทั้งละเอียด </span><span style="font-weight: 400;">สกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด </span><span style="font-weight: 400;">อนาคา</span><span style="font-weight: 400;">ทั้งหยาบทั้งละเอียด อรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียด </span><span style="font-weight: 400;">แบบแผนที่</span><span style="font-weight: 400;">วัดปากน้ำเขาทำกันเป็นตั้งร้อยกว่าคน เรายังไม่เป็นก็รีบทำให้</span><span style="font-weight: 400;">เป็นขึ้น ถ้าไม่เป็นละก็เหมือนนกกระจาบแตกฝูง ทำลายตัวเอง</span><span style="font-weight: 400;">ให้ได้รับความทุกข์ละไม่ได้รับความสุข ถ้าเห็นธรรมกายเสียแล้ว</span><span style="font-weight: 400;">เข้าถึงธรรมกายแล้วก็เป็นสุขเท่านั้น </span><span style="font-weight: 400;">เมื่อเป็นสุขแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา </strong></span></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สทฺธมฺมเทสนา</strong></span> สิ่งใดเป็นทุกข์ ผิดธรรมผิดวินัยก็สอนตัวเอง </span><span style="font-weight: 400;">เทศนาตัวเอง สอนตัวเองไป แก้ไขตัวเอง ตัวของตัวด้วยธรรมกาย</span><span style="font-weight: 400;">ของตัวที่มีแล้ว มีพระพุทธเจ้าในตัวแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี </strong></span></span><span style="font-weight: 400;">ความพร้อมเพรียงกันของตัวเอง เห็น จำ คิด รู้ อย่าเถียง</span><span style="font-weight: 400;">ตัวเอง อย่าลงโทษตัวเอง ให้ถูกต้องร่องรอยตามธรรม ธรรมไม่</span><span style="font-weight: 400;">ใสไม่สะอาดแล้วก็อย่าไปทางนั้น ทำให้ถูกต้องร่องรอยให้ใสให้</span><span style="font-weight: 400;">สะอาด ไม่ให้คลาดเคลื่อนของตัวให้พร้อมเพรียงกัน แน่นอน</span><span style="font-weight: 400;">ในใจของตัวอย่างนั้น </span><span style="font-weight: 400;">ทั้งกายทั้งใจทั้งวาจาไม่ให้คลาดเคลื่อน</span><span style="font-weight: 400;">ทุก ๆ กายให้พร้อมกัน  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี สมคฺคานํ ตโป </strong></span></span><span style="font-weight: 400;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สุโข</strong></span> ความสุขจะเกิดขึ้นด้วยความเพียร เป็นเครื่องแผดเผาของ</span><span style="font-weight: 400;">ผู้พร้อมเพรียงกัน กำจัดเสียซึ่งความไม่พร้อมเพรียงกัน ก็จะมี</span><span style="font-weight: 400;">ความพร้อมเพรียงกันอยู่ สุขก็จะสมมาดปรารถนา</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">         ที่ได้ชี้แจงแสดงมาในพระธรรมเทศนาที่พระองค์ได้ทรง</span><span style="font-weight: 400;">ประทานไว้ทั่วสกลพุทธศาสนา แก่พุทธบริษัททั้ง ๔ ภิกษุ ภิกษุณี </span><span style="font-weight: 400;">อุบาสก อุบาสิกาในพระบวรพุทธศาสนา ท่านทั้งหลายจะมนสิการ</span><span style="font-weight: 400;">ในใจทุกถ้วนหน้า ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลีคลี่ความ</span><span style="font-weight: 400;">เป็นสยามภาษา ตามมตตยาธิบายพอสมควรแก่เวลา<strong> เอเตน </strong></span><strong>สจฺจวชฺเชน </strong><span style="font-weight: 400;">ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่</span><span style="font-weight: 400;">ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดี</span><span style="font-weight: 400;">จงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายบรรดาที่มาสโมสรในสถานที่นี้ทุก</span><span style="font-weight: 400;">ถ้วนหน้า </span><span style="font-weight: 400;">อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติ</span><span style="font-weight: 400;">ยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-weight: 400;">          <strong>เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</span></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1751">พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเป็นเหตุให้เกิดสุข</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1400</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:51:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ติลักขณาทิคาถา]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1400</guid>

					<description><![CDATA[<p>ติลักขณาทิคาถา  ๗ สิงหาคม พุทธ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1400">ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><br />
<span style="font-size: 18pt;">ติลักขณาทิคาถา </span></strong></p>
<p style="text-align: center;">๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2541 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-1024x683.jpg" alt="" width="696" height="464" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311-1920x1280.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4311.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓ หน)</strong></p>
<p><strong>กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย          สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต<br />
โอกา อโนกมาคมฺม            วิเวเก  ยตฺถ ทูรมํ<br />
ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย             หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน<br />
ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ          จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต<br />
เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ             สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ<br />
อาทานปฏินิสฺสคฺเค             อนุปาทาย เย รตา<br />
ขีณาสวา ชุติมนฺโต             เต โลเก ปรินิพฺพุตาติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;">สํ.ม.(บาลี)๑๙/๔๓๐/๑๑๗</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงในปกิณกเทศนาตามลำดับ ในสัปดาห์ก่อนมาที่แสดงไปแล้ว วันนี้จะเริ่มต้นในบัณฑิตชนละธรรมดำเสีย ยังธรรมขาวให้เจริญขึ้น อนุสนธิต่อสัปดาห์ก่อนมา เมื่อละธรรมดำเสียแล้ว จะยังธรรมขาวให้เจริญขึ้น ธรรมขาวเป็นธรรมสำคัญ ธรรมดำเป็นธรรมฝ่ายของพญามารแท้ ๆ ไม่ใช่ของพระ ของพระเป็นฝ่ายธรรมขาวแท้ ๆ ไม่ใช่ธรรมดำ ตรงกันข้ามดังนี้ แต่ว่าผู้ประพฤติปฏิบัติในพระธรรมวินัยของพระศาสดา ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ไม่รู้จักชัดว่าปฏิบัติดังนี้เป็นธรรมดำ ปฏิบัติดังนี้เป็นธรรมขาว ไม่รู้ชัด จะรู้จักชัด ต้องขัดกาย วาจา ใจ ออกไปเป็นขั้น ๆ ทุจริตกาย วาจา จิต นั่นเป็นธรรมดำ สุจริตด้วยกาย วาจา จิต นั่นเป็นธรรมขาว ทำใจให้ผ่องใสนั่นเป็นธรรมขาว ถ้าใจมืดมัวขุ่นหมองนั่นเป็นธรรมดำ นี่ เป็นธรรมดำธรรมขาวมีลักษณะอย่างนี้ ชั่วเป็นฝ่ายดำทั้งนั้น ดีเป็นฝ่ายขาว</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่นี้ฝ่ายธรรมดำ ใจมนุษย์มีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นี่ฝ่ายธรรมดำกายมนุษย์ตลอดกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์มีธรรมดำ โลภะ โทสะ โมหะ ตลอดกายทิพย์ละเอียด นี่เป็นฝ่ายธรรมดำ กายรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียดมีราคะ โทสะ โมหะ นี้เป็นฝ่ายธรรมดำตลอดจนรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมมีกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย ทั้งหยาบทั้งละเอียด นี้เป็นฝ่ายธรรมดำ</p>
<p style="text-align: justify;">          ฝ่ายธรรมขาว ให้ทาน เมตตา สัมมาทิฏฐิ นี่กายมนุษย์ทั้งหยาบทั้งละเอียด กายทิพย์ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่โลภตั้งอยู่ในความให้ ไม่โลภอยากได้ของเขา ให้ของตนแก่เขา ไม่โกรธตั้งอยู่ในเมตตา ไม่หลงตั้งอยู่ในความเห็นชอบ นี่เป็นฝ่ายธรรมขาว ไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลงงมงาย ไม่กำหนัดคือคลายกำหนัดเสียแล้ว ไม่มีกำหนัด ไม่ขัดเคืองมีความเมตตาเป็นปุเรจาริก ไม่หลง รู้แจ้งเห็นจริง ดังนี้ นี้เป็นธรรมฝ่ายขาว กายรูปพรหม ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา นี่เป็นธรรมฝ่ายขาวไม่ใช่ฝ่ายดำ ให้รู้จักคลองธรรมดังนี้ นี่คลองธรรมดังนี้นัยหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">          อีกนัยหนึ่ง คลองธรรมที่เป็นธรรมดำธรรมขาวน่ะ นี่ลึกซึ้งสว่างไสว ปฏิบัติลงไปแล้วเห็นดวงใสดุจกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ละเอียดก็สว่างไสว เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายทิพย์ กายทิพย์ก็สว่างไสว เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นชัดทีเดียว เห็นชัดดังนั้น นี้เป็นธรรมขาว ถ้าเห็นกายทิพย์ละเอียด กายทิพย์ละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายรูปพรหม กายรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด กายรูปพรหมละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายอรูปพรหม กายอรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายธรรม กายธรรมก็เห็นดุจเดียวกัน เข้าถึงกายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด กายสกทาคา กายสกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา กายธรรมอนาคาละเอียด กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด เป็นลำดับขึ้นไปดังนี้ นี่เรียกว่าซีกธรรมขาว ไม่ใช่ซีกธรรมดำ ถ้าไม่เห็นดังนี้ อยู่ในซีกธรรมดำ เป็นธรรมของพญามาร เป็นบ่าวของพญามารไป เป็นทาสของพญามารไป เขาบังคับใช้สอยเหมือนเด็ก ๆ เล็ก ๆ เหมือนทาสกรรมกร ไปอยู่ในกำมือของมาร นี้ให้รู้จักหลักฐานธรรมดำธรรมขาวดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้จักธรรมดำธรรมขาวดังนี้แล้ว ก็คอยฟังต่อไป จึงจะเข้าใจในเรื่องธรรมดำธรรมขาว  <span style="color: #ff0000;"><strong>โอกา อโนกมาคมฺม</strong></span> เมื่อมีธรรมขาวเช่นนั้นแล้ว อาศัยนิพพาน ไม่มีอาลัย จากอาลัย<strong>  <span style="color: #ff0000;">โอกา</span></strong> เขาแปลว่าจากอาลัย  <strong><span style="color: #ff0000;">อโนกมาคมฺม </span> <span style="color: #ff0000;">อาคมฺม </span></strong>เขาแปลว่าอาศัย <span style="color: #ff0000;"><strong>อโนก</strong></span> ตัวนั้นเขาแปลว่าไม่มีอาลัย อาศัยนิพพานไม่มีอาลัย จากอาลัย นิพพานเป็นตัวยืนนะ อาศัยนิพพานไม่มีอาลัย จากอาลัย  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ</strong></span> ยินดีได้ด้วยยากในพระนิพพานอันสงัดใด นิพพานสงัดนัก ยินดีได้ด้วยยากในพระนิพพานอันสงัดใด เข้าถึงพระนิพพานแล้วสงัดนักล่ะ เงียบทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน</span></strong> ละกามทั้งหลายเสียไม่มีกังวลอะไร ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้นนี้ มุ่งถึงพระนิพพานเทียว ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม ละกามเทียว ละกามทั้งหลายเสีย ไม่มีความกังวลอะไร ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>           <span style="color: #ff0000;">ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต </span></strong>บัณฑิตผู้ดำเนินด้วยคติของปัญญา ละกิเลสทั้งหลายเสียแล้ว บัณฑิต คือ ดำเนินด้วยคติของปัญญา ชำระตนให้ผ่องแผ้วแล้วจากกิเลสเครื่องเศร้างหมองของจิตทั้งหลาย ผู้ดำเนินด้วยคติของปัญญา ละกิเลสชำระตนให้ผ่องแผ้วแล้วจากกิเลสเครื่องเศร้างหมองของจิตทั้งหลาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>           <span style="color: #ff0000;">เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ</span></strong> จิตอันบัณฑิตทั้งหลายเหล่าใดอบรมดีแล้วในองค์เป็นเหตุตรัสรู้ทั้งหลาย จิตอันบัณฑิตทั้งหลายเหล่าใด อบรมดีแล้วในองค์ เป็นเหตุเครื่องตรัสรู้ทั้งหลาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>            <span style="color: #ff0000;">อาทานปฏินิสฺสคฺเค อนุปาทาย เย รตา </span></strong>บัณฑิตทั้งหลายเหล่าใด ไม่ถือมั่น ยินดีแล้วในการสละการถือมั่น  <span style="color: #ff0000;"><strong>ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตา </strong></span>บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ มีความโพลง ดับสนิทในโลกด้วยประการดังนี้ นี่เนื้อความของพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาพอได้ความเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อจากนี้จะได้อรรถาธิบายขยายเนื้อความเป็นลำดับไป นี้เป็นธรรมลึกซึ้งนักนะ ยากที่เราจะสดับยิ่ง เทศน์ก็ยากที่จะเทศน์จริง สดับก็ยากที่จะสดับจริง เพราะเป็นธรรมลึกซึ้ง พูดถึงนิพพานไม่ใช่พูดถึงสิ่งอื่น ๆ ต้องรู้จักอายตนะเสียก่อนจึงจะฟังธรรมเรื่องนี้ออก ที่เขาเรียกว่า โลกายตนะมันดึงดูด นิพพานายตนะก็ดึงดูดเหมือนกัน โลกายตนะหรือโลกมันดึงดูด รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส รูปที่ชอบใจมันก็ดึงดูดมา ให้ไปติดกับมัน หรือเอาไปติดกับตา หรือเอาไปติดกับรูป เสียงที่ชอบใจมันก็ดึงดูดหู หรือหูดึงดูดเสียงเอามา กลิ่นที่ชอบใจก็ดึงดูดจมูก หรือจมูกก็ดึงดูดกลิ่นเอามา รสที่ชอบใจมันก็ดึงดูดลิ้น หรือลิ้นก็ดึงดูดมันมา สัมผัสที่ชอบใจมันก็ดึงดูดกาย หรือกายไปดึงดูดเอามันมา มันดึงดูดอย่างนี้  <span style="color: #3366ff;"><strong>มนายตนะ</strong></span> ส่วนใจ ธรรมารมณ์ที่ชอบใจ มันก็ดึงดูดใจหรือใจก็ไปดึงดูดเอามันมา นี้มันดึงดูดกันอย่างนี้  ดึงดูดแน่นทีเดียว หลุดไม่ได้ทีเดียว ไม่ว่าแก่เฒ่าชรา หญิงชาย ภิกษุสามเณร  อุบาสกอุบาสิกาชนิดใดละ  ถูกอายตนะของโลกดึงดูดเข้าอย่างนี้ก็อยู่หมัด ไปไหนไม่ไหวล่ะ อยู่หมัดทีเดียว อายตนะโลกมันดึงดูดอย่างนี้ ไม่ใช่ดึงดูดพอดีพอร้าย อายตนะดึงดูดเหล่านี้ผิวเผินนะ ดึงดูดลงไปกว่านี้อีก อายตนะของโลก</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6753" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016.jpg" alt="" width="1926" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016.jpg 1926w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-300x213.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-1024x726.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-768x544.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-1536x1089.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-150x106.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-696x493.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-1068x757.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/016-1920x1361.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 1926px) 100vw, 1926px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>        <span style="color: #3366ff;">ถ้าว่าสัตว์ในโลกมีธรรมดำล้วนไม่ได้มีธรรมขาวเข้าไปเจือปนเลยเท่าปลายผมปลายขน ดำล้วนทีเดียว แตกกายทำลายขันธ์ โน่น อายตนะโลกันตร์ดึงดูด</span></strong> ต่ำกว่าภพ ๓ ลงไปนี้ เท่าภพ ๓ ส่วนโลกันตร์เท่ากับภพ ๓ นี้ แต่ต่ำกว่าภพ ๓ ลงไปอีก ๓ เท่าภพ ๓ นี้ นั่นมันอายตนะโลกันตร์ดึงดูด ดึงดูดโน่นไปอื่นไม่ได้ อายตนะโลกันตร์มีกำลังกว่า พอถูกกระแสถูกสายเข้าแล้วจะเยื้องยักไปทางอื่นไม่ได้ อายตนะของโลกันตร์ก็ดึงดูดทีเดียว ไปติดอยู่ในโลกันตร์โน่น กว่าจะครบกำหนดออกน่ะมันไม่มีเวลา เวลาน่ะนานนัก ไม่ต้องนับเวลากันล่ะเข้าถึงโลกันตร์แล้ว กว่าจะได้ออก <span style="color: #ff0000;"><strong>อจินฺเตยฺโย</strong></span> ไม่ควรคิด ไม่มีกำหนดกัน นั่นแน่นดึงดูดติดขนาดนั้น นั่นอายตนะโลกันตร์หนา</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">อายตนะอเวจี </span></strong>ถ้าจะไปตกนรกอเวจี ก็ฆ่าพระพุทธเจ้า ฆ่าพระอรหันต์ ฆ่าพระพุทธเจ้าหรือฆ่าพระอรหันต์ ทำลายโลหิตพระพุทธเจ้าให้ห้อขึ้น ยุยงให้สงฆ์แตกจากกัน เหล่านี้ ปิตุฆาต มาตุฆาต ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา เหล่านี้ แตกกายทำลายขันธ์ต้องไปตกอเวจี อ้ายนี้อยู่ในภพ ขอบภพข้างล่าง ขอบภาพข้างล่างพอดี อเวจี ๔ เหลี่ยม เหล็กรอบตัว ๔ ด้าน ๔ เหลี่ยมทีเดียว ไปอยู่ในห้องขังนั้น ในห้องขังอเวจีนั้นแดงก่ำเหมือนกับเหล็กแดงทั้งวันทั้งคืน อะไรไม่ต่างกันล่ะ ตัวเทวทัตแดงเป็นเหล็กแดงทีเดียว ไหม้เป็นเหล็กแดงทีเดียว แต่ไม่ตาย กรรมบังคับให้ทนอยู่ได้ นั่นไปตกอเวจีล่ะ ทำถึงขนาดนั้น อนันตริยกรรมเข้า พอแตกกายทำลายขันธ์ กุศลอื่นไม่มีกำลัง สู้อเวจีไม่ได้ อเวจีดึงดูดวูบทีเดียว สู่โยคเผด็จของตน ไปเกิดในอเวจีโน่น หย่อนขึ้นมากว่านั้น ไม่ถึงกับฆ่ามารดาบิดา ทำลายโลหิตพระพุทธเจ้า ไม่ถึงยุยงพระสงฆ์ ทำลายพระสงฆ์ ยุยงให้สงฆ์แตกจากกัน ปิตุฆาต มาตุฆาต อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ ยังสงฆ์ให้แตกจากกันเหล่านี้ ไม่ถึงขนาดนั้น หย่อนกว่านั้นลงมา เพียงแต่ว่าเกือบ ๆ จะฆ่ากันแหละ แต่ว่าไม่ถึงกับฆ่า ไม่ถึงตาย เมื่อแตกกายทำลายขันธ์จากมนุษย์โลกไปอยู่มหาตาปนรกโน้น มหาตาปนรกโน่น มหาตาปน่ะร้อนเหลือร้อน แต่ว่าหย่อนกว่าอเวจีหน่อยขึ้นมา ถ้าว่าไม่ถึงขนาดนั้น ทำชั่วไม่ถึงขนาดนั้น หย่อนกว่ามหาตาปนรกก็ไปอยู่ตาปนรก นั่นก็ร้อนพอร้อน แต่ว่าร้อนหย่อนกว่านั้นขึ้นมาหน่อย หย่อนกว่านั้นขึ้นมายิ่งกว่าเรื่อยขึ้นไป ถ้าว่าทำหย่อนขึ้นไปกว่านั้น ความชั่วหย่อนขึ้นไปกว่านั้น เข้าไปอยู่ในมหาโรรุวนรก ร้องได้ร้องครางกันเถอะ ไม่มีเวลาหยุดกันล่ะ มหาร้องไห้ทีเดียว ถ้าหย่อนกว่านั้นขึ้นมาอยู่ในโรรุวนรก ก็ร้องไห้ไปเถอะ ไม่มีหยุดเหมือนกัน แต่ว่าถ้าหย่อนกว่า ถ้าไม่ถึงขนาดโรรุวนรก หย่อนกว่านั้นขึ้นมาก็ไปอยู่สังฆาฏนรก ถ้าหย่อนกว่านั้นขึ้นมาอีกก็ไปกาฬสุตตนรก หย่อนกว่านั้นขึ้นมาอีกก็ไปสัญชีวนรก รวม ๘ ขุม นี่นรกขุมใหญ่หรือมหานรก</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าหย่อนกว่านั้นขึ้นมาก็ไปอยู่ในบริวารนรกเรียกว่า อุสสทนรก อยู่รอบมหานรกทั้ง ๔ ด้าน ด้านละ ๔ ขุม แต่ละมหานรก จึงมีนรกบริวารหรืออุสสทนรก ๑๖ ขุม มหานรก  ๘ ขุม ก็มีนรกบริวารรวม ๑๒๘ ขุม</p>
<p style="text-align: justify;">          หย่อนกว่านั้นขึ้นมาอีกก็ไปอยู่ในบริวารนรก ซึ่งอยู่รอบนอกของมหานรกออกมาอีกทั้ง ๔ ด้านเรียกว่า ยมโลกนรก แต่ละด้านของมหานรก ก็จะมียมโลกนรกด้านละ ๑๐ ขุม นรกบริวารรอบนอกของมหานรกทั้ง ๘ ขุม จึงมี ๓๒๐ ขุม</p>
<p style="text-align: justify;">          มหานรก ๘ ขุม กับนรกบริวารรอบในคืออุสสทนรก อีก ๑๒๘ ขุม และนรกบริวารรอบนอกคือยมโลกนรกอีก ๓๒๐ ขุม รวมเป็น ๔๕๖ ขุม นี่อายตนะนรกดึงดูดอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ไม่ถึงขนาดนั้น  ความชั่วด้วยกาย ชั่วด้วยวาจา ชั่วด้วยใจ ความชั่วด้วยกายวาจา ไม่ถึงนรก แตกกายทำลายขันธ์ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ที่เราเห็นตัวปรากฏอยู่นี่ นั่นมนุษย์แท้ ๆ มนุษย์ทั้งนั้น อ้ายสัตว์เดรัจฉานน่ะ ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเสีย อ้ายตัวข้างในเป็นมนุษย์ทั้งนั้นแหละ อ้ายกายละเอียดข้างใน แต่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน น่าเกลียดน่าชังจริง นั่นเพราะทำชั่วของตัวไปเกิด มันดึงดูด อายตนะของสัตว์เดรัจฉานดึงดูด ดึงดูดอย่างไรล่ะ อ้าวก็ดึงดูดเข้าไปเกิดในท้องสุนัขน่ะซี ท้องหมูบ้าง ท้องสุนัขบ้าง ตามยถากรรมของมันซี ท้องเป็ด ท้องไก่โน้น ดึงดูดเข้าไป อย่างนี้แหละ ดึงดูดเข้าไปได้แรงนักทีเดียว ความดึงดูดนั่น ให้รู้จักอายตนะดึงดูดอย่างนี้ อ้ายที่มันดึงดูดในพวกเหล่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าหย่อนขึ้นมากว่านี้ไปเกิดเป็นเปรต ไฟไหม้ติดตามตัวไป อสุรกายหย่อนกว่านั้นขึ้นมา นี่พวกอบายภูมิทั้งนั้น นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ๔ อย่าง นี่อบายภูมิทั้งนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">          แต่นี้ชั่วไม่ได้ทำ ทำแต่ดี ทำแต่ดีก็อายตนะฝ่ายดีดึงดูด บริสุทธิ์ด้วยกาย บริสุทธิ์วาจา  บริสุทธิ์ด้วยใจ ไม่มีร่องเสียเลย อายตนะอื่นดึงดูดไม่ได้ อายตนะมนุษย์ดึงดูด ดึงดูดอย่างไรล่ะ เกิดเป็นมนุษย์กันถมไปนี่อย่างไรล่ะ เห็นโด่ ๆ มันดึงดูดเข้าไปติดอยู่ในขั้วมดลูกของมนุษย์นั่นแหละ มันดึงดูดอย่างนั้นแหละ นี่อายตนะมนุษย์ดึงดูดเข้ามาติดอยู่ในขั้วมดลูกของมนุษย์ นี่เพราะทำความบริสุทธิ์ด้วยกาย วาจา ใจ ถ้าว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอายตนะทิพย์ดึงดูด ติดอยู่ในกำเนิดทิพย์ เป็นกายทิพย์ เป็นกายทิพย์เป็นลำดับขึ้นไป จาตุมหาราช ดาวดึงสา ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี อายตนะดึงดูดทั้งนั้น นี่ในกามภพ ๑๑ ชั้น คือ อบายภูมิ ๔ สวรรค์ ๖ เป็น ๑๐ มนุษย์อีก ๑ รวมเป็น ๑๑ ใน ๑๑ ชั้นนี่เรียกว่ากามภพทั้งนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าจะไปในรูปภพ จะไปเกิดในรูปภพ อายตนะของรูปภพดึงดูด เพราะได้ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน แล้วฌานนั้นไม่เสื่อม เห็นเป็นดวงใส วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ วา หนาคืบหนึ่ง กลมเป็นวงเวียน กลมเป็นกงเกวียน กลมเป็นวงเวียนทีเดียวรอบตัว หนาคืบหนึ่ง กลมข้างนอกแต่ว่าไม่กลมรอบตัว กลมเป็นวงเวียนเป็นกงจักรทีเดียว เป็นวงเวียนทีเดียว เป็นแผ่นกระจกชัด ๆ หนาคืบหนึ่ง วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ วา กลม นั่นปฐมฌานติดอยู่กลางกายมนุษย์ มีทุติยฌานอยู่ในกลางดวงปฐมฌาน มีตติยฌานอยู่ในกลางดวงทุติยฌาน มีจตุตถฌานอยู่ในกลางดวงตติยฌาน เป็นลำดับขึ้นไป ฌานเหล่านี้เมื่อไม่เสื่อมแล้ว แตกกายทำลายขันธ์อายตนะของรูปพรหมก็ดึงดูดเป็นชั้น ๆ ไป พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหมา นี่ปฐมฌานดึงดูด ปริตตาภา อัปปมาณาภา อาภัสสรา นี่ทุติยฌานดึงดูด ปริตตสุภา อัปปามาณสุภา สุภกิณหา นี่ตติยฌานดึงดูด เวหัปผลา อสัญญีสัตตา นี่จตุตถฌานดึงดูด ไปติดอยู่ในรูปพรหม อายตนะรูปพรหมดึงดูด ไปทางอื่นไม่ได้ อายตนะเหล่านี้ไม่ยอมเด็ดขาด มีกำลังกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าสูงขึ้นไปกว่านี้ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ นี่อายตนะของอรูปพรหม ได้อรูปฌาน ดวงโตเท่ากัน แต่ว่าอากาสาณัญจายตนะก็กลมขนาดเดียวกัน วิญญาณัญจายตนะก็กลมขนาดเดียวกันแต่ว่าละเอียดกว่า อากิญจัญญายตนะก็กลมขนาดเดียวกัน เนวสัญญานาสัญญายตนะก็กลมขนาดเดียวกัน แต่ว่าไม่กลมรอบตัวนะ กลม กลมอย่างเดียวกับรูปฌาน นี่เมื่อได้อรูปฌานไม่เสื่อม แตกกายทำลายขันธ์อรูปพรหมดึงดูดไป เกิดอื่นไม่ได้เด็ดขาด อยู่ในอรูปภพนี่แหละ ออกจากภพนี้ไม่ได้ นี่อายตนะดึงดูดอย่างนี้นะ ถูกอายตนะดึงดูดอย่างนี้ เขาเรียกว่า โลกายตนะ ที่กล่าวแล้วนี้ โลกายตนะทั้งนั้น โลกันตร์โน่น โน่นก็เป็นโลกายตนะ อเวจีตลอดถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะขอบภพข้างบน นี่โลกายตนะดึงดูด ไปไม่ได้  หลุดไม่ไม่พ้น</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าจะให้พ้นจากอายตนะเหล่านี้ต้องไปนิพพานจึงจะพ้น อายตนะนิพพานก็เป็นข้อสำคัญอยู่ ไม่ใช่พอดีพอร้าย ถ้าทำถูกส่วนเข้าเป็นอย่างไร ทำถูกส่วนเข้าก็ซีกขาวฝ่ายเดียว ขาวจนใส ขาวจนเกินขาว ขาวจนเกินส่วน ขาวจนได้ส่วนได้ที่ทีเดียว ใสหนักเข้า ๆ ๆ ใสจนไม่ใสต่อไป ใสเต็มส่วนขนาดนั้น เมื่อใสเต็มส่วนขนาดนั้นก็ไม่มีดำเข้าไปเจือปนเท่าปลายผมปลายขนเลย วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๐ วา กลมรอบตัว ดวงนั้นใสอย่างนั้น ขาวอย่างนั้น อยู่ในกลางกายของธรรมกาย พอแตกกายทำลายขันธ์จากมนุษย์โลก โน่นอายตนะนิพพานดึงดูด อายตนะนิพพานดึงดูดทีเดียว อื่นดึงดูดไม่ได้ กำลังไม่พอ อายตนะนิพพานดึงดูดพอ เพราะถูกส่วนของนิพพานเข้าแล้ว อายตนะนิพพานก็ดึงดูดเข้าไปสู่นิพพาน นี่รู้จักหลักอันนี้ละก็ นี่ท่านวางไว้ว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2542 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-1024x683.jpg" alt="" width="696" height="464" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312-1920x1280.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4312.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ</span></strong> ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะคือนิพพานมีอยู่ ไม่ใช่อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ใช่อายตนะภายนอก ภายใน เป็นอายตนะสำหรับดึงดูด ดึงดูดเหมือนอายตนะของโลกเหมือนกัน ไม่ใช่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะเครื่องดึงดูดดังกล่าวแล้ว เมื่อรู้จักอายตนะเหล่านี้ละก็จะฟังเรื่องนิพพานนี่ออกได้ต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อนี้ก็จะแสดงเรื่องนิพพานว่า บัณฑิตละธรรมดำเสียแล้ว ยังธรรมขาวให้เจริญขึ้น เมื่อธรรมขาวเจริญขึ้นแล้ว อาศัยนิพพาน ไม่มีอาลัย จากอาลัย หรือจากอาลัย อาศัยนิพพาน อาลัยนะคือเป็นอย่างไรละ จากอาลัยนะ อาลัยนะซิ มันให้ตั้งบ้านตั้งเรือนเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่นี่ อาลัยนะซี ถอนมันไม่ออกหนา อาลัยรูป อาลัยเสียง อาลัยกลิ่น อาลัยรส อาลัยสัมผัส อาลัยพร้อมกันไปหมดทีเดียว อาลัยถอนไม่ออก อาลัยนั้นถอนไม่ออก ท่านถึงได้วางตำรับตำราไว้ว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อาลยสมุคฺฆาโต</span></strong> ให้ถอนอาลัยออกเสีย ถ้าถอนอาลัยไม่ได้ก็ไปนิพพานไม่ได้ ก็เป็น  <span style="color: #ff0000;"><strong>วฏฺฏขานุ</strong></span> เป็นหลักตออยู่ในโลกเท่านั้น ไม่ไปไหน ติดอยู่ในโลกนี้ ไปไม่ได้เพราะติดอาลัย อาลัยนั้นแหละมันทำให้ติด เพราะรู้ตัวของตัวอยู่ทุกคนนี่ ติดอยู่ด้วยอะไร อาลัยนี่เอง ทำไมเราจะถอนอาลัยอันนี้ได้ละ อาลัยเป็นอย่างไง นกกระเรียนว่ายน้ำในเปือกตม มันนิยมนักในเปีอกตมนั่นนะ นกกระเรียนมันไม่ขึ้นมาจากเปือกตมนะ มันเพลิดเพลินของมันทีเดียว กว่ามันจะขึ้น มันล่องลอยไปทางซ้ายทางขวาทางหน้าทางหลัง วกไปวกมา ๆ เพลินอยู่ในเปือกตมนั่น ชุ่มชื่นของมัน ชุ่มชื่นสบายอกสบายใจของมัน รื่นเริงบันเทิงใจของมัน มันไม่อยากจะขึ้นเลยทีเดียว มันพิเร้าพิรึงอยู่กับเปือกตมของมันนั่นแหละ นี้แหละฉันใด สัตว์โลกที่ติดอาลัยก็เหมือนอย่างกับนกกระเรียนติดเปือกตมอย่างนี้แหละ ถอนไม่ได้ ถอนก็ติดโน่นติดนี่ ติดทางนั้นติดทางนี้ ก่อนเราเกิดเขาก็ติดกันอยู่อย่างนี้แหละ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเราเกิดมาก็ติดอยู่อย่างนี้แหละ ติดอยู่เหมือนกันทั้งนั้น ก็เมื่อนี้เป็นของเราเมื่อไรเล่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ตัวก็ไม่ใช่ของเรา อ้ายลูกก็ไม่ใช่ของเรา อ้ายผัวก็ไม่ใช่ของเรา เมียก็ไม่ใช่ของเราเหมือนกัน อ้ายหลานว่านเครือก็ไม่ใช่ของเรา เงินทองข้าวของไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ทั้งนั้น เขาสำหรับภพ ๓ ของเขา เราก็มาในภพ ๓ ก็ใช้ของภพ ๓ ไป</strong></span> ร่างกายมนุษย์ก็ใช้ของภพ ๓ เขา ไปเกิดในภพทิพย์ก็ใช้ในภพทิพย์เขา เกิดในจาตุมหาราช ดาวดึงสา ยามา ดุสิตา นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ดีวิเศษขึ้นไปกว่านี้อีก ก็ถึงกระนั้น ก็ติดอยู่ไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้จักความจริงเช่นนี้ อย่าได้กริ่งใจอะไร อย่าได้สงสัยอะไร ถ้ารู้จักชัดเสียเช่นนี้ แล้วก็มีธรรมกาย แล้วจะได้เห็นปรากฏหมดทุกสิ่งทุกประการ เห็นแล้วและได้รู้แล้ว ก็จะติดทำไมเล่า เมื่อติดอาลัยหรือ ก็ปล่อยอาลัยเสีย ฉะนั้นท่านจึงได้วางตำรับตำราไว้ว่า อาศัยนิพพาน ไม่มีอาลัย จากอาลัย อาลัยอันนั้นไม่เกี่ยวกับนิพพาน ต้องหลุดจากอาลัยอันนั้นจึงจะไปนิพพานได้ บอกชัดอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ</span></strong> ข้อที่ ๒  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ</strong></span> ยินดีได้ด้วยยากในนิพพานอันสงัดใด เออ เป็นของไม่ใช่พอดีพอร้าย หรือจะยินดีนิพพาน ปล่อยอาลัยนั้นไม่ใช่ง่าย ๆ นะ ยินดีได้ด้วยยากในนิพพานอันสงัดใด นิพพานอันสงัดยินดีได้ยากนัก เพราะมันติดอาลัย มันจึงยินดีได้ยากนัก ปล่อยอาลัยเสียแล้ว มันก็ไม่ยาก ให้ปล่อยอาลัยเสียจึงยินดีพระนิพพาน ไปพระนิพพานได้ อายตนะนิพพานทีเดียวดึงดูด ถ้ายังติดอาลัย พระนิพพานดึงไม่ออกเหมือนกัน ดูดไม่ไปเหมือนกัน  อายตนะโลกเขาก็ดึงดูดเอามา มันก็ไปนิพพานไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน</span></strong> คือละกามทั้งหลายเสีย พึงละกามทั้งหลายเสีย ไม่มีกังวลอะไร พึงละกามทั้งหลายเสีย กิเลสกาม พัสดุกาม ต้องละ ต้องละกิเลสกาม พัสดุกาม ไม่มีกังวลอะไรเสียแล้ว เมื่อละกิเลส กิเลสกาม พัสดุกาม ไม่มีกังวลก็ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพาน ละกามนั่นนะ ละได้ง่ายหรือ กิเลสกาม พัสดุกาม นั่นนะอะไร เราก็ยังไม่รู้จักมันเสียอีกนั่นแหละ รู้จักง่าย รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชอบใจ รูปที่ชอบใจ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ ที่ชอบใจนั่นแหละ นั่นแหละตัวพัสดุกามแท้ ๆ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ๕ อย่างนี้นี่แหละเป็นตัวพัสดุกาม ท่านจึงได้วางตำรับตำราไว้ว่า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6754" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015.jpg" alt="" width="1920" height="1386" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-300x217.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-1024x739.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-768x554.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-1536x1109.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-696x502.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/015-1068x771.jpg 1068w" sizes="auto, (max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ปญฺจาภิรตา ปปญฺจา</span></strong> หมู่สัตว์เนิ่นช้าอยู่ด้วยปปัญจธรรมทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทำให้สัตว์เนิ่นช้านั่นเป็นตัวพัสดุกามแท้ ๆ ความไปยินดีในรูปที่ชอบใจ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ นั่นกิเลสกามแท้ ๆ ไอ้ยินดีนั่นเป็นกิเลสกาม ไอ้ที่ละกามต้องละทั้งพัสดุด้วย ละทั้งความยินดีในพัสดุกามนั้นด้วย ละทั้งกาม ละทั้งพัสดุกาม ละทั้งกิเลสกามนั้นด้วย เมื่อละจำพวกนี้แล้วมันก็ไม่มีกังวลอะไร  <span style="color: #ff0000;"><strong>อกิญฺจโน</strong></span> ไม่มีกังวลอะไร ถ้าละพวกนี้เสียแล้วไม่มีกังวล เมื่อไม่มีกังวล ไปทำอะไรต่อไป ให้ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้น ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้น อย่าไปปรารถนาอื่น ใจจดใจจ่อพระนิพพานทีเดียว ปรารถนายินดีในพระนิพพานนั้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต</span></strong> ผู้ดำเนินด้วยสติปัญญาชำระตนผ่องแผ้วแล้ว ชำระตนผ่องแผ้วแล้ว เมื่อชำระตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองของจิตทั้งหลาย ชำระตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองของจิตทั้งหลาย สะอาด ไม่มีซีกดำ มีแต่ซีกขาวฝ่ายเดียว จากกิเลสเครื่องเศร้างหมองของจิตทั้งหลายแล้ว จิตที่บัณฑิตทั้งหลายเหล่าใดอบรมดีแล้ว อบรมดีแล้วในองค์เป็นเหตุเครื่องตรัสรู้ เมื่อสะอาดเช่นนั้นมันก็ตรัสรู้ทุกสิ่งทุกประการ รู้จริงเห็นจริงตามความเป็นจริงทั้งเรื่อง เรียกว่าในองค์เครื่องตรัสรู้ รู้เห็นตามความเป็นจริงหมด เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงเช่นนี้นั้นแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อาทานปฏินิสฺสคฺเค อนุปาทาย เย รตา</span></strong> บัณฑิตทั้งหลายเหล่าใดไม่ถือมั่น ยินดีแล้วในอันสละการถือมั่น นี่ตัวนี้ตัวสำคัญ พอสะอาดเช่นนั้นก็ไม่ถือมั่น ก็ยินดีแล้วในการสละการถือมั่น ยินดีแล้วก็สละปล่อยเสียเท่านั้น ปล่อยเสียได้ ปล่อยเบญจขันธ์ทั้ง ๕ อ้ายรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั่นนะ ปล่อยรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อ้ายเบญจกามคุณทั้ง ๕ นะ ละทั้งตัวพัสดุด้วยละทั้งตัวกิเลสด้วย ปล่อยเลยทีเดียว ไม่ถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ อีกต่อไป ไม่ถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เมื่อปล่อยเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เสียได้แล้ว ถ้าว่ายังถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ ท่านยืนยันเทียวว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา</span></strong> ถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ ถ้าปล่อยเสียละ ปล่อยเสีย มีพระนิพพานเป็นที่ไป เป็นสุขทีเดียว พอปล่อยเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เสียได้เท่านั้น<strong>  <span style="color: #ff0000;">ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตาติ </span></strong>บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ มีความโพลง ดับสนิทในโลกด้วยประการดังนี้ นี้ไปถึงนิพพานทีเดียว อายตนะนิพพานดึงดูดไปทีเดียว หมดหน้าที่ ที่แสดงมานี้เป็นข้อที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เป็นข้อที่ผิวเผิน ผู้แสดงก็หายาก ผู้ฟังก็หายากลำบากนัก ให้จำไว้เป็นเนติแบบแผน จะได้ปฏิบัติเอาตัวรอดต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบายก็พอสมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลายบรรดาที่มาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาก็พอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p>
<p style="text-align: justify;"> </p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1400">ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พุทธโอวาท</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1423</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:43:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธโอวาท]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1423</guid>

					<description><![CDATA[<p>พุทธโอวาท ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1423">พุทธโอวาท</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><br />
<span style="font-size: 24pt;">พุทธโอวาท</span></strong></p>
<p style="text-align: center;">๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2517 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1024x625.jpg" alt="" width="696" height="425" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1024x625.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-300x183.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-768x469.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1536x938.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-150x92.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-696x425.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1068x652.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1920x1173.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813.jpg 2040w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓ หน)</strong></p>
<p><strong>อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก        ปาณภูเตสุ สญฺญโม<br />
สุขา วิราคตา โลเก           กามานํ สมติกฺกโม<br />
อสฺมิมานสฺส โย วินโย        เอตํ เว ปรมํ สุขนฺติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong> </strong><span style="font-size: 10pt;">วิ.ม.(บาลี)๔/๕/๖</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงธรรมิกถาแก้ด้วยพุทธโอวาท พระองค์ทรงประทานเทศนาแก่บริษัททั้ง ๔ มีภิกษุบริษัทเป็นต้น พระทศพลทรงวางเนติแบบแผนตำรับตำราไว้ให้เป็นตัวอย่างอันดีแก่ประชุมชนในยุคโน้น ตลอดมาจนกระทั่งถึงประชุมชนในยุคนี้ เราท่านทั้งหลายผู้เกิดมาประสบพบพุทธศาสนาก็ควรจะได้ฟังพระธรรมเทศนานั้นในบัดนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ตามวาระพระบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก</strong></span> ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลก  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปาณภูเตสุ สญฺญโม</strong></span> ความสำรวมระวังในสัตว์มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตเป็นเหตุให้รักษา<strong>  <span style="color: #ff0000;">สุขา วิราคตา</span></strong><span style="color: #ff0000;"> <strong>โลเก</strong></span> ความปราศจากจากความกำหนัดยินดีเป็นสุขในโลก  <span style="color: #ff0000;"><strong>กามานํ สมติกฺกโม</strong></span> ก้าวล่วงเสียซึ่งกาม  <span style="color: #ff0000;"><strong>อสฺมิมานสฺส โย วินโย</strong></span> นำเสียซึ่งอัสมิมานะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอตํ เว ปรมํ สุขํ</strong></span> นี้ละเป็นสุขอย่างยิ่ง ตรงนี้แง่นี้เป็นธรรมสำคัญ ๕ ข้อด้วยกัน ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลกนั้นเป็นไฉน มีอรรถาธิบายเป็นลำดับไป ตนของตนไม่เบียดเบียนตนเองด้วยกาย หรือด้วยวาจา หรือด้วยใจตน ตนของตนเองไม่เบียดเบียนบุคคลผู้อื่นด้วยกาย หรือด้วยวาจา ด้วยใจของตน ตนของตนเองไม่เบียดเบียนทั้งตนและทั้งบุคคลอื่น ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจของตนเอง นี้เพียงเท่านี้ตนก็เป็นสุขแล้ว คนอื่นที่ไม่ถูกเบียดเบียนก็เป็นสุขด้วย ทั้งตนและบุคคลอื่นก็เป็นสุขทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ยักย้ายไปไหน ความเบียดเบียนนี่เป็นทุกข์ในโลก ไม่ใช่เป็นสุข ความเบียดเบียนเป็นทุกข์ในโลก บัดนี้โลกกำลังเบียดเบียนซึ่งกันและกันอยู่ เดิมก็ออกจากตนนั่นแหละ ไม่ใช่ออกจากไหน ความเบียดเบียนอันนี้ ถ้าว่าตนไม่คิดเบียดเบียนแล้ว ความเดือดร้อนก็จะมีเป็นไฉน ความเบียดเบียนอันนี้แสดงโดยข้อเค้าสำเนาความก็เพียงตนของตนกับบุคคลอื่น ๒ คนเท่านั้นในโลก โลกคือหมู่สัตว์ โอกาสโลก ขันธโลก โอกาสโลก ดิน น้ำ ไฟ ลม วิญญาณ อากาศ นี้เรียกว่าโอกาสโลก ขันธโลก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สัตว์โลกที่ไปเกิดมาเกิดอาศัยขันธ์ทั้ง ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ทั้ง ๕ ก็อาศัยโอกาสโลก ดิน น้ำ ไฟ ลม วิญญาณ อากาศ อาศัยอย่างนี้ นี้เมื่อมีขึ้นเป็นขึ้นในโลกแล้วเกิดเบียดเบียนซึ่งกันและกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          หมู่มนุษย์ใดในสากลโลก ในประเทศใดหมดทั้งประเทศ ประเทศใดไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ประเทศนั้นได้รับความสุขแน่แท้ ประเทศใดเบียดเบียนในกันและกันเข้า ใน ๒ ประเทศนั้นที่เบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นทุกข์แน่ ไม่ใช่เป็นทุกข์เพียงเท่านั้น หลั่งความทุกข์มาให้ประเทศใกล้เคียงไม่ใช่น้อย ยังเราท่านทั้งหลายได้ประสบความเบียดเบียนมาแล้วอย่างใหญ่เรียกว่าสงคราม ล่วงแล้ว ๒ ครั้ง ได้ประสบอย่างใหญ่ทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          พอปลายสงครามข้าวของแพงเกินส่วน ของหายากเกินส่วน เครื่องอุปโภคบริโภคไม่พอใช้จ่ายกัน ต่างประเทศถึงกับเดือดร้อนถึงความตาย นี้เห็นได้แล้ว ความเบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นทุกข์ในโลกอย่างนี้ ตั้งต้นแต่สกุล ๆ เดียว บิดามารดาเดียวกัน อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ถ้าจะให้ได้รับความสุข บิดามารดาต้องไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันก่อน ลูกหญิงลูกชายของบิดามารดาเดียวกันต้องไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เมื่อมารดาบิดาไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันแล้ว มารดาบิดาก็ได้รับความสุขทั้ง ๒ ฝ่าย ลูกหญิงลูกชายไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันแล้ว ลูกหญิงลูกชายก็ได้รับความสุข ตลอดจนกระทั่งมารดาก็ได้รับความสุข ลูกหญิงลูกชายเบียดเบียนกันขึ้นเวลาใด มารดาบิดาก็ได้รับความทุกข์เวลานั้น ถ้าว่าลูกหญิงลูกชายไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เมตตาปรานีในกันและกัน รักใคร่ในกันและกัน สนิทสนมในกันและกัน กลมเกลียวในกันและกัน ได้ชื่อว่าไม่เบียดเบียนในกันและกัน ถ้าว่าไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันดังนี้แล้ว มารดาบิดาสกุลนั้น ลูกหญิงลูกชายสกุลนั้นได้รับความสุข มีแต่ความเจริญเป็นเบื้องหน้า ความเสื่อมทรามไม่มี ที่จะได้รับความเสื่อมทรามแตกสลาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">เพราะบิดามารดาเบียดเบียนกันขึ้นก่อน เป็นอุทาหรณ์ให้ลูกเอาอย่างเบียดเบียนซึ่งกันและกันบ้าง เบียดเบียนกันแรงหนักเข้า ถึงตบตีให้ประหัตประหารซึ่งกันและกัน หนักมือไปกว่านั้นแตกแยกจากกัน อยู่รวมกันไม่ได้ อยู่รวมกันก็ตีกันเท่านั้น พูดไม่ลงรอยกัน เพราะเบียดเบียนกันเสียแล้ว</span></strong> ก็ตั้งเป็นหมู่พวกไม่ได้ มารดาบิดาคู่นั้นเรียกว่าคุมความปกครองไม่อยู่ ไม่สามารถปกครองลูกหญิงลูกชายไว้ได้ เป็นคนมีปัญญาแต่เพียงให้ลูกหญิงลูกชายเกิดเท่านั้น เลี้ยงให้ใหญ่โตเท่านั้น <span style="color: #3366ff;"><strong>ที่จะปกครองลูกหญิงลูกชายปกครองไม่ได้ สัมหาอะไรที่จะไปปกครองผู้อื่น</strong></span> ปกครองลูกหญิงลูกชายของตนก็ไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่ก็เพราะอะไร ก็เพราะความเบียดเบียน ถ้าความเบียดเบียนเลิกเสียแล้วไม่เบียดเบียนกันและกันแล้วก็ปกครองกันได้ ความเบียดเบียนนี้แหละสำคัญนัก ถ้าเลิกเบียดเบียนกันเสียได้ ตระกูลหนึ่งมารดาบิดาลูกหญิงลูกชายก็ไม่ต้องแตกแยกจากกัน เป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นหมู่เป็นพวกกัน อยู่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในกันและกันได้ เพราะไม่มีความเบียดเบียนในกันและกัน ขยายส่วนออกไปกว่านั้น กว้างออกไป ตระกูลหนึ่ง ๆ เต็มประเทศออกไป ขยายส่วนออกไปกว่านั้น ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ประเทศหนึ่ง ๆ ไม่เบียดเบียนกันทั้งหมด ปรากฏว่าประเทศนั้นจะได้รับความรุ่งเรือง เจริญเกิดจากความไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขด้วยกันทั้งนั้น ไม่ต้องมีตำรวจเฝ้า ไม่ต้องมีใครรักษา ไม่ต้องมีศาล ไม่ต้องมีตุลาการ การที่จะไม่เบียดเบียนกันได้เช่นนี้จะเป็นได้เช่นไร ต้องอาศัยพระพุทธศาสนาแท้ ๆ จึงจะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6757" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010.jpg" alt="" width="2216" height="1773" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010.jpg 2216w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-300x240.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-1024x819.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-768x614.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-1536x1229.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-2048x1639.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-150x120.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-696x557.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-1068x854.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-1920x1536.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2216px) 100vw, 2216px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก เป็นที่ร่มเย็นเป็นสุขของโลก เป็นประมุขของโลก เป็นที่พึ่งของโลก เป็นผู้รู้จักหนทางเป็นที่ตั้งของความเสื่อม เป็นที่ตั้งของความเจริญ รู้ทางความเสื่อม รู้ทางความเจริญ รู้ทางร่มเย็นเป็นสุข รู้ทางเดือดร้อนเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้ารู้ทุกอย่าง ได้วางเนติแบบแผนตำรับตำรา โลกก็เกิดขึ้นใหม่ ๆ ยังมีมนุษย์น้อยอยู่ ลงมากินง้วนดินแล้วก็เหาะเหินเดินอากาศไม่ได้ ก็จ๊อหลออยู่ในแผ่นดินนี้ต่อไป ๆ ๆ ๆ ก็ได้ กายนั้นก็กลายมาเป็นมนุษย์เป็นลำดับไป กลายไปอยู่สมัครสังวาสในกันและกัน ได้เกิดมนุษย์ขึ้น เมื่อเกิดมนุษย์ในตอนต้น ก็มีน้อยคน ไม่สู้จะเบียดเบียนกันนัก แล้วมนุษย์มากขึ้นเป็นลำดับ มนุษย์เริ่มเบียดเบียนกัน ใกล้เคียงกันก็ทะเลาะบาดหมางให้ประหัตประหารกันด้วยกายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง ด้วยใจบ้าง ก็เกิดเบียดเบียนกันขึ้น ทุบตีฆ่าฟันกัน ครานั้นโลกได้รับความเดือดร้อนเพราะเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ด้วยความให้ประหัตประหารซึ่งกันและกัน ทุบตีฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ผู้ที่มีปัญญาก็ต้องแก้ไขให้มนุษย์เลิกเบียดเบียนกันเสีย เมื่อหยุดเบียดเบียนกันก็เป็นสุขทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อเมื่อเบียดเบียนกันอีก ความคับคั่งเข้า มากมนุษย์ด้วยกัน แย่งชิงอาหารในกันและกัน ฉกลักหลอกลวงในกันและกัน เป็นทุกข์อีก มนุษย์เหล่านั้นเกือบจะโลกแตกทีเดียว ผู้มีปัญญาก็ต้องแก้ไขให้เลิกฉกลัก หลอกลวง ล่อหลอนในกันและกันเสีย ฉะนั้นโลกก็เป็นสุขสงบไปอีก</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อมาอีก มากมนุษย์เข้า มีความกำหนัดยินดีกันเกินไป ประทุษร้ายสับสนกัน ไม่ว่าลูกใครเมียใคร ตามชอบใจของตัวเองอีกแล้ว โลกแตกอีกแล้ว มนุษย์ผู้มีปัญญาก็แก้ไขให้มนุษย์พวกนั้นเลิกประทุษร้ายในกันและกัน เลิกผิดในกามเสีย ให้ยินดีเฉพาะคู่ครองของตน ๆ มนุษย์พวกนั้นก็สงบเงียบได้รับความสุขไปอีก</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อมาอีกมนุษย์มากขึ้น เกิดขี้ปดขี้โป้กันขึ้นแล้ว ไม่จริงแล้ว ถ้อยคำสำเนียง หลอกลวง ล่อหลอก ฉ้อโกงกันต่าง ๆ แล้ว เกิดถ้อยคำตลบตะแลงไปแล้ว เดือดร้อนแทบจะถล่มทลายอีก มนุษย์ผู้มีปัญญาแก้ไขอีกสงบเสีย มนุษย์พวกนั้นก็ได้รับความสุขใจ เพราะสงบในการเบียดเบียน ในการหลอกลวง ล่อหลอน พูดไม่จริง กลับพูดจริงกันเสียหมด มนุษย์ก็ได้รับความสุข</p>
<p style="text-align: justify;">          ครั้นต่อมามนุษย์สนุกกันใหญ่ บริโภคสุรากันขึ้นหมด ไอ้ที่ข้อกฎหมายวางกันไว้เท่าไร ๆ ถล่มทลายหมด โลกจะแตกจะทำลายคราวนี้ ทำไงกันละ เกิดเหตุยกใหญ่ เกิดอลหม่านทีเดียว ผู้มีปัญญาก็ต้องแก้ไขให้สงบ ให้เลิกสุรากันเสีย งดสุราเสียให้ขาด ไม่บริโภคสุรากัน สิ่งที่ทำให้เมาเลิกกัน มนุษย์ก็ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขไป นี่ต้นเดิมของมนุษย์นะ เดือดร้อนแล้วก็สงบกันได้ด้วยวิธีนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2516 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-802x1024.jpg" alt="" width="696" height="889" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-802x1024.jpg 802w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-235x300.jpg 235w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-768x980.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-1204x1536.jpg 1204w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-150x191.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-300x383.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-696x888.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-1068x1363.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812.jpg 1361w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          แต่ในบัดนี้เล่า หมดทั้งสากลโลก หมดประเทศไทย หมดประเทศอเมริกา หมดประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย ฯลฯ ถ้ามีศีล ๕ ด้วยพร้อม ๆ กันเป็นไง มีศีล ๕ พร้อมกันเสีย บริสุทธิ์พร้อมกันไม่มีร่องเสียด้วยกันทั้งนั้น โลกจะได้รับร่มเย็นเป็นสุขอย่างไรบ้าง โลกก็ได้รับร่มเย็นเป็นสุขทันใดทีเดียว ประเทศใคร ๆ อยู่ อู่ใคร ๆ นอนไป สบายอกสบายใจ เพราะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันหมดทั้งโลก นี่ท่านวางตำรับตำรา หมู่ปลาอยู่เป็นหมู่เป็นพวกใหญ่ พวกใหญ่เบียดเบียนไอ้เล็ก กินไอ้เล็ก ไอ้ใหญ่ก็ตอด ไอ้ใหญ่ขวางไอ้ใหญ่อยู่อย่างนี้แหละ เกะกะกันอยู่อย่างนี้แหละ หมู่ปลาก็ไม่ได้รับความสุข หมู่นกหมู่เดียวพวกเดียวกัน จิกกันข่มเหงคะเนงร้ายกัน หมู่นกก็ไม่ได้รับความสุข เพราะเบียดเบียนซึ่งกันและกัน หมู่มนุษย์ละ เบียดเบียนซึ่งกันและกันแล้ว ก็ไม่ได้รับความสุขแบบเดียวกัน ไม่ว่าสัตว์ชนิดใด ๔ เท้า ๒ เท้า เท้าเหี้ยน*<sup><span style="color: #999999;">(*เท้าเหี้ยน หมายถึง ไม่มีเท้า)</span></sup> เท้ามาก ลงเบียดเบียนกันไม่ได้รับความสุข เลิกเบียดเบียนกันเสียเวลาใด เวลานั้นแหละ <span style="color: #ff0000;"><strong>อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก </strong></span>ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลกแท้ ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">กามานํ สมติกฺกโม</span></strong> ก้าวล่วงเสียซึ่งกามทั้งหลาย กามทั้งหลายนั้นคืออะไรเล่า รูปที่ชอบใจนะซิ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ เรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ปปัญจธรรม </strong></span>ธรรมที่ทำสัตว์ให้เนิ่นช้า ไม่เป็นอันที่จะให้มีเวลาให้ทาน จำศีล ภาวนา ความยินดีในรูปถอนไม่ออก ยินดีในเสียงถอนไม่ออก ยินดีในกลิ่นถอนไม่ออก ยินดีในรสถอนไม่ออก ยินดีในสัมผัสถอนไม่ออก จะหยุดจะยั้งเสียก็ไม่ได้ เสียดายห่วงใยอาลัย ละไม่ได้ วางไม่ได้ ทำอย่างไรเล่าคราวนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก้าวล่วงไม่พ้น จมอยู่ในความสุข จมอยู่ในปลักของความสุขนั่นถอนไม่ออก จมอยู่ในปลักของความทุกข์นั่นถอนไม่ออก เพราะธรรมนั่นทำสัตว์ให้เนิ่นช้า ให้เดือดร้อน ทุรนทุราย กระสับกระส่ายต่าง ๆ นานา เป็นอยู่อย่างนี้ทั่วสากลโลก เพราะก้าวไม่ข้าม หามไม่พ้น ยินดีในรูปติดอยู่ในรูป ยินดีในเสียงติดอยู่ในเสียง ยินดีในกลิ่นติดอยู่ในกลิ่น ยินดีในรสติดอยู่ในรส ยินดีในสัมผัสติดอยู่ในสัมผัส ธรรม ๕ อย่างนี้ ทำให้สัตว์เนิ่นช้า เรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ปปัญจธรรม</strong></span> ปปัญจธรรมทั้ง ๕ นี้เป็นตัวกามแท้ ๆ เรียกว่าเป็นตัว<strong><span style="color: #3366ff;">พัสดุกาม</span></strong> และเป็นที่ตั้งของกิเลสกามด้วย รูปนั่นแหละเป็นตัวพัสดุกาม ที่สาว ๆ งาม ๆ ก็เป็นพัสดุกาม ความยินดีมันก็ไปติดมากขึ้น เสียงที่เพราะ ๆ งาม ๆ นั่นแหละเป็นตัวพัสดุกามแท้ ๆ เป็นที่ตั้งของความยินดีหนักขึ้น กลิ่นที่หอม ๆ ที่จับใจนั่นแหละเป็นตัวพัสดุกามแท้ ๆ เป็นที่ตั้งของความยินดีมากขึ้น รสเป็นที่ชอบอกชอบใจ คือรสชาติที่เลิศที่ประเสริฐนั่นแหละเป็นพัสดุกามแท้ ๆ เป็นที่ตั้งของความยินดีหนักขึ้น สัมผัสทางกายเป็นที่ชอบใจของกายนั่นแหละเป็นตัวพัสดุกามแท้ ๆ เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีหนักขึ้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ๕ นี้เป็นตัวพัสดุกาม ความยินดีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส และในสัมผัสนั้นเป็นตัวกิเลสกาม ถ้าก้าวไม่พ้น ติดอยู่ในตัวพัสดุกามเหล่านี้แล้วต้องเป็นทุกข์เนืองนิตย์อัตรา หัวเราะบ้าง ร้องไห้บ้าง ต่าง ๆ นานา ไม่เสื่อมสร่าง ต่อเมื่อใดก้าวล่วงปัญจวิธกามคุณทั้ง ๕ ทั้งตัวพัสดุกาม ทั้งตัวกิเลสกามนี้ ปล่อยวางเสียได้ ก้าวพ้นไปเสียได้ ใครก้าวพ้นไปได้บ้างเล่า</p>
<p style="text-align: justify;">          เขาว่าท่านพรหมน่ะ ท่านพรหมก้าวพ้นไป ท่านรูปพรหมน่ะ เกิดตั้งแต่พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหมา ปริตตาภา อัปปมาณาภา อาภัสสรา ปริตตสุภา อัปปมาณสุภา สุภกิณหา เวหัปผลา อสัญญีสัตตา อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และอกนิฏฐา เขาว่าพรหม ๑๖ ชั้นนี้ก้าวล่วงพ้นกามไปเสียแล้ว มีรูปฌานเป็นที่ติดอยู่ รูปฌานนั่นนะติดอยู่กับใจ อ้ายท่านที่ติดอยู่ในใจ กามก็ติดอยู่กับใจเหมือนกัน ในมนุษย์โลกนี่แหละ รูป เสียง กลิ่น รส ในมนุษย์โลกนี่แหละ ติดอยู่กับใจแกะไม่ออก ไม่หลุดออกจากใจ ไปในสวรรค์ ๖ ชั้นฟ้า จาตุมหาราช ตาวติงสา ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ติดหนักขึ้น ๆ ละเอียดหนักขึ้น เอร็ดอร่อยหนักขึ้น ถอนไม่ออก ท่านพรหมเท่านั้นเป็นคนกล้าหาญ อุตส่าห์พยายามหลีก ๆ จากหมู่คณะออกไป เล่นซ่อนกระทำความเพียร ทำปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ให้บังเกิดขึ้น แต่พอทำปฐมฌานเกิดขึ้นเท่านั้น โอ้ อ้ายกามนี่เป็นโทษจริง ฌานนี่วิเศษจริง เป็นคุณจริง พ้นจริง ไปติดอยู่เสียกับฌานสบาย ติดอยู่กับกามเหมือนกับนั่งอยู่ในกองไฟ หรือนั่งอยู่ในกลางแดดจัด ทนไม่ค่อยไหว ไม่สบาย พอไปอยู่กับฌานเสียเหมือนเข้าร่ม สบายจริง เหมือนเข้าร่มที่เย็นมีน้ำล้อมอยู่ข้าง ๆ ทั้งเย็น ทั้งชื่นมื่น ทั้งสบาย</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจไปจรดอยู่กับรูปฌาน รูปฌานนะ ลักษณะเหมือนยังกับกงเกวียนเป็นเหมือนกระจก แผ่นกระจก หนาคืบหนึ่ง วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๒ วา กลม ๆ ไม่ใช่กลมรอบตัว กลมเหมือนกับกงเกวียนวงล้อต่าง ๆ กลม ๆ เป็นแผ่นเดียวเหมือนกระจก กลมรอบตัว แล้วก็ข้าง ๆ ก็เรียบร้อยเป็นอันดี ข้างหน้า ข้างหลัง เรียบร้อยดี ส่วนกายรูปพรหมก็เข้านั่งอยู่บนกลางปฐมฌานนั่น พอขึ้นนั่งบนนั้นเท่านั้น เย็นอกเย็นใจสบายใจ ก็ติดอยู่กลางดวงปฐมฌานนั้น พอใจจรดอยู่กับกลางดวงปฐมฌานได้ มันชื่นมื่น สบาย ความสบายของปฐมฌานนะวิเศษวิโสนัก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6758" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-1920x1280.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          เขาเล่าเรื่องว่า มหากษัตริย์องค์หนึ่งได้บรรลุปฐมฌานแล้ว สละราชสมบัติให้ราชโอรสปกครองไป ตัวไปเป็นฤาษีชีไพรเสีย ภายนอกนั่น ฝ่ายผู้ได้รับรัชทายาทนั้นไม่อาจจะปกครองได้ ให้ไปตามบิดามา มหาดเล็กเด็กชาก็ไปพร้อมกัน  ผู้คนสกลโยธามากมายหลามไปทีเดียว ไปตามพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเดิมผู้สละราชสมบัติไปเสียนั่นนะเป็นผู้ปกครอง มีความสงบเงียบเรียบร้อยดี มหากษัตริย์ไปถึง กำลังเข้าฌานสมาบัติอยู่ เข้าไปคอยอยู่จนกระทั่งมีโอกาสออกมา ก็เข้าไปทูลว่า พระองค์เชิญพระองค์เสด็จกลับเสวยราชสมบัติ ไม่มีใครสามารถจะปกครองได้ มหากษัตริย์ก็ลืมพระเนตรขึ้น ก็ไถ่ถามเรื่องราว รู้เรื่อง เอ็งกลับไปเถอะ ข้าจะเข้าฌานของข้า ข้าไม่ต้องการแล้วสมบัติ ข้าอยู่ในฌานของข้าสบายกว่า อยู่เป็นกษัตริย์ข้าไม่สบายเลย ข้าเดือดร้อนนัก นั่นแน่ ถึงขนาดนั้น ถึงขนาดนั้น อ้อ! การเข้าฌานนี่มันเลิศประเสริฐอย่างนี้หรือ ร่มเย็นเป็นสุขอย่างนี้ ที่จะละกามได้ต้องเข้าฌาน เข้าปฐมฌานเสีย กามทำอะไรเราไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          บัดนี้ ที่วัดปากน้ำนี่นะมีธรรมกาย สูงกว่าฌานนั่นอีก โอย นั่นสู้ไม่ได้ ไกลกว่าฌานนั่นอีก เขามีธรรมกายกัน ถ้ามีความกำหนัดยินดีเวลาใด แพล็บเข้าธรรมกายไป ความกำหนัดยินดีทำอะไรไม่ได้เลย ล้อมันเล่นเสียก็ได้ มันทำอะไรไม่ได้ ความกำหนัดยินดีทำอะไรไม่ได้ ที่เราเป็นผู้ครองเรือนน่ะ ความกำหนัดยินดีมันบังคับเหมือนกับเด็ก ๆ ตามชอบใจมัน จะทำอะไรก็ทำตามชอบใจของมัน ความกำหนัดยินดีมันบังคับ มันบังคับเช่นนั้นแล้ว เราเข้าธรรมกายเสีย ไม่ออกจากธรรมกาย ความกำหนัดยินดีที่มันบังคับนั่นหายแวบไปแล้ว เหมือนไฟจุ่มน้ำ</p>
<p style="text-align: justify;">          จงพยายามให้มีธรรมกายขึ้นเถิด เลิศกว่าฌาน ฌานนั่นก็พอใช้ได้ แต่ว่าจะเข้าสักเท่าไรก็ตามเถอะ นั่นนะ ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เลิศประเสริฐหนักขึ้นไป ก็ยังอยู่ในรูปภพ ถ้ายังติดกามอยู่ ยังแน่นอยู่ในกามนั่น เขาเรียกว่ากามภพ ติดอยู่ในกาม ก้าวล่วงกามยังไม่ได้ พ้นจากกามหยาบไป ในมนุษย์ ๑ สวรรค์ ๖ ชั้นไปได้ ไปติดอยู่ในรูปภพอีก แม้จะเข้าถึงอรูปฌานละเอียด ออกจากจตุตถฌานแล้วเข้าถึงอรูปฌานละเอียด เข้าอากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ก็ยังอยู่ในภพ ในอรูปภพอยู่ กามภพ รูปภพ อรูปภพเหล่านี้ ก็ยังไม่พ้นความกำหนัดยินดีในรูปฌานหรืออรูปฌานอยู่</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้วละก็ ขึ้นไปเป็นชั้น ๆ จึงจะพ้นจากกามได้ เข้าถึงธรรมกายแล้ว เข้าไปเป็นชั้น ๆ เป็นธรรมกายโคตรภู ธรรมกายพระโสดา  ธรรมกายพระสกทาคา ธรรมกายพระอนาคา ธรรมกายพระอรหัต เป็นจากกายอรูปพรหมอีก ๑๐ ชั้นถึงพระอรหัต ถึงพระอรหัตชั้นที่ ๙ ที่ ๑๐ ละก็  ชั้นที่ ๑๗ ชั้นที่ ๑๘ ของกายทุกกายไป เข้าถึงกายพระอรหัต พอถึงกายพระอรหัตก็  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ</strong></span> เลิศประเสริฐกว่าสังขตธรรม  เป็นอสังขตธรรมทั้งหมด ถึงวิราคธรรมทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่พอถึงธรรมกายได้แล้วละก็เลิศประเสริฐนัก นี่สูงนะ สูงขึ้นไป สูงไปทีเดียว นี่เรียกว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>กามานํ สมติกฺกโม</strong></span> ก้าวล่วงพ้นเสียซึ่งกามไปได้ เป็นสุขจริง ๆ แท้ ๆ ทีเดียว ที่ก้าวล่วงกามไปแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา วิราคตา โลเก</strong></span> พวกกายรูปพรหมอรูปพรหมเหล่านั้น ยังกำหนัดยินดีในรูปฌานอรูปฌานอยู่ ถ้าว่าปราศจากความกำหนัดยินดีเสียได้ ความกำหนัดยินดีนี่มันร้ายนักทีเดียว มันทำเสียมรรยาทหมดทีเดียว ชายก็เสียมรรยาท หญิงก็เสียมรรยาท ถึงกับฆ่ากันฟันกันทีเดียว ความกำหนัดยินดีนะ มันจัดขึ้นมาเต็มที่ละก็ ไม่ได้ละ บึ่งทีเดียว แมวก็ร้องหง่าวทีเดียวนะ ทนไม่ไหว ความกำหนัดยินดีเข้ามาบังคับถึงขนาดนั้น บังคับสัตว์เดรัจฉาน ทั้งมนุษย์ก็บังคับ มนุษย์แล้วก็แซ่วเทียว กลางค่ำ กลางคืน เดินแซ่ก ๆ ๆ อยู่ไม่ค่อยไหว ความกำหนดยินดีบังคับมัน หมดทั้งสากลโลกเป็นอย่างนี้ ห้ามมันอย่างไรก็ไม่ไหว เพราะความกำหนัดยินดีเข้ามาบังคับมัน  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา วิราคตา โลเก</strong></span> ปราศจากความกำหนัดยินดีเสียได้เป็นสุขในโลก ถ้าว่าปราศจากชั่วคราวเหมือนกับที่แก้กันมาแล้วนี้ เหมือนอย่างคุ้มครองกันมาแล้วนี้ อย่างชนิดนั้นไม่เรียกว่าปราศจากความกำหนัดยินดี แต่อยู่ในความกำหนัดยินดี จมอยู่ในความกำหนัดยินดี ปราศจากความกำหนัดยินดีเป็นสุขในโลก เหมือนภิกษุสามเณร หรืออุบาสกอุบาสิกา ปราศจากความกำหนัดยินดีเสียชั่วคราวเสียเช่นนี้ก็เป็นสุขพอใช้เหมือนกัน เราได้พบแล้วอย่างนี้แหละ บางคนก็ว่าสบายจริง อยู่กับวัดวาสบายจริง ไกลจากความกำหนัดยินดี ภิกษุสามเณรก็สบายจริง มันไกลจากความกำหนัดยินดี ถ้าว่ามันปราศจากจริง ๆ ปราศจากความกำหนัดยินดีจริง ๆ ก็เป็นสุขในโลกทีเดียว เหมือนกับท่านรูปพรหม อรูปพรหม ท่านเหล่านั้นยังกำหนัดยินดี ปราศจากความกำหนัดยินดีในกามภพจริง ๆ แต่ว่า ยังกำหนัดยินดีในรูปภพ อรูปภพอยู่ ถอนความกำหนัดยินดียังไม่ออก ยังไม่เป็นสุขแท้ จะให้ถึงความสุขแท้เมื่อปราศจากความกำหนัดยินดี ก็ต้องเข้าถึงธรรมกาย เข้าถึงธรรมกายในโคตรภูปราศจากความกำหนัดความยินดีจริง เมื่อออกจากธรรมกายก็กำหนัดยินดีอีก เข้าถึงกายพระโสดายังมีความกำหนัดยินดีอยู่ เข้าถึงกายพระสกทาคาก็ยังมีความกำหนัดยินดีอยู่ เข้าถึงกายพระอนาคายังมีความกำหนัดยินดี รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ยังกำหนัดยินดีในรูปฌาน อรูปฌานอยู่ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ยังมี ยังยกเนื้อยกตัวอยู่ ยังฟุ้งซ่านอยู่ ยังรู้ไม่จริง ยังสงสัย เมื่อถึงพระอรหัตเสียตราบใดละก็ นั่นแหละ ปราศจากความกำหนัดยินดีแท้ ไม่มีความกำหนัดยินดีต่อไป ถ้าใจหยุดเหมือนเสาเขื่อนปักตรงหน้าวัดทีเดียว ลมพัดทางทิศทั้ง ๔ ทั้ง ๘ ไม่เขยื้อน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เข้ามากระทบสักเท่าไรก็ไม่เขยื้อน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข โลกธรรมทั้ง ๘ มากระทบสักเท่าไรก็ไม่เขยื้อนต่อไป นั้นปราศจากความกำหนัดยินดี เป็นสุขแท้ ๆ เป็นสุขแท้ ๆ ทีเดียว นี้เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา วิราคตา โลเก กามานํ สมติกฺกโม</strong></span> ก้าวพ้นกามไปเสีย กิเลสกาม พัสดุกาม หมด ไม่หลงเหลือ ก้าวพ้นไปเสีย</p>
<p style="text-align: justify;">          อ้าว อธิบายข้ามมาเสียบทหนึ่งแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปาณภูเตสุ สญฺญโม</strong></span> นั้นไม่ใช่เรื่องอะไร เรื่องสำรวมในศีล  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปาณภูเตสุ สญฺญโม</strong></span> สำรวมไม่เบียดเบียนในสัตว์ที่มีชีวิต ต้องระวังสัตว์ที่มีชีวิต ไม่เบียดเบียนสัตว์ที่มีชีวิต นี้ที่เราประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นนิตย์ ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ส่วน <span style="color: #ff0000;"><strong>กามานํ สมติกฺกโม</strong></span> ได้อธิบายไปแล้ว เพราะข้ามมาเสียบทหนึ่ง อธิบายไปแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>              <span style="color: #ff0000;">อสฺมิมานสฺส โย วินโย </span></strong>นำเสียซึ่งอัสมิมานะ อัสมิมานะนั่นอะไร มานะนั่นอะไร เป็นมคธภาษาแล้วเราก็ไม่รู้จัก  <span style="color: #ff0000;"><strong>อสฺมิมานสฺส โย วินโย ทิฏฺฐิมาโน</strong></span> ทิฏฐิ แปลว่าความเห็น ยกความเห็นของตัว ไม่มีใครสู้ สูงกว่าคนอื่น จนกระทั่งเลยเถิดข้ามธรรมไปเสียหมด เป็นมิจฉาทิฏฐิกัน นั่นเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิก็จำแนกมากนัก จำแนกมากทีเดียว ทิฏฐิมากทีเดียว มากนัก ยกเนื้อยกตัว เชิดเกียรติของตัวเรื่อยไป พวกนี้พวกมานะ พวกทิฏฐิมานะล่ะ ไอ้นี่อัสมิมานะ นี้ไอ้นี่ทิฏฐิมานะนี่ <span style="color: #3366ff;"><strong>อัสมิ </strong></span>แปลว่ามีอยู่ เราเป็นคนคนหนึ่งเหมือนกัน เรามีเนื้อมีตัว เรามีความสามารถ เรามีอิทธิพล เรามีกำลังหรือว่าเรามีอะไร ๆ เหล่านี้แหละ เรียกว่าอัสมิละ เราจ๋องอยู่ไม่กลัวใครนี่นะเพราะเราไม่มีอะไรพอ ถ้าเราอัสมิพอเข้า เราจะเหาะเหินเดินอากาศได้ ไปทิ้งเข้าได้จะเป็นยังไง ถ้ามีขึ้นเช่นนั้นอัสมิเกิดขึ้นทีเดียว ไม่กลัวใครทั้งโลกเทียว อัสมิเกิดขึ้นทีเดียว จะท่วมทับเขาให้หมดทีเดียว นั่นตัวอัสมิมานะ ไม่มีใครสู้ ยกเนื้อยกตัวทีเดียว เชิดตัวทีเดียว อัสมิมานะนี่แหละทำโลกให้เดือดร้อน ไม่ใช่ทำพอดีพอร้าย โลกที่เดือดร้อนอยู่ก็เพราะอัสมิมานะเหล่านี้ ไม่ยอมอยู่ใต้กัน จะชำแรกกันอยู่ท่าเดียวละ หญิงก็ดีอยู่หมู่เดียวกันก็จะชำแรกเหนือกันอยู่ร่ำไปนั่นแหละ ภิกษุสามเณรก็ดีอยู่หมู่เดียวกันจะชำแรกกันอยู่ร่ำไปนั่นแหละ อุบาสกก็ดีอยู่หมู่เดียวกันชำแรกเหนือกันอยู่ร่ำไป ไอ้ที่จะชำแรกกันขึ้นไปเช่นนี้ก็เพราะตัวอัสมิมานะ เพราะถือว่าเราก็คนหนึ่ง ก็เจ้าตัวทีเดียว ทำความพอใจของตน นี้เป็นของร้าย ไม่ใช่เป็นของดี ปล่อยไอ้พวกนี้ให้สงบเสีย</p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าท่านรู้แล้วในเรื่องเหล่านี้ ท่านพบกันมาแล้ว อยู่ในบังคับมันมาแล้ว ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าท่านจึงได้รู้ได้เห็นว่า ตัวอัสมิมานะนี่เป็นตัวสำคัญนัก เราถึงที่สุดของโลกุตรธรรมได้แล้วจึงได้เห็นว่า อัสมิมานะนี่เป็นตัวสำคัญ เราเวียนว่ายตายเกิด ช้าอยู่สิ้นกาลนาน เพราะอัสมิมานะนี้  เมื่อถึงตัดกิเลสสมุจเฉทปหานได้แล้ว หมดอัสมิมานะ ไม่มีในพระองค์เลย พระองค์ก็สบาย สบายเกินสบาย สุขเกินสุข ถอนอัสมิมานะเสียได้ละก็ ท่านจึงได้ยืนยันว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอตํ เว ปรมํ สุขํ </strong></span>นี่แหละเว้ย เป็นสุขอย่างยิ่ง <strong><span style="color: #ff0000;">ปรมํ</span></strong> แปลว่าอย่างยิ่ง นี่แหละเว้ยเป็นสุขอย่างยิ่ง นี่แหละเป็นสุขอย่างยิ่ง ให้ถอนอัสมิมานะ ถ้าถอนเสียได้ละก็ หญิงก็เป็นเจ้าหญิง ชายก็เป็นเจ้าชาย ภิกษุก็เป็นเจ้าภิกษุ เณรก็เป็นเจ้าเณร ถอนอัสมิมานะเสียได้แล้ว แต่ว่าถอนยากจริงนะไม่ใช่ถอนง่าย อัสมิมานะเป็นตัวถอนยากนัก ไม่เป็นของถอนง่าย</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2515 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1024x717.jpg" alt="" width="696" height="487" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1024x717.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-300x210.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-768x538.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1536x1076.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-150x105.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-696x487.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1068x748.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1920x1344.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811.jpg 1948w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          ในธรรมทั้ง ๕ ข้อนี้ ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลก ความสำรวมในสัตว์เป็นอยู่ทั้งหลายก็เป็นสุขในโลกเหมือนกัน ปราศจากความกำหนัดยินดีก็เป็นสุขในโลก ก้าวล่วงกามเสียได้ก็เป็นสุขไม่ใช่น้อย เป็นสุขในโลกอีกเหมือนกัน เป็นอรหัตอรหันต์ เป็นสุขในโลก ถอนอัสมิมานะ นำอัสมิมานะออกเสียได้ นี่แหละเว้ย เป็นสุขอย่างยิ่ง ชั้นสุดท้ายนี่เป็นสุขอย่างยิ่ง สุขนี้เป็นความจริง ทั้ง ๕ ข้อนี้ เป็นธรรมที่ย่อของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงตรัสเทศนาในที่ประชุมภิกษุและภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา เพื่อไว้เป็นตำรับตำราเนติแบบแผนของพระพุทธศาสนาว่า <strong><span style="color: #3366ff;">พระพุทธเจ้า พระอรหัตอรหันต์ ดำเนินมาอย่างนี้ ทำอย่างนี้ จึงได้รับความสุข เราต้องการความสุขนัก แต่หาความสุขในความทุกข์ ไม่หาความสุขในเหตุของความสุข</span></strong> หาความสุขในเหตุของความทุกข์ หาความสุขเป็นอย่างไรละ หาเงินให้มาก ๆ เข้า แต่พอได้เงินมากเข้าเป็นอย่างไรละวะ เดือดร้อนเป็นจ้าละหวั่นเทียว ต้องรักษาเงินทองเหล่านั้น ก็ฉันว่าเป็นสุขหาเงินทองเหล่านั้น หามาเถอะ ถ้าว่าในป่าในดอนเป็นอย่าไร หามาได้สักแสน สักล้าน มนุษย์มันก็รู้กันทีเดียว ก็คุมพวกปล้นฆ่าทีเดียว นั่นเห็นแล้ว เงินทองเป็นสุขซิ อ้าวเงินทองเป็นทุกข์เสียแล้ว หาเป็นสุขไม่ เมื่อรู้ชัดเช่นนี้ละก็ เอาเป็นมั่งมีละ เอ้า ยกแผ่นดินให้ปกครองเสียทีเดียว เป็นอย่างไรบ้าง โธ่! ถูกปกครองแผ่นดิน ผมไม่รู้เลยขอรับว่ามันจะเป็นอย่างนี้ ถ้ารู้อย่างนี้ละก็ไม่รับทีเดียว เดี๋ยวนี้มันขึ้นนั่งบนหลังราชสีห์แล้ว จะลงมันก็กัดตาย ก็จำเป็นต้องขี่มันไปอย่างนี้เอง กลัวก็กลัวมันเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองก็กลัว ชีวิตเหมือนกับอยู่บนหลังราชสีห์ นั่นเหตุเป็นที่ตั้งของความทุกข์ทั้งนั้น ไม่ใช่เหตุเป็นที่ตั้งของความสุข เหตุเป็นที่ตั้งของความสุขก็เหมือนพระสิทธารถราชกุมารทิ้งราชสมบัติแสวงหาพุทธการกธรรม พอได้พุทธการกธรรมก็ได้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ได้พบตัวยอดสุขทีเดียว นี่ท่านรอดไปอย่างนี้ ถึงซึ่งความไม่เบียดเบียน ถึงซึ่งความเป็นผู้ระวังในสัตว์ทั้งหลาย ถึงซึ่งความเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดยินดี ถึงซึ่งผู้ก้าวล่วงซึ่งกามทั้งหลายไป เป็นผู้ถอนอัสมิมานะเสียได้  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอตํ เว ปรมํ สุขํ </strong></span>นี่แหละเว้ย เป็นสุขอย่างยิ่ง ความจริงเป็นอย่างนี้ เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้วก็จำไว้เป็นเนติแบบแผนสืบต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาก็พอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>             เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1423">พุทธโอวาท</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอวาทปาติโมกข์</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1420</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:35:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทปาติโมกข์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1420</guid>

					<description><![CDATA[<p>โอวาทปาติโมกข์ ๒๐ ตุลาคม พุทธศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1420">โอวาทปาติโมกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><br />
<span style="font-size: 18pt;">โอวาทปาติโมกข์</span><br />
</strong></p>
<p style="text-align: center;">๒๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-2521 aligncenter" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-300x201.jpg" alt="" width="658" height="441" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-300x201.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-1024x688.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-768x516.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-1536x1032.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-150x101.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-696x467.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-1068x717.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-1920x1289.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519.jpg 2046w" sizes="auto, (max-width: 658px) 100vw, 658px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓</strong><strong> หน)</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา<br />
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา<br />
</strong><strong>น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี<br />
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: 10pt;">ที.ม.(บาลี) ๑๐/๕๔/๕๗  </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถาซึ่งมีมาในโอวาทปาติโมกข์บ้าง ในที่อื่น ๆ บ้าง มาหลายแห่งด้วยกัน แต่ที่มาในโอวาทปาติโมกขคาถานั้น พระศาสดายกข้อสำคัญของพระพุทธศาสนาขึ้นประกาศแก่พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งเป็นปุราณกชฎิล ท่านเหล่านั้นที่จะประกาศพระศาสนาสืบต่อไป พระจอมไตรยกข้อสำคัญขึ้นให้ท่านที่มาประชุมนั้นเข้าเนื้อเข้าใจชัดเจน ว่าทางปฏิบัติหลีกลัดโดยตรงแต่คนละคน ไม่เชือนแชผิดทางไปได้</p>
<p style="text-align: justify;">          พระจอมไตรรับสั่งด้วยพระองค์เองว่า <span style="color: #ff0000;"><strong> ขนฺตี ปรมํ </strong></span>ความอดทน  <span style="color: #ff0000;"><strong>ขนฺตี </strong></span>อันว่าความอดทน  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตีติกฺขา</strong></span> กล่าวคือความอดใจ อดทนคืออดใจนั่นเอง  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตโป</strong></span> เป็นความเพียรเครื่องแผดเผา  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปรมํ </strong></span>อย่างยิ่ง ความอดทนคืออดใจ เป็นความแผดเผาอย่างยิ่ง<strong>           </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา</span></strong> พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งความอดทนนั้นว่าเป็นเครื่องดับ ไม่มีเครื่องดับอื่นยิ่งไปกว่า เป็นเครื่องดับอย่างยิ่ง ว่าความอดทนนั้นเป็นเครื่องดับอย่างยิ่ง ความอดทนนั้นเป็นนิพพานอย่างยิ่ง บาทที่ ๑ และบาทที่ ๒ รวมกันเข้าได้ความชัดอย่างนี้<strong>     </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี</span></strong> การเข้าไปฆ่าซึ่งสัตว์อื่น การเข้าไปฆ่าผู้อื่น สัตว์อื่น เรียกว่าเป็นบรรพชิตไม่ได้ หาเป็นบรรพชิตได้ไม่<strong>           </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต</span></strong> การเบียดเบียนสัตว์อื่น จะชื่อว่าเป็นสมณะก็ไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเป็นบรรพชิตแล้วไม่เข้าไปฆ่าสัตว์อื่น ถ้าเป็นสมณะแล้วไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น จึงเป็นบรรพชิตได้ เป็นสมณะได้ ถ้ายังเบียดเบียนยังฆ่าสัตว์อื่นอยู่เป็นบรรพชิตไม่ได้ เป็นสมณะไม่ได้ พวกเราเหล่านักบวช เป็นภิกษุสามเณร เป็นอุบาสกอุบาสิกา ก็เว้นขาดแล้วจากการเข้าไปฆ่า หรือการเบียดเบียนผู้อื่นสัตว์อื่นไม่มีแก่เราแล้ว จึงเป็นนักบวชได้เป็นสมณะได้ ถ้าว่ายังมีเข้าไปฆ่าเข้าไปเบียดเบียนอยู่ เป็นนักบวชเป็นสมณะไม่ได้ นี่ต้องจำเป็นตำรับตำราทีเดียว ข้อตายตัวทีเดียว ข้อสั้นที่สุด ง่ายที่สุด ฟังแล้วไม่มีพิรุธละ เอาเป็นข้อวัตรปฏิบัติได้ทีเดียว<strong>      </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ขนฺตี </span></strong>แปลว่า ความอดทน อดทนอะไร อดทนต่อความโลภที่เกิดขึ้น อดทนต่อความโกรธที่เกิดขึ้น อดทนต่อความหลงที่เกิดขึ้น นี้ไม่ใช่ของง่าย อดทนต่อความโลภ ความอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของของตัว อดทนต่ออภิชฌาคือความเพ่งอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของตัว ไกลออกไปจากความโลภอยากออกไปจากความโลภอีก อยากหนักออกไป อดทนต่อความโลภหนักละเอียดเข้าไป อภิชฌามันเป็นธรรมของมนุษย์ ความเพ่งอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของของตัว</p>
<p style="text-align: justify;">          อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ มันเป็นธรรมของมนุษย์ พยาบาท หมายมาดให้เขาถึงความวิบัติพลัดพรากทีเดียว ไม่ให้ดีกว่าตัว ไม่ให้เกินตัวไปได้ ถ้าดีกว่าตัว เกินตัว ก็ให้วิบัติพลัดพรากไปเสียโดยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยเหลี่ยมโกงอย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นจากความพยาบาท มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม เห็นผิดจากความจริง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ทสวตฺถุกา</span></strong> มีวัตถุ ๑๐ ให้ทานไม่มีผล บูชาใหญ่ไม่มีผล บูชาน้อยไม่มีผล เหล่านี้เป็นต้น นี่เป็นมิจฉาทิฏฐิ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐินี่แหละเป็นตัวสำคัญนัก ถ้าเกิดขึ้นกับหญิงชายผู้ใดแล้ว คำว่าหญิงชายนั้นเป็นที่อิดหนาระอาใจของคนอื่นทีเดียว เกลียดชังทีเดียว ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากคบค้าสมาคม นี่ต้องคอยกระมิดกระเมี้ยนให้ดีนะ อภิชฌา อย่าให้มันโผล่เข้ามาในใจได้ ถ้าโผล่เข้ามาก็น่าเกลียดนักเชียว มันเป็นตัวขโมย พยาบาทก็เหมือนกัน ถ้าโผล่ขึ้นในสันดานของบุคคลผู้ใดละก็คอยระวังนะ โผล่ขึ้นมาแล้วไม่เอาออกเขาเกลียดทีเดียว ให้มันสิงอยู่ไม่ได้ มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรมก็สำคัญ ถ้าโผล่ขึ้นก็ให้รีบเอาออกเสียทีเดียว อย่าให้นอนแรงอยู่ได้ ถ้านอนอยู่ในใจละก็เสียผู้เสียคนทีเดียวนะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นี่เป็นธรรมของมนุษย์แท้ ๆ เราก็โผล่บ่อยเสียด้วย หญิงชายผู้ใดไม่ว่า โผล่บ่อยด้วย อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นะ สำคัญนักทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">อภิชฌา</span></strong> คือ ความเพ่งอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นสมบัติของตัว โดยเราเพ่งว่าขอให้ถูกลอตเตอรี่ให้รวยสักทีเถอะ ให้ถูกลอตเตอรี่สักทีเราจะรวยยกใหญ่ล่ะ นี่เพ่งอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของตัวอย่างนี้ นี่ก็เป็นอภิชฌาเหมือนกัน เพ่งอยากได้สมบัติก้อนใหญ่มาเป็นของตัว ได้มาลอย ๆ ด้วย นี่แหละอภิชฌาแท้ ๆ เชียว ไม่ให้ใครล่ะ พยาบาทละ ขออย่าให้คนอื่นถูกลอตเตอรี่เบอร์หนึ่งเสีย ให้เราถูกคนเดียวเถอะ นั่นแน่ะพยาบาท พออยากจะได้สมบัติก้อนใหญ่ก็เข้าป้องกันสมบัตินั้นทีเดียว คนอื่นอย่าให้ถูก ให้ถูกเราคนเดียว นั่นแน่ะ นี่พยาบาทให้คนอื่นตกจากสมบัติเสีย ให้ถึงความวิบัติพลัดพรากเสีย เมื่อเป็นเช่นนี้เป็นอย่างไร อ้ายนั่นเป็นมิจฉาทิฏฐิเห็นผิดนี่ นั่นแหละมิจฉาทิฏฐิก็เห็นอย่างนั้นแหละจริง ๆ ไม่ใช่ผิดเล่น ๆ เห็นชัดทีเดียว นี่ให้พึงรู้ว่า อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างนี้ อภิชฌาอยากได้สมบัติของคนอื่น อยากได้อะไร ทำสวนใกล้กันก็คิดจะรุกรานนาเจ้า ค้าขายใกล้กันก็คิดจะเขม็ดแขม่ ให้วงของเจ้าแคบเข้ามา ให้วงของเรากว้างออกไป ท่วมทับเข้าเสีย ค้าขายรุกกันอย่างนี้หนา ไม่ใช่รุกกันพอดีพอร้าย ทำนาค้าขายรุกกันอย่างนี้ ข้าราชการก็แก้ไขอีกเหมือนกัน ให้เราสูงขึ้น ให้เขาต่ำลง ให้เราดีกว่าเขาไว้ นี่พวกอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">อภิชฌา </span></strong>เพ่ง ถ้าเราสูงขึ้นก็จะให้ได้สมบัติกว่า ยศถาดีกว่าเขา <span style="color: #3366ff;"><strong>พยาบาท</strong></span>เข้าแทรกแซงคอยป้องกันไว้ ไม่ให้เขาสูงกว่าเราได้ <span style="color: #3366ff;"><strong>มิจฉาทิฏฐิ</strong></span> คือเห็นอย่างนั้นเป็นตัวมิจฉาทิฏฐิแท้ ๆ นี่อยู่ในวงราชการ ที่นี้ในวงการที่เราเข้ามาบวชเป็นภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา เอาอีกเหมือนกัน อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ เข้ามาอีกเหมือนกัน อภิชฌา เพ่ง เรารักษาศีลขอให้ดีกว่าเขา คนอื่นสู้ไม่ได้ ถ้าว่าคนไหนจะเหลื่อมล้ำดีกว่าเรา เราออกความพยาบาทเข้าใส่ หาอุบายให้ตกไปฝ่ายชั่วกว่าเราเสีย นี่ก็พยาบาทเหมือนกัน คิดเช่นนั้นเห็นเช่นนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม ผิดเหมือนกันในเรื่องรักษาศีล แก้ไขอย่างนี้ ก็ตกอยู่ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ</p>
<p style="text-align: justify;">          ทางพระพุทธศาสนาไม่ใช่เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านมุ่งอย่างไร ถ้าไม่มีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิแล้ว โลภะ โทสะ โมหะ ราคะ กามราคานุสัย ไม่มีในท่านแล้ว ไม่มีแก่ท่านแล้วท่านจะเป็นอย่างไร</p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าท่านได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้บรรลุธรรมกาย เข้าถึงโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด โสดาทั้งหยาบทั้งละเอียด สกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด อนาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด อรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียด เข้าถูก เมื่อเข้าถึงแล้วพระองค์ท่านก็ทรงปริวิตกทีเดียวว่า ทำไฉนหนอ ธรรมะที่ลึกซึ้ง ยากที่บุคคลจะถึง ทำไฉนเราจึงจะได้แสดงเปิดเผยให้กว้างออกไป ให้มนุษย์ได้รู้เห็นเหมือนกับเราอย่างนี้ เราจะแก้ไขให้มนุษย์รู้เหมือนเรามากหมดทั้งชมพูทวีปหนา เราจะได้ช่วยมนุษย์ให้ตื่นจากหลับ พ้นจากอบายภูมิทั้งหมด พ้นจากภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่ต้องวนเวียนว่ายกันในวัฏฏะ คือ กรรมวัฏ วิปากวัฏ กิเลสวัฏ มีนิพพานเป็นที่ไปเบื้องหน้าทีเดียว พระองค์ก็สอดส่องพระทัยทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-2520 aligncenter" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-300x212.jpg" alt="" width="562" height="397" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-300x212.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-1024x725.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-768x543.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-1536x1087.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-150x106.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-696x492.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-1068x756.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-1920x1359.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518.jpg 1922w" sizes="auto, (max-width: 562px) 100vw, 562px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          พระองค์ก็ทำตัวพระองค์เป็นตัวอย่าง เวลาเช้านำหมู่พระภิกษุสามเณรแสวงหาอาหารบิณฑบาต เอาข้าวปากหม้อ เลี้ยงชีพเสียคนละอิ่ม ที่ยังไม่ได้ก็ทำไป ที่ได้บรรลุแล้วก็ช่วยกันสั่งสอนต่อไป แทนพระองค์ไป ที่ยังไม่ได้ก็ทำไป ได้แล้วเที่ยวสั่งสอนต่อไป ยังไม่ถึงที่สุดก็ทำไป พอเวลาเช้านำออกอีก ไปบิณฑบาตขอฝากท้องแก่พลเมืองเสีย ขออาหารอิ่มเดียวไม่ทำอะไร ไม่ทำอะไรใครด้วย ทำลายแต่กิเลสภายในเท่านั้นแหละ และแก้ไขให้คนอื่นทำลายกิเลสเหมือนท่านบ้าง ไม่ต้องการอะไร ถ้าได้สำเร็จมรรคผลแล้ว พระองค์จะไปได้ดิบได้ดีอะไร เปล่า ไม่ได้เลย ได้ก็ได้ของตัวเอง ตามเสด็จพระพุทธเจ้า พอรู้ สำเร็จก็รู้จักพระพุทธเจ้าทีเดียว อ้อ พระบรมศาสดาฉลาดอย่างนี้ เราไม่เสียทีเกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระบรมศาสดา พบพระพุทธเจ้าทีเดียว ผู้สำเร็จก็เห็นอย่างนั้นด้วยตัวของตัวเอง</p>
<p style="text-align: justify;">          เวลาเช้าพระองค์ก็ทรงแสวงหาอาหารบิณฑบาต นำหมู่พระภิกษุสามเณร เป็นประมุขทีเดียว เวลาพลบค่ำแสดงธรรมไม่หยุด หมู่พระภิกษุสามเณรมาประพฤติปฏิบัติจะได้สอนให้ปฏิบัติเป็นเหมือนพระองค์ ถ้าว่ามรรยาทสูงนักสอนให้ลดลงเสียหน่อย ต่ำนักขยับให้ขึ้นหน่อย ให้ได้อันดับอันดี ให้ถูกช่องกลางให้ดี ให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทาให้ดี และพลบค่ำให้โอวาท เวลาพลบค่ำให้โอวาทภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ให้โอวาทนั่น หมายความว่า สูงให้ลดลง ต่ำให้สูงขึ้น ให้โอวาทพอเหมาะพอเจาะพอดี</p>
<p style="text-align: justify;">          ในเวลาเที่ยงคืนเงียบสงัด พระองค์เข้าสมาบัติแก้ปัญหาเทพยดา มนุษย์มาทูลถาม เศรษฐี คหบดี เสร็จกิจการของการงานที่ยุ่งยากมากมาย ติดขัดอะไรก็มาทูลถามพระองค์ พระองค์ก็แก้ไขให้ความสะดวกทุกประการแก่เศรษฐี คฤหบดี</p>
<p style="text-align: justify;">          ค่อนรุ่ง ส่องดูอุปนิสัยสัตว์ด้วยญาณ ใครจะได้บรรลุมรรคผลทางธรรมปฏิบัติเหมือนอย่างพระองค์บ้าง สอดส่องไป ๆ ถ้าว่าอยู่ใกล้ไกลไม่ว่า เห็นเข้าแล้วก็ต้องเสด็จไปให้บรรลุธรรมเหมือนพระองค์ ไม่ได้เอาอะไรแก่สัตว์เลย อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ไม่เอาไปใช้ ใช้แต่เมตตาพรหมวิหาร</p>
<p style="text-align: justify;">          <strong><span style="color: #3366ff;">เมตตา</span></strong> รักใคร่ปรารถนาจะให้เป็นสุข <strong><span style="color: #3366ff;">กรุณา</span></strong> สงสารคิดช่วยจะให้พ้นทุกข์ <strong><span style="color: #3366ff;">มุทิตา</span></strong> พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีแล้ว <strong><span style="color: #3366ff;">อุเบกขา</span></strong> ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อเข้าถึงความวิบัติพลัดพรากอย่างหนึ่งอย่างใด ที่ถึงความตาย หรือความแตกดับ หรือว่าภัยไข้เจ็บเกิดขึ้น พระองค์ก็สมควรวางอุเบกขาเฉยไว้</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่พระพุทธเจ้าเป็นตำรับตำราเป็นประมุขของเรา ที่เราไหว้เรากราบอยู่ สร้างพระพุทธรูปบูชาปรากฏอยู่จนกระทั่งบัดนี้ เป็นของสำคัญอย่างนี้ เมื่อรู้แล้วว่าเป็นของสำคัญอย่างนี้ เราต้องตั้งใจแบบเดียวกับพระพุทธเจ้า ท่านตั้งอย่างไร ท่านสอนอย่างไร ท่านทำอย่างไร ท่านก็สอนว่า ท่านสอนพวกเราให้อดใจ ให้อดทนคืออดใจ อดใจเวลาความโลภหรืออภิชฌาเกิดขึ้น หยุดนิ่งเสีย รู้นี่ รสชาติอภิชฌา อยากจะได้สมบัติของคนอื่นเป็นของของตน อยากกว้างขวางใหญ่โตไปข้างหน้า ต้องหยุดเสีย อดทนหรืออดใจเสีย ประเดี๋ยวก็ดับไป อ้ายความอยากนั้นดับไป ดับไปด้วยอะไร ด้วยความอดทนคืออดใจนั่นแหละ</p>
<p style="text-align: justify;">          ความโกรธประทุษร้ายเกิดขึ้น นิ่งเสียอดเสียไม่ให้หลุดออกมาได้ ให้อยู่ในใจของตัวเองไม่ให้คนได้ยิน ไม่ให้คนอื่นรู้กิริยาท่าทางทีเดียว ไม่แสดงกิริยามรรยาทให้ทะเลิ่กทะลั่ก แปลกประหลาดอย่างผีเข้าสิงทีเดียว ไม่รู้ทีเดียว นิ่งเสียกะเดี๋ยวหนึ่ง ความโกรธประทุษร้ายหายไปดับไป พยาบาทนั้นหายไป มิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้น มิจฉาทิฏฐินั้นแปลว่าเห็นผิดละ รู้อะไรไม่จริงสักอย่าง เลอะ ๆ เทอะ ๆ เกิดขึ้น หยุดเสีย ไม่ช้าเท่าไรกะเดี๋ยวดับไป</p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #000000;">นั่นแหละความโลภเกิดขึ้น  อภิชฌาเกิดขึ้นให้ดับไปได้ อภิชฌาเกิดขึ้นชั่วขณะ อดเสีย ให้ดับไปได้ ฆ่าอภิชฌาตายครั้งหนึ่งนั่นเป็นนิพพานปัจจัยเชียว จะถึงพระนิพพานโดยตรงทีเดียว ความพยาบาทเกิดขึ้น ให้ดับลงไปเสียได้ ไม่ให้ออก ไม่ให้ทะลุลวงออกมาทางกาย ทางวาจา ให้ดับไปเสีย ทางใจนั่นดับไป ให้ดับไปได้คราวใด คราวนั้นได้ชื่อว่าเป็นนิพพานปัจจัยเชียวหนา สูงนัก กุศลนี้สูง จะบำเพ็ญกุศลอื่นสู้ไม่ได้ทีเดียว ความหลงเกิดขึ้น มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม เมื่อเห็นผิดเกิดขึ้น ทำใจหยุดนิ่งเสีย หยุดนิ่งเสีย ไม่ช้าเท่าไร ประเดี๋ยวเท่านั้น ความเห็นผิดดับไป นั่นเป็นนิพพานปัจจัยทีเดียว นี่ติดอยู่กับขอบนิพพานเชียวหนา</span></p>
<p style="text-align: justify;">          ความอดทนติดอยู่กับขอบนิพพาน ความอดทนอันนี้แหละ ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มีละก็ ไม่มีในพระโพธิสัตว์เจ้า สร้างบารมีเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ <strong><span style="color: #3366ff;">ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ ก็เป็นด้วยความอดทน นี่จะไปนิพพานได้ ก็ไปด้วยความอดทนนี้ ถ้าอดทนไม่มีไปนิพพานไม่ได้</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">          อดทนต้องมีท่านะ อดทนเหลวไหล ๆ เลอะ ๆ เทอะ ๆ ก็ใช้ไม่ได้ อดทนต้องมีท่า ถ้าอดทนมีท่าจะต้องอดทนอย่างไร เราทำสวนใกล้กัน เป็นชาวสวนทำสวนใกล้กัน เขาก็ทำสวน เราก็ทำสวน แต่มันพอ ๆ กันเสมอ ๆ กัน เราก็อยากให้มันดีกว่าเขานะ ให้เขาแพ้เราให้ได้ อยากได้ดีกว่าเขา ให้เขาแพ้เราให้ได้ นั่นคืออภิชฌา อยากจะรุกเจ้าเสียมั่ง อยากจะทอนกำลังเจ้าเสียมั่ง ให้เรามีสมบัติดีกว่า คุณสมบัติดีกว่า เกิดขึ้นแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าจิตขยับขึ้นเช่นนี้ คิดท่านี้ อยากจะให้ดีกว่าเขานี้เป็นอภิชฌาแล้ว ที่นี้ก็มีพยาบาทอยู่ทีเดียว มีพยาบาทอยู่แล้ว มีพยาบาทแข่งอยู่แล้ว แข่งก็ยังสู้ไม่ได้ หาอุบายแล้ว พยาบาท หาอุบายแก้ไขให้เขาลดกำลังเสียให้ได้ นี่มีพยาบาทเข้าสนับสนุนแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          รักษาไอ้การงานของตัวที่เรียกว่า อภิชฌา พยาบาท นั่นแหละให้หายไป คุมไว้เสมอ คุมไว้ นั้นมิจฉาทิฏฐิแท้  ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อทำสวนใกล้กันไม่มีพยาบาท อภิชฌาก็ไม่มี พยาบาทไม่มี มิจฉาทิฏฐิก็ไม่มี เราอยากเจริญฉันใดให้เขาเจริญฉันนั้น เรารุ่งเรืองอย่างไรก็ให้เขารุ่งเรืองอย่างนั้น มี<span style="color: #000000;">เมตตา</span> รักใคร่ ปรารถนาอยากจะให้เขาเป็นสุข <span style="color: #000000;">กรุณา</span> อยากจะให้เขาทำงานน้อย ๆ ให้ได้ผลมาก ๆ ให้เขาได้พ้นจากทุกข์ หากเขาได้ผลมากก็ยินดีเหมือนตัวได้อย่างนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ชื่อว่าประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา เมื่อเขาถึงความวิบัติพลัดพรากอย่างหนึ่งอย่างใดก็ไม่สมน้ำหน้า ว่าขอให้เขาอย่าวิบัติพลัดพรากเลย นึกในใจอยู่อย่างนี้ นี้เรียกว่า<strong><span style="color: #3366ff;">พรหมวิหาร</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-2522 aligncenter" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-300x210.jpg" alt="" width="583" height="408" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-300x210.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-1024x716.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-768x537.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-1536x1074.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-150x105.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-696x486.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-1068x746.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-1920x1342.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516.jpg 1940w" sizes="auto, (max-width: 583px) 100vw, 583px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">เมื่อตั้งอยู่ในพรหมวิหารเช่นนี้แล้วได้ชื่อว่าไม่มีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ เข้าแทรกแซง ได้ชื่อว่าดำเนินตามร่องรอยของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์แล้ว แล้วที่ยังมีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิอยู่ นั่นดำเนินตามร่องรอยพญามารแล้ว</span></strong> นี่ไม่ใช่ทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ นี่เป็นทางไปของมารเสียแล้ว อย่างนั้น คนอย่างชนิดนั้นรวยไม่ได้ มั่งมีไม่ได้ คนจะรวยได้จะมีได้ต้องประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ดังกล่าวแล้ว นั่นแหละเป็นทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ เป็นทางไปของพระแท้ ๆ นี่เป็นภิกษุสามเณร จะทำกิจการอันใด ทำนา ทำสวน ทำราชการงานเดือน เล่าเรียนศึกษาใด ๆ ต้องมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอยู่อย่างนี้นะ รักษาตัวเพื่อจะกีดกันเสียซึ่ง อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ให้มันหมดสิ้นไปเสีย</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าไม่ฉะนั้น ถ้าไม่ใช้อุบายทางใดทางหนึ่ง มันจะท่วมทับเราให้ได้ ต้องใช้ความอดทน อดทนต่ออภิชฌา อดทนต่อพยาบาท อดทนต่อมิจฉาทิฏฐิ อดทนต่ออภิชฌามิจฉาทิฏฐิ เป็นการตั้งอยู่ในขันติโดยปริยาย <strong><span style="color: #3366ff;">อดทนต่อความโกรธที่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันทันด่วน ระงับให้อยู่ในอำนาจเสียได้ นั่นได้ชื่อว่าขันติโดยตรงทีเดียว</span></strong> เหมือนพระเวสสันดรให้ทาน ๒ กุมารไปแล้ว เป็นปุตตบริจาคไปแล้ว ชูชกแกมาตีลูกหน้าที่นั่งเข้าให้แล้ว พระองค์ก็ทรงขยับพระแสงที่อยู่ข้างที่นั่งนั้นออกมาเป็นกอง แต่พระองค์ทรงสอดส่องด้วยพระปรีชาญาณ จนกระทั่งพระแสงที่ขยับออกมานั่นเข้าไปอยู่ที่เก่าเสียได้ หดกลับเข้าไป  หดเข้าไปเสียอย่างเก่า ไม่เอาล่ะ ปล่อยกันที นี่มันหน้าที่ของเขาไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเรา ปุตตบริจาคของเราสำเร็จแล้ว นี่มันทำลายปุตตบริจาคของเรา เรายอมไม่ได้ ก็หดพระแสงกลับเข้าไปเสีย ไม่เป็นอันตรายแก่ชูชกแม้แต่นิดเดียว นี้ฉันใดก็ดี พระองค์ทรงอดกลั้นต่อความโกรธที่บังเกิดขึ้นเฉพาะหน้า เรียกว่าขันติโดยตรงทีเดียว ขันตินี่แหละเป็นตัวสำคัญนะ จะเป็นภิกษุสามเณรที่ดีได้ก็ด้วยขันตินี่แหละ จะเป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดีได้ในธรรมวินัยของพระศาสดา ก็ด้วยขันติความอดทนนี่แหละ รักษาไว้เถิด เลิศล้นพ้นประมาณทีเดียว เมื่อรักษาเอาไว้ได้แล้ว <span style="color: #ff0000;"><strong> นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา</strong></span> พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงรับสั่งว่าเป็นนิพพานอย่างยิ่ง ว่านิพพานนั่นแหละเป็นอย่างยิ่งทีเดียว <span style="color: #3366ff;"><strong>นี่แหละขันตินี่เป็นตัวนิพพานล่ะ อดทนไม่ได้ไปนิพพานไม่ได้ อดทนได้ไปนิพพานได้</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          นิพพานนะอยู่อย่างไรกัน อยู่ที่ไหน เขาว่านิพพานอยู่ในใจ คำว่านิพพานนะ<span style="color: #ff0000;"><strong> นิกฺขนฺตํ นิพฺพานํ </strong></span>ใจของเราออกจากกิเลสเครื่องร้อยได้เป็นตัวนิพพาน นี่นิพพานไม่อยู่กับใจเสียแล้ว ใจออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดไปเสียแล้ว ใจออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดไป ตัวใจที่ออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดนั่นหรือตัวนิพพาน กิเลสเข้าไปเย็บร้อยอยู่นั่น หลุดออกเสียจากกิเลส ขาดออกไปเสียจากกิเลส นั่นหรือเป็นตัวนิพพาน นั่นเป็นตัวออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัด เมื่อออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้ว จึงจะไปสู่นิพพานอีกครั้งหนึ่ง นิพพานแยกออกเป็น ๒ <span style="color: #3366ff;"><strong>สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          นิพพานแยกออกเป็น ๒ <strong><span style="color: #3366ff;">สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ</span></strong> เหมือนพระพุทธเจ้าได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ว่าขันธปัญจกยังปรากฏอยู่ สั่งสอนเวไนยสัตว์อยู่ ๔๕ ปี ในระหว่างนั้นเป็น สอุปาทิเสสนิพพานธาตุทั้งนั้น เป็นสอุปาทิเสสนิพพาน</p>
<p style="text-align: justify;">          ส่วน<span style="color: #000000;">อนุปาทิเสสนิพพาน</span>ละ เมื่อพระพุทธเจ้าครบอายุ ๘๐ พรรษาแล้ว ที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน เดินสมาบัติทีเดียว ถึงกำหนดแล้วเข้าปรินิพพาน เดินสมาบัติ ปฐมฌาน รูปฌาน อรูปฌาน เดินถอยไปถอยมานับครั้งนับหนไม่ถ้วน เมื่อสมควร ธรรมกายของท่านละเอียดสมควรแล้วก็ตกศูนย์มุบ พอตกศูนย์มุบ อายตนะนิพพานดึงดูดแล้ว เดี๋ยวโน่น ธรรมกายของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ธรรมหายไปอยู่ในนิพพาน ศูนย์นั่นเข้าถึงกำเนิดนิพพาน กำเนิดนิพพาน ในกำเนิดนั้นมีว่าง ศูนย์เข้าไปตกอยู่ในนั้นกลับเป็นธรรมกายใหญ่มโหฬาร หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใส จะว่าเป็นธรรมกายที่โปรดสัตว์อยู่นี่หรือที่ไปนิพพานนั่นนะ ที่เข้านิพพานไปแล้ว นิพพานอยู่ข้างบน สูงจากภพ ๓ นี่ขึ้นไป ๓ เท่าภพ ๓ โตเท่ากันกับภพ ๓ นี่ สว่างเป็นแก้วไปหมดทั้งนั้น งดงาม โตเท่ากับภพ ๓ นี่ แต่ว่าตรงกลางนิพพานนะมีกำเนิด กำเนิดเหมือนกับกำเนิดของมนุษย์ที่เดินสมาบัติเข้าไป เข้าไปถึงกายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด รูปพรหม รูปพรหมละเอียด อรูปพรหม อรูปพรหมละเอียด เป็นชั้น ๆ เข้าไป</p>
<p style="text-align: justify;">          นั่นมีอายตนะทั้งนั้น มีอายตนะรองรับเป็นชั้น ๆ ๆ เข้าไป จนกระทั่งถึงอรูปพรหม ถึงธรรมกาย ธรรมกายก็มีอายตนะรองรับเป็นชั้น ๆ ๆ ไป จนกระทั่งถึงธรรมกายละเอียด โสดา โสดาละเอียด สกทาคา สกทาคาละเอียด อนาคา อนาคาละเอียด มีอายตนะรองรับเป็นชั้น ๆ ขึ้นไปทั้งนั้น มีอายตนะรองรับทั้งนั้นเป็นชั้น ๆ ขึ้นไปถึงธรรมกายอรหัต อรหัตละเอียดนั่นแหละ ในอายตนะของพระอรหัตนั่นแหละบริสุทธิ์ฉันใด นิพพานบริสุทธิ์ยิ่งกว่านั้น เป็นอายตนะอย่างนั้น พอไปถึงนิพพานก็เป็นธรรมกาย ธรรมกายที่เข้านิพพานไปนะ ธรรมกายองค์นี้ใช่ไหม ธรรมกายตกศูนย์แล้วดับไปแล้วตรงศูนย์นั้น ตกถึงศูนย์อายตนะนิพพานก็กลับเป็นธรรมกายใหญ่ ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใส นั่นจะเป็นธรรมกายใหม่ไม่ใช่ธรรมกายเก่าหรือ ก็ถูก เป็นธรรมกายใหม่หรือ ก็ถูก ไม่ผิด ก็เอาธรรมกายเก่าไปไว้ที่ไหนเล่า ธรรมกายเก่าตกศูนย์เสียแล้ว ดับเสียแล้ว ตกศูนย์ดับธรรมกายเสียแล้ว กลับเป็นธรรมกายอีก ละเอียดว่า สวยกว่าธรรมกายเก่านับเท่าไม่ถ้วน นั่นนิพพานอยู่โน่น นั่นเรียกว่า เมื่อพระพุทธเจ้าถึงอายตนะนิพพานนั่นแล้ว อยู่ในนิพพานแล้วขณะใด ขณะนั้นเรียกว่า <strong><span style="color: #3366ff;">อนุปาทิเสสนิพพาน</span></strong> เข้าถึงอนุปาทิเสสนิพพานเสียแล้ว ไม่ใช่สอุปาทิเสสนิพพาน เป็นอนุปาทิเสสนิพพานทีเดียว ไปอยู่ในอายตนะนิพพานนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">          อายตนะนิพพานนั้น เมื่อธรรมกายของพระพุทธเจ้ายังไม่ได้เข้าไป มีอยู่ไหมละ มีอยู่ เรียกว่า อายตนะนิพพาน บาลีบริหารตำรับตำราไว้ว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ </strong></span>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิพพานเป็นอายตนะมีอยู่อันหนึ่ง แต่ว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ได้เข้านิพพาน พระอรหันต์ยังไม่ได้เข้านิพพาน ก็เป็นอายตนะคอยรองรับอยู่ เหมือนอย่างกับตาของเรามีอยู่ ยังมิเห็นรูป รูปมันยังไม่มาถึง ตายังไม่มาถึงรูป รูปยังไม่ถึงตา ก็ไม่เห็นกัน ก็มีอายตนะอยู่แล้ว อายตนะนิพพาน อายตนะคือหู เสียงมันยังไม่มาถึงก็ไม่ได้ยินกัน พอเสียงมาถึงก็ได้ยินกัน เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ มีอายตนะเครื่องรับทั้งนั้น นี่เป็นอายตนะของโลกเขา อายตนะนิพพานเป็นของละเอียด ละเอียดทีเดียว นั่นแหละ นิพพานที่พระพุทธเจ้าเข้าถึง ที่เรียกว่า <strong><span style="color: #3366ff;">อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ</span></strong> เข้าไปแล้วไม่กลับมานั่นแหละ นิพพานนั่นแหละได้ชื่อว่าเป็นอายตนะอยู่อันหนึ่ง เรียกว่า นิพพาน เฉย ๆ ไม่เรียกว่า พระนิพพาน ธรรมกายของพระสีธาตุราชกุมารเข้าไปอยู่ในนิพพานนั้นเรียกว่า พระนิพพาน ธรรมกายนั่นเรียกว่าพระนิพพาน แต่ว่านิพพานที่ยังเป็นเครื่องรองรับนั้น เรียกว่า อายตนะนิพพาน หรือเรียกว่า นิพพาน เฉย ๆ พระนิพพานคือ พระเข้านิพพาน ให้รู้จักหลักอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้จักหลักอย่างนี้ที่พระองค์รับสั่งว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา</strong></span> พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งนิพพานว่าอย่างยิ่งอย่างนี้ พอไปถึงพระนิพพานเข้าแล้ว ด้วยความอดทน ด้วยความนิ่ง ด้วยความหยุด ด้วยความอดใจ นั่นแหละจึงเข้านิพพานได้ ถ้าไม่มีความอดทน ไม่มีความหยุด ไม่มีความนิ่งอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว เข้านิพพานไม่ได้ ที่เข้านิพพานได้ ไปนิพพานได้ ก็เพราะอาศัยความอดทนคืออดใจนั่นเอง เป็นความแผดเผาอย่างยิ่ง ชั่วไม่ได้เข้าไปเจือปน  <span style="color: #ff0000;"><strong>น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต</strong></span> ยังเข้าไปฆ่าผู้อื่นอยู่ ยังเข้าไปฆ่าสัตว์อื่นอยู่ เป็นนักบวชไม่ได้ ไม่เป็นนักบวชกับเขา เป็นบรรพชิตไม่ได้ ไม่เป็นบรรพชิตกับเขา ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ เป็นสมณะไม่ได้ เพราะยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่เป็นนักบวชได้เพราะไม่เข้าไปฆ่าผู้อื่น ที่เป็นสมณะได้เพราะไม่เบียดเบียนผู้อื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ นี่ท่านบอกตรงทีเดียว บอกตรง ๆ ถ้าอยากเดินตรง ๆ แล้วก็ง่ายนิดเดียว ทางพุทธศาสนาไม่มีเบียดเบียนเป็นอย่างไร  พระพุทธเจ้าเลิกเบียดเบียนแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิหตสตฺถา นิหตทณฺฑา</strong></span> ไม่มีศัตราท่อนไม้ในมือแล้ว ผู้ที่ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ถ้ายังมีปืนพก มีดพก ยังมีอาวุธติดมืออยู่แล้วก็ไม่ได้การ ไว้ใจไม่ได้ เหี้ยก็ไม่ไว้ใจ อย่าว่าแต่มนุษย์เลย</p>
<p style="text-align: justify;">          มีท่านดาบสผู้หนึ่ง แกได้ไปบิณฑบาตในบ้าน แกเหาะเหินเดินอากาศได้ วันหนึ่งเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ชาวบ้านเขาใส่แกงเหี้ยมาถ้วยหนึ่ง มาฉันเข้ามันเอร็ดอร่อยจริง รุ่งขึ้นเช้าเอาชามไปส่งเขา ถามเขาว่าแกงอะไร แกงเหี้ย ว้า! หมายตัวจะฆ่าให้ตาย ไอ้เหี้ยใหญ่ปฏิบัติเราอยู่ตัวหนึ่ง เราจะแกงกินได้หลายวัน จะต้องฆ่าไอ้เหี้ยนั่นแกงกินเสีย ดาบสก็เอากระบองเหน็บไว้ในจีวร คลุม ๆ เข้าไว้ เหี้ยเข้ามาจะต้องตีให้ตายทีเดียวเพื่อแกงกิน เอาแล้ว เหี้ยออกมาจากปลวก มาดูกิริยามารยาทของพระผู้เป็นเจ้า ดูไม่ได้ วันนี้หูตากิริยาแปลกประหลาดเหมือนอะไรเข้าสิงในตัว ไม่ไว้ใจตาดาบสเสียแล้ว ดูหน้าดูหลังเสียแล้ว ดาบสก็ทำหน้าตาปะหลับปะเหลือกอยู่ มองซ้ายมองขวา มันผิดปรกติอยู่แล้วนี่ นี่สัตว์มันรู้นะ สัตว์ฉลาดมันรู้เทียวว่ามนุษย์จะมีกิริยาท่าทางอย่างไร มนุษย์มันมีผิด นี่ผิดปรกติ กิริยาท่าทาง เราก็รู้เหมือนกันแหละ แต่ทว่าไหวพริบชนิดนี้ มนุษย์ที่เข้ามาอยู่ด้วย มนุษย์พาล มนุษย์ขโมยก็รู้ มนุษย์คนซื่อก็รู้ ดูตานั่นแหละรู้ ตามันบอก ใจมันซื่อมันก็บอกว่ามันซื่อ คดมันก็บอกว่ามันคด ดูเถอะตามันนั่นแหละ ไอ้ซื่อมันมองลูกตามันตรงกัน มันไม่หลบหลีกกันหรอก มันไม่หลบตากัน ไอ้นั่นซื่อล่ะ ซื่อตรง ๆ ซื่อ ๆ ถ้าตามันคอยหลบอยู่ละไม่ได้ ไอ้นี่ตอแหล ปะหลับปะเหลือกอยู่แล้ว ไม่ได้การล่ะ ตามันไม่ตรงกับเรา ไอ้ชนิดนี้ถ้าเหลี่ยมโกงมี ตาก็ไม่ตรงกันเสียแล้ว ชนิดนั้นต้องออกห่างนะ ถ้าตามองไม่ตรงกันละก็ ออกห่างเทียว ถ้าจะอยู่ใกล้กันแล้วตาต้องตรงกัน ถ้าตาปะหลับปะเหลือกมัวซ่อนตาอยู่ไม่ได้ล่ะ เพลี่ยงพล้ำมันขโมยป่นปี้นะ นั่นควรระวังไว้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่เมื่อจับหลักตรงนี้ได้แล้วก็นั่นแหละ มหาโคธาเห็นตาดาบสว่าไม่ได้การทีเดียว กิริยามารยาท ตาปะหลับปะเหลือกทีเดียว ผิดปรกติ เหี้ยคอยระวังตัว พอเพลี่ยงพล้ำไอ้เหี้ยเข้ามาใกล้ ดาบสก็จะฆ่าเหี้ย เหี้ยมันคอยระวังอยู่นี่ พอได้ท่าดาบสก็เอากระบองแล่นผลุงเข้าไปให้ เหี้ยมันก็หลบไปเสีย ลงดินติดอยู่กับดินนั่น เหี้ยปรูดเข้าโพรงไปแล้ว เข้าปล่องไปแล้ว เรียกเหี้ยออกมา เหี้ยก็บอกว่า ออกมาได้อย่างไรละ ไม้พลองมันอยู่ในมือนะ นั่นแน่ไอ้ไม้พลองอยู่ในมือ ไม่ได้การเอาจริงไอ้นี่</p>
<p style="text-align: justify;">          เพราะฉะนั้น มนุษย์ก็ดี ทั้งหญิงชาย คฤหัสถ์บรรพชิตไม่ว่า ถ้านักบวชก็เหมือนกัน ยังมีเก็บศัสตราอาวุธกันอยู่แล้วก็ไม่ได้ นักบวชจอมปลอมอยู่แล้ว ก็ไม่ได้การล่ะ มีดพกมีดอะไรเก็บใส่หีบใส่ตู้ซ่อนเร้นไว้ อะไรต่าง ๆ นานาเหล่านี้นะไม่ได้ นักบวชเหล่านี้ไม่ได้ ยังจอมปลอมอยู่ ไม่ใช่นักบวชจริงหรอก นักบวชโกง ต้องรีบแก้ไข ไม่แก้ไขไม่ได้ เป็นพระเป็นเณรไม่เข้าใจ ให้สึก เป็นอุบาสกอุบาสิกาไม่เข้าใจ ซ่อนอาวุธอยู่แล้วก็ไม่ได้  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิหตสตฺถา นิหตทณฺฑา </strong></span>ไม่มีศัสตราและท่อนไม้ในมือแล้ว มือเปล่าแล้ว นี้เขาเรียกว่ามันคายงวงแล้ว ปล่อยแล้ว ปล่อยไม่เอาธุระแล้ว อย่างนี้เรียกว่าใช้ได้ล่ะ ตาก็ตรงแล้ว ไม่ปะหลับปะเหลือกแล้ว อย่างนี้ใช้ได้ นี่ตัวอย่างนะ ถ้าว่าใครเป็นเช่นนี้แล้วเลิกเสียนะ เป็นภิกษุสามเณรเลิกเชียว ไอ้ซ่อนเร้นอาวุธอย่างนี้น่ะ มันยังเป็นคนร้ายอยู่ในตัว อุบาสกอุบาสิกาก็เลิกเสียนะ มันเป็นคนร้ายอยู่ในตัวมัน ต้องแก้ไขมันเสียทีเดียว ถ้าแก้ไขมันได้แล้ว มันเชื่อเราแล้วละก็ได้ชื่อว่าไม่เข้าไปฆ่าสัตว์อื่นแล้ว ไม่เบียดเบียนผู้อื่นแล้วแน่ล่ะ ไว้ใจได้</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้ามันยังมีอาวุธอยู่ละก็ยังไว้ใจไม่ได้ มันจะต้องไปฆ่าสัตว์อื่น ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไว้ใจมันไม่ได้ ตัวของเราเองแหละ ไม่ต้องไปตัวคนอื่นล่ะ ไว้ใจมันไม่ได้ ตีหัวมันเปกหรือตบตัวมันเปก หรือผางเข้าไปให้ ค่อย ๆ มันก็พอจะทนได้ ถ้าว่ามันหน้ามืดขึ้นมาละก็ เขาว่าเห็นช้างเท่าหมูเทียวนะ มันโกรธขึ้นมาแล้วละก็ เล็กโตไม่ว่า เอาทีเดียวแหละ มันไม่กลัวกันล่ะ เมื่อรู้จักหลักอันนี้ละก็ คอยดูตัวของตัวไว้ มันจะมีเพลงโกงตัวเองอยู่อย่างไรละก็แก้ไขมันเสีย ถ้าว่ามันยังเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ มันยังจะฆ่าผู้อื่นอยู่ มันจะเข้าไปฆ่าผู้อื่นอยู่ เข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นอยู่  จะเรียกว่านักบวชที่ดีไม่ได้ จะเรียกว่าสมณะไม่ได้ จะเรียกว่าบรรพชิตไม่ได้ ใช้ไม่ได้ทีเดียว เหตุฉะนั้น ต้องเลิกพวกเหล่านี้เสียให้ขาด ใจจะเป็นนักบวชที่ดี ทำธรรมะให้เป็นขึ้น ทำใจให้อยู่กับที่ ทำธรรมะเรื่อย ๆ ไป นั่นแหละเป็นนักบวชที่ดีได้ เป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดีได้ในพระพุทธศาสนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้  ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย  บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้ <strong> </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>             เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p>
<p style="text-align: justify;"> </p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1420">โอวาทปาติโมกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหาสติปัฏฐานสูตร</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1417</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:32:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1417</guid>

					<description><![CDATA[<p>มหาสติปัฏฐานสูตร ๑๐ ตุลาคม พุท [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1417">มหาสติปัฏฐานสูตร</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><br />
<span style="font-size: 18pt;">มหาสติปัฏฐานสูตร</span></strong></p>
<p style="text-align: center;">๑๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2527 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-775x1024.jpg" alt="" width="696" height="920" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-775x1024.jpg 775w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-227x300.jpg 227w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-768x1015.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-1162x1536.jpg 1162w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-150x198.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-300x396.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-696x920.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520-1068x1411.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4520.jpg 1331w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส<br />
</strong><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส</strong><strong><br />
</strong><strong>   นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ</strong></p>
<p style="text-align: justify;">          <strong>กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ.  อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  สโทสํ วา จิตฺตํ สโทสํ  จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตโทสํ วา จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  สโมหํ วา จิตฺตํ สโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตโมหํ วา จิตฺตํ วีตโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  สงฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ สงฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ วิกฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  มหคฺคตํ วา จิตฺตํ มหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ อมหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ สอุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ อนุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  สมาหิตํ วา จิตฺตํ สมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  อสมาหิตํ วา จิตฺตํ อสมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  วิมุตตํ วา จิตฺตํ วิมุตตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ.  อิติ อชฺฌตฺตํ วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ พหิทฺธา วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ.  สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมิํ วิหรติ วยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมิํ วิหรติ สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมิํ วิหรติ.  อตฺถิ จิตฺตนฺติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ ยาวเทว ญาณมตฺตาย ปติสฺสติมตฺตาย อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ.  เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรตีติ. ฯ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงใน มหาสติปัฏฐานสูตร ที่แสดงไปแล้วนั้น โดยอุเทศทวาร ปฏินิเทศทวาร แสดงในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นอุเทศทวารนั้น ตามวาระพระบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย </strong></span>แค่นี้ จบอุเทศทวารของมหาสติปัฏฐานสูตร แปลภาษาบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอกายโน อยํ ภิกฺขเว</strong></span> ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>อยํ มคฺโค </strong></span>อันว่าหนทางนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอกายโน </strong></span>เป็นเอก  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอกายโน อยํ มคฺโค</strong></span> หนทางนี้เป็น <span style="color: #3366ff;"><strong>หนทางเอก</strong></span> ไม่มีสองแพร่ง เป็นหนทางเดียวแท้ ๆ หนทางหนึ่งแท้ ๆ เอกนะ คือหนึ่ง  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอโก ทฺวิ ติ จตุ ปญฺจ</strong></span> เหล่านี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอโก</strong></span> เขาแปลว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>หนึ่ง </strong></span>หนทางนี้เป็นหนึ่งไม่มีสองต่อไป  <span style="color: #3366ff;"><strong>สตฺตานํ วิสุทฺธิยา </strong></span>ความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>โสกปริเทวานํ</strong> <strong>สมติกฺกมาย</strong></span> เพื่อความล่วงเสียซึ่งโศก ความแห้งใจ ความปริเทวะ ความพิไรรำพันเพ้อ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย</strong></span> เพื่ออัสดงคต หมดไปแห่งเหล่าทุกข์โทมนัส  <span style="color: #ff0000;"><strong>ญายสฺส อธิคมาย</strong></span> เพื่อบรรลุซึ่งญาณ  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิพพานสฺส สจฺฉิกิริยาย </strong></span>เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน นี่แสดงดังนี้เพียงเท่านี้ เรียกว่า อุเทศทวาร จักได้แสดงเป็นปฏินิเทศทวารสืบต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">กตเม จตฺตาโร ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา</span></strong> นี้คือ สติปัฏฐานสี่  <span style="color: #ff0000;"><strong>กตเม จตฺตาโร สติปฏฺฐานา</strong></span> สติปัฏฐาน ๔ นี่คืออะไร สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรบ้างล่ะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปฺสสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี  วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ</strong></span> สี่อย่างนี้เรียกว่าปฏินิเทศทวาร อุเทศทวารแสดงแล้ว อีกสองนี้เป็นปฏินิเทศทวาร อุเทศน่ะ แสดงออกเป็นหนึ่งทีเดียว ปฏินิเทศนั้นแสดงหนึ่งออกไปเป็นสี่ กาย เวทนา จิต ธรรม แปลภาษาบาลีว่า<strong>  <span style="color: #ff0000;">อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ</span></strong> ดูก่อนภิกษุทั้งหลายที่ศึกษาพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้า เห็นกายในกายเนือง ๆ นั้นเป็นไฉนเล่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ </strong></span>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ศึกษาพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้ เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่  อ้ายนี้ต้องคอยจำนะ เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่ ถ้าเห็นเข้าแล้วทำให้  <span style="color: #ff0000;"><strong>อาตาปี</strong></span> เพียรเทียว เพียรให้เห็นอยู่เสมอนั้นไม่เผลอทีเดียว  <span style="color: #ff0000;"><strong>อาตาปี สมฺปชาโน</strong></span> รู้รอบคอบอยู่  เพียรแล้วก็รู้รอบคอบ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สติมา</strong></span> มีสติด้วยไม่เผลอ  รู้รอบคอบไม่เผลอ  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิเนยฺย โลเก โทมนสฺสํ</strong></span> คอยจำกัด  <span style="color: #ff0000;"><strong>อภิชฌา </strong></span>ความเพ่งเฉพาะอยากได้และความโทมนัสเสียใจที่ไม่ได้สมบัติ นำอภิชฌาโทมนัสในโลกออกเสีย อย่าเพ่งเฉพาะเสียใจ เพราะอยากได้แล้วไม่สมหวัง มันจะทำกายในกายให้เป็นที่เสื่อมไปเสีย  <span style="color: #ff0000;"><strong>อภิชฌา</strong></span> สำคัญนัก เพ่งเฉพาะอยากได้ เมื่อไม่ได้มันก็เสียใจเพราะไม่สมหวัง ไอ้ดีใจเสียใจนี่แหละอย่าให้เล็ดลอดเข้าไปได้ทีเดียว เมื่อเห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่แล้วก็  <span style="color: #ff0000;"><strong>อาตาปี</strong></span> มีความเพียรเร่งเร้าทีเดียว มีความรู้รอบคอบประกอบด้วยสติมั่น ไม่ฟั่นเฟือนทีเดียว <span style="color: #ff0000;"> <strong>วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </strong></span>นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ นี่ข้อต้น ข้อที่สองคือ  <span style="color: #ff0000;"><strong>เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </strong></span>เห็นเวทนาในเวทนาเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีความรู้รอบคอบ มีสติมั่นไม่ฟั่นเฟือน นำอภิชฌาโทมนัสในโลกออกเสีย ไม่ให้ลอดเล็ดเข้าไปได้ นี่ส่วนเวทนา<strong>  <span style="color: #ff0000;">จิตฺเต</span></strong><span style="color: #ff0000;"><strong> จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </strong></span>เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติไม่พลั้งเผลอ นำอภิชฌาในโลกนี้ออกเสียได้ อย่าให้ความยินดียินดีร้ายมันลอดเล็ดเข้าไปได้ นี่เป็นข้อสาม ข้อที่สี่<strong>  <span style="color: #ff0000;">ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </span></strong>เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ เมื่อเห็นแล้วให้มีความเพียรเป็นเครื่องเผายังกิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นไม่ฟั่นเฟือน กำจัดอภิชฌาโทมนัสในโลกนี้เสียได้ สี่ข้อนี้แหละเรียกว่า ปฏินิเทศทวาร <span style="color: #3366ff;"><strong>กาย เวทนา จิต ธรรม</strong></span> เห็นกายในกายอยู่ เห็นเวทนาในเวทนาอยู่ เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ เห็นธรรมในธรรมอยู่ นี่ให้เข้าใจเสียก่อนจึงจะสอนต่อไปเป็นลำดับ</p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นกายในกาย</strong></span>  นี่เห็นอย่างไร เห็นกายในกายนั่นเหมือนกับนอนฝันนั่นแหละ เห็นชัด ๆ อย่างนั้นนะ เห็นกายในกายก็เห็นกายมนุษย์ละเอียดเท่ากายมนุษย์นี้แหละ นอนฝันในกายมนุษย์นี่ต่อไป ทำหน้าที่ไป ผู้เห็นกายในกายก็คือกายมนุษย์ละเอียดนั่นเอง <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นเวทนาในเวทนา</strong></span> ล่ะ มนุษย์นี่มันก็มีเวทนาเหมือนกัน <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็น</strong></span>นี่ ไม่ได้พูด<span style="color: #3366ff;"><strong>รู้</strong></span> นี่ เวทนาในเวทนานั่น เป็นอย่างไรล่ะ <span style="color: #3366ff;"><strong>สุข</strong></span> กายนั้นเป็นสุข ก็เห็นเป็นสุข กายนั้นเป็นทุกข์ ก็กายละเอียดนั่นแหละที่เห็นนั่นแหละ กายนั้นเป็นทุกข์ก็เห็นว่าเป็นทุกข์ เมื่อกายนั้นไม่สุขไม่ทุกข์ ก็เห็นว่าไม่สุขไม่ทุกข์ เห็นชัด ๆ อย่างนี้ <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นจิตในจิต </strong></span>ล่ะ ลึกนี่เห็นจิตได้หรือ เห็นจิตได้หรือ ไม่ใช่เห็นง่าย ๆ นี่ <span style="color: #3366ff;"><strong>จิตเป็นดวง </strong></span>นี่ เท่าดวงตาดำข้างนอกนี่แหละ เท่าดวงตาดำของตัวทุกคน ๆ นั่นแหละ ดวงจิต เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม ถ้าเห็นอย่างนี้ไม่หลับ เป็นประธาน เห็นกายในกายชัด ๆ ก็เห็นกายละเอียดนั่น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">เห็นเวทนาในเวทนา</span></strong> เห็นกายแล้วก็เห็นเวทนา เวทนาเพราะใจกำหนดอยู่ที่จะดูกายเห็นกายนะ ต้องกำหนดอยู่ศูนย์กลางกายมนุษย์ เมื่ออยู่ศูนย์กลางกายมนุษย์ละก็นั่นแหละ ตาเห็นกาย ก็เห็นอยู่ในกลางกายมนุษย์นั่นแหละ เห็นเวทนาล่ะ เป็นอย่างไงล่ะ <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นสุขเป็นดวงกลมใสอยู่ในกลางกายมนุษย์ละเอียดนั่น เห็นสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เห็นชัด ๆ เป็นดวงอยู่กลางกายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ เวทนาของกายมนุษย์นี้เป็นเวทนานอก เวทนาของกายมนุษย์ละเอียดนั่นเป็นเวทนาของกายมนุษย์ละเอียดข้างใน  นั่นแหละเวทนาในเวทนา</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          <strong><span style="color: #3366ff;">เห็นจิตในจิต</span></strong>ล่ะ<span style="color: #3366ff;"><strong> ดวงจิต </strong></span>ก็เห็นดวงจิตของกายละเอียดนั่น เห็นดวงจิตเท่าดวงตาดำข้างนอก เห็นดวงจิต มั่นอยู่ในกลางดวงจิตนี่แหละ อยู่ในกลางดวงจิตมนุษย์หยาบนี่แหละ เข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียดมันก็ไปเห็นดวงจิตของกายมนุษย์ละเอียดนั่น  นี่เห็นจิตในจิต</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #3366ff;">          เห็นธรรมในธรรม</span></strong>ล่ะ<span style="color: #3366ff;"><strong> ดวงธรรม </strong></span>ที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ มันมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบนั่น พอไปเห็นกายละเอียด มันก็เห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั่น <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ เป็นธรรมข้างใน ดวงธรรมทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบนี่เป็นดวงธรรมข้างนอก</strong></span> เห็นจริงอย่างนี่นะ วัดปากน้ำเขาเห็นกันจริง ๆ อย่างนี้ ไม่ใช่เห็นเล่น ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6970" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900.jpg" alt="" width="2316" height="1668" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900.jpg 2316w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-300x216.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-1024x737.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-768x553.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-1536x1106.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-2048x1475.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-696x501.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-1068x769.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/900-1920x1383.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2316px) 100vw, 2316px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          นี่ <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม เห็นจริง ๆ อย่างนี้ </strong></span>นี่ ๆ อุเทศทวาร แล้วก็เห็นอย่างนี้เรื่อย ๆ ขึ้นไป กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม วัดปากน้ำเห็นเข้าไปตั้ง ๑๘ กายนั่นแน่ะ เห็นเข้าไปอย่างนี้แหละ ๑๘ กาย ชัด ๆ ทีเดียว ชัดใช้ได้ทีเดียว ไม่ใช่พอดีพอร้ายล่ะ เห็นชัดใช้ได้ทีเดียว ไม่ชัดแต่ว่าเห็นล่ะ ถ้าว่าสนใจจริง ๆ ก็เห็นจริง ๆ เห็นจริง ๆ อย่างนี้ เมื่อเห็นจริง ๆ เป็นจริง ๆ อย่างนี้แล้วละก็ ตำราบอกไว้ตรง ๆ อย่างนี้แล้วมันก็ถูกตำรับตำราทีเดียว แล้วจะได้แสดงในกาย เวทนา จิต ธรรม ต่อไปอีก คัมภีร์นิเทศทวารต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;">          มีคำถามสอดเข้ามาว่า <span style="color: #ff0000;"><strong> กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ </strong></span>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ศึกษาพระธรรมวินัย เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่นั่นเป็นไฉน  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ </strong></span>อันนี้แล้ว <span style="color: #ff0000;"><strong> อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา </strong></span>นี่ปฏินิเทศทวาร  <span style="color: #ff0000;"><strong>อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชํุ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สติํ อุปฏฺฐเปตฺวา โส สโต ว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ฑีฆํ วา อสฺสสนฺโต ฑีฆํ อสฺสสามีติ ฯเปฯ  ฑีฆํ วา ปสฺสสนฺโต ฯเปฯ  อสฺสสนฺโต ฯเปฯ  รสฺสํ วา ปสฺสสนฺโต รสฺสํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ </strong></span>นี่เป็นปฏินิเทศทวารกว้างออกไปทีเดียว  กว้างนี่แหละที่แสดงไปแล้ว  ส่วนกายที่แสดงไปแล้ว ท่านจัดออกเป็น ข้อกำหนด เป็น <span style="color: #3366ff;"><strong>ปัพพะ</strong></span> คือ เรียก<span style="color: #3366ff;"><strong> อานาปานปัพพะ</strong></span> ข้อกำหนดด้วยลมหายใจเข้าออก <span style="color: #3366ff;"><strong>อิริยาปถปัพพะ</strong></span> ข้อกำหนดด้วยอิริยาบท เดิน ยืน นั่ง นอน <span style="color: #3366ff;"><strong>สัมปชัญญปัพพะ</strong></span> ข้อกำหนดด้วยกิริยาในอิริยาบทแห่งอวัยวะ รู้อยู่เสมอนั่นเรียกว่า สัมปชัญญปัพพะ <span style="color: #3366ff;"><strong>ปฏิกูลมนสิการปัพพะ</strong></span> ข้อกำหนดด้วยข้อปฏิกูลแห่งร่างกายของคนเรา แห่งฟัน หนัง เนื้อ ตามบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อตฺถิ อิมสฺมิํ กาเย เกสา โลมา นขา ทนฺตา </strong></span>ปฏิกูลนั้นไม่น่ารักน่าชมเลย ปฏิกูลแห่งร่างกายนี้ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ที่ไหนประสมกันแล้วก็เป็นร่างกายล้วนแต่เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ไป นี้เป็น<strong><span style="color: #3366ff;">ธาตุปัพพะ พอกายมนุษย์ละเอียดออกจากกายมนุษย์หยาบแล้วก็เน่ากันทั้งนั้น</span></strong> เป็นปฏิกูลอย่างนี้ ปฏิกูลนั่นเป็นข้อที่ ๕ <span style="color: #3366ff;"><strong>นวสีวถิกปัพพะ</strong></span> ข้อกำหนดด้วยศพเก้ารูป ตายวันหนึ่งสองวันท้องเขียว น้ำเลือดน้ำหนองไหล เป็นลำดับไปจนกระทั่งเหลือแต่กระดูกนั่น นี้ได้แสดงมาแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          วันนี้จะแสดง <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นเวทนาในเวทนา</strong></span> สืบต่อไปว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ.  อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ.  อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  สามิสํ วา สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สามิสํ สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  นิรามิสํ วา สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน นิรามิสํ สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  สามิสํ วา ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน สามิสํ ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  นิรามิสํ วา ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยมาโน นิรามิสํ ทุกฺขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  สามิสํ วา อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน สามิสํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  นิรามิสํ วา อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน นิรามิสํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ.  อิติ อชฺฌตฺตํ วา ฯ </strong></span>อันนี้เวทนาไม่ใช่เป็นของฟังง่ายเลย เป็นของฟังยากนัก แต่ว่าท่านแสดงไว้ย่อ ๆ ว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>สุข</strong></span> เมื่อเราเสวยความสุขอยู่ ก็รู้ชัดว่า เวลานี้เสวยความสุขอยู่ เมื่อเราเสวยความทุกข์อยู่ <span style="color: #000000;">ก็รู้ชัดว่า</span> เราเสวยความทุกข์อยู่ เมื่อเราเสวยความไม่สุขไม่ทุกข์ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยความไม่สุขไม่ทุกข์อยู่ เมื่อเสวยความสุขที่เจือด้วยอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยความสุขที่เจือด้วยอามิส เมื่อเราเสวยความทุกข์ที่เจือด้วยอามิส ก็รู้ว่าเราเสวยความทุกข์ที่เจือด้วยอามิส เมื่อเสวยความไม่สุขไม่ทุกข์ที่เจือด้วยอามิส ก็รู้ชัดว่าเราเสวยความไม่สุขไม่ทุกข์ที่เจือด้วยอามิส เราปราศจากความสุข นิรามิสสุข เราเสวยความสุข ปราศจากความเจือด้วยอามิส เสวยความทุกข์ ปราศจากความเจือด้วยอามิส เสวยความไม่สุขความไม่ทุกข์ ไม่เจือด้วยอามิสก็รู้ชัดอยู่อย่างนี้ นี้เรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>เวทนา</strong></span> รู้จักเวทนาอย่างนี้ แต่เวทนาที่จะแสดงวันนี้จะแสดง<strong> <span style="color: #3366ff;">เวทนาในจิต</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">          คำว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>จิต</strong></span> นะ เป็นของจำเป็นที่เราจะต้องแก้ไข มิฉะนั้นมันก็บังคับเราใช้มันอยู่ทุก ๆ วัน <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้าเราใช้มันไม่เป็นมันจะกลับมาข่มเหงเอาเราเข้า </strong></span>จิตนั่นเป็นตัวสำคัญ ท่านจึงได้ยืนยันตามวาระพระบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ </strong></span>ดูก่อนภิกษุทั้งหลายที่ศึกษาในธรรมวินัย เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่นั่นเป็นไฉน  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ </strong></span>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ศึกษาธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตระคนด้วยราคะ ก็ทราบชัดว่าจิตนี้นี่ระคนด้วยราคะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตปราศจากราคะ ก็ทราบชัดว่าจิตปราศจากราคะ<strong>  <span style="color: #ff0000;">สโทสํ วา จิตฺตํ สโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</span></strong> จิตระคนด้วยโทสะ ก็ทราบชัดว่าจิตระคนด้วยโทสะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>วีตโทสํ วา จิตฺตํ วีตโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ </strong></span>จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโทสะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สโมหํ วา จิตฺตํ สโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตระคนด้วยโมหะก็ทราบชัดว่าจิตระคนด้วยโมหะ<strong>  <span style="color: #ff0000;">วีตโมหํ วา จิตฺตํ วีตโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</span></strong> จิตปราศจากโมหะก็ทราบชัดว่าจิตปราศจากโมหะ<strong>  <span style="color: #ff0000;">สงฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ สงฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</span></strong> จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่าจิตหดหู่  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ วิกฺขิตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่าน  <span style="color: #ff0000;"><strong>มหคฺคตํ วา จิตฺตํ มหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต จิตประกอบด้วยบุญกุศลยิ่งใหญ่ เรียกว่า มหัคคตกุศล กุศลเกิดด้วยรูปฌาน เป็นมหัคคตกุศล  <span style="color: #ff0000;"><strong>อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ อมหคฺคตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตไม่ประกอบด้วยมหรคต ก็ทราบชัดว่าจิตไม่ประกอบด้วยมหรคต  <span style="color: #ff0000;"><strong>สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ สอุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตยิ่งก็รู้ว่าจิตยิ่ง  <span style="color: #ff0000;"><strong>อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ อนุตฺตรํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมาหิตํ วา จิตฺตํ สมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่าจิตตั้งมั่น  <span style="color: #ff0000;"><strong>อสมาหิตํ วา จิตฺตํ อสมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</strong></span> จิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่าจิตไม่ตั้งมั่น <strong> <span style="color: #ff0000;">วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ วิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</span></strong> จิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตหลุดพ้น<strong>  <span style="color: #ff0000;">อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</span></strong> จิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตไม่หลุดพ้น  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิติ อชฺฌตฺตํ วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ</strong></span> ดังนี้แหละ ภิกษุเห็นจิตในจิตเป็นภายในเนือง ๆ อยู่  <span style="color: #ff0000;"><strong>พหิทฺธา วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ</strong></span> เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อันเป็นภายนอกอยู่  <span style="color: #ff0000;"><strong>อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา จิตฺเต จิตตานุปสฺสี วิหรติ</strong></span> เห็นเนือง ๆ ซึ่งจิตในจิตทั้งเป็นภายในและภายนอก  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมิํ วิหรติ</strong></span> เห็นธรรมดาซึ่งความเกิดขึ้นในจิตอยู่  <span style="color: #ff0000;"><strong>วยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมิํ วิหรติ </strong></span>เห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในจิตอยู่  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วา จิตฺตสฺมิํ วิหรติ</strong></span> เห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปซึ่งจิตในจิตอยู่  <span style="color: #ff0000;"><strong>อตฺถิ จิตฺตนฺติ วา ปนสฺส</strong></span> ก็หรือสติของเธอเข้าปรากฏว่าจิตมีอยู่<strong>  <span style="color: #ff0000;">ยาวเทว ญาณมตฺตาย</span></strong> สักแต่ว่ารู้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปติสฺสติมตฺตาย</strong></span> สักแต่ว่าอาศัยระลึก<strong>  <span style="color: #ff0000;">อนิสฺสิโต จ วิหรติ</span></strong> เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิยึดถือไม่ได้แล้ว <span style="color: #ff0000;"><strong> น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ</strong></span> ไม่ยึดถือมั่นอะไร ๆ ในโลก <span style="color: #ff0000;"><strong> เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ </strong></span>อย่างนี้แหละภิกษุ เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ด้วยประการดังนี้ นี้เนื้อความของพระบาลี คลี่ความเป็นสยามได้ความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2530 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-1024x609.jpg" alt="" width="696" height="414" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-1024x609.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-300x178.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-768x457.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-1536x913.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-150x89.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-696x414.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-1068x635.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524-1920x1142.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4524.jpg 2040w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อไปนี้จะอรรถาธิบายขยายความในเรื่อง <span style="color: #3366ff;"><strong>จิต </strong></span>จิตนั่นอยู่ที่ไหน รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร คำที่เรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>จิต</strong></span> นั่น หนึ่งในสี่ของใจ <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงวิญญาณ </strong></span>เท่าดวงตาดำข้างใน <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงจิต</strong></span> เท่าดวงตาดำข้างนอก เห็นชัดอยู่อย่างนี้แล้วก็<span style="color: #3366ff;"><strong> ดวงจำ </strong></span>ก็โตไปอีกหน่อย อยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงหัวใจ<span style="color: #3366ff;"><strong> ดวงเห็น </strong></span>อยู่ในกลางกาย โตไปอีกหน่อย ดวงเห็นอยู่ข้างนอก มันซ้อนกันอยู่</p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงเห็นอยู่ข้างนอก ดวงจำอยู่ข้างใน อยู่ข้างในดวงเห็น ดวงคิดอยู่ข้างในดวงจำ </strong></span><strong><span style="color: #3366ff;">ดวงรู้อยู่ข้างในดวงคิด</span>  </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">ดวงรู้</span></strong> เท่าตาดำข้างใน นั่นแหละเขาเรียกว่า<span style="color: #3366ff;"><strong> วิญญาณ</strong></span> เท่าดวงตาดำข้างในเขาเรียกว่าดวงวิญญาณ</p>
<p style="text-align: justify;">          เท่าดวงตาดำข้างนอกนั้นเขาเรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงจิต</strong></span> หรือ<strong> <span style="color: #3366ff;">ดวงคิด </span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">          โตออกไปกว่านั้น โตออกไปกว่าดวงจิต เท่าดวงตานั่นแหละ นั่นเขาเรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงใจ</strong></span> หรือ<strong> <span style="color: #3366ff;">ดวงจำ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">          โตกว่านั้นอีกหน่อย เท่ากระบอกตานั่นแหละเขาเรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ดวงเห็น</strong> <strong>ดวงเห็นนั้นคือ</strong><strong>ดวงกายทีเดียว</strong></span> สี่ดวงนั้นมีเท่านี้แหละ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">ดวงกาย</span></strong> นั่นแหละ <span style="color: #3366ff;">เ<strong>ป็นที่ตั้งของเห็น ธาตุเห็นอยู่ศูนย์กลาง อยู่ศูนย์กลางกำเนิดดวงกายนั้น อ้ายดวงใจนั่นแหละ เป็นที่ตั้งของจำ ธาตุจำอยู่ศูนย์กลางดวงใจนั่นแหละ อ้ายดวงจิตนั่นแหละเป็นที่ตั้งของคิด ธาตุคิดอยู่ศูนย์กลางจิตนั่นแหละ </strong><strong>อ้ายดวงวิญญาณเป็นที่ตั้งของรู้ ธาตุรู้อยู่ศูนย์กลางดวงวิญญาณนั่นแหละ </strong></span>ธาตุเห็น จำ คิด รู้ สี่ประการนั้น ธาตุเห็นเป็นที่ตั้งของเห็น ธาตุจำเป็นที่อยู่ของจำ ธาตุคิดเป็นที่อยู่ของคิด ธาตุรู้เป็นที่อยู่ของรู้ <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็น จำ คิด รู้ สี่ประการ ยกแพลบเดียวโน้นไปนครศรีธรรมราชไปแล้ว</strong></span> เห็นจำคิดรู้ไปแล้วยกไปอย่างนั้นแหละไปได้ ไปได้ ไปเสียลิบเลย ไปเสียไม่บอกใครทีเดียว ไปอยู่เสียที่นครศรีธรรมราชโน้น <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้าว่าคนเขามีธรรมกาย อ้ายนี่มายุ่งอยู่ทำไมในนครศรีธรรมราช ไปเห็นเอากายมนุษย์ละเอียดเข้าแล้ว</strong></span> อ้ายคนนี้รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างนั้น แต่งเนื้อแต่งตัวเป็นอย่างนั้น เราคิดว่าเราส่งใจไปนี่นะ ส่งไปนครศรีธรรมราช อ้ายนี่มายุ่งอยู่ทำไมในนครศรีธรรมราช เห็นทีเดียว เขามีธรรมกาย อ้ายนี้มายุ่งอยู่ที่นี้แล้ว <span style="color: #3366ff;"><strong>เราก็ยกเห็น จำ คิด รู้ไปนี่</strong></span>ไม่ได้ไปทั้งตัว นั่นแหละ<span style="color: #3366ff;"><strong> กายละเอียดไปแล้ว</strong></span> ไปยุ่งอยู่โน้นแล้ว ดูก็ได้ ลองไปดูก็ได้ พวกมีธรรมกายเขามี เขาเห็นทีเดียว อ้ายนี้มายุ่งอยู่นี่แล้ว จำหน้าจำตาจำตัวได้ เอ! ก็แปลกจริงนะ ไม่ใช่ของพอดีพอร้าย พระพุทธศาสนาเป็นของลึกซึ้งอยู่ แต่ว่าจะส่งใจไปอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามเถอะ ไปได้อย่างนี้แหละ <span style="color: #3366ff;"><strong>สี่อย่างไปได้อย่างนี้</strong> คือ <strong>เห็น จำ</strong> <strong>คิด รู้ มันหยุดเป็นจุดเดียวกัน เป็นกายละเอียด มันแยกกันไม่ได้</strong></span> แยกไม่ได้เด็ดขาดเชียว เป็นตัวเป็นตัวตายอยู่ เหมือนกายมนุษย์นี่ เราจะเอาแยกเป็นหัวใจเสีย จากหัวใจเสีย หัวใจแยกจากดวงจิตเสีย จิตแยกจากดวงวิญญาณเสียไม่ได้ ถ้าแยกไม่เป็นเลยแยกตายหมด ถ้าแยกเวลาใดมนุษย์ก็ตายเวลานั้น ถ้าไม่แยกก็เป็นอย่างนี้ <span style="color: #3366ff;"><strong>เห็น จำ คิด รู้ สี่อย่างนี้แยกไม่ได้ แยกก็ตายเหมือนกัน</strong></span> แยกเข้าอ้ายกายละเอียดนั้นตาย แยกหัวใจออกไป ดวงจำ ดวงเห็น ตาย แยกไม่ได้ หากว่ากายทิพย์ก็เหมือนกัน แยกไม่ได้ มันเป็นตัวของมันอยู่อย่างนั้นแหละ เอาแต่ตัวกายมนุษย์ละเอียด มันก็ละเอียดพอแล้ว พอเข้ากายทิพย์ละเอียด ก็ยิ่งละเอียดไปกว่านั้นอีก ละเอียดพอแล้วหรือ พอเข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด ละเอียดยิ่งกว่านั้นเข้าไปอีก เข้าถึงกายอรูปพรหม ละเอียดยิ่งกว่านั้นไปอีก เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด ละเอียดยิ่งกว่านั้นไปอีก เข้าถึงกายธรรม ละเอียดยิ่งกว่านั้นไปอีก เข้าถึงกายธรรมละเอียด ละเอียดยิ่งกว่านั้นเข้าไปอีก</p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #3366ff;"><strong>นี่ถ้าว่าทำธรรมกายเป็นละก็  มันฉลาดกว่ามนุษย์หลายสิบเท่าเชียวนะ นี่พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ก็ฉลาดกว่าเท่าหนึ่งแล้ว </strong>สูงกว่าเท่าหนึ่งแล้ว<strong> เข้าถึงกายทิพย์ก็สองเท่าแล้ว กายทิพย์ละเอียดก็สามเท่าแล้ว กายรูปพรหมสี่เท่า กายรูปพรหมละเอียดห้าเท่า กายอรูปพรหมหกเท่า กายอรูปพรหมละเอียดเจ็ดเท่า เข้าถึงกายธรรมและกายธรรมละเอียด ๘-๙ เท่าเข้าไปแล้ว</strong></span> มันมีความฉลาดกว่ากันอย่างนี้นะ ให้รู้จักว่าของสูงของต่ำอย่างนี้ เมื่อรู้จักอย่างนี้แล้วก็ วันนี้ที่จะแสดง <span style="color: #3366ff;"><strong>จิต</strong></span> ตำราท่านวางไว้แค่จิต เอา<span style="color: #3366ff;"><strong> ดวงจิต</strong></span> นี้เท่านั้น ดวงเห็นก็ไม่ได้เอามาพูด ดวงจำไม่ได้มาพูด ดวงรู้ไม่ได้มาพูด มาพูดแต่ดวงจิตดวงเดียว ที่เราแปลจิตถ้าเราเอามาใส่ปนกันกับเรื่องจิตก็ป่นปี้หมด เพราะ <span style="color: #3366ff;"><strong>จิตมีหน้าที่คิดอย่างเดียวเท่านั้นแหละ</strong> <strong>ดวงรู้</strong>ก็<strong>มีหน้าที่รู้อย่างเดียว</strong> <strong>ไม่มีหน้าที่คิด ดวงจิตก็มีหน้าที่คิดอย่างเดียว</strong><strong> ดวงจำก็มีหน้าที่จำอย่างเดียว</strong> <strong>ดวงเห็นก็มีหน้าที่เห็นอย่างเดียว</strong></span> จะสับเปลี่ยนกันไม่ได้ แต่ว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้าไม่รู้หลักความจริงแน่นอนอย่างนี้ละก็</strong> <strong>ท่านก็แปลเอาดวงจิตไปรวมเข้ากับรู้เสียว่า</strong></span> รู้ก็คือจิตนั่นแหละ  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิจิตฺตารมฺมณํ</strong></span> ดวงจิตวิจิตรด้วยอารมณ์ต่าง ๆ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ นี่วิจิตรด้วยอารมณ์ต่าง ๆ อย่างนี้ ดวงจิตนั่น อีกนัยหนึ่ง  <span style="color: #ff0000;"><strong>อารมฺมณํ วิชานาตีติ จิตฺตํ</strong></span> จิตรู้ซึ่งอารมณ์  <span style="color: #3366ff;"><strong>จิตรู้เสียอีกแล้ว เอาละซี เอาวิญญาณไปไว้ที่ไหนแล้ว ไม่พูดดวงวิญญาณเสียอีกแล้ว พูดเป็นรู้เสียแล้ว</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          เพราะฉะนั้น คำว่า<strong><span style="color: #3366ff;"> จิต</span> </strong>นี่แหละ <strong><span style="color: #3366ff;">เป็นดวงใสเท่าดวงตาดำข้างนอก ใสเกินใส ปกติมโน ใจเป็นปกติ </span></strong>คือ <span style="color: #3366ff;"><strong>ภวังคจิต จิตที่เป็นภวังคจิตน่ะ ใสเหมือนยังกับน้ำที่ใส </strong></span>ใสเหมือนยังกับน้ำที่ใสนะ<span style="color: #3366ff;"><strong> จิตที่ใสนั่นแหละ เมื่อระคนด้วยราคะเหมือนยังกับน้ำแดงเข้าไปเจือเสียแล้ว</strong></span> มันก็ปนเป็นนะซี นี่เป็นอย่างนั้นนา เมื่อจิตระคนด้วยราคะเหมือนน้ำแดงเข้าไปเจือเสียแล้ว <span style="color: #3366ff;"><strong>จิตระคนด้วยโทสะ</strong></span>เล่า <span style="color: #3366ff;"><strong>เหมือนยังกับน้ำเขียวน้ำดำเข้าไปปน</strong></span> น้ำเขียวเข้าไปปนระคนเสียแล้ว <span style="color: #3366ff;"><strong>จิตระคนด้วยโมหะเหมือนน้ำตมเข้าไประคนเสียแล้ว</strong> <strong>ไอ้จิตใสนะมันก็ลางไป </strong></span>ก็รู้นะซี<strong>   </strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6971" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022.jpg" alt="" width="1890" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022.jpg 1890w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-300x217.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-1024x740.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-768x555.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-1536x1109.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-696x503.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/022-1068x771.jpg 1068w" sizes="auto, (max-width: 1890px) 100vw, 1890px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ</span></strong> จิตระคนด้วยราคะ ก็รู้ว่าจิตระคนด้วยราคะ จิตไม่มีราคะ ปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตไม่มีราคะ ไม่ปนด้วยโมหะ ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่ จิตหดหู่ ที่ใสน่ะหดหู่ไป ผู้สร้างพอรู้ว่าผู้สร้างเป็นอติวิสัย ไม่คงที่เสียแล้ว ผู้สร้างก็รู้ว่าผู้สร้าง จิตประกอบด้วยกุศลที่ระคนด้วยญาณ เป็นมหัคตจิต จิตไม่ประกอบด้วยกุศลก็เห็น จิตประกอบด้วยกุศลก็เห็นชัด ๆ ดังนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมาหิตํ วา จิตฺตํ สมาหิตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ </strong></span>จิตตั้งมั่นใสมั่นดิ่งลงไปก็เห็นชัด ๆ ดังนี้ รู้ชัด ๆ อย่างนี้ จิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตไม่ตั้งมั่น จิตพ้นใสพ้นจากเครื่องกิเลส ก็รู้ว่าพ้น ไม่พ้นก็รู้ว่าไม่พ้น เห็นชัด ๆ อย่างนี้ เมื่อเห็นชัดเข้าดังนี้ละก็<strong><span style="color: #3366ff;">อชฺฌตฺตํ วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ เห็นจิตในจิต เป็นภายในเนือง ๆ</span> </strong>ภายใน น่ะคือ จิตกายละเอียดเห็นเนือง ๆ ซึ่งจิตในจิต เป็นภายนอกนี้จิตของกายมนุษย์ เห็นเนือง ๆ ซึ่งจิตในจิตทั้งภายในภายนอก เห็นเป็นรูปจิต เป็นจิตของกายมนุษย์ละเอียด เห็นทั้งสองทีเดียว เห็นทั้งภายในและภายนอก เห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดาคือความเสื่อมไป ความเกิดขึ้นของจิต เห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดาคือความดับไปของจิต คือความดับไปในจิต เมื่อเห็นเนือง ๆ เป็นธรรมดาทั้งเกิดขึ้นทั้งความดับไป เมื่อเห็นชัดดังนี้ละก็  <span style="color: #ff0000;"><strong>อตฺถิ จิตฺตนฺติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ</strong></span> ก็หรือสติของเธอ เข้าไปปรากฏว่าจิตมีอยู่ เห็นจิตแล้ว เมื่อจิตมีสติของเธอปรากฏว่า จิตมีอยู่เพียงสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าอาศัยความระลึก อันตัณหาและทิฏฐิเข้าไปอาศัยไม่ได้เลย  <span style="color: #ff0000;"><strong>น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ</strong></span> ไม่ถือมั่นอะไรเลยในโลก รู้ว่าปล่อยวางแล้ว ไม่ถือมั่น ไม่ติด ไม่แตะ ไม่อะไรแล้ว ให้รู้ชัด ๆ เห็นชัด ๆ อย่างนี้ อย่างนี้แหละ เรียกว่า ภิกษุทั้งหลาย<span style="color: #3366ff;"><strong>เห็นในจิต</strong></span>เนือง ๆ อยู่ ด้วยประการดังนี้ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลี ชี้ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา เพราะได้ยินเสียงระฆังหง่าง ๆ อยู่แล้ว <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อธิบายอ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้<strong> สทา โสตถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดิ์จงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพได้ชี้แจงแสดงมา ตามสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถา โดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1417">มหาสติปัฏฐานสูตร</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1414</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:28:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1414</guid>

					<description><![CDATA[<p>สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้ ๑๙  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1414">สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 18pt;"><strong>สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้<br />
</strong></span></p>
<p style="text-align: center;">๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2537 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1024x607.jpg" alt="" width="696" height="413" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1024x607.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-300x178.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-768x455.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1536x910.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-150x89.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-696x412.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1068x633.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1920x1138.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412.jpg 2044w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓ หน)</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>มตฺตา สุขปริจฺจาคา       ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ</strong><br />
<strong>จเช มตฺตาสุขํ ธีโร        สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขนฺติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;">ขุ.ธ.(บาลี) ๒๕/๓๑/๕๓</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถาแก้ด้วย สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้พึงแสวงหา ยิ่งใหญ่นัก ไม่มีใครปฏิเสธทุกทั่วหน้า สุขนี้สมเด็จพระบรมศาสดาทรงรับสั่งด้วยพระองค์เอง  เพื่อจะให้สัตว์แสวงหาสุขยิ่งขึ้นไป ไม่ใช่สุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ละสุขเล็กน้อยเสีย ให้ยึดเอาความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป นี่เพราะเราท่านทั้งหลาย ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต หญิงชายทุกทั่วหน้า เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ทุกทั่วหน้าด้วยกัน แสวงหาสุขทุกหมู่เหล่า แม้สัตว์เดรัจฉานเล่า ก็ต้องแสวงหาสุขเหมือนกัน หลีกเลี่ยงจากทุกข์ แสวงหาสุขอยู่เนืองนิตย์อัตรา เพราะว่าสุขจะพึงได้สมเจตนานั้น ผู้แสวงหาเป็นจึงจะได้ประสบสุขยิ่งใหญ่ไพศาล ถ้าแสวงหาไม่เป็นก็ได้รับสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ หาสมควรแก่อัตภาพที่เป็นมนุษย์ไม่ เหตุนี้ ตามวาระพระบาลีพระองค์ได้ทรงแสดงไว้ว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>มตฺตา สุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ</strong></span> แปลเนื้อความว่า ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ เพราะละสุขอันน้อยเสีย หรือเพราะละสุขพอประมาณเสีย ผู้มีปัญญาเมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์ก็พึงละสุขพอประมาณเสีย นี่เนื้อความของพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาได้เนื้อเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป สุขเล็กน้อย กับสุขไพบูลย์นี้เป็นใจความในพระคาถานี้ สุข มีสุขตั้งแต่สุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงสุขที่สุด สุขเล็กน้อยก็สุขมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในสมัยทุกวันนี้เป็นสุขเล็กน้อย สุขเทวดาก็สุขมากขึ้นไปเป็นชั้น ๆ เป็นสุขใหญ่ขึ้นไป เทวดา ๖ ชั้นก็สุขขึ้นไปเป็นลำดับ</p>
<p style="text-align: justify;">          สุขมนุษย์ไม่เท่าสุขในจาตุมหาราช สุขในจาตุมหาราชไม่เท่าสุขในดาวดึงส์ สุขในดาวดึงส์ไม่เท่าสุขในชั้นยามา สุขในชั้นยามาไม่เท่าสุขในชั้นดุสิต สุขในชั้นดุสิตไม่เท่าสุขในชั้นนิมมานรดี สุขในชั้นนิมมานรดีไม่เท่าสุขในชั้นปรนิมมิตวสวัตตี สุขในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีไม่เท่าสุขในพรหมปาริสัชชา สุขในชั้นพรหมปาริสัชชาไม่เท่าสุขในชั้นพรหมปุโรหิตา สุขในชั้นพรหมปุโรหิตาไม่เท่าสุขในชั้นมหาพรหมา สุขในชั้นมหาพรหมาไม่เท่าสุขในพรหมปริตตาภา สุขในชั้นพรหมปริตตาภาไม่เท่าสุขในชั้นอัปปมาณาภา สุขในชั้นอัปปมาณาภาไม่เท่าสุขในชั้นอาภัสสรา สุขในชั้นอาภัสสราไม่เท่าสุขในชั้นปริตตสุภา สุขในชั้นปริตตสุภาไม่เท่าสุขในชั้นอัปปมาณสุภา สุขในชั้นอัปปมาณสุภาไม่เท่าสุขในชั้นสุภกิณหา สุขในชั้นสุภกิณหาไม่เท่าสุขในชั้นเวหัปผลา สุขในชั้นเวหัปผลาไม่เท่าสุขในชั้นอสัญญีสัตตา สุขในชั้นอสัญญีสัตตาไม่เท่าสุขในชั้นอวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา สุขในชั้นอกนิฏฐาไม่เท่าสุขในชั้นอากาสานัญจายตนะ อากาสานัญจายตนะไม่เท่าสุขในชั้นวิญญาณัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะไม่เท่าสุขในชั้นอากิญจัญญายตนะ สุขในชั้นอากิญจัญญายตนะไม่เท่าสุขในชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี่ว่าในภพ ๓ ยังไม่ถึงนิพพาน แต่ว่าสุขเป็นลำดับไปดังนี้ ผู้แสวงหาสุข เกลียดจากทุกข์ อยากได้สุข ผู้ที่อยากได้สุขนั้นต้องละสุขพอประมาณเสีย จึงจะพบสุขอันสมบูรณ์ยิ่งใหญ่ไพศาลเป็นลำดับขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ละสุขพอประมาณเป็นไฉน มาเกิดในมนุษย์โลก เป็นหญิงก็ดี เป็นชายก็ดี จงแสวงหาเถิด ความสุขอยู่ในทานการให้ ยิ่งใหญ่ไพศาล ความสุขอยู่ในทานการให้ หรือความสุขอยู่ในศีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อยดีไม่มีโทษ หรือสุขอยู่ในการเจริญภาวนาให้เป็นเหตุลงไปเป็นสุขยิ่งใหญ่ไพศาล ให้อุตส่าห์ให้ทาน สมบัติเงินทองข้าวของที่เป็นวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์ที่เราหาได้มา เก็บหอมรอมริบไว้หรือได้มรดกมาก็ดี สิ่งทั้งหลายนั้นเมื่อเรารักษาอยู่ <span style="color: #3366ff;"><strong>เมื่อเรายังมีชีวิตเป็นอยู่ก็เป็นของเราอยู่ แต่พอแตกกายทำลายขันธ์เท่านั้น สมบัติเหล่านั้นไม่ใช่ของเราเสียแล้ว กลายเป็นของคนอื่นเสียแล้ว ไม่ใช่ของเราจริง ๆ ในมนุษย์โลก เราผ่านไปผ่านมาเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นบ้านเมืองของเรา ไม่เป็นถิ่นทำเลที่เราอยู่ เป็นทำเลที่สร้างบารมี มาบำเพ็ญทาน ศีล เนกขัมม์ ปัญญา วิริยะ อธิษฐาน ขันติ สัจจะ เมตตา อุเบกขา เท่านั้น </strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          นี่ข้อสำคัญ รู้จักหลักนี้แล้ว ให้ละสุขอันน้อยเสีย สุขอันน้อยนั่นคืออะไร รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เราใช้สอยอยู่นี้ รูปที่ชอบใจ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ ติดอยู่ในกามภพ ที่ให้เราซบอยู่ในกามภพนี้โงศีรษะไม่ขึ้น <span style="color: #3366ff;"><strong>ไอ้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั่นแหละเป็นสุขนิดเดียว</strong> <strong>สุขเล็กน้อยไม่ใช่เป็นสุขมาก สุขชั่วปรบมือกระพือปีกไก่เท่านั้น มันสุขน้อยจริง</strong> <strong>ๆ</strong></span> ให้ละสุขน้อยนั้นเสีย ให้ละ ๕ อย่างนี้ คือ รูปที่ชอบใจ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ เมื่อละได้แล้วเรียกว่า จาคะ สละสุขที่ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั้นได้ ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั้นเป็นไฉน เงินทองข้าวของ วิญญาณกทรัพย์ อวิญญาณกทรัพย์ เหล่านี้เรียกว่ารูปสมบัติ ที่เรายินดีในรูปสมบัตินั้นแหละเรียกว่า ยินดีในรูป เสียง ยกย่องสรรเสริญ ยกยอสรรเสริญชมเชยต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เป็นโลกธรรมเหล่านี้นั่นแหละยินดีในเสียง ถ้าเราไปยินดีติดอยู่ในเสียงสรรเสริญอันนั้นละก็ ทำให้เพลินซบเซาอยู่ในโลก เป็นทุกข์ เป็นสุขกับเขาไม่ได้ กลิ่นหอมเครื่องปรุงต่าง ๆ อันเป็นที่ชื่นเนื้อเจริญใจนั่นแหละยินดีในกลิ่น มัวยินดีในกลิ่นอยู่เถิด จะซบเซาอยู่ในมนุษย์โลก ในกามภพ ดุจคนสลบโงศีรษะไม่ขึ้น ติดรสเปรี้ยวหวานมันเค็มอยู่นี่แหละยินดีในรส ถ้าว่าติดอยู่ในรสเช่นนั้นแล้วละก็ หรือติดรสอันใดก็ช่าง ความติดรสอันนั้นแหละทำให้โงหัวไม่ขึ้น ยินดีในความสัมผัสถูกเนื้อต้องตัว</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าเอาใจไปยินดีในสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวเข้าแล้ว เข้าไปอยู่ในเปือกตมทีเดียว โงศีรษะไม่ขึ้นอีกเหมือนกัน ๕ อย่างนี้ให้สัตว์โลกจมอยู่ในวัฏสงสาร ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ติดอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ออกจากวัฏฏะไม่ได้ กรรมวัฏ วิปากวัฏ กิเลสวัฏ ออกไม่ได้ ออกจากภพ ๓ ไม่ได้ ออกจากกามไม่ได้เพราสละละสิ่งทั้ง ๕ ไม่ได้ ถ้าสละละสิ่งทั้ง ๕ อันเป็นสุขน้อยนี้เสียได้แล้ว เมื่อสละละสิ่งทั้ง ๕ เสียได้แล้วจะได้ประสบสุขอันไพบูลย์ ต้องประสบสุขอันไพบูลย์แท้ ๆ อันไพบูลย์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ละของมนุษย์ได้แล้ว ต้องไปติดอยู่ในชั้นจาตุมหาราชของทิพย์อีก ก็ต้องติดอยู่แบบเดียวกัน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ก็ได้ชื่อว่าละไม่ได้เพราะของเป็นทิพย์เสียอีก ละชั้นจาตุมหาราชก็จะไปติดชั้นดาวดึงส์อีก ชั้นดาวดึงส์ก็ปล่อยเสียอีก ละเสียอีก จะเข้าถึงยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ละได้ทั้งหมดนี้ ใครอุตส่าห์พยายามรักษาศีลมั่นจริง เมื่อสละพวกนี้ได้แล้วทำศีลให้มั่นขึ้น ศีลมั่นแล้วเจริญเป็นทางสมาบัติทีเดียว ให้เข้าสู่รูปฌานทั้ง ๔ ให้ได้ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน จะได้ไปรับสุขยิ่งใหญ่ไพศาลไปกว่านี้ และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเข้าถึงฌานทั้ง ๔ แตกกายทำลายขันธ์  ก็ได้ไปบังเกิดในพรหม ๑๖ ชั้น ได้รับความสุขยิ่งขึ้นไปเป็นชั้น ๆ จนกระทั่งถึงขนาด ถึงพรหมชั้นที่ ๑๑ หรือ ๑๒-๑๓-๑๔-๑๕-๑๖ ขึ้นไปก็ตามเถอะ แต่ว่าอย่าติดนะ ติดในชั้นพรหมไม่ได้ ละเสียได้เป็นสุข ให้ละสุขในรูปภพนี้เสีย แม้จะได้ไปครองสุขในอรูปภพต่อไปอีก ยึดเอาอะไรไปครองสุขในอรูปภพต่อไป อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สุขแค่นั้นจะเพียงพอแล้วหรือ ถ้าเราต้องการประสบสุขอันไพบูลย์ใหญ่ไพศาลแล้ว ก็ให้ละสุขในอรูปพรหมอีก อย่าติดสุขในอรูปภพนั้น ให้ไปถึงนิพพานทีเดียว เมื่อไปถึงนิพพานแล้วนั่นแหละจะได้ประสบสุขอันไพบูลย์ และสุขอันนั้นเป็นสุขสำคัญ สุขอื่นสู้ไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้ว่าสุขเช่นนั้นแล้ว ทำอย่างไรต่อไป วิธีจะละ ตั้งแต่มนุษย์ นี่จะละสุขในมนุษย์ล่ะ เราจะละท่าไหน ต้องแก้ไขวิธีละทีเดียว ต้องใช้ละด้วยกาย ละด้วยวาจา ละด้วยใจ ต้องใช้ทาน ศีล ภาวนา เป็นฆราวาสครองเรือนให้หมั่นให้ทาน ให้ละสุขน้อยโดยการบริจาคทาน ที่มีสมบัติยิ่งใหญ่ไพศาลในมนุษย์โลกดังนี้ ถึงมีพอประมาณหรือมีเล็กน้อยก็ช่าง อุตส่าห์ละเถิด จงให้ทาน ให้ความสุขในภพนี้และภพหน้าต่อไปนับภพไม่ถ้วน ให้อุตส่าห์ให้ทาน ทานนี่แหละเป็นข้อสำคัญนัก ท่านยืนยันตามตำรับตำราว่ามนุษย์จะได้รับความสุขในมนุษย์โลกก็เพราะอาศัยการให้ทานกัน ด้วยเหตุนี้ <span style="color: #3366ff;"><strong>พระโพธิสัตว์เจ้าสร้างบารมี มาเกิดในมนุษย์โลกก็ย่อมให้ทานในเบื้องหน้า</strong></span> ท่านเป็นผู้เก็บหอมรอมริบ สนับสนุนอุปถัมภ์ค้ำชูแก่บริวารของท่านไม่แพ้ฝ่ายใด ท่านก็อุปถัมภ์ค้ำชูตลอด เพราะท่านเป็นผู้มีสมบัติยิ่งใหญ่ไพศาล ท่านบริจาคทานอย่างนี้ อัตราการให้ทานนี่แหละที่จะส่งเราให้ไปถึงสุขยิ่งใหญ่ไพศาล ถ้าไม่มีทานจะมีสุขอันยิ่งใหญ่ไพศาลไม่ได้ เพราะไม่มีผลทานส่งให้ จะถึงสุขยิ่งใหญ่ไพศาลไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          <strong><span style="color: #3366ff;">เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดมาในมนุษย์โลก ถ้าเป็นคนจนเสียแล้ว เราจะทำความดีให้เต็มส่วนเต็มที่ไม่ได้ เพราะว่าจะรักษาศีลก็รักษาไม่ได้ จะเจริญภาวนาก็เจริญไม่ไหว เพราะเป็นคนจนเสียแล้ว</span></strong> ไม่ได้รักษาศีลเจริญภาวนาเพราะห่วงการงาน ต้องประกอบกิจการงาน การงานเหนี่ยวรั้งไว้ให้ไปทำการงาน จิตที่จะทำให้ยิ่งใหญ่ไพศาลในศีลภาวนาก็ทำไม่ได้ ถ้าว่ามีสมบัติสมบูรณ์แล้ว จะรักษาศีลก็รักษาได้สมบูรณ์บริบูรณ์ จะเจริญภาวนาก็เจริญได้ไม่มีห่วงหน้าห่วงหลัง จะบริจาคทานก็ทำได้สมความเจตนาทีเดียว มีสมบัติสมควรที่จะบริจาคทานแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เพราะอาศัยผลทานนั่นแหละเป็นข้อสำคัญของทานนะ ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี ถ้าบริจาคทานแล้วมีผลลัพธ์  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทานมโย</strong></span> บุญคือความบริสุทธิ์สำเร็จด้วยทาน  <span style="color: #ff0000;"><strong>ฉกามาวจโร</strong></span> เป็นเหตุให้เกิดในกามาวจร ๖ ชั้น ทานเป็นเหตุให้เกิดในกามาวจร ๖ ชั้น ได้รับความสุขยิ่งใหญ่ไพศาลขึ้นไปเป็นลำดับเพราะทานส่งให้  <span style="color: #ff0000;"><strong>สีลมโย </strong></span>บุญคือความบริสุทธิ์แล้วสำเร็จด้วยศีล ศีลสำเร็จแล้วเป็นเหตุให้เกิดในชั้นอกนิฏฐา ภพพรหมชั้นที่ ๑๖ โน้น ต้องวางหลักอย่างนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ภาวนามโย</strong></span> บุญคือความบริสุทธิ์สำเร็จด้วยการเจริญภาวนา  <span style="color: #ff0000;"><strong>อมตผโล </strong></span>เป็นผลที่จะให้บรรลุถึงชั้นนิพพาน สำเร็จภาวนาแล้วเป็นผลจะให้มนุษย์ถึงชั้นนิพพาน <span style="color: #3366ff;"><strong>ทานให้สำเร็จในสวรรค์ ๖ ชั้น ศีลให้สำเร็จในพรหม ๑๖ ชั้น  ภาวนาให้สำเร็จนิพพาน</strong></span> ให้สำเร็จผลนิพพานทีเดียว นี่ต้องวางหลักไว้อย่างนี้ เมื่อได้รู้หลักอย่างนี้เป็นข้อสำคัญ ทาน ศีล ภาวนา เหล่านี้เป็นข้อสำคัญนัก ให้ถึงสุขอันไพบูลย์ ได้สุขอันเป็นส่วนเต็มที่ ได้เพราะทานก็จะต้องส่งผลไปถึงแค่สวรรค์ เมื่อถึงแค่สวรรค์แล้ว ศีลก็ต้องส่งผลให้ไปถึงแค่ชั้นอกนิฏฐา ภพรูปพรหม ส่วนภาวนาก็ส่งผลให้ถึงนิพพาน เมื่อถึงนิพพานแล้วก็จะได้รับสุขอันวิเศษไพศาลทีเดียว นี่เป็นชั้น ๆ ไปดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้วก็ค่อย ๆ เดินเป็นลำดับขึ้นไป ตั้งต้นแต่กายมนุษย์ นี่วัดปากน้ำทำกันอยู่แล้ว ทำอยู่แล้วถึงนิพพานมากมายแล้ว ไม่ต้องเข้าใจเป็นอย่างอื่นไป ตั้งหน้าตั้งตาทำทีเดียว เมื่อมาเป็นภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาแล้ว ทำให้เรียบร้อยแล้ว เรียกว่าใจเราทำทีเดียว  เรียกว่าเราทำทีเดียว ต้องทำใจให้หยุด เมื่อถึงเวลาให้ทานเราก็ให้ทานตามกาลตามสมัย ให้ศีลบริสุทธิ์ไว้ แล้วก็เจริญภาวนาเสมออย่าให้คลาดเคลื่อน ทำใจให้หยุด เจริญภาวนาทำใจให้หยุด พอใจหยุดเท่านั้น เข้าถึงทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ใจหยุดนั่นแหละจะพบพระบรมศาสดา</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2536 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-1024x741.jpg" alt="" width="696" height="504" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-1024x741.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-300x217.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-768x555.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-1536x1111.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-696x503.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-1068x772.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411.jpg 1886w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">          หยุดตรงไหน</span> ที่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ หยุดตรงนั้น พอหยุดได้แล้วละก็ พอหยุดเท่านั้นแหละ สมกับบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ</strong></span> สุขอื่นนอกจากนิ่งไม่มี นี่เจอสุขแท้แล้วนี่นะ สุขจริงตรงนี้นะ เจอสุขแล้ว เจอที่สุขแล้ว เมื่อเจอสุขสูงสุดอย่างนี้ละก็ให้ตั้งหน้าตั้งตาทีเดียว  ทำใจให้หยุดนิ่ง หยุดทีเดียว หยุดหนักเข้า อย่าถอยหลังกลับ หยุดในหยุดหนักเข้าอย่าถอยหลังกลับ</p>
<p style="text-align: justify;">          ผู้เทศน์ได้สั่งสอนกันแล้วให้ยุดอย่างนี้ หยุดไม่ถอยกลับ ๒๓ ปีแล้ว ๒๓ ปี ๒ เดือนเศษแล้ว หยุดในหยุด ไม่ถอยหลังกลับกันเลย ยังไม่ได้ถอยกลับกันเลย ได้พบแล้วสุขอันไพศาลเหลือประมาณมากมาย เล่าไม่ถูกพูดไม่ออกบอกไม่ได้ทีเดียว ด้วยเหตุฉะนั้น ผู้ที่อยู่ทีหลัง ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิก <span style="color: #3366ff;"><strong>เมื่อต้องการความสุขแล้ว ก็ต้องทำใจให้หยุด นั่นแหละเป็นตัวสุข เป็นตัวสุขแท้ ๆ สิ่งอื่นสุขไม่เท่าไม่ทันทั้งนั้น </strong></span>พอใจหยุดได้ก็เป็นสุขทางภาวนา ภาวนาขั้นสูง เมื่อสุขไปทางภาวนาทำใจหยุดได้แล้ว ก็จะบรรลุปฐมมรรค ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะต่อไป จากกายมนุษย์ก็จะถึงกายมนุษย์ละเอียด แล้วก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ ในกายมนุษย์ละเอียด ละสุขในกายมนุษย์ละเอียดเสียก็เข้าถึงกายทิพย์หยาบ นี่สุขเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          พอเข้าถึงกายทิพย์หยาบแล้ว ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในกายทิพย์อีก ถึงดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ ก็เข้าถึงกายทิพย์ละเอียด พอเข้าถึงกายทิพย์ละเอียด เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในกายทิพย์ละเอียด ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ พอละสุขในกายทิพย์ละเอียดเสียก็เข้าถึงกายรูปพรหม ให้สูงขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ถึงกายรูปพรหม ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในกายรูปพรหมอีก เข้าถึงดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะอีก ละสุขในกายรูปพรหมเสีย ก็ถึงกายรูปพรหมละเอียด ใจเข้าถึงให้หยุดอยู่ตามส่วนอีก เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะอีก ละสุขในกายรูปพรหมละเอียดเสีย ก็ถึงกายอรูปพรหมหยาบ</p>
<p style="text-align: justify;">          ถึงกายอรูปพรหมหยาบ ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในอรูปพรหม ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายอรูปพรหมหยาบเสียก็เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด ใจกายอรูปพรหมละเอียดก็หยุดอยู่ศูนย์กลางตามส่วนอีก เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายอรูปพรหมละเอียดเสียก็ถึงกายธรรม สุขเกินสุขขึ้นไปอีก สุขเกินสุขหนักขึ้นไปอีก</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมหยาบหยุดเข้าก็ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายธรรมหยาบเสียก็เข้าถึงกายธรรมละเอียด สุขหนักขึ้นไป ใจของกายธรรมละเอียดก็หยุด ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายธรรมละเอียดเสียก็เข้าถึงกายธรรมพระโสดาหยาบซึ่งเป็นสุขมากกว่า เข้าถึงกายพระโสดาหยาบแล้วสุขหนักขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมพระโสดาหยาบก็หยุดอีก เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ในกลางกายนั้น เข้าถึงกายธรรมพระโสดาละเอียด ละกายพระโสดาหยาบเสียก็เข้าถึงกายพระโสดาละเอียด สุขหนักขึ้นไป ใจของกายพระโสดาละเอียดก็หยุดอีก ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายธรรมพระโสดาละเอียดเพราะสุขน้อยกว่าเสีย ก็เข้าถึงกายธรรมพระสกทาคาหยาบ สุขหนักขึ้นไป สุขมากขึ้นไปกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมพระสกทาคาหยาบก็หยุดในกลางของหยุดต่อไปอีก ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็เข้าถึงกายธรรมพระสกทาคาละเอียด ละสุขในกายธรรมพระสกทาคาหยาบเสียได้สุขหนักขึ้นไป ใจของกายพระสกทาคาละเอียด ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็เข้าถึงกายพระอนาคาหยาบ ละสุขในกายธรรมพระสกทาคาละเอียดเสียเพราะเป็นสุขน้อยกว่า ก็เข้าถึงกายธรรมพระอนาคาหยาบ  สุขมากกว่า ละเอียดกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมพระอนาคาหยาบหยุด ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ ก็เข้าถึงกายธรรมพระอนาคาละเอียด ละสุขในกายพระอนาคาหยาบเสียเพราะสุขน้อยกว่า ก็เข้าถึงกายพระอนาคาละเอียด สุขมากกว่า ใจของกายธรรมพระอนาคาละเอียดก็หยุดต่อไปอีก เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตหยาบ ละสุขในกายพระอนาคาละเอียดเสียก็เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตหยาบ สุขมากกว่า นี่เป็นเช่นนี้ เป็น <span style="color: #3366ff;"><strong>นิรามิสสุข</strong></span>  เป็นวิราคธาตุวิราคธรรมทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมพระอรหัตหยาบ หยุดนิ่งกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระอรหัต ถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียด ละสุขในกายธรรมพระอรหัตหยาบเสียก็เข้าถึงสุขในกายธรรมพระอรหัตละเอียด ละสุขในกายธรรมพระอรหัตละเอียดเสียก็เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตในพระอรหัตที่ละเอียด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ต่อ ๆ ไปอีกนับไม่ถ้วน นี่มันเป็นสุขอย่างนี้ เดินนิพพานนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิปุลํ สุขํ</strong></span> สุขถึงขนาดนี้ ถ้าว่าไม่ละสุขที่น้อยเสียก็ไม่ได้สุขใหญ่สมความปรารถนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าเมื่อมาเจอกายมนุษย์แล้วมาสุขกับกายมนุษย์ มัวงมอยู่แต่รูป  เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั้นแหละ มันก็ได้เท่านั้นจนแก่ตาย เอาดีไม่ได้เลย  สุขแค่นั้นเอง นี่มันสุขน้อยอย่างนี้เพียงนิดเดียวเพราะอะไร<span style="color: #3366ff;"><strong> เพราะรู้ไม่เท่าทันตัวเอง ไม่ฉลาด รู้ไม่เท่าทันตัวเอง ไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ฝึกฝนใจในทางพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ไม่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกฝนใจในธรรมของสัตบุรุษ ความเห็นจึงพิรุธไปเช่นนั้น </strong></span>ถ้าหากว่าฉลาด รู้จักให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถ้าแม้ว่ายังไม่ได้สูงขึ้นไปก็จะได้สุขในชั้นจาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี เหล่านี้ มันก็เวียนอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส  สัมผัส นั่นแหละ ในกามนั่นเอง มันยังเป็นกาม ไปทางโลกก็สุขนิดหน่อยเท่านี้ ไม่ได้อะไรล่ะ สุขอยู่ชั่วคราว มนุษย์นี่ก็สุขอยู่ชั่วคราว ประเดี๋ยวเดียว อายุ ๑๐๐ ปีเท่านั้น อย่างมากหรือน้อยกว่านั้นก็ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ถ้าเราได้เป็นเทวดาก็สุขตามส่วนขึ้นไป อายุก็ตามส่วนขึ้นไป จะนานหนักเข้า แต่ว่าถึงกระไรก็เถอะ ปรนิมมิตวสวัตตีสุขมากน้อยเท่าใดก็ช่าง สุขประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่มากเท่าใด ไปถึงรูปพรหมก็สุขเป็นกัลป์ ๆ เหมือนกัน เป็นมหากัลป์ถึงอกนิฏฐาภพ ถึงเวหัปผลา นั่นแน่ อสัญญีสัตตาโน่น ๕๐๐ มหากัลป์  ถึง ๕๐๐ มหากัลป์ ก็สุขนิดเดียวอีกเหมือนกัน ไม่จริง หลอก ๆ ไม่จริงหรอก สุขในชั้นเนวสัญญานาสัญญา อกนิษฏฐาโน่น สุขสูงขึ้นไป สุขสูงขึ้นไปขนาดนั้นก็ขนาด ๑,๐๐๐ มหากัลป์เท่านั้น ไม่เท่าไรนัก สุขยิ่งขึ้นไป นี่ไม่ใช่สุขในทางนิพพาน มีชั้นสุขสูงสุดอย่างนี้ ถ้าสุขในภพถึง ๘๔,๐๐๐ มหากัลป์ในโลก เพราะติดสุขในภพเหล่านี้แหละเรียกว่าติดสุขน้อยไม่ใช่สุขใหญ่</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2538 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-682x1024.jpg" alt="" width="682" height="1024" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-682x1024.jpg 682w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-200x300.jpg 200w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-768x1152.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-1024x1536.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-150x225.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-300x450.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-696x1044.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-1068x1602.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413.jpg 1333w" sizes="auto, (max-width: 682px) 100vw, 682px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          สุขใหญ่คือสุขอันไพบูลย์ ให้ละสุขน้อยอันนั้น เมื่อไปถึงแล้วก็ไม่ติดสุขหนักขึ้นไป ไม่ถอยเลย ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ สุขทวีขึ้นไปเหล่านี้เลย ไม่มีถอยกลับ นี้ต้องนับว่าวิชชาวัดปากน้ำ วิชชาสมถวิปัสสนาเดินให้ถูกแนวนั้นทีเดียว เข้าถึงธรรมกายให้ได้ เข้าถึงธรรมกายเป็นลำดับไป ยิ่งใหญ่ไพศาลนับประมาณไม่ได้ จะไปพบพระพุทธเจ้า พระนิพพาน พระอรหันต์  ก็จะรู้ตัวทีเดียว ว่า อ้อ เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ได้รู้จักของจริงเห็นของจริงอย่างนี้ ไม่เสียทีที่พ่อแม่อาบน้ำป้อนข้าวมา อุ้มท้องมาไม่หนักเปล่า แม้บุคคลที่จะทูนไว้ด้วยเศียรเกล้าก็ไม่เมื่อยเปล่า ไม่หนักเปล่า ได้ชื่อว่าเป็นคนมีปัญญา ประกอบคุณสมบัติยิ่งใหญ่ไพศาลใส่อาตมาของตนได้ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมาในการละสุขน้อยประสบสุขมาก สมมาดปรารถนา สมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า <strong>สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ เอตสฺมิํ รตนตฺตยสฺมิํ สมฺปสาทนเจตโส </strong>ขอจิตอันผ่องใส ขอจิตอันเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้ ให้ท่านทั้งหลายจงเป็นผลสำเร็จ ๆ ๆ ๆ สมมาดปรารถนาทุกประการ  ดังอาตภาพรับประทานวิสัชนามา พอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความก็เพียงแต่เท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p>
<p style="text-align: justify;"> </p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1414">สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1404</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:16:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1404</guid>

					<description><![CDATA[<p>ติลักขณาทิคาถา (ต่อ) ๗ สิงหาคม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1404">ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</strong></p>
<p>๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-medium wp-image-1406" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/610118_39-263x300.jpg" alt="" width="263" height="300" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/610118_39-263x300.jpg 263w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/610118_39-150x171.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/610118_39.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 263px) 100vw, 263px" /></p>
<p>นโม  ตสฺส  ภควโน  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓ หน)</p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="1" align="center">
<tbody>
<tr>
<td>กณฺหํ  ธมฺมํ  วิปฺปหาย</td>
<td>สุกฺกํ  ภาเวถ  ปณฺฑิโต</td>
</tr>
<tr>
<td>โอกา  อโนกมาคมฺม</td>
<td>วิเวเก  ยตฺถ  ทูรมํ</td>
</tr>
<tr>
<td>ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย</td>
<td>หิตฺวา  กาเม  อกิญฺจโน</td>
</tr>
<tr>
<td>ปริโยทเปยฺย  อตฺตานํ</td>
<td>จิตฺตเกฺลเสหิ  ปณฺฑิโต</td>
</tr>
<tr>
<td>เยสํ  สมฺโพธิยงฺเคสุ</td>
<td>สมฺมา  จิตฺตํ  สุภาวิตํ</td>
</tr>
<tr>
<td>อาทานปฏินิสฺสคฺเค</td>
<td>อนุปาทาย  เย  รตา</td>
</tr>
<tr>
<td>ชีณาสวา  ชุติมนฺโต</td>
<td>เต  โลเก  ปรินิพฺพุตาติ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">สํ.ม.(บาลี)๑๙/๔๓๐/๑๑๗</p>
<p>          ณ  บัดนี้อาตมภาพจะแสดงในปกิณกเทศนาตามลำดับ  ในสัปดาห์ก่อนมาที่แสดงไปแล้ว   วันนี้จะเริ่มต้นในบัณฑิตชนละธรรมดำเสีย  ยังธรรมขาวให้เจริญขึ้น  อนุสนธิต่อสัปดาห์ก่อนมา  เมื่อละธรรมดำเสียแล้วจะยังธรรมขาวให้ เจริญขึ้น  ธรรมขาวเป็นธรรมสำคัญ  ธรรมดำเป็นธรรมฝ่ายของพญามารแท้  ๆ  ไม่ใช่ของพระ  ของพระเป็นฝ่ายธรรมขาวแท้  ๆ  ไม่ใช่ธรรมดำ  ตรงกันข้ามดังนี้  แต่ว่าผู้ประพฤติปฏิบัติในพระธรรมวินัยของพระศาสดา  ทั้งภิกษุสามเณร  อุบาสกอุบาสิกา  ไม่รู้จักชัดว่าปฏิบัติดังนี้เป็นธรรมดำ  ปฏิบัติดังนี้เป็นธรรมขาว ไม่รู้ชัด  จะรู้จักชัด  ต้องขัดกาย  วาจา  ใจ  ออกไปเป็นชั้น  ๆ  ทุจริตกาย  วาจา  จิต  นั่นเป็นธรรมดำ  สุจริตด้วยกาย  วาจา  จิต  นั่นเป็นธรรมขาว  ทำใจให้ผ่องใสนั่นเป็นธรรมขาว  ถ้าใจมืดมัวขุ่นหมองนั่นเป็นธรรมดำ  นี่เป็นธรรมดำธรรมขาวมีลักษณะอย่างนี้  ชั่วเป็นฝ่ายดำทั้งนั้น  ดีเป็นฝ่ายขาว</p>
<p>ที่นี้ฝ่ายธรรมดำ ใจมนุษย์มี  อภิชฌา  พยาบาท  มิจฉาทิฎฐิ  นี่ฝ่ายธรรมดำกายมนุษย์ ตลอดกายมนุษย์ละเอียด</p>
<p>กายทิพย์มีธรรมดำ  โลภะ  โทสะ  โมหะ  ตลอดกายทิพย์ละเอียดนี่เป็นฝ่ายธรรมดำ</p>
<p>กายรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียดมี  ราคะ  โทสะ  โมหะ  นี้เป็นฝ่ายธรรมดำ  ตลอดจนรูปพรหมละเอียด</p>
<p>กายรูปพรหมมี  กามราคานุสัย  ปฏิฆานุสัย  อวิชชานุสัย  ทั้งหยาบทั้งละเอียด  นี้เป็นฝ่ายธรรมดำ</p>
<p>ฝ่ายธรรมขาวให้ทาน  เมตตา  สัมมาทิฎฐิ  นี่กายมนุษย์ทั้งหยาบทั้งละเอียด กายทิพย์  ไม่โลภ  ไม่โกรธ  ไม่หลง  ไม่โลภตั้งอยู่ในความให้  ไม่โลภอยากได้ของเขา  ให้ของตนแก่เขา  ไม่โกรธตั้งอยู่ในเมตตา  ไม่หลงตั้งอยู่ในความเห็นชอบ  นี่เป็นฝ่ายธรรมขาย  ไม่กำหนัด  ไม่ขัดเคือง  ไม่หลงงมงาย  ไม่กำหนัดคือคลายกำหนัดเสียแล้ว  ไม่มีกำหนัด  ไม่ขัดเคืองมีความเมตตา  เป็นปุเรจาริก  ไม่หลง  รู้แจ้งเห็นจริงดังนี้  นี้เป็นธรรมฝ่ายข่าวกายรูปพรหม ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา นี้เป็นธรรมฝ่ายขาว ไม่ใช่ฝ่ายดำ  ให้รู้จักคลองธรามดังนี้  นี่คลองธรรมดังนี้นัยหนึ่ง</p>
<p>อีกนัยหนึ่ง  คลองธรรมที่เป็นธรรมดำธรรมขาวน่ะ  นี่ลึกซึ้งสว่างไสว  ปฏิบัติลงไปแล้วเห็นดวงใสดุจกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า  เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน  เห็นดวงศีล  ดวงสมาธิ  ดวงปัญญา  ดวงวิมุตติ  ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  เห็นกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ละเอียดก็สว่างไสว  เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน  เห็นดวงศีล  ดวงสมาธิ  ดวงปัญญา  ดวงวิมุตติ  ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  เห็นกายทิพย์ กายทิพย์ก็สว่างไสว  เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน  เห็นดวงศีล  ดวงสมาธิ  ดวงปัญญา  ดวงวิมุตติ  ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  เห็นชัดดังนั้น  นี้เป็นธรรมขาว   ถ้าเห็นกายทิพย์ละเอียด  กายทิพย์ละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน  เข้าถึงกายรูปพรหม กายรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน  เข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด กายรูปพรหมละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน  เข้าถึงอายกอรูปพรหม กายอรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน  เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน  เข้าถึงกายธรรม กายธรรมก็เห็นดุจเดียวกัน  เข้าถึงกายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด กายสกทาคา กายสกทาคาละเอียด  กายธรรมอนาคา กายธรรมอนาคาละเอียด  กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด  เป็นลำดับขึ้นไปดังนี้  นี่เรียกว่าซีกธรรมขาว  ไม่ใช่ซีกธรรมดำ ถ้าไม่เห็นดังนี้  อยู่ในซีกธรรมดำ  เป็นธรรมของพญามาร  เป็นบ่าวของพญามารไป  เป็นทาสของพญามารไป  เขาบังคับใช้สอยเหมือนเด็ก  ๆ  เล็ก ๆ เหมือนทาสกรรมกร ไปอยู่ในกำมือของมารนี้  ให้รู้จักหลักฐานธรรมดำธรรมขาวดังนี้</p>
<p>เมื่อรู้จักธรรมดำ ธรรมขาวดังนี้แล้ว  ก็คอยฟังต่อไป  จึงจะเข้าใจในเรื่องธรรมดำธรรมขาว  <strong>โอกา  อโนกมาคมฺม</strong>  เมื่อมีธรรมขาวเช่นนั้นแล้ว  อาศัยนิพพาน  ไม่มีอาลัย  จากอาลัย <strong> โอกา</strong>เขาแปลว่า  จากอาลัย <strong> อโนกมาคมฺม  อาคมฺม</strong> เขาแปลว่าอาศัย <strong> อโนก </strong>ตัวนั้นเขาแปลว่าไม่มีอาลัย  อาศัยนิพพานไม่มีอาลัยจากอาลัย  จากอาลัย  นิพพานเป็นตัวยืนนะ  อาศัยนิพพานไม่มีอาลัย  จากอาลัย  <strong>วิเวเก  ยตฺถ  ทูรมํ</strong>  ยินดีได้ด้วยยาก  ในพระนิพพานอันสงัดใด  นิพพานสงัดนัก  ยินดีได้ด้วยยากในพระนิพพานอันสงัดใด  เข้าถึงพระนิพพานแล้วสงัดนักหละ  เงียบทีเดียว</p>
<p><strong>ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย  หิตฺวา  กาเม  อภิญฺจโน</strong>  ละกามทั้งหลายเสียไม่มีกังวลอะไร  ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้นนี้ มุ่งถึงพระนิพพานเทียว  ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม  ละกามเทียว  ละกามทั้งหลายเสีย  ไม่มีความกังวลอะไร  ปรารถนาความยินดี  จำเพาะในพระนิพพานั้น</p>
<p><strong>          ปริโยทเปยฺย  อตฺตานํ  จิตฺตกฺลเสหิ  ปณฺฑิโต  </strong>บัณฑิตผู้ดำเนินด้วยคติของปัญญา  ละกิเลสทั้งหลายเสียแล้ว  บัณฑิตคือดำเนินด้วยคติของปัญญาชำระตนให้ผ่องแผ้วแล้ว จากกิเลสเครื่องเศร้างหมองของจิตทั้งหลาย  ผู้ดำเนินด้วยคติของปัญญาละกิเลส  ชำระตนให้ผ่องแผ้วแล้ว จากกิเลสเครื่องเศร้างหมองของจิตทั้งหลาย</p>
<p><strong>         เยสํ  สมฺโพธิยงฺเคสุ  สมฺมา  จิตฺตํ  สุภาวิตํ</strong>  จิตอันบัณฑิตทั้งหลายเหล่าใด  อบรมดีแล้วในองค์เป็นเหตุตรัสรู้ทั้งหลาย  จิตอันบัณฑิตทั้งหลายเหล่าใด  อบรมดีแล้วในองค์เป็นเหตุเครื่องตรัสรู้ทั้งหลาย</p>
<p><strong>               อาทานปฏินิสฺสคฺเค  อนุปาทาย  เย  รตา </strong> บัณฑิตทั้งหลายเหล่าใดไม่ถือมั่น  ยินดีแล้วในการสละการถือมั่น</p>
<p><strong>              ขีณาสวา  ชุติมนฺโต  เต  โลเก ปรินิพฺพุตา </strong>บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ มีความโพลง ดับสนิทในโลกด้วยประการดังนี้บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ มีความโพลงดับสนิทในโลกด้วยประการดังนี้ นี่เนื้อความของพระบลาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาพอได้ความเท่านี้</p>
<p>ต่อจากนี้จะได้อรรถาธิบายขยายเนื้อความเป็นลำดับไป  นี้เป็นธรรมลึกซึ้งนักนะ  ยากที่เราจะสดับยิ่ง  เทศน์ก็ยากที่จะเทศน์จริง  สดับก็ยากที่จะสดับจริง เพราะเป็นธรรมลึกซึ้ง  พูดถึงนิพพานไม่ใช่พูดถึงสิ่งอื่น  ๆ  ต้องรู้จักอายตนะเสียก่อน  จึงจะฟังธรรมเรื่องนี้ออก ที่เขาเรียกว่า  โลกายตนะมันดึงดูด  นิพพานายตนะก็ดึงดูดเหมือนกัน โลกายตนะหรือโลกมันดึงดูด  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  รูปที่ชอบใจมันก็ดึงดูดมา ให้ไปติดกับมัน  หรือเอาไปติดกับตา หรือเอาไปติดกับรูป  เสียงที่ชอบใจมันก็ดึงดูดหู  หรือหูดึงดูดเสียงเอามา  กลิ่นที่ชอบใจก็ดึงดูดจมูก  หรือจมูกก็ดึงดูดกลิ่นเอามา  รสที่ชอบใจมันก็ดึงดูดลิ้น หรือลิ้นก็ดึงดูดมันมา สัมผัสที่ชอบใจมันก็ดึงดูดกาย หรือกายไปดึงดูดเอามันมา  มันดึงดูดอย่างนี้<strong>มนายตนะ</strong>  ส่วนใจ ธรรมารมณ์ที่ชอบใจ  มันก็ดึงดูดใจ หรือใจก็ไปดึงดูดเอามันมา นี้มันดึงดูดกันอย่างนี้  ดึงดูดแน่นทีเดียว  หลุดไม่ได้ทีเดียว  ไม่ว่าแก่เฒ่าชรา  หญิงชาย  ภิกษุสามเณร  อุบาสก  อุบาสิกา ชนิดใดละ ถูกอายตนะของโลกดึงดูดเข้าอย่านี้ก็อยู่หมัด  ไปไหนไม่ไหวหละ  อยู่หมัดทีเดียว  อายตนะโลกมันดึงดูดอย่านี้  ไม่ใช่ดึงดูดพอดีพอร้าย  อายตนะดึงดูดเหล่านี้ผิวเผินนะดึงดูดลงไปกว่านี้อีก  อายตนะของโลก</p>
<p><strong>         ถ้าว่าสัตว์ในโลก มีธรรมดำล้วนไม่ได้มีธรรมขาวเข้าไปเจือปนเลย  เท่าปลายผมปลายขน  ดำล้วนทีเดียว  แตกกายทำลายขันธ์  โน่น  อายตนะโลกันต์ดึงดูด </strong>ต่ำกว่าภพ  ๓  ลงไปนี้  เท่าภพสาม  ส่วนโลกกันตร์เท่ากับภพสามนี้  แต่ต่ำกว่าภพสาม  ไปอีก  ๓  เท่าภพ  ๓ นี้ นั่นมันอายตนะโลกันต์ดึงดูด  ดึงดูดโน่นไปอื่นไม่ได้  อายตนะโลกันต์มีกำลังกว่า  พอลูกกระแสถูกสายเข้าแล้วจะเยื้องยักไปทางอื่นไม่ได้   อายตนะของโลกันต์ก็ดึงดูดทีเดียว  ไปติดอยู่ในโลกันต์โน่น  กว่าจะครบกำหนดออกน่ะมันไม่มีเวลา  เวลาน่ะนานนัก  ไม่ต้องนับเวลากันหละเข้าถึงโลกันต์แล้ว  กว่าจะได้ออก  <strong>อจินฺเตยฺโย</strong>  ไม่ควรคิด  ไม่มีกำหนดกันนั่นแน่นดึงดูดติดขนาดนั้น  นั่นอายตนะโลกันต์หนา</p>
<p>อายตนะอเวจี ถ้าจะไปตกนรกอเวจี  ก็ฆ่าพระพุทธเจ้า  ฆ่าพระอรหันต์  ฆ่าพระพุทธเจ้าหรือฆ่าพระอรหันต์  ทำลายโลหิตพระพุทธเจ้าให้ห้อขึ้น  ยุยงให้สงฆ์แตกจากกันเหล่านี้  ปิตุฆาต  มาตุฆาต  ฆ่าบิดา  ฆ่ามารดา เหล่านี้ แตกกายทำลายขันธ์  ต้องไปอเวจี  อ้ายนี้อยู่ในภพ  ขอบภพข้างล่าง  ขอบภาพข้างล่างพอดี อเวจี  ๔ เหลี่ยม เหล็กรอบตัว ๔ ด้าน   ๔ เหลี่ยมทีเดียว ไปอยู่ในห้องขังนั้นในห้องขังอเวจีนั้นแดงก่ำเหมือนกับเหล็กแดงทั้งวันทั้งคืน อะไรไม่ต่างกันหละ  ตัวเทวทัตแดงเป็นเหล็กแดงทีเดียว  ไหม้เป็นเหล็กแดงทีเดียว แต่ไม่ตาย  กรรมบังคับให้ทนอยู่ได้  นั่นไปตกอเวจีหละ  ทำถึงขนาดนั้นอนันตริยกรรมเข้า  พอแตกกายทำลายขันธ์กุศลอื่นไม่มีกำลัง  สู้อเวจีไม่ได้  อเวจีดึงดูดวูบทีเดียว  สู่โยคเผด็จของตน  ไปเกิดในอเวจีโน่น หย่อนขึ้นมากกว่าไม่ถึงกับฆ่ามารดา  บิดา  ทำลายโลหิตพระพุทธเจ้า  ไม่ถึงยุยงพระสงฆ์  ทำลายพระสงฆ์  ยุยงให้สงฆ์แตกจากกัน  ปิตุฆาต  มาตุฆาต  อรหันตฆาต  ฆ่าพระอรหันต์  ยังสงห์ให้แตกจากกันเหล่านี้  ไม่ถึงขนาดนั้น  หย่อนกว่านั้นลงมา เพียงแต่ว่าเกือบ ๆ จะฆ่ากันแหละ  แต่ว่าไม่ถึงกับฆ่า ไม่ถึงตาย เมื่อแตกกายทำลายขันธ์  จากมนุษย์โลกไปอยู่มหาตาปนรกโน้น  มหาตาปนรกโน่น  มหาตาปน่ะร้อนเหลือร้อน  แต่ว่าหย่อนกว่าอเวจีหน่อยขึ้นมาถ้าว่าไม่ถึงขนาดนั้นทำชั่วไม่ถึงขนาดนั้น  หย่อยกว่ามหาตาปนรก  ก็ไปอยู่  ตาปนรก  นั่นก็ร้อนพอร้อน  แต่ว่าร้อนหย่อนกว่านั้นขึ้นมาหน่อย  หย่อนกว่านั้นขึ้นมายิ่งกว่าเรื่อยขึ้นไป ถ้าว่าทำหย่อนขึ้นไปกว่านั้น  ความชั่วหย่อนขึ้นไปกว่านั้น  เข้าไปอยู่ใน  มหาโรรุวนรก  ร้องไห้ร้องครางกันเถอะ  ไม่มีเวลาหยุดกันหละ  มหาร้องไห้ทีเดียว ถ้าหย่อนกว่านั้นขึ้นมา  อยู่ใน  โรรุวนรก  ก็ร้องไห้ไปเถอะ  ไม่มีหยุดเหมือนกัน แต่ว่าถ้าหย่อนกว่า  ถ้าไม่ถึงขนาดโรรุวนนรก  หย่อนกว่านั้นขึ้นมาก็ไปอยู่  สังฆาฎนรก ถ้าหย่อนกว่านั้นขึ้นมาอีก  ก็ไป  กาฬสุตตนรกหย่อนกว่านั้นขึ้นมาอีก  ก็ไป  สัญชีวนรก  รวม  ๘  ขุม นี่นรกขุมใหญ่  หรือมหานรก</p>
<p>ถ้าหย่อนกว่านั้นขึ้นมา ก็ไปอยู่ในบริวารนรก  เรียกว่า อุสสทนรก อยู่รอบมหานรกทั้  ๔  ด้าน  ด้านละ  ๔  ขุม  แต่ละมหานรก  จึงมีนรกบริวาร  หรืออุสสทนรก  ๑๖  ขุม  มหานรก  ๘  ขุม  ก็มีนรกบริวารรวม  ๑๒๘  ขุม</p>
<p>หย่อนกว่านั้นขึ้นมาอีกก็ไปอยู่ในบริวารนรกซึ่งอยู่รอบนอกของมหานรกออกมาอีกทั้ง ๔ ด้านเรียกว่า ยมโลกนรก    แต่ละด้านของมหานรก  ก็จะมียมโลกนรกด้านละ  ๑๐  ขุม  นรกบริวารรอบนอกของมหานรกทั้ง  ๘  ขุม  จึงมี  ๓๒๐  ขุม</p>
<p>มหานรก  ๘  ขุม  กับนรกบริวารรอบในคือ  อุสสทนรก  อีก  ๑๒๘  ขุม  และนรกริวารรอบนอก  คือ  ยมโลกนรกอีก  ๓๒๐ ขุม  รวมเป็น  ๔๕๖  ขุม  นี่อายตนะนรกดึงดูดอย่างนี้</p>
<p>ไม่ถึงขนาดนั้น  ความชั่วด้วยกาย  ชั่วด้วยวาจา  ชั่วด้วยใจ  ความชั่วด้วยกายวาจาไม่ถึงนรก  แตกกายทำลายขันธ์  ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน  ที่เราเห็นตัวปรากฎอยู่นี่  นั่นมนุษย์แท้ ๆ มนุษย์ทั้งนั้น  อ้ายสัตว์เดรัจฉานน่ะ  ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเสีย  อ้ายตัวข้างในเป็นมนุษย์ทั้งนั้นแหละ อ้ายกายละเอียดข้างใน  แต่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน น่าเกลียดน่าชังนั่นเพราะทำชั่วของตัวไปเกิดมันดึงดูด อายตนะของสัตว์เดรัจฉานดึงดูด ดึงดูดอย่างไรล่ะ  อ้างก็ดึงดูดเข้าไปเกิดในท้องสุนัขน่ะซี  ท้องหมูบ้างท้องสุนัขบ้าง  ตามยถากรรมของมันซี  ท้องเป็ด  ท้องไก่โน้น  ดึงดูดเข้าไปอย่างนี้แหละ ดึงดูดเข้าไปได้แรงนักทีเดียว  ความดึงดูดนั่น ให้รู้จักอายตนะดึงดูดอย่างนี้  อ้ายที่มันดึงดูดในพวกเหล่านี้</p>
<p>ถ้าว่าหย่อนขึ้นมากว่านี้  ไปเกิดเป็นเปรต  ไฟไหม้ติดตามตัวไป   อสุรกายหย่อนกว่านั้นขึ้นมา  นี่พวกอบายภูมิทั้งนั้น  นรก  สัตว์เดรัจฉาน  เปรต  อสุรกาย  ๔  อย่างนี่  อบายภูมิทั้งนั้น</p>
<p>แต่นี้ชั่วไม่ได้ทำ  ทำแต่ดี  ทำแต่ดีก็อายตนะฝ่ายดีดึงดูด  บริสุทธิ์ด้วยกาย  บริสุทธิ์วาจา  บริสุทธิ์ด้วยใจ  ไม่มีร่องเสียเลย  อายตนะอื่นดึงดูดไม่ได้  อายตนะมนุษย์ดึงดูด  ดึงดูดอย่างไรล่ะ  เกิดเป็นมนุษย์กันถมไปนี่อย่างไรล่ะ เห็นโด่ ๆ มันดึงดูดเข้าไปติดอยู่ในขั้วมดลูกมนุษย์นั่นแหละ  มันดึงดูดอย่างนั้นแหละนี่อายตนะมนุษย์ดึงดูดเข้ามาติดอยู่ในขั้วมดลูกของมนุษย์  นี่เพราะทำความบริสุทธิ์กาย  วาจา  ใจ</p>
<p>ถ้าว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น  อายตนะทิพย์ดึงดูด  ติดอยู่ในกำเนิดทิพย์เป็นกายทิพย์  เป็นกายทิพย์เป็นลำดับไป  จาตุมหาราช  ดาวดึงสา  ยามา  ดุสิต  นิมมานรดี  ปรนิมมิตวสวัตตี  อายตนะดึงดูดทั้งนั้น นี่ในกามภพ  ๑๑  ชั้นคือ  อบายภูมิ  ๔  สวรรค์  ๖  เป็น  ๑๐  มนุษย์อีก  ๑  รวมเป็น  ๑๑  ใน  ๑๑  ชั้นนี่เรียกว่ากามเทพ  ทั้งนั้น</p>
<p>ถ้าว่าจะไปในรูปภพ  จะไปเกิดในรูปภพ  อายตนะของรูปภพดึงดูด  เพราะได้ ปฐมฌาน  ทุติยฌาน  ตติยฌาน  จตุตถฌาน  แล้วฌานนั้นไม่เสื่อม  เห็นเป็นดวงใสวัดเส้นผ่าศูนย์กลาง  ๒  วา  หนาคืบหนึ่ง  กลมเป็นวงเวียน  กลมเป็นวงเวียน  กลมเป็นวงเวียนที่เดรยวรอบตัว  หนาคืบหนึ่ง กลมข้างนอกแต่ว่าไม่กลมรอบตัว กลมเป็นวงเวียนเป็นกงจักรทีเดียว  เป็นวงเวียนทีเดียว  เป็นแผ่นกระจกชัด ๆ  หนาคืบหนึ่ง  วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง  ๒วา  กลมนั่นปฐมฌาน  ติดอยู่กลางกายมนุษย์  มีทุติยฌานอยู่ในกลางดวงปฐมฌาน มีตติยฌานอยู่ในกลางดวงทุติยฌาน มีจตุตถฌานอยู่ในกลางดวงตติยฌาน  เป็นลำดับไป  ฌานเหล่านี้เมื่อไม่เสื่อม  แล้วแตกกายทำลายขันธ์ อายตนะของรูปพรหมก็ดึงดูดเป็นชั้น  ๆ  ไป</p>
<p>พรหมปาริสัชชา  พรหมปุโรหิตา   มหาพรหมา  นี่ปฐมฌาน  ดึงดูด ปริตตาภา  อัปปมาณาภา  อาภัสสรา  นี่ทุติยฌาน  ดึงดูดปริตตสุภา   อัปปามาณสุภา  สุภกิณหา นี่ตติยฌาน  ดึงดูดเวหัปผลา   อสัญญีสัตตา   นี่จตุตถฌาน ดึงดูดไปติดอยู่ใน รูปพรหม  อายตนะรูปพรหมดึงดูด  ไปทางอื่นไม่ได้  อายตนะเหล่านี้ไม่ยอมเด็ดขาด  มีกำลังกว่า</p>
<p>ถ้าว่าสูงขึ้นไปกว่านี้  อากาสานัญจายตนะ  วิญญาณัญจายตนะ  อากิญจัญญายตนะ  เนวสัญญานาสัญญายตนะ   นี่อายตนะของอรูปพรหม  ได้ อรูปฌาน ดวงโตเท่ากัน  แต่ว่าอากาสาณัญจายตนะก็กลมขนาดเดียวกัน  วิญญาณัญจายตนะก็กลมขนาดเดียวกันแต่ว่าละเอียดกว่า  อากิญจัญญายตนะก็กลมขนาดเดียวกัน เนวสัญญานาสัญญายตนะก็กลมขนาดเดียวกัน  แต่ว่าไม่กลมรอบตัวนะ กลม กลมอย่างเดียวกับรูปฌาน  นี่เมื่อได้อรูปฌานไม่เสื่อม  แตกกายทำลายขันธ์  อรูปพรหมดึงดูดไป  เกิดอื่นไม่ได้เด็ดขาด  อยู่ในอรูปภพนี่แหละ  ออกจากภพนี้ไม่ได้  นี่อายตนะดึงดูดอย่างนี้นะ  ถูกอายตนะดึงดูดอย่างนี้เขาเรียกว่า โลกายตนะ ที่กล่าวแล้วนี้โลกายตนะทั้งนั้น  โลกันต์โน่น โน่นก็เป็นโลกายตนะ อเวจีตลอดถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะขอบภพข้างบน  นี่โลกายตนะดึงดูด  ไปไม่ได้  หลุดไม่ไม่พ้น</p>
<p>ถ้าจะให้พ้นจากอายตนะเหล่านี้  ต้องไปนิพพานจึงจะพ้น  อายตนนิพพาน  ก็เป็นข้อสำคัญอยู่  ไม่ใช่พอดีพอร้าย  ถ้าทำถูกส่วนเข้า เป็นอย่างไร  ทำถูกส่วนเข้าก็ซีกขาวฝ่ายเดียว  ขาวจนใส  ขาวจนเกินขาว ขาวจนเกินส่วน ขาวจนได้ส่วนได้ที่ทีเดียว  ใสหนักเข้า  ใสหนักเข้า  ใสหนักเข้า  ใสจนไม่ใสต่อไป  ใสเต็มส่วนขนาดนั้น  เมื่อใสเต็มส่วนขนาดนั้นก็ไม่มีดำเข้าไปเจือปน  เท่าปลายผมปลายขนเลย วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง  ๒๐ วา  กลมรอบตัว  ดวงนั้นใสอย่างนั้น  ขาวอย่างนั้น อยู่ในกลางกายของ ธรรมกาย  พอแตกกายทำลายขันธ์จากมนุษย์โลก  โน่นอายตนนิพพานดึงดูด  อายตนนิพพานดึงดูดทีเดียว  อื่นดึงดูดไม่ได้  กำลังไม่พอ อายตนะนิพพานดึงดูดพอ  เพราะถูกส่วนของนิพพานเข้าแล้ว  อายตนนิพพานก็ดึงดูดเข้าไปสู่นิพพาน  นี่รู้จักหลักอันนี้ละก็  นี่ท่านวางไว้ว่า</p>
<p><strong>          อตฺถิ  ภิกฺขเว  ตทายตนํ</strong>  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อายตนะคือนิพพานมีอยู่  ไม่ใช่อายตนะคือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ไม่ใช่อายตนะภายนอก  ภายใน  เป็นอายตนะสำหรับดึงดูด  ดึงดูดเหมือนอายตนะของโลกเหมือนกัน  ไม่ใช่  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย ใจ  อายตนะเครื่องดึงดูดดังกล่าวแล้ว  เมื่อรู้จักอายตนะเหล่านี้ละก็จะฟังเรื่องนิพพานนี่ออกได้ต่อไป</p>
<p>ต่อนี้ก็จะแสดงเรื่องนิพพานว่า  บัณฑิตละธรรมดำเสียแล้ว  ยังธรรมขาวให้เจริญขึ้น เมื่อธรรมขาวเจริญขึ้นแล้ว  อาศัยนิพพาน ไม่มีอาลัย จากอาลัย หรือจากอาลัย อาศัยนิพพาน อาลัยนะคือเป็นอย่ไรละ  จากอาลัยนะ  อาลัยนะซิ  มันให้ตั้งบ้านตั้งเรือนเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่นี่  อาลัยนะซี  ถอนมันไม่ออกหนา อาลัยรูป อาลัยเสียง  อาลัยกลิ่น อาลัยรส  อาลัยสัมผัส  อาลัยพร้อมไปหมดทีเดียว  อาลัยถอนไม่ออก  อาลัยนั้นถอนไม่ออก ท่านถึงได้วางตำรับตำราไว้ว่า</p>
<p><strong>                อาลยสมุคฺฆาโต</strong>  ให้ถอนอาลัยออกเสีย  ถ้าถอนอาลัยไม่ได้  ก็ไปนิพพานไม่ได้ ก็เป็น <strong>วฎฺฏขานุ </strong>เป็นหลักตออยู่ในโลก เท่านั้นไม่ไปไหน  ติดอยู่ในโลกนี้ ไปไม่ได้เพราะติดอาลัย  อาลัยนั้นแหละมันทำให้ติด เพราะรู้ตัวของตัวอยู่ทุกคนนี่  ติดอยู่ด้วยอะไร  อาลัยนี่เอง  ทำไมเราจะถอนอาลัยอันนี้ได้ละ อาลัยเป็นอย่างไง  นกกระเรียนว่ายน้ำในเปือกตม  มันนิยมนักในเปีอกตมนั่นนะ  นกกระเรียนมันไม่ขึ้นมาจากเปือกตมนะ มันเพลิดเพลินของมันทีเดียว  กว่ามันจะขึ้นมันส่องลอยไปทางซ้ายทางขาทางหน้าทางหลัง  วกไปวกมา ๆ  เพลินอยู่ในเปือกตมนั่น  ชุ่มชื่นของมัน  ชุ่มชื่นสบายอกสบายใจของมัน  รื่นเริงบันเทิงใจของมัน  มันไม่อยากจะขึ้นเลยทีเดียว มันพิเร้าพิรึงอยู่กับเปือกตมของมันนั่นแหละ  นี้แหละฉันใด  สัตว์โลกที่ติดอาลัยก็เมหือนอย่างกับนกกระเรียนติดเปือกตมอย่างนี้แหละ  ถอนไม่ได้ ถอนก็ติดโน่นติดนี่  ติดทางนั้นติดทางนี้ก่อนเราเกิด  เขาก็ติดกันอยู่อย่างนี้แหละ</p>
<p>เมื่อเราเกิดมาก็ติดอยู่อย่างน้แหละ  ติดอยู่เหมือนกันทั้นั้น  ก็เมื่อนี้เป็นของเราเมื่อไรเล่า <strong> ตัวก็ไม่ใช่ของเรา  อ้ายลูกก็ไม่ใช่ของเรา  อ้ายผัวก็ไม่ใช่ของเรา  เมียก็ไม่ใช่ของเราเหมือนกัน  อ้ายหลานว่านเครือก็ไม่ใช่ของเรา  เงินทองข้าวของไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่ทั้งนั้น  เขาสำหรับภพ  ๓  ของเขา  เราก็มาในภพ  ๓  ก็ใช้ของภพ  ๓  ไป </strong> ร่างกายมนุษย์ก็ใช้ของภพ  ๓  เขา  ไปเกิดในภพทิพย์ก็ใช้ในภพทิพย์เขา  เกิดในจาตุมหาราชดาวดึงสา  ยามา  ดุสิตา  นิมมานรดี  ปรนิมมิตวสวัตตี  ดีวิเศษขึ้นไปกว่านี้อีก  ก็ถึงกระนั้นก็ติดอยู่ไม่ได้</p>
<p>เมื่อรู้จักความจริงเช่นนี้  อย่าได้กริ่งใจอะไร  อย่าได้สงสัยอะไร  ถ้ารู้จักขัดเสียเช่นนี้  แล้วก็มีธรรมกายแล้วจะได้เห็นปรากฎหมดทุกสิ่งทุกประการ  เห็นแล้วและได้รู้แล้ว  ก็จะติดทำไมเล่า  เมื่อติดอาลัยหรือก็ปล่อยอาลัยเสีย  ฉะนั้นท่านจึงได้วางตำรับตำราไวว่า  อาศัยนิพพานไม่มีอาลัย  จากอาลัย  อาลัยอันนั้นไม่เกี่ยวกับนิพพาน  ต้องหลุดจากอาลัยอันนั้น  จึงจะไปนิพพานได้  บอกชัดอย่างนี้นะ</p>
<p><strong>                 วิเวเก  ยตฺถ  ทูรมํ ข้อที่  ๒  วิเวเก  ยตฺถ  ทูรมํ </strong> ยินดีได้ด้วยยากในนิพพานอันสงัดใด  เออเป็นของไม่ใช่พอดีพอร้าย  หรือจะยินดีนิพพาน  ปล่อยอาลัยนั้นไม่ใช่ง่าย  ๆ  นะ  ยินดีได้ด้วยยากในนิพพานอันสงัดใด  นิพพานอันสงัดยินดีได้ยากนัก  เพราะมันติดอาลัยมันจึงยินดีได้ยากนัก  ปล่อยอาลัยเสียแล้วมันก็ไม่ยาก  ให้ปล่อยอาลัยเสีย  จึงยินดีพระนิพพาน  ไปพระนิพพานได้  อายตนนิพพานทีเดียวกึงดูด  ถ้ายังติดอาลัย  พระนิพพานดึงไม่ออกเหมือนกัน  ดูดไม่ไปเหมือนกัน  อายตนโลกเขาก็ดึงดูดเอามา  มันก็ไปนิพพานไม่ได้</p>
<p><strong>             ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย  หิตฺวา  กาเม  อกิญฺจโน</strong>  คือละกามทั้งหลายเสีย  พึงละกามทั่งหลายเสีย  ไม่มีกังวลอะไร  พึงละกามทั้งหลายเสีย  กิเลสกาม  พัสดุกามต้องละ  ต้องละกิเลสกาม  พัสดุกาม  ไม่มีกังวลอะไรเสียแล้ว  เมื่อละกิเลส  กิเลสกามพัสดุกามต้องละ ไม่มีกังวลละก็  ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพาน ละกามนั่นนะละไม่ง่ายหรือ กิเลสกาม  พัสดุกาม นั่นนะอะไรเราก็ยังไม่รู้จักมันเสียอีกนั่นแหละ  รู้จักง่าย  รูป  เสียง  กลิ่น รส  สัมผัส  ที่ชอบใจ  รูปที่ชอบใจ  เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ  รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ  ที่ชอบใจนั่นแหละ นั่นแหละตัวพัสดุกามแท้ ๆ  รูป  เสียง  กลิ่น รส  โผฎฐัพพะ ๕  อย่างนี้นี่และเป็นตัวพัสดุกาม  ท่านจึงได้วางตำรับตำราไว้ว่า</p>
<p><strong>          ปญฺจาภิรตา ปปญฺจา  </strong>หมู่สัตว์เนิ่มข้าอยู่ด้วยปัญจธรรมทั้ง  ๕  คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  ทำให้สัตว์เนิ่นช้า  นั่นเป็นตัวพัสดุกามแท้  ๆ ความไปยินดีในรูปที่ชอบใจ  เสียงที่ชอบใจ  กลิ่นที่ชอบใจ  รสที่ชอบใจ  สัมผัสที่ชอบใจ  นั่นกิเลสกามแท้ ๆ  ไอ้ยินดีนั่นเป็นกิเลสกาม ไอ้ที่ละกามต้องละทั้งพัสดุด้วย  ละทั้งความยินดีในพัสดุกามนั้นด้วย ละทั้งกาม ละทั้งพัสดุกาม ละทั้งกิเลกามนั้นด้วย  เมื่อละจำพวกนี้แล้วมันก็ไม่มีกังวลอะไร <strong> อกิญฺจโน</strong>  ไม่มีกังวลอะไร  ถ้าละพวกนี้เสียแล้วไม่มีกังวล  เมื่อไม่มีกังวล ไปทำอะไรต่อไป ให้ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้น  ปรารถนาความยินดีจำเพาะในพระนิพพานนั้น  อย่ไปปรารถนาอื่น  ใจจดใจจ่อพระนิพพานทีเดียว  ปรารถนายินดีในพระนิพพานนั้น</p>
<p><strong>              ปริโยทปยฺย  อตฺตานํ  จิตฺตเกฺลเสหิ  ปณฺฑิโต  </strong>ผู้ดำเนินด้วยสติปัญญาชำระตนผ่องแผ้วแล้ว  ชำระตนผ่องแล้วแล้ว  เมื่อชำระตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองของจิตทั้งหลาย  สะอาดไม่มีซีกดำ  มีแต่ซีกขาวฝ่ายเดียว  จากกิเลสเครื่องเศร้างหมองของจิตทั้งหลาย  จิตที่บัณฑิตทั้หลายเหล่าใดอบรมดีแล้  อบรมดีแล้วในองค์เป็นเหตุเครื่องตรัรู้  เมื่อสะอาดเช่นนั้น  มันก็ตรัสรู้ทุกสิ่งทุกประการ  รู้จริงเห็นจริงตามความเป็นจริงทั้งเรื่อง  เรียกว่าในองค์เครื่องตรัสรู้  รู้เห็นตามความเป็นจริงหมด  เมื่อรู้เห็ตตามความเป็นจริเช่นนี้นั้นแล้ว</p>
<p><strong>               อาทานปฏินิสฺสคฺเค  อนุปาทาย  เย  รตา </strong> บัณฑิตทั้งหลายเหล่าใด ไม่ถือมั่น ยินดีแล้วในอันสละการถือมั่น  นี่ตัวนี้ตัวสำคัญ  พอสะอาดเช่นนั้นก็ไม่ถือมั่น  ก็ยินดีแล้วในการสละการถือมั่น  ยินดีแล้ก็สละปล่อยเสียเท่านั้น  ปล่อยเสียได้ ปล่อยเบญขันธ์ทั้ง  ๕  อ้าย รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  นั่นนะ  ปล่อย  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  อ้ายเบญจกามคุณทั้ง  ๕  นะ  ละทั้งตัวพัสดุด้วย  ละทั้งตัวกิเลสด้วย  ปล่อยเลยทีเดียว  ไม่ถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ อีกต่อไป ไม่ถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เมื่อปล่อยเบญจขัธ์ทั้ง  ๕  เสียได้แล้ว ถ้าว่ายังถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์  ท่านยืนยันเทียวว่า  <strong>ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา  ทุกฺขา</strong>  ถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์  ถ้าปล่อยเสียละ ปล่อยเสีย  มีพระนิพพานเป็นที่ไป เป็นสุขทีเดียว  พอปล่อยเบญจขันธ์ทั้ง ๕ เสียได้เท่านั้น</p>
<p><strong>              ขีณาสวา  ชุติมนฺโต  เต  โลเก  ปรินิพฺพุตาติ</strong>  บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น  เป็นผู้ไม่มีอาสวะ  มีความโพลง  ดับสนิทในโลกด้ยประการดังนี้  นี้ไปถึงนิพพานทีเดียว  อายตนนิพพานดึงดูดไปทีเดียว  หมดหน้าที่นี้  แสดงมานี้เป็นข้อที่ลึกซึ้ง  ไม่ใช่เป็นข้อที่ผิวเผิน  ผู้แสดงก็หายาก  ผู้ฟังก็หายาก  ลำบากนัก  ให้จำไว้เป็นเนติแบบแผน  จะได้ปฏิบัติเอาตัวรอดต่อไป</p>
<p>ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ตามาระพระบาลี  คลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบายก็พอสมควรแก่เวลา  <strong>เอเตน  สจฺจวชฺเชน</strong>  ด้วยอำนาจความสัจที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวาสนนี้  <strong>สทา  โสตฺถี  ภวนฺตุ  เต</strong>  ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลาย  บรรดาที่มาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า  อาตมภาพชี้แจงแสดงมา  ก็พอสมควรแก่เวลาสมมุติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p><strong>   เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1404">ติลักขณาทิคาถา (ต่อ)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อนุโมทนาคาถา</title>
		<link>https://dhammakaya.com/631</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Sep 2022 10:32:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<category><![CDATA[อนุโมทนาคาถา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=631</guid>

					<description><![CDATA[<p>อนุโมทนาคาถา ๘ มกราคม พุทธศักร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/631">อนุโมทนาคาถา</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;"><strong><span style="font-size: 12pt; color: #000000;"><span style="font-size: 18pt;">อนุโมทนาคาถา</span><br />
</span></strong><span style="font-size: 12pt; color: #000000;" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;8 มกราคม พ.ศ. 2498&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:4609,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0,&quot;15&quot;:&quot;Angsana New&quot;}">๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๙๘</span></h2>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 10pt; color: #000000;"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-2410 size-large alignleft" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu1-683x1024.jpg" alt="" width="683" height="1024" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu1-683x1024.jpg 683w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu1-200x300.jpg 200w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu1-768x1152.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu1-1024x1536.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu1-150x225.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu1-300x450.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu1-696x1044.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu1-1068x1602.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu1.jpg 1365w" sizes="auto, (max-width: 683px) 100vw, 683px" /></span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="font-size: 12pt; color: #000000;"><br />
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ หน)<br />
</span></strong></p>
<p><strong>ยถา วาริวหา ปูรา            ปริปูเรนฺติ สาครํ<br />
เอวเมว อิโต ทินฺนํ            เปตานํ อุปกปฺปติ ฯ<br />
อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุมฺหํ           ขิปฺปเมว สมิชฺฌตุ<br />
สพฺเพ ปูเรนฺตุ สงฺกปฺปา     จนฺโท ปณฺณรโส ยถา<br />
                                   มณิ โชติรโส ยถาติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: 8pt;">ส.ม. ๙๕-๙๖<br />
</span><span style="font-size: 8pt;">**องุ.จตุกฺก.(บาลี)๒๑/๒๑/๒๗</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 10pt; color: #000000;"> <span style="font-size: 12pt;">         ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถาในอนุโมทนาคาถา แก้ด้วย <span style="color: #ff0000;"><strong>ยถาฯ</strong></span> ที่พระภิกษุท่านทำภัตตานุโมทนากับท่านอุบาสกอุบาสิกา อยู่เนืองนิตย์อัตรา <span style="color: #ff0000;"><strong>ยถา</strong></span> นี้เป็นมคธภาษา หาเป็นสยามภาษาไม่ วันนี้จะแปลความเป็นสยามภาษา ตามมคธภาษา ให้ได้ความเป็นสยามภาษาสืบไป</span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">        เริ่มต้นแห่งอนุโมทนาคาถา ตามวาระพระบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ </strong></span></span><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">ห้วงน้ำอันเต็มย่อมยังมหาสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด<strong>  <span style="color: #ff0000;">เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ</span></strong> ทานที่ท่านได้ถวายแล้วในโลกนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ท่านผู้ละโลกนี้ไปแล้วได้ฉันนั้นนั่นเทียว  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุมฺหํ ขิปฺปเมว สมิชฺฌตฺ</strong></span> ท่านปรารถนาไว้แล้วอย่างใด ตั้งใจไว้แล้วอย่างไร ขอจงสำเร็จตามปรารถนาแก่ท่านโดยฉับพลันเถิด  <span style="color: #ff0000;"><strong>สพฺเพ ปูเรนฺตุ สงฺกปฺปา </strong></span></span><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">ความดำริของท่านจงเต็มเปี่ยมเป็นอันดี ความดำริของท่านจงเต็มเปี่ยมเป็นอันดี  <span style="color: #ff0000;"><strong>จนฺโท ปณฺณรโส ยถา</strong></span> ดังพระจันทร์วันปัณณรสี เหมือนพระจันทร์วันปัณณรสี  <span style="color: #ff0000;"><strong>มณิ โชติรโส ยถา </strong></span></span><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">เหมือนแก้วมณีอันมีแสงสว่างไสวเป็นอันดี นี้เป็นภัตตานุโมทนาคาถา         </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">          ห้วงน้ำที่เต็มเมื่อเต็มมากขึ้นเป็นลำดับมา จนกระทั่งเต็มห้วยหนองคลองใหญ่น้อยเป็นลำดับขึ้นมา ท่วมทุ่งท่าต่อสายเหมือนดังกับน้ำในประเทศไทยนี้ เต็มเปี่ยมหมด ท่วมไปหมด เมื่อถึงน้ำลดก็ไหลลงไป ที่ดอนไหลลงไปสู่ที่ลุ่ม คลองเล็กไหลไปอยู่คลองใหญ่ คลองใหญ่ก็ไหลไปเป็นลำดับไป ลงสู่แม่น้ำทั้ง ๕ สาย แม่น้ำทั้ง ๕ ไหลลงสู่มหาสมุทร ไปเต็มเปี่ยมอยู่ในมหาสมุทรโน้น ไม่ได้มีคลาดเคลื่อนไปทางใดทางหนึ่ง จะล้นไหลไปข้างหนึ่งข้างใดไม่ได้ แม้เป็นไปในอากาศ ก็ไปเป็นเมฆจับอยู่ในพื้นท้องฟ้า พอถึงเวลาตก ไหลลงไปอีก ลงไปสู่มหาสมุทรหมด ไม่ได้เคลื่อนคลาดฉันใด ท่านโมทนาทานที่ท่านให้แล้วแต่มนุษย์โลกนี้ ทานที่ท่านให้แล้วแต่โลกนี้ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ท่านผู้ละโลกนี้ไปแล้วฉันนั้น นั่นแหละสำเร็จประโยชน์จริง ๆ ไม่มีปัญหา  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุมฺหํ ขิปฺปเมว สมิชฺฌตุ</strong></span> ผลที่ท่านปรารถนาแล้วและตั้งใจไว้ จงสำเร็จแก่ท่านโดยพลันเถิด  <span style="color: #ff0000;"><strong>สพฺเพ ปูเรนฺตุ สงฺกปฺปา</strong></span> ขอความดำริทั้งปวงจงเต็มเปี่ยมเป็นอันดีเหมือนพระจันทร์วันปัณณรสี หรือเหมือนแก้วมณีโชติรสทรงแสงสว่างเป็นอันดี นี่เป็นคำพระภิกษุเถรานุเถระได้ทำภัตตานุโมทนาเป็นมคธภาษา ขยายความเป็นสยามภาษาได้ความดังนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000; font-size: 12pt;">            เมื่อจบ <span style="color: #ff0000;"><strong>ยถา ฯ </strong></span>แล้ว ท่านก็ให้ <span style="color: #ff0000;"><strong>สพฺพี ฯ</strong></span> นี่ก็เป็นสามัญญานุโมทนาคาถา  <span style="color: #ff0000;"><strong>สพฺพีติโย วิวชฺชนฺตุ</strong></span> แปลเป็นสยามภาษา ขอจัญไรทั้งปวงจงระเหิดหายไป  <span style="color: #ff0000;"><strong>สพฺพโรโค วินสฺสตุ</strong></span> ขอโรคทั้งปวงจงหาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>มา เต ภวตฺวนฺตราโย</strong></span> ขออันตรายอย่าเกิดมีแก่ท่านเลย  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขี ทีฆายุโก ภว</strong></span> ขอท่านจงเป็นผู้มีสุข มีอายุยืนเถิด ท่านก็ว่าครั้งที่ ๒  <span style="color: #ff0000;"><strong>สพฺพีติโย วิวชฺชนฺตุ</strong></span> ขอจัญไรทั้งปวงจงระเหิดหายไป  <span style="color: #ff0000;"><strong>สพฺพโรโค วินสฺสตุ</strong></span> ขอโรคทั้งปวงจงหาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>มา เต ภวตฺวนฺตราโย</strong></span> ขออันตรายอย่าเกิดมีแก่ท่านเลย  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขี ทีฆายุโก ภว</strong></span> ขอท่านเป็นผู้มีสุข มีอายุยืนเถิด ครั้งที่ ๓  <span style="color: #ff0000;"><strong>สพฺพีติโย วิวชฺชนฺตุ</strong></span> ขอจัญไรทั้งปวงจงระเหิดหายไป  </span><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สพฺพโรโค วินฺสสตุ</strong></span> ขอโรคทั้งปวงจงหาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>มา เต ภวตฺวนฺตราโย</strong></span> ขออันตรายอย่าบังเกิดมีแก่ท่านเลย  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขี ทีฆายุโก ภว </strong></span>ขอท่านจงเป็นผู้มีสุข มีอายุยืนเถิด เมื่อครบ ๓ ครั้งแล้วในตอนหลัง  <span style="color: #ff0000;"><strong>อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ</strong></span> แปลเป็นสยามภาษาว่า ธรรมทั้ง ๔ ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีอภิวาทกราบไหว้เป็นนิจ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้อ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่เป็นนิจ นี่ธรรม ๔ ประการนี้สำคัญนัก เป็นธรรมประจำโลก ประจำธรรม เป็นธรรมประจำธรรมด้วย เป็นธรรมประจำโลกด้วย ท่านให้พรทุกวัน<strong>  <span style="color: #ff0000;">ยถา ฯ  สพฺพี ฯ</span></strong> ให้ทุกวัน แต่ว่าเราจำกันไม่ค่อยได้ พรเหล่านี้ไปลืม ๆ เสีย หรือไม่รู้มคธภาษา เราเป็นไทย แปลเป็นสยามไม่เข้าใจ ไม่เล่าเรียนศึกษา เพราะเหตุนั้น วันนี้ควรเอาใจใส่ แปลให้ท่านทั้งหลายเข้าเนื้อเข้าใจว่า  </span><span style="color: #000000;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ </strong></span>ว่าธรรม ๔ ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้กราบไหว้เป็นนิจ หรือย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีปรกติอ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่เป็นนิจ ธรรม ๔ ประการนี้สำคัญนัก </span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><span style="color: #000000;">          อายุนั้นคืออายุยืน เป็นอายุขัย ไม่ตายในปฐมวัย มัชฌิมวัย ใคร ๆ ก็ชอบ ใคร ๆ ก็ปรารถนา                               </span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">          วรรณะ ผิวพรรณ วรรณะไม่ต้องตบแต่ง งดงามอยู่เนืองนิตย์ ตั้งแต่เด็กเล็กหนุ่มสาวแก่เฒ่าชรามีความเจริญที่ตน มีความสวยงามอยู่เนืองนิตย์ เมื่อมีความสวยงามอยู่เนืองนิตย์อัตรา เพราะบุญกุศลราศีที่ได้สั่งสมอบรมไว้ เจริญอยู่เป็นนิตย์ไม่เสื่อมทราม เรียกว่า วรรณะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">          สุขะ มีความสบายกายสบายใจในอิริยาบถทั้ง ๔ นั่ง นอน ยืน เดิน นั่งก็เป็นสุข นอนก็เป็นสุข หลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข ฝันก็ไม่ฝันร้าย ฝันแต่ดี เป็นที่เอิบอิ่มของใจ มีความสุขอย่างนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">          พละ มีกำลัง จะไปทางบก ทางน้ำ ทางอากาศก็ตาม จะใช้กำลังกายประกอบกิจการงาน ก็มีกำลังกายเพียงพอ จะใช้กำลังวาจาบังคับการงาน ก็มีกำลังวาจาพอ หรือจะโต้ตอบ โต้ปัญหาอย่างหนึ่งอย่างใด ก็มีกำลังทั้งนั้น กำลังใจเล่า ก็แข็งขัน ไม่ทุพพลภาพ แข็งขันอยู่เสมอไป จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่มีใจโอด ไม่ลดละทำให้สำเร็จทุกประการ อย่างนี้เรียกว่ากำลังใจดี เขาเรียกว่ากำลังใจดี และกำลังกายอาจจะทรงอยู่ได้ด้วย กำลังใจไม่ดีละก็ แม้แต่เป็นเพียงกะลาโขกเท่านั้นเข้าใจว่างูเห่ากัด สลบคาที่ ไม่ใช่งูเห่าหรอกกะลามันโขกเอาเท่านั้น มีกำลังเรี่ยวแรงขึ้นแล้ว เพราะกำลังใจไม่เสีย กำลังใจมันดี แม้ไฟจะไหม้จะเป็นอันตรายอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น กำลังดีละก็ไม่เสียของเท่าใดนัก แก้ไขได้ทันที ถ้ากลัวหรือใจเสียละก็ เสียหายหมดทุกสิ่งทุกประการ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">            เหตุในพร ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ที่จะเจริญแก่ผู้หนึ่งผู้ใดต้องอาศัยเคารพอภิวาทกราบไหว้ เคารพอภิวาทกราบไหว้นั้นอย่างไร เคารพนี้เป็นตัวสำคัญนัก เมื่อเราปฏิบัติพุทธศาสนา เราจะต้องเคารพพระพุทธศาสนาจริง ๆ เคารพจริงนี้ทำอย่างไร ทำไม่ถูกเสียด้วย นี่แหละสำคัญนัก </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">          เพื่อจะให้พระพุทธศาสนาเจริญต้องเคารพกันจริง หากว่าเป็นภิกษุก็เป็นภิกษุกันจริง ไม่ทำพิรุธเสียหายแต่อย่างหนึ่งอย่างใด เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา กลั่นกล้าอยู่ เมื่อเป็นสามเณรก็ต้องเคารพในหน้าที่สามเณรจริง หน้าที่ของสามเณรมีศีล ๑๐ ศีล ๑๐ ไม่ขาดตกบกพร่องจริง เมื่อเป็นอุบาสกก็ต้องเคารพในหน้าที่อุบาสก ต้องมั่นอยู่ในไตรสรณคมน์ ศีล ๕ ศีล ๘ ตามหน้าที่ตามปรกติ ก็ศีล ๕ ปัญจศีล มีองค์ ๕ ประการ ปาณาฯ อทินนาฯ กาเมฯ มุสาฯ สุราฯ ถ้าวัน ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ วันธัมมัสสวนะ ก็มีศีล ๘ ประจำตัวอยู่ไม่ขาดสาย นี่เคารพในหน้าที่อุบาสกอุบาสิกา หน้าที่บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">         หน้าที่บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถึงเวลาให้ทาน ก็ให้ทานตามกำลังของตน ไม่เดือดร้อน ถึงเวลารักษาศีลก็รักษาศีลตามกำลังของตน ซื่อตรงต่อศีลจริง ๆ ไม่คดโกงต่อศีล ไม่อวดดีต่อศีล เคารพในศีลอย่างมั่นคงทีเดียว เมื่อเจริญภาวนาก็เคารพในภาวนาอย่างมั่นคงทีเดียว ทำให้เห็นเป็นปรากฏทีเดียว ถ้าไม่เห็นเป็นปรากฏก็ติเตียนตัวทีเดียว ว่าตัวไม่เป็น ว่ากล่าวเอาทีเดียว ติเตียนทีเดียว ดังนี้ หน้าที่ของอุบาสกอุบาสิกา เมื่อมาถึงที่ประชุม ภิกษุสามเณรก็เคร่งครัดในศีล สมาธิ ปัญญาของตน อุบาสกอุบาสิกาเล่า ก็ต้องเคร่งครัดในหน้าที่ของตน </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">       เมื่อจะให้ทานก็ระลึกถึงจาคานุสสติ ระลึกถึงการให้ทาน เมื่อจะรักษาศีลก็ระลึกถึงสีลานุสสติ ถือศีลของตนไว้ ถือศีลให้มั่นคง อย่าส่งใจไปในทางอื่น เมื่อเจริญภาวนาก็ทำภาวนาให้เกิดปรากฏขึ้น อย่าส่งใจไปในที่อื่น เมื่อมีเป็นขึ้น เข้าที่ประชุมก็ระลึกถึงตัวไว้ให้มั่นคง อย่าล่อกแล่ก ไม่ง่อนแง่นไม่แคลนคลอน ทำภาวนาให้เห็นแจ่มอยู่เสมอ ใสเป็นกระจก วันอื่นมีธุระน้อย วันอื่นมีธุระมาก แต่วันพระเราสละแล้วที่จะจำศีลภาวนา ต้องมั่นอยู่ ภาวนาให้เห็นให้เป็นปรากฏ ใจจ้องอยู่ในภาวนา ส่องให้เป็นกระจกส่องเงาหน้า ดูกันอยู่เสมอ แจ่มใสเป็นพระจันทร์  <span style="color: #ff0000;"><strong>ธมฺมํ</strong></span> ซึ่งธรรม  <span style="color: #ff0000;"><strong>อาทาสตลํ วิย</strong></span> ดุจดังพื้นกระจก สว่างเหมือนกระจก ใจจรดในพื้นใสนั้น เมื่อเข้าที่ประชุมต่างทำอย่างนี้ ต่างคนต่างตั้งใจอย่างนี้ นี่พวกเจริญภาวนาเป็นแล้ว พวกไม่เป็นก็ตั้งใจให้แน่แน่ว เราจะทำให้มีให้เป็นบ้าง ใจจรดอยู่ที่หมาย ใจจรดศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใจหยุด ไม่หยุดเป็นไม่ยอมกัน ในที่คนมาก ในที่ประชุม ใจต้องหยุด เมื่อทำหยุดในที่ประชุมชนแล้ว กล้าเข้าไป ก็ยิ่งเจริญหนักเข้าไป ก็ยิ่งเจริญหนักเข้าไป ยิ่งว่องไวหนักขึ้น ต้องชำนาญอย่างนี้ การปฏิบัติศาสนาต้องเอาจริงเอาจังอย่างนี้ อย่าให้โลเลเหลวไหล ตัวของตัวจะเป็นที่พึ่งของตัวไม่ได้ นี้เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อภิวาทนสีลิสฺส</strong></span> เคารพต่อหน้าที่ต่อศีลธรรมของตนจริง ๆ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">      นี้เรียกว่าเคารพกราบไหว้อยู่ ไม่ทำโลเลเหลวไหล ไม่เอาเรื่องอื่นเข้ามาแทรกแซง กลัวจะเป็นอันตรายต่อศีล กลัวจะเป็นอันตรายต่อจาคานุสสติ ระลึกถึงทาน กลัวจะเป็นอันตรายต่อศีล การรักษากาย วาจา ใจให้เรียบร้อย กลัวจะเป็นอันตรายต่อการเจริญภาวนา หรือไม่ฉะนั้น ไม่ส่งใจไปในที่อื่น ส่งใจไปในพระภิกษุสามเณรเจริญสาธยายเป็นธรรม ระลึกถึงธรรมว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ เวลาเข้าสู่ที่ประชุมก็เป็นอย่างนี้ ทำให้เลื่อมใสปลาบปลื้มอกปลื้มใจ เมื่อเป็นอย่างนี้ ทำได้อย่างนี้ นี่เป็นตัวอย่างอุบาสกอุบาสิกาที่ดีแท้ ๆ ภิกษุสามเณรก็จะเป็นตัวอย่างของภิกษุสามเณรที่ดี จะเป็นอายุพระศาสนา ไว้กราบเคารพบูชา ไม่ดูถูกดูหมิ่น</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; color: #000000;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2411 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu3-1024x596.jpg" alt="" width="696" height="405" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu3-1024x596.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu3-300x175.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu3-768x447.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu3-1536x894.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu3-150x87.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu3-696x405.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu3-1068x622.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu3-1920x1118.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/anu3.jpg 2044w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">       ถ้าแม้ว่าเวลาเข้าที่ประชุมเช่นนั้น เอาเรื่องอื่นมาใส่เสีย เรื่องอะไรต่อมิอะไรมาใส่ เรื่องนี้มีแต่ครั้งพุทธกาล ไม่ใช่มีแต่ครั้งนี้ มีหญิงพวกหนึ่ง ๕๐๐ คน จะรังควานพระศาสดา พระศาสดาก็อยู่ในที่ประชุม เมื่อถึงที่ประชุมนั้นแล้ว พระศาสดายังไม่เทศน์อยู่ เอาสุราเหน็บไปในพกในพุง ซ่อนเป็นขวดเล็กซ่อนไป เมื่อมีโอกาสก็ดื่มเสีย ๒ อึก ๓ อึก พอหน้าตึง ๆ ชา ๆ พอนานก็ดื่มเสียอีก เอาพอสมควรก็ไปคุยกับสนมพรมไพรในที่ประชุมของพระพุทธเจ้า ไปคุยกันในที่ประชุมเพื่อจะทำลายพระศาสดา พระศาสดาก็ทรงทราบ พอพระศาสดาจะเทศนาว่าการ พอปรารภขึ้นเทศน์ พวกนั้นก็ฮาทีเดียว ร้องกัน ๕๐๐ คนนั้น พระพุทธเจ้าเทศนาทำให้มืดเหมือนดังไม่มีดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ มืดตื้อไปหมด พวกเหล่านั้นก็ตกอกตกใจ พวกเมาทั้งหลายหายเมาสร่างเมา มืดหมดไม่เห็นฟ้า ตกอกตกใจกันทีเดียว เมื่อแสดงปาฏิหาริย์เช่นนั้นแล้ว ก็แสดงให้สว่างให้ปรากฏขึ้น พวกนั้นสร่างเมาแล้ว เทศนาทีเดียวพวกนั้นได้มรรคผลตามกาลสมัยทีเดียว ต่อหน้าพระศาสดาต้องแก้ไขอย่างนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">        บัดนี้ปรากฏเช่นนั้น พระศาสดาเสียแล้ว ผู้ที่มีปาฏิหาริย์ปรากฏแสดงเช่นนั้นไม่ได้ พวกเราเข้ามาสู่ที่ประชุมเช่นนี้ ช่วยกันรักษาเนติแบบแผนเป็นอันดี ครั้งพุทธกาลก็ยังมีพวกเขาทำร้ายพุทธศาสนาเช่นนี้เหมือนกัน เรารู้หลักเช่นนี้แล้ว ก็ไม่ใช่ใคร ในเมื่อเราเข้าที่ประชุมกันนี้ ไม่มีความเคารพ เราก็ได้ชื่อว่าดูหมิ่นดูถูกพระพุทธศาสนา ต่อไปพวกภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาก็จะเข้าประชุมกันไม่ได้ ก็เสื่อมทรามไปหมด ให้ปรากฏอย่างนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>อภิวาทนสีลิสฺส</strong></span> ไหว้นบเคารพบูชา ลูกหญิงลูกชายต้องไหว้นบเคารพบูชาพ่อแม่ อย่าดูถูกดูหมิ่นพ่อแม่ ไม่ได้ สิถิลวาจา*<span style="color: #999999;"><sup>(*สิถิลวาจา แปลว่า การพูดล่วงเกิน ไม่สมควร)</sup></span> ต้องเคารพครูบาอาจารย์ ไม่เคารพครูบาอาจารย์ไม่ได้ ขาด <span style="color: #ff0000;"><strong>อภิวาทนสีลิสฺส</strong></span> หรือท่านผู้มีอุปการคุณซึ่งเป็นบุพการี ท่านผู้ถูกอุปการคุณเช่นนี้แล้ว ต้องตั้งอยู่ในกตัญญูกตเวที นี้เป็นหน้าที่ของความเจริญทางพระพุทธศาสนา</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">           <span style="color: #ff0000;"><strong>วุฑฺ</strong><strong>ฒาปจายิโน</strong></span> อ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ลักษณะอ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่นั้น เป็นไฉน ผู้เฒ่าผู้แก่เรียกว่า ชาติวุฒิ แก่โดยชาติ วัยวุฒิ แก่โดยวัย คุณวุฒิ แก่โดยคุณ นี่เคารพนบนอบได้ที่ควร</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">          นี้วัยวุฒินะ ท่านผู้มีอายุมาก มีอายุ ๘๐, ๙๐ อายุตั้งร้อย อายุมากเช่นนี้เรียกว่า วัยวุฒิ เจริญโดยวัย ถึงอย่างไรก็ต้องได้รับความอภัยจากผู้ที่มีอายุต่ำกว่าเสมอ ทางพุทธศาสนานั้นถือกันนัก ภิกษุผู้มีอายุมากตั้งแต่ ๓ พรรษาขึ้นไป ถือเป็นวัยวุฒิทีเดียว ล่วงล้ำกันไม่ได้ ผิดพระวินัยหลายข้อหลายกระทงทีเดียว ฝ่ายอุบาสกอุบาสิกาเช่นเดียวกัน ต้องประพฤติเช่นนั้นเหมือนกัน ตั้งอยู่ในความเคารพเช่นนั้นเหมือนกัน ถ้าว่าไม่ตั้งอยู่เช่นนั้น ติกันเป็นคนเสียหาย หญิงก็ดีเป็นคนเสียหาย ชายก็ดีเป็นคนเสียหาย ก้าวก่ายผู้ใหญ่ไม่ได้ นี่เรียกว่าวัยวุฒิ ส่วนที่ ๑ นี้ เรียกว่าวัยวุฒิ ผู้มีอายุมากกว่า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">          ชาติวุฒินะ เกิดในตระกูลสูง ในตระกูลกษัตริย์ ตระกูลเศรษฐี ตระกูลคหบดี ตระกูลมหาศาล มีทาสมีบริวาร นั้นเรียกว่าชาติวุฒิ ชาติสูงกว่า ชาติต่ำกว่า ชาติที่ขายดอกไม้ ชาติที่ทำงานเทขยะมูลฝอย ทำงานต่ำกว่านั้น เรียกว่าชาติต่ำกว่า ดังนี้เป็นต้น ต่ำก็ต่ำเป็นลำดับ สูงก็สูงเป็นลำดับ ให้เคารพซึ่งกันและกันดังนั้น  นั้นเรียกว่า ชาติวุฒิ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">          คุณวุฒิเล่า เคารพโดยธรรม ถึงจะเป็นเด็กเกิดใหม่ในวันนั้นหรือรู้จักเดียงสา หรือไม่รู้จักเดียงสาก็ตามเถอะ แต่ว่ามีธรรมที่มั่นคง เรียกว่า คุณวุฒิ เรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงตัดสินสามเณร อายุ ๗ ขวบ ได้สำเร็จพระอรหันต์ มีพระภิกษุถามสามเณรน้อยสะอาดสะอ้านเรียบร้อย พ่อเณรไม่คิดถึงโยมหรือ พ่อเณรไม่หิวข้าวหรือ พ่อเณรไม่คิดถึงบ้านหรือ เอามือลูบศีรษะเณรองค์พระอรหันต์ ลูบเนื้อลูบตัวลูบศีรษะ เณรหัวเกลี้ยงมันก็น่าลูบเล่นนี่ ลูบเล่นตามชอบใจ พระพุทธเจ้าเหลือบไปเห็นเข้า โอ ตายจริงท่าน จับอสรพิษเข้าที่เขี้ยวแล้วไม่รู้ตัว จับช้างพลายเข้าที่งาแล้วไม่รู้ตัว จะตายไม่รู้ตัวแล้ว พอพระพุทธเจ้าทรงเหลือบพระเนตรเห็นเท่านั้น รับสั่งพระอานนท์ให้ประชุมพระภิกษุสามเณรมาพร้อมกัน พระอานนท์ก็ประชุมทีเดียว เข้าประชุมเช่นนั้นพระองค์ทรงดำรัสออกมา เมื่อพร้อมตามทรงรับสั่ง พระอานนท์ก็ทูลบอกว่ามาพร้อมแล้วพระเจ้าข้า ทรงรับสั่งว่า โอ เราตถาคตต้องการน้ำที่สระอโนดาตมาชำระพระบาทสักหน่อยหนึ่ง ท่านทั้งหลาย ถ้านำมาได้ก็นำมาเพื่อเราตถาคต พระองค์ทรงรับสั่งดังนี้ พระอรหันต์ท่านก็รู้ ปัญหานี้ไม่ได้ผูกเพื่อท่าน ผูกเพื่อสามเณรองค์นั้น ปุถุชนไม่รู้ ไม่รู้ว่าพระองค์ประสงค์อย่างไร จะเหาะเหินเดินอากาศไปเอาก็ไม่ได้ จะทำอย่างไร เมื่อไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้วก็จะทำอย่างไรกันเล่า สามเณรก็รู้ทีเดียวว่าผูกเพื่อเรา พระอรหันต์คว้าเอาหม้อต้มกรัก คล้ายกับชาวปาดตาลละ เขาเอากระบอกเหน็บหลังแล้ว เขาก็ขึ้นไปทำน้ำตาลบนต้นไม้นั้น คว้าเหน็บหลังเข้าได้ ก็ลิ่วไปในอากาศทีเดียว เดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละ ไปเอาน้ำที่สระอโนดาตมาถวายพระพุทธเจ้าแล้ว ภิกษุผู้นั้นตกอกตกใจทีเดียว โอ เราได้ลูบศีรษะพระอรหันต์เข้าแล้ว ตายจริง นี่พระพุทธเจ้ามีพระชนม์อยู่ ท่านสงเคราะห์เราหนา ถ้าท่านไม่สงเคราะห์เรา เราก็จะตกนรกแย่ทีเดียว ไม่ต้องไปสงสัยละ นี่พระศาสดาทำการสงเคราะห์มาเช่นนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">       พระศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว เมื่อภิกษุวัดหนึ่งหมู่หนึ่งในสถานที่ใด ต้องดูแลแก้ไขอุบาสกอุบาสิกาหมู่นั้นพวกนั้น อย่าให้เลอะเทอะเหลวไหลไม่ได้ จะเอาตัวไม่รอด ต้องแก้ไขอย่างนี้แทนพระศาสดาไป แทนสาวกของพระศาสดาไป  เมื่อพระศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพาน สาวกของท่านเอาใจใส่เพื่อศาสนิกชนทุกถ้วนหน้า เมื่อต่อมาเราก็ต้องเอาใจใส่อย่างนี้ คอยดูแลแก้ไขอย่างนี้ ดูแลแก้ไขในตระกูลของเราไว้ ขนบธรรมเนียมอันใดที่ทำไว้ ขนบธรรมเนียมอันนั้นให้แน่แน่วไว้ จะได้เจริญในเบื้องหน้า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000; font-size: 12pt;">          ฝ่ายพระพุทธศาสนาเล่า ก็ต้องรักษาขนบธรรมเนียมดุจดังนั้นเหมือนกัน การเล่าเรียนดัดแปลงแก้ไขในทางพระพุทธศาสนาในเวลานี้ ท่านผู้เป็นเมธีมีปัญญา เป็นครูบาอาจารย์ ก็ต้องรักษาขนบธรรมเนียมนั้นไว้ ไม่ทำเช่นนั้น ขนบธรรมเนียมเหล่านั้นหายหมด เล่าเรียนไม่ถูก ศาสนาก็ล้มละลาย การประพฤติปฏิบัติตามพระพุทธศาสนาเล่า ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ก็ต้องรักษาขนบธรรมเนียมไว้ ถ้าไม่รักษาขนบธรรมเนียมไว้จะเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนา เหตุนี้ ควรเอาใจใส่ควรแก้ไขทีเดียว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2413 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/wai-1024x419.jpg" alt="" width="696" height="285" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/wai-1024x419.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/wai-300x123.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/wai-768x314.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/wai-1536x628.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/wai-150x61.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/wai-696x285.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/wai-1068x437.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/wai-1920x785.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/wai.jpg 2044w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">            การอ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่ เรื่องนี้หญิงก็ดี ชายก็ดี เป็นที่ยินดีของโลก โลกพานิยมชมชอบนัก เป็นที่ยินดีปรารถนาของนักปราชญ์ราชบัณฑิต ท่านรู้เช่นนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นคนมีปัญญา คนประกอบด้วยปัญญา คนเฉลียวฉลาด คนอ่อนน้อม ไม่ใช่คนแข็งกระด้าง ถ้าคนแข็งกระด้างดื้อดึง ไม่เป็นที่ปรารถนา แม้แต่เป็นเด็กก็ไม่เป็นที่ปรารถนา แม้แต่แก่เฒ่าชราก็ไม่เป็นที่ปรารถนา เป็นเหตุอะไรเล่า พระองค์ทรงรับสั่งไว้ว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุวโจ</strong></span> ว่าง่าย สอนง่าย พระองค์ทรงรับสั่งว่า สาวกของพระศาสดา  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทุพฺพโจ</strong></span> ว่ายาก สอนยาก พระองค์ไม่รับอุปถัมภ์ ผลักไสเสียนี่ เพราะอะไร พระศาสดาทรงสงเคราะห์อนุเคราะห์ประชุมชนจริง ๆ เหตุนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>วุฑฺฒาปจายิโน</strong></span> เคารพต่อผู้หลักผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่ อ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญู่ผู้เฒ่าผู้แก่ด้วยธรรม ๔ ประการ คือ อายุ จะเป็นผู้มีอายุยืน วรรณะ จะเป็นผู้มีผิวพรรณวรรณะผุดผ่องงดงาม สุขะ จะเป็นผู้มีความสุขกายสบายใจในอิริยาบถทั้ง ๔ พละ จะมีกำลังกาย กำลังวาจา กำลังใจ เจริญตามหน้าที่</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">           เหตุนี้ ในสามัญวาจาที่ชี้แจงมานี้ คลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบายได้พอสมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ได้อ้างธรรมปฏิบัติในภัตตานุโมทนาคาถานี้ พอสมควรแก่เวลา ด้วยอำนาจสัจวาจาที่ได้อ้างธรรมเทศนาตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย ที่ได้มาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติจะยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000;">    <strong>         เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</span></p>
<p>&nbsp;</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/631">อนุโมทนาคาถา</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สังคหวัตถุ</title>
		<link>https://dhammakaya.com/618</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Sep 2022 10:29:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=618</guid>

					<description><![CDATA[<p>สังคหวัตถุ ๒๔ ธันวาคม พุทธศักร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/618">สังคหวัตถุ</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;"><strong>สังคหวัตถุ</strong></h2>
<p style="text-align: center;"><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;24 ธันวาคม พ.ศ. 2497&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:4609,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0,&quot;15&quot;:&quot;Angsana New&quot;}">๒๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2441 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-1024x590.jpg" alt="" width="696" height="401" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-1024x590.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-300x173.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-768x443.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-1536x885.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-150x86.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-696x401.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-1068x615.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-1920x1106.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม ตสฺส ภควโต  อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ (๓ หน)</strong></p>
<p><strong>ทานญฺจ เปยฺยวชฺชญฺจ       อตฺถจริยา จ ยา อิธ<br />
สมานตฺตตา จ ธมฺเมสุ        ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ<br />
เอเต โข สงฺคหา โลเก        รถสฺสาณีว ยายโตฯ<br />
เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ         น มาตา ปุตฺตการณา<br />
ลเภถ มานํ ปูชํ วา             ปิตา วา ปุตฺตการณา<br />
ยสฺมา จ สงฺคหา เอเต         สมเวกฺขนฺติ ปณฺฑิตา<br />
ตสฺมา มหตฺตํ ปปฺโปนฺติ       ปาสํสา จ ภวนฺติ เตติฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: 8pt;">องฺ.จตุกฺก.(บาลี) ๒๑/๓๒/๔๒</span></p>
<h5> </h5>
<h5 style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถาแก้ด้วยสังคหวัตถุ วัตถุเครื่องสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน เพราะเหตุว่าเราท่านทั้งหลายนั้น ทั้งเป็นคฤหัสถ์บรรพชิต อุบาสกอุบาสิกา จะอยู่บ้านก็ดี วัดก็ดี จักได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนกัน ควรต้องสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน สงเคราะห์ซึ่งกันและกันนั่นแหละเรียกว่าสังคหวัตถุ สังคหวัตถุ แปลว่าวัตถุเครื่องสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน จะแสดงในวันนี้นั้นตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบาย กว่าจะยุติการลงโดยสมควรแก่เวลา</span></h5>
<h5 style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          เริ่มขึ้นแห่งพระสูตรนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทานญฺจ เปยฺยวชฺชญฺจ อตฺถจริยา จ ยา อิธ </strong></span></span><span style="font-size: 12pt;">แปลเป็นสยามภาษา ทานการให้ก็ดี พูดวาจาไพเราะก็ดี ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่กันและกันก็ดี ๓ อย่างนี้เรียกว่า สังคหวัตถุ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมานตฺตตา จ ธมฺเมสุ ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ </strong></span>ความประพฤติตนให้สม่ำเสมอในธรรมนั้น ๆ ในบุคคลนั้น ๆ ตามสมควร  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอเต โข สงฺคหา โลเก รถสฺสาณีว ยายโต </strong></span>ความสงเคราะห์ในโลกเหล่านี้แล เป็นประหนึ่งว่าลิ่มสลักของรถอันไปอยู่<strong>  <span style="color: #ff0000;">เอเต จ สงฺคหา </span></strong>ความสงเคราะห์ทั้งหลายเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้  <span style="color: #ff0000;"><strong>น มาตา ปุตฺตการณา</strong></span> มารดาบิดาย่อมไม่ได้รับความนับถือและบูชาเพราะเหตุที่ตนมีบุตร  <span style="color: #ff0000;"><strong>ยสฺมา จ สงฺคหา เอเต สมเวกฺขนฺติ ปณฺฑิตา </strong></span>เพราะเหตุใด บัณฑิตพิจารณาเห็นซึ่งความสงเคราะห์ทั้งหลายเหล่านี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตสฺมา  มหตฺตํ ปปฺโปนฺติ </strong></span></span><span style="font-size: 12pt;">เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงถึงซึ่งความเป็นใหญ่  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปาสํสา จ ภวนฺติ เตติ </strong></span></span><span style="font-size: 12pt;">บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ที่ควรนับถือด้วยประการดังนี้ นี่เนื้อความของพระบาลีในสังคหวัตถุ แปลความเป็นสยาม  ให้ความเท่านี้ ต่อจากนี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป</span></h5>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">      เรียงเนื้อความออกจากบาลีเป็นภาษาไทยเสียชัด ๆ ก่อน ตั้งแต่ตอนก่อนว่า ทาน การให้ประการหนึ่ง ความพูดไพเราะประการหนึ่ง ความประพฤติให้เป็นประโยชน์กันและกันในโลกนี้เป็นประการหนึ่ง ความเป็นคนมีตนสม่ำเสมอในธรรมนั้น ๆ ในบุคคลนั้น ๆ ตามสมควร ความสงเคราะห์ในโลกเหล่านี้แล เป็นประหนึ่งว่าลิ่มสลักของรถอันไปอยู่ฉะนั้น ถ้าว่าความสงเคราะห์เหล่านั้นไม่มีแล้วไซร้ มารดาบิดาย่อมไม่ได้ความนับถือและบูชาเพราะเหตุที่ตนมีบุตร เพราะเหตุนั้นบัณฑิตทั้งหลายเห็นเสมอซึ่งความสงเคราะห์เหล่านี้ เหตุนั้นจึงถึงซึ่งความเป็นใหญ่ บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ที่ควรนับถือด้วยประการดังนี้  นี่เนื้อความเป็นสยามแท้ ต่อไปนี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป                    </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">       <strong> <span style="color: #3366ff;">ทาน การให้นี่เป็นนโยบายของบัณฑิตทั้งหลาย แต่ไหนแต่ไรมา คนมีปัญญาแล้วก็ต้องให้ทาน ถ้าคนโง่แล้วเห็นว่าสิ้นไปหมดไป ถ้าว่าคนมีปัญญาแล้วเห็นว่ายิ่งให้ยิ่งมียกใหญ่ </span></strong>เห็นแก่อย่างนี้แหละ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        ทางไหนจะผิดจะถูกกันน่ะ การให้ ลองดูซิ แต่ว่า เป็นเหมือนกันเสมอหรือ การให้นี่ว่าเป็นประโยชน์จริง ๆ ให้ทุกคน แต่การให้นั้นแคบกับกว้างเท่านั้น การให้แคบ ๆ ให้แก่ตัวเอง ให้แก่สามีภรรยา ให้แก่ครอบครัว ให้แก่ลูกหญิงลูกชายของตนเอง นอกจากนั้นไม่ให้ กลัวหมด กลัวเปลือง กลัวสิ้นไป นี่ให้กลัวหมด กลัวสิ้นอย่างนี้ พวกที่เห็นกว้างออกไปว่า เราให้ซึ่งกันและกันในสามีภรรยา ในบุตรและธิดา ถ้าว่าให้สามี สามีก็ยินดีด้วย ให้ภรรยา ภรรยาก็ยินดีด้วย ถ้าให้แก่บุตรและธิดา บุตรและธิดาก็ยินดีด้วย ถ้าจะให้มากเข้าไปกว่านี้ กลัวสิ้น กลัวหมด กลัวเปลือง นี่ความเห็นแคบ ๆ อย่างนี้ได้รับความเคารพนับถือบูชาเฉพาะครอบครัวของตัวเท่านั้น ถ้าไม่ให้เล่า ไม่ได้รับความเคารพนับถือบูชาทีเดียว ให้กว้างขวางออกไปกว่านั้น กว้างออกไปเทียวเท่าใด เขาก็นับถือตนดุจกับมารดาบิดากว้างออกไปเท่านั้น การกว้างออกไปเช่นนั้นได้ประโยชน์อะไรหรือ ให้แคบ ๆ วงแคบ ๆ ได้ประโยชน์หรอก แต่น้อย ไม่เหมือนให้กว้างออกไป ให้กว้างออกไปประโยชน์มาก ประโยชน์มากนัก </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         ในทางพุทธศาสนาก็เช่นนั้น ชอบให้ในการกว้าง ๆ ไม่ชอบให้ในการแคบ ๆ การให้แคบ ๆ ดีเหมือนกัน แต่ว่าได้น้อย ไม่เหมือนกว้าง ๆ ออกไป ดังมารดาบิดาให้แก่บุตร ภรรยาสามีให้แก่กันและกันในครอบครัวกันและกัน ให้แล้วมุ่งบุตรในกันและกัน ให้ลูกหญิงลูกชายก็เพื่อให้ปฏิบัติตนต่อไป พอจะได้ดำรงตระกูลของตนต่อไป ก็มุ่งเท่านั้น เมื่อให้บุตรและธิดาได้เท่าไรให้ไป เขาก็ปฏิบัติตามหน้าที่ผู้ได้รับแล้ว ความให้ชนิดนี้ในทางโลกก็แคบ ยิ่งทางศาสนาก็ให้ดุจเดียวกัน เฉพาะพระเณรที่ชอบใจ ที่รู้จักเป็นเครือญาติของตน ที่เป็นที่สนิดชิดชอบกับตน ถ้าหากว่าคนนั้นไม่ให้ เห็นว่าจะมากเกินไป ให้เพียงเท่านั้นก็ได้ประโยชน์เหมือนกันแต่ว่าแคบ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">      ทางพุทธศาสนายินดีในการให้กว้าง ๆ ทางโลกล่ะก็ดุจเดียวกัน ถ้าให้กว้าง ๆ ออกไป จะเป็นชาวนาก็กว้างขวาง จะเป็นชาวสวนก็กว้างขวาง จะเป็นพ่อค้าแม่ค้าก็กว้างขวาง จะเป็นคนพลเรือนใด ๆ ก็กว้างขวาง ยิ่งคนปกครองก็ยิ่งกว้างขวางออกไป จำเป็นต้องให้กว้างออกไปทีเดียว ชื่อเสียงก็กว้างออกไป หน้าที่ก็กว้างออกไป <span style="color: #3366ff;"><strong>การให้นั่นแหละเป็นข้อสำคัญนัก ไม่ต้องไปขอไปร้องใคร ทำอะไรสำเร็จหมดด้วยการให้ แต่ว่าต้องฉลาดให้ ถ้าโง่ให้ยิ่งจนใหญ่ ถ้าฉลาดให้ยิ่งให้ยิ่งรวยใหญ่ มันเป็นอย่างนี้ ต้องฉลาดให้อย่างนี้ </strong></span>เพราะฉะนั้น <span style="color: #ff0000;"><strong>ทานญฺจ </strong></span>ทานเป็นวัตถุสำคัญสำหรับสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน     </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6968" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n.jpg" alt="" width="2048" height="1363" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-1024x682.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-768x511.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-1536x1022.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-696x463.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-1068x711.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-1920x1278.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        เราเกิดมาในมนุษย์โลก หญิงชายคฤหัสถ์บรรพชิตไม่ว่า เกิดมาต่างคนต่างมีตัวเปล่า ๆ มีแต่บุญกุศลพิทักษ์รักษามา มาแสวงหาทรัพย์สมบัติได้เขตสำหรับในโลกนี้ก็ย่อมเฉลี่ยซึ่งกันและกันตามมีตามจะเฉลี่ยได้ ตามสามารถที่จะทำได้เฉลี่ยได้ สามารถจะทำได้เพียงแค่ไหนก็ทำไปแต่เพียงนั้น อย่าให้เกินกำลังกว่าตัว อย่าให้เดือดร้อน ทำพอสมควรแก่การ เพราะเรามาไม่นานเท่าใดนักก็จะต้องลาโลกนี้ ผ่านโลกนี้ไป ไปโลกอื่นอีกต่อไป<span style="color: #3366ff;"><strong> การให้สำเร็จที่เป็นอัตภาพที่เป็นมนุษย์นี้ เมื่อพ้นอัตภาพมนุษย์นี้เสียแล้ว ก็ไม่ได้ให้กัน ให้กันไม่ได้ ไปเป็นรูปพรหมให้กันไม่ได้ ไปเป็นอรูปพรหมให้กันไม่ได้ ทุกชั้นไป ของสมบัติทิพย์ก็มีด้วยกันทั้งสิ้น ไปนิพพานก็ให้กันไม่ได้ ให้กันได้แต่เฉพาะเป็นมนุษย์นี่เท่านั้นที่ให้กันได้</strong></span> เป็นสัตว์เดรัจฉานให้กันไม่ได้ เป็นเปรต อสุรกายให้กันไม่ได้ เป็นสัตว์นรกให้กันไม่ได้ ให้กันได้เฉพาะแต่ในมนุษย์นี้เท่านั้น</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        เขาว่าการให้นี้มีผลมากมายนัก มีฤทธิ์เดช ถ้าให้เสียมาก ๆ ให้เสียเต็มศรัทธาสามารถแล้ว ให้มาก ๆ เสียแล้ว ชาติใด ๆ ไปเป็นคนมากเป็นคนกว้างขวาง ต้องเป็นคนปกครองกว้างขวางใหญ่โตออกไป การให้นี้ให้สำเร็จประโยชน์ถึงเจ้าจักรพรรดิธิราช เป็นเจ้าจักพรรดิธิราชบ้าง ต่ำลงมากว่านั้นเป็นมหาราชาธิราชบ้าง ปกครองประเทศทั้งหมดชมพูทวีป หรือย่อยลงมากว่านั้นเป็นพระยาประเทศราช เหมือนยังกับชมพูทวีปเวลานี้เป็นแต่เพียงพระยาประเทศราชเท่านั้น ทุก ๆ ประเทศมีเจ้าแผ่นดินปกครองเป็นพระเจ้าประเทศราชทั้งนั้น ยังลดลงมากว่านั้น เป็นผู้ปกครอง เป็นประธาน ชั่ว ๔ ปี ๔ ปีเท่านั้นเลิกเป็นพระยาประเทศราชเสียแล้ว ถึงกระนั้นก็ยังมีพระยาประเทศราชอยู่ แต่ว่าอยู่ใต้กฎหมาย นี่บุญวาสนาลดหย่อนผ่อนลงมาถึงขนาดนี้ ก็ต้องสำเร็จได้ด้วยการให้ เป็นเศรษฐี มหาราชก็สำเร็จด้วยทานการให้ เป็นคหบดีมหาศาลมีทรัพย์สมบัติบริวาร ข้าทาสบริวาร ก็สำเร็จด้วยการให้ ถ้าไม่ให้ไม่สำเร็จอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการให้ <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้าอยากมีสมบัติยิ่งใหญ่มหาศาลละก็ ต้องอุตส่าห์บำเพ็ญทาน บริจาคทาน </strong></span>นี้ได้ชื่อว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>ทานญฺจ</strong></span> ทานการให้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><strong>       <span style="color: #ff0000;">เปยฺยวชฺชญฺจ</span></strong> เมื่อเป็นผู้มีพวกมากถึงขนาดนั้นเข้าแล้ว ต้องมีวาจาไพเราะอ่อนหวาน พูดเพราะ พูดเป็นประโยชน์ พูดแล้วผู้สดับตรับฟังรักใคร่ดูดดึงในใจ ไม่อยากออกไปห่าง อยากเข้ามาอยู่ในที่ใกล้ อยากจะสนิทชิดชมด้วยเสมอไป เพราะความพูดอันนี้เป็นตัวสำคัญนัก <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้าว่าหัดวาจาไพเราะเสียในชาตินี้ ชาติต่อ ๆ ไปวาจาของตนศักดิ์สิทธิ์ จะพูดอะไรก็สำเร็จกิจหมดทุกอย่าง ถ้าใช้วาจาหยาบก็เท่ากับวาจาจอบตัวเอง ในชาตินี้ก็ดี วาจาหมดอำนาจหมดสิทธิ์ ไม่มีอำนาจอะไร พูดไปก็เท่ากับไม่ได้พูด พูดอะไรเป็นไม่สำเร็จ เพราะวาจาของตน ไม่ได้บำเพ็ญกุศลทางวาจาไว้ ถ้าบำเพ็ญกุศลทางวาจาไว้แล้ว กล่าววาจาใดวาจาศักดิ์สิทธิ์ </strong></span>นี่ไม่ได้เป็นของพอดีพอร้าย                              </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        เรื่องวาจาศักดิ์สิทธิ์นี้ เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว กษัตริย์ทั้ง ๖ พระนคร ๗ พระนคร ๘ พระนคร ทั้ง ๖ พระนคร เกิดประหารซึ่งกันและกันจะรบกันยกใหญ่ เมื่อครั้งแย่งพระบรมธาตุกันในครั้งนั้น ไม่มีใครสามารถมีวาจาศักดิ์สิทธิ์จะเปลื้องความในครั้งนั้นได้ มีพราหมณ์ผู้หนึ่ง ท่านโทณพราหมณ์ เข้าไปมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในที่นั้น ห้ามพุทธกิจในการแย่งพระบรมธาตุในครั้งนั้นสำเร็จได้ นั่นเพราะอาศัยอะไร เพราะอาศัยวาจาของท่านพราหมณ์อันศักดิ์สิทธิ์ วาจาศักดิ์สิทธิ์นั่นแหละ ท่านได้สร้างวาจาไพเราะของท่านไว้ ถ้ากษัตริย์ผู้ใด คือว่าผู้ใดได้ฟังเข้าแล้วจะอ่อนน้อมตามวาจาของท่าน เป็นเช่นนี้เพราะสร้างวาจาที่ดีของท่านไว้ สร้างวาจาที่ไพเราะอ่อนหวานไว้           </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">       ถ้าใครต้องการวาจาศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ต้องพยายามห้ามวาจาทุจริตเสีย ให้มีวาจาสุจริตอยู่ร่ำไป เมื่อกล่าวขึ้นแล้ว เป็นประโยชน์แก่ตนบ้าง ประโยชน์แก่คนอื่นบ้าง เป็นประโยชน์ทั้งตนบุคคลอื่นได้ วาจาไม่เป็นประโยชน์แล้ว เสียเวลา พวกที่พูดวาจาพล่อย ๆ เอาเรื่องเอาราวไม่ได้ วาจาเหลวไหล ชนิดนี้ฆ่าวาจาของตัวเอง ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของตัวเอง ไม่มีใครทำให้ นี้ต้องอุตส่าห์แก้ไขวาจาของตนให้เป็นวาจาที่ไพเราะอ่อนหวานอยู่ร่ำไป นี้เป็นประโยชน์แก่ตนด้วย เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นด้วย เป็นทั้งประโยชน์แก่กันและกัน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          ประพฤติให้เป็นประโยชน์ในโลกนี้ หรือประพฤติเป็นประโยชน์ในกันและกัน ในเพื่อนมนุษย์ก็ดี หรือกับสัตว์เดรัจฉานก็ดี ประพฤติให้เป็นประโยชน์ทีเดียว ลักษณะที่ประพฤติให้เป็นประโยชน์เป็นอย่างไร การประพฤติให้เป็นประโยชน์ ทำอะไรให้เป็นตัวอย่างดีทั้งนั้น จะทำสิ่งใดด้วยกายทุกอย่าง ให้เป็นตัวอย่างดีของเพื่อนมนุษย์ ให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ จะพูดสิ่งไรด้วยวาจาแล้ว ล้วนแต่ให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ ให้ได้ผลแก่เพื่อนมนุษย์ ให้เป็นตัวอย่างแก่เพื่อนมนุษย์ การประพฤติทั้งกาย ทั้งวาจา เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ แล้วทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเป็นการทำลายตน ใครใกล้เคียงก็แก้ไขมนุษย์ที่ทำนานั้นให้ได้ผลเกิดสุข ให้ได้ผลดีเป็นลำดับขึ้นไป การทำสวนก็ดี ใครอยู่ใกล้เคียง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำเป็นตัวอย่าง ให้เป็นประโยชน์ดีแก่เพื่อนมนุษย์ แก่เพื่อนฝูงที่ใกล้เคียงกัน หรือจะค้าขายก็ดี ผู้ที่ค้าขายใกล้เคียงกัน ให้เป็นประโยชน์แก่พวกที่ค้าขายใกล้เคียงกัน นี้ได้ชื่อว่าประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ เมื่อประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แล้ว แก้ไขตัวเองไม่ให้มีตำหนิ จะเป็นภิกษุก็เป็นภิกษุที่ดีทีเดียว จะเป็นสามเณรก็เป็นสามเณรที่ดีทีเดียว จะเป็นอุบาสกก็เป็นอุบาสกที่ดีทีเดียว จะเป็นอุบาสิกาก็เป็นอุบาสิกาที่ดีทีเดียว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2439 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-1024x599.jpg" alt="" width="696" height="407" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-1024x599.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-300x176.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-768x449.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-1536x899.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-150x88.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-696x407.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-1068x625.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-1920x1123.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1.jpg 2044w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        เป็นตัวอย่างได้เช่นนี้ได้ชื่อว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อตฺถจริยา</strong></span> ประพฤติตนให้เป็นกระสวน เป็นกระสวนนั่นเป็นอย่างไร ช่อฟ้า เขาทำช่อฟ้าเขามีกระสวน เอากระสวนนั่นมาคาดเข้าแล้วทำตามรูปกระสวนนั่นเป็นช่อฟ้าได้ ประพฤติให้เป็นตัวอย่าง เขาเพียรทำสิ่งใดเป็นตัวอย่างมาแล้ว ก็เพียรเอาสิ่งนั้นเข้ามาทำ มาเป็นแบบแปลนเป็นตัวอย่างต่อไป ประพฤติตนให้เป็นแม่พิมพ์พ่อพิมพ์นั้น เป็นตำราทีเดียว ตำราพ่อพิมพ์แม่พิมพ์พระ เหมือนพ่อพิมพ์รูปต่าง ๆ สวยงามทุกสิ่งทุกประการนั้นได้ชื่อว่า เป็นผู้ตามประพฤติเป็นประโยชน์ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        ประพฤติเป็นประโยชน์อย่างนี้แหละ เรียกว่าสังคหวัตถุ วัตถุเครื่องสงเคราะห์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันทุกถ้วนหน้า ประพฤติตัวได้อย่างนี้ ทำตามพ่อ ให้ทาน กล่าววาจาไพเราะ ประพฤติตัวให้เป็นประโยชน์ในกันและกัน หรือในโลกนี้ทั้งหมด ปรากฏดังนี้ เมื่อประพฤติได้ดังนี้แล้ว เรียกว่าเป็นผู้มีตนเสมอ มีตนเสมอเป็นอย่างไร ในธรรมนั้น ในบุคคลนั้น ๆ </span></p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อมาประพฤติเป็นภิกษุ ประพฤติสม่ำเสมอในธรรมที่เป็นภิกษุ ประพฤติเป็นสามเณร สม่ำเสมอในธรรมที่เป็นสามเณร เมื่อเป็นอุบาสกอุบาสิกา ประพฤติสม่ำเสมอในธรรมที่เป็นอุบาสกอุบาสิกา อยู่ในธรรมนั้น ๆ ในบุคคลนั้น ๆ เป็นภิกษุเข้าหมู่ได้ไม่กระทบกระเทือนใครเลย เป็นสามเณรเข้าหมู่ใดสามเณรใดไม่กระทบกระเทือนสามเณรหมู่นั้นเลย เป็นอุบาสกเข้าไปในอุบาสกใดไม่กระทบกระเทือนอุบาสกผู้นั้นเลย เป็นอุบาสิกาเข้าไปในหมู่อุบาสิกาใดไม่กระทบกระเทือนอุบาสิกานั้นเลย นี้ได้ชื่อว่าสม่ำเสมอในบุคคลนั้น สม่ำเสมอทีเดียว ถ้าประพฤติได้ขนาดนี้ได้ชื่อว่า นั้นแหละเรียกว่าสงเคราะห์ซึ่งกันและกันละ ถูกหลักตามวาระพระบาลีดังแสดงมาแล้วละ เมื่อประพฤติได้อย่างนี้เรียกว่าสังคหวัตถุ</p>
<p style="text-align: justify;">          สังคหวัตถุในโลกเรานี้แล ในโลกต้องประพฤติ ๓ ประการนี้ การที่ทำอย่างเป็นสังคหวัตุสำคัญมาก เมื่อประพฤติได้ดังนี้แล้ว <span style="font-size: 12pt;">เหมือนดังลิ่มสลักของรถที่ไถแล่นไปในหนทางของรถ ใกล้ไกลไม่ว่า รถนั้นคุมกันอยู่เป็นรถอยู่เสมอ ไม่เคลื่อนในความเป็นรถ ไม่ปรักหักพังแต่อย่างหนึ่งอย่างใด ไปได้เป็นปรกติดี จะเป็นรถส่วนตัวก็สะดวก จะเป็นรถโดยสารก็สะดวกทุกสิ่งทุกประการ เพราะอาศัยลิ่มสลักนั้น ไม่เคลื่อนไม่หลุดจากกัน  </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         เมื่อเป็นเช่นนั้น มารดาบิดาที่ได้ความบูชาและได้ความนับถือจากบุตรและธิดาเพราะตนมีบุตร ต้องประพฤติสงเคราะห์ อย่างนี้ให้ ถ้าให้มีการพูดอ่อนหวาน ต้องทำตนให้เป็นประโยชน์เป็นตัวอย่างของลูกหญิงลูกชายต่อไป ถ้าเป็นเช่นนี้ ลูกหญิงก็นับถือ ลูกชายก็นับถือ ถ้าว่าไม่เป็นดังนี้ ลูกหญิงก็ไม่นับถือ ลูกชายก็ไม่นับถือ ที่อาศัยนับถือก็เพราะสังคหวัตถุนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้น ความนับถืออันนี้ที่เกิดจากลูกหญิงลูกชาย  ก็เพราะบิดามารดาเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา เป็นบัณฑิตชาติในการประพฤติสังคหวัตถุนี้ สมด้วยบาลีท่านชี้ว่า บัณฑิตชาติผู้ประกอบด้วยความฉลาด ดำเนินด้วยคติของปัญญา มาพิจารณาเห็นความสงเคราะห์เหล่านี้เข้าแล้ว ก็ประพฤติตามความเห็นอันนั้น เพราะเหตุนั้นจึงถึงซึ่งความเป็นใหญ่ ที่เขานับถือเชิดชูบูชาก็เพราะ</span><span style="font-size: 12pt;">สังคหวัตถุนี้ ถ้าไม่ถูกสังคหวัตถุเขาไม่นับถือเขาไม่บูชา ถ้าว่าคนมีปัญญาสอดส่องมอง เข้าเนื้อเข้าใจในแนวปฏิบัติเช่นนี้ได้ จะเป็นภิกษุอยู่ในหมู่ภิกษุ ก็ต้องเป็นใหญ่ในหมู่ภิกษุนั้น จะเป็นสามเณรก็ต้องเป็นใหญ่ในสามเณร จะเป็นอุบาสก ถ้าประพฤติถูกหลักนี้เข้า ก็ถึงซึ่งความเป็นใหญ่ในอุบาสกนั้น จะเป็นอุบาสิกา ประพฤติถูกหลักนี้เข้า ก็เข้าถึงซึ่งความเป็นใหญ่ในอุบาสิกานั้น เพราะเหตุว่าถูกสังคหวัตถุเข้า ถ้าไม่ถูกสังคหวัตถุเช่นนี้  อย่าว่าแต่ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาเลย ลูกหญิงลูกชายก็ไม่นับถือตัว เพราะประพฤติไม่อยู่ในสังคหวัตถุ ผิดสังคหวัตถุไป ด้วยเหตุนี้ ลูกหญิงลูกชายก็ติเตียนตัว เพราะประพฤติไม่ถูกสังคหวัตถุ ถ้าถูกสังคหวัตถุย่อมถึงซึ่งความเป็นใหญ่ ควรได้ความสรรเสริญแท้ ย่อมเป็นผู้ที่น่าสรรเสริญว่าเป็นตัวอย่างของคนดีในโลกนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         บัณฑิตชาติผู้ฉลาดขนาดนี้ ประพฤติตนได้ความสรรเสริญเช่นนี้ แม้จะอยู่ในโลกนี้ก็ได้รับความเป็นสุขในโลกนี้ แม้ไปในโลกอื่นก็ประพฤติถูกหลักนี้ เป็นแนวปฏิบัติเช่นนี้ ก็ได้รับความนับถือในโลกอื่นต่อไป ไม่ว่าชาติไหนภาษาไหน ไม่ว่าโลกไหน ประพฤติถูกหลักนี้แล้วก็เป็นที่บูชาทั้งนั้น เหตุนั้น ต้องประพฤติสม่ำเสมอ จะประพฤติลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ได้ เหมือนความเป็นพ่อเป็นแม่กัน ต้องปกครองลูกหญิงลูกชายสม่ำเสมอ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ได้ สม่ำเสมอตามสมควร นี้ได้ชื่อว่าถึงซึ่งความเป็นใหญ่จริงอย่างนี้ เพราะว่าตนประพฤติถูกสังคหวัตถุ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         ในสังคหวัตถุนี้ ไม่ใช่แต่ในพระพุทธศาสนานี้เท่านั้น ในศาสนาไหนก็ช่าง ในชาติไหนภาษาไหนก็ช่าง ก็ย่อมได้รับความนับถือดุจเดียวกันในโลกอยู่อย่างเสมอไป เมื่อเข้าใจหลักอันนี้แล้ว ดัดแปลงแก้ตัวกันเสียใหม่ ว่าประพฤติอยู่นี้ มีการให้กันหรือเปล่า ไม่มีสังคหวัตถุ ความเป็นใหญ่ก็ไม่มี พูดวาจาไพเราะในกันและกันน่ะ เป็นของที่เราทำบ้างหรือเปล่า หรือพูดแต่คำหยาบช้าในกันและกัน ถ้าพูดคำหยาบช้าในกันและกัน เลิกพูดคำหยาบช้า พูดวาจาไพเราะในกันและกัน กลับเสียใหม่ ประพฤติตนเป็นประโยชน์ในกันและกัน มีอยู่บ้างหรือเปล่า ถ้าไม่ ว่ายังไม่เป็นประโยชน์ในกันและกัน ก็กลับใจเสีย ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ในกันและกัน</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2440 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-863x1024.jpg" alt="" width="696" height="826" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-863x1024.jpg 863w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-253x300.jpg 253w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-768x911.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-1295x1536.jpg 1295w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-150x178.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-300x356.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-696x826.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-1068x1267.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2.jpg 1358w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าปราศจากสมบัติมนุษย์ ใช้สมบัติมนุษย์ไม่เป็น ก็เพราะปราศจากสังคหวัตถุ ไม่มีสังคหวัตถุ ถ้ามีสังคหวัตถุดังนี้แล้ว มนุษย์คนใดชั่วไม่มีเข้ามาใกล้ ใช้ได้ทุกคน เป็นสมบัติมนุษย์ของตัวทุกคน เป็นคนดีหมด ทำไมเป็นคนดีหมดล่ะ เพราะสังคหวัตถุ ต้องฉลาดในสังคหวัตถุ เมื่อขาดอะไร ให้ ขาดผ้านุ่งให้ผ้านุ่งเสีย ขาดผ้าห่มให้ผ้าห่มเสีย ขาดข้าวปลาอาหารที่จะมาบริโภคในวันหนึ่ง ก็ให้เสีย ให้ทานแล้วก็พูดวาจาไพเราะ เมื่อได้ฟังถ้อยคำสำเนียงแล้วก็ไม่จากไปเลย อยากอยู่ใกล้ทีเดียว อยากรับใช้รับสอยทีเดียว นี้เพราะสังคหวัตถุ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันละเป็นสำคัญ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">       การพูด ไม่ใช่วาจาอันนั้นอันนี้ล่ะนะ ด่าก็ได้ ก็เป็นวาจาไพเราะเหมือนกัน จะด่าไม่ให้ชั่วให้ทำดีเสีย พ่อด่าลูกก็ไม่ให้ทำชั่วอย่างนี้แหละ นั่นแหละเป็นวาจาไพเราะของพ่อแม่ ที่ลูกได้ฟังเลยเลิกความชั่วนั่นแหละเป็นวาจาไพเราะของพ่อแม่ ที่พ่อแม่ได้ทำเข้า แล้วกลับตัวเป็นประพฤติดี นี้เป็นสังคหวัตถุอย่างนี้ ประพฤติให้เป็นประโยชน์น่ะ ทำอะไรให้ทำดังนั้นดังนี้ ให้เห็นตัวอย่าง เมื่อเห็นตัวอย่างแล้วนั้นสำคัญ ที่จะเลี้ยงตัวของตัวได้ แก้ไขแนะนำให้ เวลามีโอกาสแนะนำสั่งสอนตักเตือนให้ ดังนี้ให้เห็นตัวอย่าง ชี้ตัวอย่างให้ดูดังนี้ ได้ชื่อประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อยู่ในปกครองของตน เมื่อประพฤติตนเช่นนี้ ได้ชื่อว่าเป็นเนติแบบแผนอันดีของกุลบุตรกุลสตรีต่อไปในภายหน้า เหตุนี้ตำรับตำราจึงวางไว้เป็นเนติแบบแผนในพระพุทธศาสนา</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          ถึงแม้พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปเป็นกาลช้านาน เมื่อเราประพฤติถูกหลักฐานเข้าเช่นนี้ เหมือนพระองค์มีพระชนม์อยู่ได้สั่งสอนเราต่อหน้าต่อตา เราจะประพฤติถูกหลักเจริญเช่นนี้ได้ ถ้าถูกหลักเจริญเช่นนี้แล้วไม่ต้องไปสงสัย เป็นภิกษุจะทำบุญทำกุศลอันใด ประพฤติสิ่งใด เป็นสามเณรจะกระทำกองการกุศลอันใด ทำความดีอันใด ทำได้อย่างใหญ่โต อุบาสกอุบาสิกาก็ดุจเดียวกัน กระทำการกิจการอันใดทำได้ใหญ่โตทั้งนั้น ไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างหนึ่งอย่างใด เพราะสังคหวัตถุนี้มีเต็มที่ ทำได้อย่างใหญ่โตทั้งนั้น ไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างหนึ่งอย่างใด</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        เหตุนี้ตามวาระพระบาลี ที่คลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า ด้วยอำนาจสัจวาจาที่ได้อ้างธรรมเทศนามาทุกประการ วันนี้ตัวอย่างเป็นหลักประธาน ท่านผู้เป็นเจ้าภาพได้ถวายทานไม่ใช่เป็นคนมั่งมีนะ เลี้ยงพระประจำได้ทุกปี ไปถึงบ้านเก็บลูกตุ้มลอยน้ำ เก็บเอาทิ้งไว้เป็นกองใหญ่ ๆ ฟืนอันหนึ่งอันใดก็เก็บขึ้นมากอง ๆ ไว้ กองไว้มาก ๆ  ถึงเวลาเขาต้องการ เขาก็มาเหมาเอาไป กองหนึ่ง ๔๐ บาท ๕๐ บาท ๘๐ บาท ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาท ตามกองใหญ่กองเล็ก ได้หาเงินอย่างนี้ แกหาเงินมาเลี้ยงพระประจำได้ทุกปี ๆ ที่เจ้าภาพเลี้ยงพระวันนี้น่ะ มีอำนาจแปลกประหลาดนัก </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          ประพฤติสังคหวัตถุเช่นนี้ เงินทองก็หาได้ง่าย หาได้สะดวก ใกล้จวนจะไม่มีก็เอาล่ะ คิดถึงว่าวันนี้จะได้เงินที่ไหนมาเลี้ยงพระล่ะ เงินจะไม่พอ เอาคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง เขาก็สงสาร เขาก็รักใคร่ เขาก็นับถือบูชา ชวนใคร ๆ เขาก็เข้าหุ้นด้วย ได้เลี้ยงพระทุกปี อัศจรรย์นักทีเดียว ทำอย่างนี้ได้ชื่อว่าเทกระเป๋าทำทุกทีไป แต่ว่าเห็นจะไม่ข้ามชาติละ ต้องร่ำรวยในชาตินี้ละ ด้วยสัจทานที่บันดาลให้เผื่อแผ่แก้ไข ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องสมบัติ ไม่ต้องไปสงสัยเถิด ไม่เสียทีเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ได้ทำเช่นนี้ ถูกเป้าหมายใจดำของพระพุทธศาสนา ถูกสังคหวัตถุทีเดียว ถึงวันนี้ได้เป็นโยมของพระเณร พระเณรมีเท่าไร อุบาสกอุบาสิกามีเท่าไร วันนี้เจ้าของทานเป็นแม่ตลอดวัน เลี้ยงตลอดวันตลอดคืนเป็นแม่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น พระเณรท่านจึงได้เรียกว่าโยม ผู้ชายก็เรียกว่าโยมผู้ชาย ผู้หญิงก็เรียกว่าโยมผู้หญิง พ่อผู้ชายแม่ผู้หญิงนั้นเอง เพราะเลี้ยงดูด้วยสังคหวัตถุ คือทานการให้ ทานการให้นั่นเอง ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนกันดังนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         ที่ชี้แจงแสดงมานี้พอสมควรแก่เวลา<strong> เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายบรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">            <strong>เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</span></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/618">สังคหวัตถุ</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทานานุโมทนากถา (ฉากหลัง)</title>
		<link>https://dhammakaya.com/622</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Sep 2022 10:26:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=622</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทานานุโมทนากถา (ฉากหลัง) ๓ เมษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/622">ทานานุโมทนากถา (ฉากหลัง)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;">ทานานุโมทนากถา (ฉากหลัง)</h2>
<h2 style="text-align: center;"><span style="font-size: 12pt;">๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๙</span></h2>
<p style="text-align: center;"><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2344 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1024x827.jpg" alt="" width="696" height="562" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1024x827.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-300x242.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-768x621.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1536x1241.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-150x121.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-696x562.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1068x863.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5.jpg 1688w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></strong></p>
<p style="text-align: justify;">          <strong>อิทานิ ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปรินิพฺพานโต  ปฏฺฐาย เอกูนสตจตุสตาธิกานิ เทฺว สํวจฺฉรสหสฺสานิ อติกฺกนฺตานิ ปจฺจุปฺปนฺนกาลวเสน จิตฺตมาสสฺส ตติยํ ทินํ วารวเสน ปน ภุมฺมวาโร โหติ เอวํ ตสฺส  ภควโต ปรินิพฺพานา สาสนายุกาลคณนา สลฺลกฺเขตพฺพา สกฺกจฺจํ ธมฺโม โสตพฺโพติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: justify;">          ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพาน แห่งพระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัดนี้ล่วงแล้วได้ ๒๔๙๙ พรรษา ปัจจุบันสมัย เมษายนมาส สุรทินที่ ๓ อังคารวาร ของพุทธปรินิพพาน อันกำหนดนับศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพานแห่งพระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีนัยอันจะพึงกำหนดนับด้วยประการฉะนี้ เบื้องหน้าแต่นี้ จงตั้งสมนาหารจิต ฟังธรรมภาษิต ดังจะแสดงต่อไปนี้โดยเคารพ เทอญ</p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ หน)</strong></p>
<p><strong>อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ     มาลา คนฺธํ วิเลปนํ<br />
เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ     ทานวตฺถู อิเม ทส ฯ*<br />
อนฺนโท พลโท โหติ      วตฺถโท โหติ วณฺณโท<br />
ยานโท สุขโท โหติ       ทีปโท โหติ จกฺขุโท ฯ**<br />
</strong></p>
<p><strong>มนาปทายี ลภเต มนาปํ<br />
อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ<br />
วรสฺส ทาตา วรลาภิ โหติ<br />
เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ<br />
</strong></p>
<p><strong>อคฺคทายี วรทายี          เสฏฺฐทายี จ โย นโร<br />
ทีฆายุ ยสวา โหติ         ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชตีติ ฯ***<br />
เอเตน สจฺจวชฺเชน        สุวตฺถิ โหตุ สพฺพทา<br />
อาโรคฺ</strong><strong>ยสุขญฺเจว          กุสลญฺจ อนามยํ<br />
สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ       สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ<br />
เอตสฺมิํ รตนตฺตยสฺมิํ      สมฺปสาทนเจตโสติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;">*มงฺคลตฺถ.(บาลี) ๒/๕/๓<br />
**สํ.ส.(บาลี) ๑๕/๑๓๘/๔๔<br />
***องฺ.ปญฺจก.(บาลี) ๒๒/๔๔/๕๖</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถา เป็นจารีตประเพณีสืบมาแต่ไหนแต่ไร พระพุทธเจ้าจะอุบัติตรัสขึ้นในโลก ก็มีทานวัตถุการให้ซึ่งกันและกันอยู่ พระพุทธเจ้าจะไม่อุบัติตรัสขึ้นในโลก ทานวัตถุก็มีให้กันอยู่ แต่ว่าทานบัญญัติไว้เป็นทานวัตถุน่ะ ๑๐ ประการ ทานการให้จำเป็นทีเดียว ต้องสงเคราะห์อนุเคราะห์ซึ่งกันและกัน โลกซึ่งเป็นอยู่ได้นี้ เริ่มต้นทีเดียว ตระกูลต้องให้ทานในกันและกัน ถ้าไม่ให้ทานในกันและกันล่ะตระกูลอยู่ไม่ได้ แม้ถึงเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศ ต้องให้ทานในกันและกัน ไม่ให้ทานในกันและกันละก็ปกครองประเทศอยู่ไม่ได้ ยิ่งให้ต้องให้หนัก เป็นพระมหากษัตริย์ต้องให้หนัก ให้ข้าราชบริพารน้อยใหญ่ ต้องให้หนัก เพราะการปกครองใหญ่กว้าง ต้องให้มากออกไป ผู้ปกครองตระกูลเล่า ตระกูลใหญ่ก็ต้องให้หนักเข้าไป ตระกูลย่อยก็ต้องให้น้อยไปตามส่วน ถ้าให้ได้มากเท่าไรก็ตระกูลนั้นก็ยิ่งใหญ่หนักขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          การให้เป็นข้อสำคัญนักไม่ใช่เป็นของพอดีพอร้าย ให้พินิจพิจารณาดูเถิดเราเกิดมาเป็นหญิงเป็นชาย เมื่อเกิดมาจากตระกูลพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่ไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ลูกหญิงลูกชายนั้นจะนับถือพ่อแม่ถึงแค่ไหน ถือเพลามากทีเดียว ถือเพลามากทีเดียว หรือไม่เช่นนั้น ถ้าว่ามีสมบัติมาก ๆ ก็จะหาเรื่องใส่เอา พ่อแม่ก็เห็นจะนอนตะแคงตายล่ะ ก็เห็นจะลืมตาตายล่ะ ไม่หลับตาตายเสียแล้ว สมบัติมากมายอย่างนี้ ญาติต่าง ๆ นานา ช่วยกันแคะไค้หาอุบายเสียดสีต่าง ๆ เพราะไม่ได้สมบัติ เขาไม่ให้ นี่ลูกหญิงลูกชายตัดพ่อแม่ถึงขนาดนี้  คนอื่นล่ะ คนอื่นเมื่อไม่สงเคราะห์อนุเคราะห์ก็ไม่อยู่ด้วยทีเดียว หลีกเลี่ยงทีเดียว นี่การให้นี่จำเป็นนะ ไม่ใช่เป็นของไม่จำเป็น จำเป็นทีเดียว ท่านถึงวางตำรับตำราไว้</p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าท่านอุบัติตรัสขึ้นในโลก เมื่อก่อนท่านอยู่องค์เดียว ท่านก็แสวงหาอาหารบิณฑบาตจำเพาะท่าน ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตามกาล ท่านพอจะอดทนได้  เมื่อมีผู้เลื่อมใสติดตามท่านไปอีก ตั้งแต่ท่านออกแล้ว ปัญจวัคคีย์ก็ติดท่านไป ทั้ง ๕ รูปด้วยกัน แต่ว่าท่านเหล่านี้เลี้ยงตัวกันได้ทั้งนั้น เลี้ยงตัวได้ทั้งนั้น ติดท่านไป ดูแลท่าน นั่นตอนนั้นท่านยังไม่สำเร็จ แล้วท่านปัญจวัคคีย์มาแยกท่านเสีย ท่านทำทุกขการกกรรม*<sup><span style="color: #999999;">(*ออกเสียงว่า ทุก-ขะ-กา-ระ-กะ-กำ แปลว่า การกระทำอันบุคคลทำได้ยาก)</span></sup> จนสำเร็จใต้ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์โดยลำพังพระองค์เดียว มารมาผจญ มารก็สงบไป ได้บรรลุโพธิญาณใต้ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์นั้น  และต่อจากนั้น ท่านได้ออกโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตั้งต้นแต่พระปัญจวัคคีย์ แสวงหาไปพบพระปัญจวัคคีย์ ให้พระปัญจวัคคีย์ได้บรรลุมรรคผล พระอัญญาโกณฑัญญะ ภัททิยะ วัปปะ มหานามะ อัสสชิ ทั้ง ๕ นั้น ได้มรรคผลเป็นพระอรหันต์เหมือนท่านขึ้นแล้ว เพราะท่านเหล่านั้นชำนาญในเรื่องอดมาแล้ว ท่านไม่ค่อยห่วงใยมากนัก ส่งให้ไปประกาศศาสนา และก็โปรดพระยสะ ๕๕ ได้สำเร็จมรรคผลแล้วส่งให้ประกาศศาสนา ไม่ซ้ำรอยกัน เพื่อจะให้พระพุทธศาสนากว้างขวางออกไป และท่านก็เอาพระทัยใส่ผู้ที่เข้ามาบวชอยู่กับด้วยท่าน ภัททิยราชกุมาร ๓๐ นั่นก็เป็นราชกุมารคงแก่เรียน ขั้นมหาวิทยาลัยแล้วทั้งนั้น เลี้ยงตัวกันได้ ไม่สู้ห่วงใยนัก ไปโปรดพระชฎิล ๑,๐๐๓ รูป ให้ได้สำเร็จมรรคผลแล้ว ท่านก็ออกเที่ยวออกไปเรื่อยในเมืองราชคฤห์ ๑,๐๐๓ รูปนั้นติดไป ไปโปรดชาวเมืองราชคฤห์อีก ๑๒ นหุต ได้สำเร็จมรรคผลอยู่ ๑๑ นหุต เหลืออีกนหุตหนึ่งตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ คราวนี้ท่านจะต้องอุปการะมากมายขึ้น ต้องเป็นประมุขนำบิณฑบาตแต่พลเมืองทั้งหลายเหล่านั้น เพื่อจะให้ภิกษุบริษัทบวชเข้ามาในตอนหลัง ๆ จะได้เลี้ยงตัวได้เหมือนท่าน ท่านก็เอาพระทัยใส่อย่างนี้ ไม่ได้ทอดธุระเลย  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตํ</strong></span> แสวงหาอาหารบิณฑบาตเลี้ยง ให้เลี้ยงตัวอยู่ได้ ศาสนาจะได้ดำรงอยู่คู่กันไป สั่งสอนกันไปทีเดียว แต่ว่าถึงสั่งสอนไปจากท่านหนึ่งท่านใด ก็ต้องเอาพระทัยใส่ในเรื่องทานการให้ ถ้าไม่ให้ทานก็ไม่สำเร็จประโยชน์อีกเหมือนกัน นี่เป็นเงื่อนไขสำคัญ เมื่อรู้จักเงื่อนไขสำคัญอันนี้ล่ะก็ คนมีปัญญาจะเป็นคนชั้นสูงชั้นใหญ่เพียงเท่าไรก็ได้ ถ้ารู้จักทานการให้ ถ้ารู้จักทานการให้จะเป็นคนสูงคนใหญ่เพียงเท่าไรก็เป็นได้ อุตส่าห์ให้ อุตส่าห์บำรุงไป อุตส่าห์หล่อเลี้ยงไป ถ้าว่าคนมันมีสติปัญญานั่นหล่อเลี้ยงไม่เท่าไรนัก มันก็วิ่งปรูดไป ถ้าคนโง่ละก็ต้องหนักหน่อยนึง <span style="color: #3366ff;"><strong>นี่แหละการให้นี่เรียกว่าเป็นประเพณีของคนมีปัญญา ไม่ใช่เป็นประเพณีของคนโง่</strong></span> คนมีปัญญาอยู่ในสถานที่ใด หญิงก็ดี ชายก็ดี เป็นใหญ่ในที่นั้น เพราะทานการให้ สงเคราะห์อนุเคราะห์เขาอยู่เสมอไป ใหญ่ในที่นั้นไม่ต้องสงสัย คนมีปัญญา ถ้าคนโง่ไม่มีปัญญาอยู่ในที่ไหนจมมืดอยู่ในที่นั้น ไม่ให้ใคร มีอะไรให้ไม่ได้ กลัวจะหมด กลัวจะสิ้น กลัวจะเปลืองไป ให้ล่ะเป็นหมดเป็นสิ้นเป็นเปลืองไป ให้ไม่ได้ ให้สักเล็กสักน้อย กลัวจะหมดจะสิ้นจะเปลืองไปเสียแล้ว หนักเข้าต้องอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวเจ็บไข้ได้พบไม่มีใครไปเยี่ยมไปเยียนเลย เพราะอะไร ไม่มีอามิสเครื่องล่อเลยนี่ ไม่มีอาหารรางวัลอะไรสักนิดนึง เขาก็ไม่เยี่ยม นี่คนโง่เป็นอย่างนี้ ฆ่าตัวเองทั้งเป็น คนฉลาดเลี้ยงตัวเองสร้างตัวเองทั้งเป็น ส่งเสริมตัวเองทั้งเป็น นี่คนฉลาด เพราะฉะนั้น นักปราชญ์ถึงได้วางตำรับตำราไว้</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ    มาลา คนฺธํ วิเลปนํ</strong></span><br />
<span style="color: #ff0000;"><strong>เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ    ทานวตฺถู อิเม ทส</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ทานวตฺถู</span></strong> อันว่าทานวัตถุทั้งหลาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิเม</strong></span> เหล่านี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทส</strong></span> ๑๐ ทานวัตถุทั้งหลายเหล่านี้ ๑๐ ประการ  <span style="color: #ff0000;"><strong>อนฺนํ</strong></span> ให้ข้าว  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปานํ</strong></span> ให้น้ำ  <span style="color: #ff0000;"><strong>วตฺถํ</strong></span> ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่ม สำหรับใช้สอย  <span style="color: #ff0000;"><strong>ยานํ</strong></span> ให้เครื่องอุปการะแก่เครื่องไปมา ให้ยาน ให้ค่าโดยสาร ให้ยาน ให้ค่าโดยสาร ตกรถมาถ้าพอมีก็ให้ <span style="color: #ff0000;"><strong>ยานํ   มาลา </strong></span>ให้ระเบียบดอกไม้  <span style="color: #ff0000;"><strong>คนฺธํ </strong></span>ให้ของหอม  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิเลปนํ</strong></span> ให้เครื่องลูบไล้  <span style="color: #ff0000;"><strong>เสยฺยาวสถํ</strong></span> ให้ที่นอนและที่พักอาศัย ที่อยู่เป็นสุขเบิกบานสำราญใจ <strong><span style="color: #ff0000;">เสยฺยาวสถํ</span></strong>   <span style="color: #ff0000;"><strong>ปทีเปยฺยํ</strong></span> ตามประทีปไปในที่มืด ตามประทีปไปในที่มืดให้เขาเห็นทางสว่าง ๑๐ อย่างนี้เรียกว่า ทานวัตถุ</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2356 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-1024x560.jpg" alt="" width="696" height="381" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-1024x560.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-300x164.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-768x420.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-1536x839.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-150x82.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-696x380.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-1068x584.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-1920x1049.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1.jpg 2046w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          คิดดูซิว่า เราให้อาหารเขารับประทาน ให้เท่าไรคนก็ตาม ให้มากคน เขาก็ได้ความสุขมาก ให้น้อยคน เขาก็ได้รับสุขน้อย แล้วแต่จะให้ ให้ข้าว ให้ขึ้นที่ไหนผู้คนก็มากในที่นั้น ไม่ใช่น้อย เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อนฺนํ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ปานํ</span></strong> ให้น้ำ เราไม่มีน้ำใช้ เขาเอาน้ำมาให้ก็ดี หรือเวลาเราต้องการเขาเอาน้ำมาให้ก็ดี หรือจะให้น้ำมาเป็นแทงค์ ๆ เป็นถัง ๆ เป็นจัก ๆ เข้าไว้ เขาจะมีอุปการคุณแก่เราเพียงแค่ไหน เราต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เขาอยู่เหมือนกัน เขาให้น้ำ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">วตฺถํ</span></strong> ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่มใช้สอยต่าง ๆ นี่เราจะขอบพระเดชพระคุณท่านเท่าไร ให้ผ้า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ยานํ</span></strong> เราจะไปในทางเหนือทางใต้ เวลานี้เรารู้สึกทีเดียว ให้ค่ารถ ค่าเรือ เป็นข้อสำคัญนัก ต่อเท้าต่อมือให้ทีเดียว ต่อหนทางให้ทีเดียว ให้เครื่องอุปการะต่อการไปมา รถ รา ฬ่อ ม้า หรือว่ายวดยานพาหนะใด ๆ เหล่านี้เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>ยานํ</strong></span> ทั้งนั้น ถ้าเขาให้เราจะขอบพระเดชพระคุณเพียงแค่ไหน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">มาลา</span></strong> ให้ระเบียบดอกไม้ ให้ระเบียบดอกไม้ดูก็ไม่สู้กระไรนัก ให้ระเบียบดอกไม้หรือว่าให้ดอกไม้สำหรับหอมหรือไม่หอม มีกลิ่น ไม่มีกลิ่นนั่นแหละ ให้ดอกไม้ ก็คิดดูสิเวลาเราต้องการดอกไม้ เขาให้เรา เราจะขอบพระเดชพระคุณเขาเพียงแค่ไหน เวลาเราต้องการ ถ้าไม่ต้องการดูก็อย่างงั้นแหละ เวลาต้องการก็ดี นั่น <strong><span style="color: #ff0000;">มาลา</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">คนธํ</span></strong> ให้ของหอมนี่แหละเป็นที่ชอบใจละ เข้ามาใกล้ล่ะก็ชื่นอกชื่นใจ สบายอกสบายใจ ขอบพระเดชพระคุณท่านมากทีเดียว เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>คนฺธํ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">วิเลปนํ</span></strong> เครื่องลูบไล้ เครื่องลูบไล้น่ะสำหรับร้อน เมื่อลูบเข้าแล้วเย็นกายสบายใจหมดทั้งร่างกาย เขาเรียกว่าเครื่องลูบไล้ หอมน้อย ๆ ไม่ใช่มากนัก เขาเรียกว่าเครื่องลูบไล้ให้เกิดชื่นอกชื่นใจ ให้เกิดเย็นกายเย็นจิต เย็นกายเย็นใจ เขาเรียกว่าเครื่องลูบไล้ เครื่องลูบไล้อย่างจีนเขาเล่นละครจีน เล่นงิ้วน่ะ เขาเอาสีไล้หน้า หรือเครื่องไล้เขามี แต่งให้เป็นรูปขึงขังขึ้นหรือให้เป็นรูปแปลกประหลาดลวงตาขึ้น นั่นก็เป็นเครื่องลูบไล้เหมือนกัน แต่ว่าหนาขึ้นไม่ใช่บาง แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เมื่อเขาต้องการแล้วละก็ใครเอาไปให้ เขาก็ขอบพระเดชพระคุณมากมายทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">เสยฺยาวสถํ   </span><span style="color: #ff0000;">เสยฺยา</span></strong> ที่นอน  <span style="color: #ff0000;"><strong>วสถํ</strong></span> ที่นอนที่อยู่พักพาอาศัย ตลอดทั้งชาติก็ดี ชั่วครั้งชั่วคราวก็ดี หรืออาสนะสำหรับนั่งพักพาอาศัยก็ดี เหล่านี้ใครให้ก็เป็นอันขอบใจมากทีเดียว <span style="color: #ff0000;"><strong>เสยฺยาวสถํ</strong></span> นี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ปทีเปยฺยํ</span></strong> ที่มืด ตามประทีปไปให้เราไปเห็นเช่นนั้น แต่ว่าเขาให้เรา เราก็ต้องรักใคร่เขาทีเดียว เรียกว่านับถือเขาทีเดียว เพราะว่าเขานับถือเรา อย่างนี้โลก อย่างนี้ต้องจำเป็นตำรับตำราไว้ อยู่ในโลกต้องประพฤติอย่างนี้ ไม่ว่าหญิงก็ดี ชายก็ดี ประพฤติอย่างนี้แล้ว หญิงคนนั้น ชายคนนั้นแหละ จะได้ชื่อว่าเป็นที่พี่งของตน จะได้ชื่อว่าเป็นแม่ของคน หญิง หากว่าชายล่ะ เป็นพ่อของคน คนให้นั่นแหละเป็นแม่เป็นพ่อทีเดียว เหมือนกับพ่อแม่ให้ลูก คนอื่นให้ไม่ได้ ให้ได้แต่ลูก ให้ได้แต่ลูก ลูกมันก็เรียกพ่อเรียกแม่ คนอื่นมันก็ไม่เรียกพ่อเรียกแม่ ถ้าให้ได้เหมือนลูกทั้งนั้นหมดทุก ๆ คน คนอื่นมันก็เรียกเป็นพ่อเป็นแม่เหมือนลูกหมดทุกคน นั่นแหละการให้สูงอย่างนี้ ให้ถึงกับเป็นพ่อเป็นแม่ เพราะฉะนั้น การให้นี่เป็นตัวสำคัญ ทั้ง๑๐ อย่างนี้แหละ จำไว้เป็นตำรับตำรา <span style="color: #3366ff;"><strong>เราเป็นมนุษย์ยังไม่ถึงชาติที่สุดแล้วต้องให้ ถ้าไม่ให้แล้ว ไปในภายภาคข้างหน้ามันกันดาร ไม่สมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยเครื่องกินเครื่องใช้ มันขาดตกบกพร่อง ถ้าว่าให้ไปเนือง ๆ ให้เป็นเนืองนิตย์อัตราแล้ว ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ทุกข์ไม่ยากในระหว่างนั้น ๆ พอใช้พอสอยทีเดียว</strong></span> เพราะการให้เป็นตัวสำคัญ ท่านถึงได้วางเป็นตำรับตำราเป็นแบบแผนไว้ว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อนฺนโท พลโท โหติ    </span><span style="color: #ff0000;">อนฺนโท พลโท โหติ</span></strong> ผู้ให้ข้าว ข้าวสวยหรือข้าวต้มก็ช่าง ของอิ่มนี้ ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง  <span style="color: #ff0000;"><strong>อนฺนโท พลโท โหติ</strong></span> ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง แต่ว่าในที่นี้น่ะบอกแต่กำลังอย่างเดียว ในที่อื่นให้ข้าวอย่างเดียว ให้โภชนาหารอย่างเดียวได้ชื่อว่า ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณทีเดียว ให้กำลังด้วย ให้ปัญญาด้วย ให้ความสุขด้วย ให้ความสวยงามด้วย ให้อายุด้วย ๕ อย่าง ให้ข้าวอย่างเดียว แต่ว่าในที่นี้ท่านวางหลักไว้ว่า ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง<strong>  <span style="color: #ff0000;">อนฺนโท พลโท โหติ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">วตฺถโท โหติ วณฺณโท</span></strong> ผู้ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่มและใช้สอยเหล่านั้น ได้ชื่อว่าให้ความสวยงาม ได้ชื่อว่าให้ความสวยงาม ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่มใช้สอยต่าง ๆ นั่นน่ะได้ชื่อว่าให้ความสวยงาม เกิดชาติใดภพใด ไอ้ความสวยงามจะต้องติดตัวไปไม่ขาดสาย เพราะตัวสร้างความสวยงามของตัวไว้ ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง ให้อาหารไปแล้วเกิดชาติใดภพใดตัวจะต้องมีกำลังไม่ขาดตกบกพร่องตลอดชาติทุก ๆ ชาติไป นับชาติไม่ไหว เพราะตัวได้สร้างกำลังของตัวไว้แล้ว นี่ต้องสร้างไว้อย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ยานโท สุขโท โหติ</span></strong> ผู้ให้ยานเครื่องอุปการะแก่การไปมา หรือค่าอุปการะ ค่ารถ ค่าเรือ ให้สำเร็จแก่การไปมาได้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าให้ความสุขแท้ ๆ<strong>  <span style="color: #ff0000;">ยานโท สุขโท โหติ</span></strong> ผู้ให้ยานได้ชื่อว่าให้ความสุข ถ้าให้เขาไปรถไปเรือได้ เขาก็ได้รับความสุขเท่านั้น เมื่อตัวสร้างความสุขของตัวไว้เช่นนี้แล้ว ภพชาติต่อ ๆ ไปละไอ้ความสุขต้องอยู่กับตัวในเรื่องยานน่ะ ตัวไม่ขาดตกบกพร่องแล้ว ชาติต่อ ๆ ไปต้องมีสำหรับใช้ทุกขณะทุกเมื่อไป เพราะตัวได้สั่งสมอบรมในเรื่องยานของตัวเองไว้ นี้ได้ชื่อว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>ยานโท สุขโท โหติ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ทีปโท โหติ จกฺขุโท   ทีปโท โหติ จกฺขุโท</span></strong> ผู้ให้ประทีป ให้ประทีปน่ะคือให้ไฟนั่นเอง ผู้ให้ประทีปได้ชื่อว่าให้นัยน์ตา ให้ความเห็น ก็จริงละ ในเมื่อมืด ๆ เขาจุดประทีปตามไฟให้ ก็เดินเห็นทางได้สะดวก จึงได้ชื่อว่า ถ้าว่ามืดอยู่เช่นนั้นมันก็ไม่เห็นอะไร มีนัยน์ตาเหมือนไม่มีนัยน์ตา เมื่อสว่างขึ้นเช่นนั้นก็ได้ชื่อว่ามีนัยน์ตาขึ้น ถึงได้ชื่อว่าให้นัยน์ตานั่นเอง ผู้ให้ประทีปได้ชื่อว่าให้นัยน์ตา <span style="color: #ff0000;"><strong>ทีปโท โหติ จกฺขุโท   </strong><strong>ทีปโท โหติ จฺกขุโท</strong></span> เป็นผู้ให้ประทีป ได้ชื่อว่าให้ความเห็นหรือว่าให้นัยน์ตา นี่เป็นหลักสำคัญ เกิดชาติใดภพใดนัยน์ตาของตัวนั้นไม่ต้องรักษาโรคแล้ว ทุกชาติทุกภพไป เพราะตัวให้นัยน์ตา สร้างนัยน์ตาของตัวไว้เสียแล้ว สมบูรณ์บริบูรณ์นับชาตินับภาพไม่ถ้วน เพราะสร้างนัยน์ตาของตัวไว้เป็นอันดีซะแล้ว นี่ในบาทพระคาถานี้แก้ไขในเรื่องการให้ แก้ไขเรื่องการให้ไม่ใช่เท่านั้น ยังแก้ไขอีก บาทพระคาถาต่อไปว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>มนาปทายี ลภเต มนาปํ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">มนาปทายี ลภเต มนาปํ</span></strong> ผู้ให้ของดี ผู้ให้ของชอบใจ ย่อมได้ของชอบใจ  <span style="color: #ff0000;"><strong>มนาปทายี </strong></span>ผู้ให้ของชอบใจ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ลภเต ปุนคฺคํ (มนาปํ)</strong></span> ย่อมได้ของชอบใจ สิ่งใดที่มาถึงตัวแล้วชอบใจทั้งสิ้น เพราะตัวได้สั่งสมของชอบใจของตัวไว้ ถ้าให้ของที่ไม่ชอบใจ ก็ตรงกันข้าม ได้ของที่ไม่ชอบใจ ให้ของที่ชอบใจได้ของที่ชอบใจ ตรงกันข้ามอย่างนี้ ให้อุตส่าห์พยายาม ที่จะให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดน่ะ ต้องเป็นที่ชอบใจของตัว ได้ชื่อว่าให้ความหวัง ให้ความสมหวังของตัวทุกภพทุกชาตินับชาติไม่ถ้วนไว้ ต่อไปข้างหน้าเป็นของตัวแท้ ๆ ที่ตัวให้นั้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ</span></strong> ให้ของเลิศย่อมได้ของเลิศ  <span style="color: #ff0000;"><strong>อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ</strong></span> ให้ของเลิศย่อมได้ของเลิศ เลิศเพียงแค่ไหนก็แล้วแต่วัตถุนั้น ๆ แล้วแต่กาลนั้น ๆ แล้วแต่ประเทศนั้น ๆ ที่เขานิยมนับถือกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3009" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-1024x687.jpg" alt="" width="696" height="467" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-1024x687.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-300x201.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-768x515.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-1536x1030.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-150x101.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-696x467.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-1068x716.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009.jpg 1756w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">วรสฺส ทาตา วรลาภิ โหติ</span></strong> ให้ของชอบใจย่อมได้ของชอบใจ สิ่งใดที่ชอบใจ ถ้าอยากจะได้ของที่ชอบใจอยู่แล้วละก็ ให้ทำของที่ชอบใจนั้นไว้ ให้สร้างของที่ชอบใจของตัวไว้ บริจาคทานแก่สมณพราหมณาจารย์ หรือยาจก วณิพก คนพิการ อนาถา ให้ของที่ชอบใจย่อมได้ของที่ชอบใจอยู่เนืองนิตย์อัตรา จงอุตส่าห์พยายามสั่งสมของตัวไว้เสีย เมื่อตัวมาประสบพบพุทธศาสนาแล้ว ต่อไปในภายหน้า เมื่อรู้ข้อทั้งหลายเหล่านี้แล้ว ต้องสั่งสมของตัวเสีย ย่อมเป็นของตัวแท้ ๆ ใครทำเป็นของคนนั้น คนอื่นจะแย่งชิงอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ</span></strong> ให้ของดีได้ของดี  <strong><span style="color: #ff0000;">เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ</span></strong> ให้ฐานะอันเลิศ ย่อมเข้าถึงซึ่งฐานะอันเลิศ ให้ฐานะอันเลิศย่อมถึงซึ่งฐานะอันเลิศ ฐานะอันเลิศน่ะไฉน ที่เขาได้กันในบัดนี้ ฐานะอันเลิศเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป ในทางราชการเราก็เห็นมียศถาบรรดาศักดิ์เป็นชั้น ๆ ขึ้นไป นั้นเกิดจากผู้ให้ทั้งนั้น เกิดจากผู้ให้ทั้งนั้น ถ้าไม่ให้ก็ไม่ได้ ทั้งหญิงก็ดี ชายก็ดี เราใช้อยู่ ก็ต้องให้ฐานะกัน ให้ฐานะเป็นใหญ่ในหน้าที่การงานนั้น ๆ ให้มันเป็นหัวหน้าการงานขึ้น ให้มันมีตำแหน่งและหน้าที่การงานมากขึ้น ก็ได้ชื่อว่าให้ฐานะอันเลิศเหมือนกันตลอดไป ก็ย่อมได้ประสบฐานะอันเลิศด้วยกัน ไปตามกาลตามส่วน ถ้าแม้ว่าเป็นกษัตริย์ ฐานะอันเลิศเหล่านี้ ท่านก็ประทานได้ตามเฉพาะที่ชอบสุดแต่ใจของท่าน หรือเป็นนายกก็ให้ฐานะอันเลิศอย่างนี้ได้ เมื่อให้ฐานะอันเลิศก็ย่อมประสบซึ่งฐานะอันเลิศ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อคฺคทายี วรทายี เสฏฺฐทายี จ โย นโร   อคฺคทายี วรทายี เสฏฺฐทายี จ โย นโร</span></strong> คนใดให้ของเลิศ ให้ของเป็นที่ชอบใจ ให้ของประเสริฐ จะไปเกิดในที่เช่นใด ๆ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทีฆายุ ยสวา โหติ</strong></span> ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้น ๆ จะไปเกิด  <span style="color: #ff0000;"><strong>ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชติ</strong></span> จะไปเกิดในที่ใด ๆ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ฑีฆายุ ยสวา โหติ</strong></span> ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้น ๆ นี้ส่วนเหล่านี้ต้องมีที่เกิดอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">เอเตน สจฺจวชฺเชน</span></strong> ด้วยสัจวาจาภาษิตนี้ <strong><span style="color: #ff0000;">เอเตน สจฺจวชฺเชน</span></strong> ด้วยวาจาภาษิตนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุวตฺถิ โหตุ สพฺพทา</strong></span> ขอความสวัสดีจงมี และสุขเกิดแต่ความไม่มีโรค และอนามัยเป็นอันดี จงมีแก่ท่านทั้งหลายในกาลทุกเมื่อ ด้วยสัจวาจาภาษิตนี้ ขอความสวัสดีจงมี ขอความสวัสดี ขอความสวัสดีและสุขเกิดแต่ความไม่มีโรคและอนามัยเป็นอันดี จงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายในกาลทุกเมื่อ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ       สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ<br />
เอตสฺมิํ รตนตฺตยสฺมิํ      สมฺปสาทนเจตโส</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          ขอจิตอันเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้นี่ ขอผลแห่งจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้นี่ จงเป็นผลสำเร็จ ๆ ๆ ๆ ทุกประการ ดังรับประทานวิสัชนามา ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา นี้เนื้อความของพระบาลีแท้ ๆ ออกจากกระแสวาระพระบาลี ไม่คลาดเคลื่อน ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไปว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ      มาลา คนฺธํ วิเลปนํ<br />
เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ      ทานวตฺถู อิเม ทส</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          ทานวัตถุ ๑๐ ประการนี้ วัตถุเป็นเครื่องให้ทาน เรียกว่า ทานวัตถุ  วัตถุเป็นเครื่องให้ทาน ๑๐ ประการเหล่านี้ เราก็ใช้อยู่เสมอ ข้าวก็ใช้อยู่ ก็ได้รับประทานกัน เพราะว่าเป็นของมีค่าไม่ใช่ของไม่มีค่า มีค่าหมดทั้งประเทศ ทุกประเทศไม่ว่าประเทศไหน นิยมกันนักเรื่องอาหารนี้ แต่ว่าอาหารต่างประเทศ ตามต่างประเทศจะมีนี่แล้วแต่ฉากหลังที่หล่อเลี้ยงประเทศนั้น ๆ ถ้าหยาบ วิชชาหยาบไม่ละเอียด ก็ได้ไม่พอในอาหาร ได้อาหารทราม แจกในประเทศของตัว ถ้าแม้ว่าฉากหลังมีวิชชาละเอียดรักษา ช่วยกันรักษาวิชชามาได้ดี ก็ได้ของประณีตหล่อเลี้ยงประเทศของตัว ที่ตัวรักษา ฉากหลังนั้นเป็นตัวสำคัญ ฉากหลังนี้เราก็นับถือนะ ไม่ใช่เราไม่นับถือเมื่อไร ฉากหลังน่ะคือใคร อยากจะรู้ฉากหลังนั่น ฮื่อ ติดตัวเรามานี้ ให้เราเป็นอยู่นี่แหละ เราเป็นอยู่ก็ได้ ไม่เป็นอยู่ตายไปเสียก็ได้ นี้ฉากหลังซิน่ะ ถ้าไม่มีล่ะก็ มันก็เป็นอยู่ได้สิ มันจะตายได้ยังไง มี มีฉากหลัง</p>
<p style="text-align: justify;">          แต่ว่าผู้ปฏิบัติศาสนาทั้งภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ไม่ควรกระทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ตัวของตัวเสีย ควรจะรู้ชี้ตัวของตัว รู้ชี้ยังไง ว่าตัวของตัวมีฉากหลัง ให้ตัวเป็นอยู่ได้ ให้ตัวสูงก็ได้ ให้ตัวต่ำก็ได้ ให้ตัวอดก็ได้ ให้ตัวจนก็ได้ ให้ตัวมีก็ได้ ไอ้นี่ฉากหลังมีน่ะ แต่ว่าใครน่ะเป็นฉากหลังนั่น นี่ฉากหลังนี่เป็นตัวสำคัญ ให้มนุษย์เป็นอยู่ หญิงก็ดี ชายก็ดี ให้เป็นคนชั้นสูงก็ได้ ให้เป็นคนประณีตก็ได้ ให้เป็นคนเป็นที่ไหว้ที่เคารพ ที่สักการบูชาเขาทั้งหมดก็ได้ ให้เขาติเตียนว่ากล่าวนินทา ให้มีนินทาด่าแช่งก็ได้ ฉากหลังนี่แหละเป็นตัวสำคัญนัก ถ้ารู้จักฉากหลังละก็ ไปให้ถึง ให้เป็นกันเองกับฉากหลังเสีย ถ้าว่าทำได้อย่างนี้ตัวเองจะเบาใจเพียงแค่ไหน</p>
<p style="text-align: justify;">          เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ๆ ถ้าไม่รู้จักฉากหลัง เข้าไม่ถึงฉากหลังแล้วล่ะก็ ตัวเองจะหนักใจแค่ไหน จะไม่สะดวกในใจแค่ไหน เพราะความเป็นอยู่ก็ไม่ใช่ของตัว ความดีความชั่วที่ตัวกระทำ ๆ เหล่านี้น่ะไม่ใช่ของตัวทั้งนั้น ทำชั่วเขาจะให้ความดีก็ได้ ทำดีเขาจะให้ความชั่วก็ได้ เพราะฉากหลังไม่เป็นของตัวนี่ วางใจไม่ได้ เมื่อวางใจไม่ได้ก็ต้องลำบากใจอยู่ในขณะนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องเรียนให้รู้จักฉากหลัง รู้จักเป็นชั้น ๆ ไปนะ ฉากหลังนี่เป็นตัวสำคัญ มนุษย์นี่เป็นตัวฉากหน้าละ</p>
<p style="text-align: justify;">          มนุษย์หญิงชายที่มานั่งฟังเทศน์ มาเทศน์อยู่นี่แหละฉากหน้าละ ฉากหลังมี ฉากหลังกระซิบอยู่ข้างในนั่นแหละ ให้เทศน์เรื่องนั้นเรื่องนี้ ให้เทศน์อย่างนั้นอย่างนี้ ผู้ฟังก็อยู่ข้างในเหมือนกัน ไอ้กายมนุษย์ก็นั่งไป ไอ้ฉากหลังก็กระซิบไป ให้ฟัง ให้จำเท่านั้น จำเท่านี้ จำเท่าโน้น นั่นอีกฉากหนึ่ง มีอีกชุดหนึ่ง ฉากหลังเข้าไป ก็ไอ้กายที่ฝันออกไป ไอ้กายที่ฝันนั่นเป็นฉากหลังละนะ</p>
<p style="text-align: justify;">          แล้วไอ้กายที่ฝันนั่นแหละมีฉากหลังอีก มีกายทิพย์เป็นฉากหลังของกายมนุษย์ละเอียดเข้าไปอีก ไอ้กายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ</p>
<p style="text-align: justify;">          ไอ้กายทิพย์นั่นแหละ ที่เป็นฉากหลังของกายมนุษย์ละเอียด นั่นแหละมีฉากหลังอีก เขาเรียกว่า กายทิพย์ละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายทิพย์ละเอียดนั้นแหละ มีฉากหลังอีก เขาเรียกว่ากายรูปพรหม</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายรูปพรหมน่ะมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายรูปพรหมละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายรูปพรหมละเอียดแหละมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายอรูปพรหม</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายอรูปพรหมน่ะมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายอรูปพรหมละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายอรูปพรหมละเอียดนั่นแหละมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรม</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายธรรมนั่นแหละมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายธรรมละเอียดนั่นแหละมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระโสดา</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระโสดาน่ะมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระโสดาละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระโสดาละเอียดน่ะมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระสกทาคา</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระสกทาคาน่ะมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระสกทาคาละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระสกทาคาละเอียดนั่นแหละมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระอนาคา</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระอนาคายังมีฉากหลังอีก เรียกว่า  กายธรรมพระอนาคาละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระอนาคาละเอียดนั่นแหละมีฉากหลังอีก เรียกว่า  กายธรรมพระอรหัต</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระอรหัตน่ะมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระอรหัตละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระอรหัตละเอียดนี่แหละ ผู้เทศน์นี่ตรวจเข้าไปในฉากหลังนี่แหละ ๒๕ ปียังไม่เต็มดี กลางเดือน ๘ หลัง นั่นเต็มปีเต็มเดือนเต็มวันพอดี จะให้หมดฉากหลังนี่ จะให้สุดฉากหลังนี่ จะให้สุดฉากหล่อเลี้ยงเหล่านี้ ยังไม่สุด ยังไม่สุดผู้เทศน์ก็ยังเป็นบ่าวเขาอยู่ ยังเป็นบ่าวเป็นทาสเขาอยู่ ยังเอาตัวรอดไม่ได้ เพราะอะไร ไปยังไม่สุดฉากหลัง เขายังปกครองเราอยู่ นี่ไปต้องไปให้สุด เมื่อไปสุดแล้วเราจะเห็นฉากหลังในฉากหลังเข้าไปอีก เมื่อไปสุดแล้วเราจะไปพบฉากหลังในฉากหลังอีก ฉากหลังในฉากหลังนี้จะมีอีกเท่าไรเรายังรู้ไม่ได้ เพราะว่าไปยังไม่สุด นี่แหละฉากหลังเหล่านี้แหละ หญิงก็ดี ชายก็ดี ภิกษุสามเณรควรจะรู้ ถ้าไม่รู้เราก็เสียคนทีเดียว เป็นบ่าวเป็นทาสเขาหมดทั้งชาติ เอาตัวรอดไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>ตณฺหาทาโส อิทานิสิ</strong></span> ล่ะ ไม่ผิดล่ะ ไม่ได้คลาดเคลื่อนเลยทีเดียว เพราะอะไร เพราะไม่รู้ฉากหลังก็เป็นบ่าวเป็นทาสเขาไป ถ้ารู้ฉากหลัง บังคับฉากหลังได้ละก็ ก็เลิกเป็นบ่าวเป็นทาสเขา มันก็เป็นเจ้าเป็นนายเขาบ้าง นี่เป็นเรื่องสำคัญนะ ต้องให้เข้าใจทีเดียว ให้เข้าใจให้แน่ทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเข้าใจแน่แล้วก็ เราจะต้องเริ่มต้นเสียตั้งแต่ชาตินี้ทีเดียว รอไว้ไม่ได้ ถ้าว่าชาตินี้ยังไม่รู้ฉากหลัง ยังไม่พบฉากหลัง เราจะต้องยอมตาย ถ้าเข้าถึงฉากหลังไม่ได้เราจะต้องยอมตาย ต้องเข้าถึงฉากหลังให้ได้ ไอ้ที่ปกครองเราลับ ๆ นี่ ใช้เราลับ ๆ นี่ เราไม่รู้เลย พระสมณโคดมบรมครูเอง พอไปเห็นกายมนุษย์ละเอียดเข้าเท่านั้น ทรงรับสั่งแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>อเนกชาติสํสารํ สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ คหการํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ</strong></span> นั่นทรงรับสั่งแล้ว เรานี่เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบนี่ เพราะท่านนี่เองพาให้เราเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อไปพบชั้นหนึ่งแล้วไปพบกระทั่งถึงไอ้ตัวสร้างบ้านสร้างเรือน กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา สร้างบ้านสร้างเรือน สร้างกายท่านไม่รู้จบ นั่นไปพบเรื่องนั้นก็ยิ่งทำเป็นยกใหญ่ทีเดียว ถึงได้ทำลายล้างกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาเสีย ออกจากไตรภพไป หลบออกจากไตรภพไป กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ทำอะไรท่านไม่ได้ แต่ว่าทำไม่ได้ ทำไม่ได้ขั้นหยาบ ๆ ขั้นละเอียดยังอยู่ในปกครองเขา ไอ้ฉากหลังนู้น ไอ้ฉากหลังใหญ่โตโน่น ยังบังคับพระสมณโคดมอยู่ เราจะไปให้พ้นให้เลยฉากหลังที่บังคับพระสมณโคดมอยู่ พระอรหันต์อยู่ พระพุทธเจ้าอยู่มากน้อยเท่าไร เราจะไปให้เลยเสียให้หมดทีเดียว ไม่ให้มีฉากหลังต่อไป นั่นแน่ เราจะเอาตัวรอดได้แล้ว เอาตัวรอดได้แล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าไปไม่ถึงขนาดนั้น เรามาพบพุทธศาสนาคราวนี้ก็เสียคราวเหมือนกัน เอาตัวรอดไม่ได้ ทำไมเอาตัวรอดไม่ได้ล่ะ ก็ไปไม่ตลอดฉากหลังจะเอาตัวรอดได้ไง มันก็ยังเป็นบ่าวเป็นทาสเขาอยู่นั่น เมื่อเป็นเช่นนั้นละก็เราจะต้องคาดคั้นทีเดียว จะต้องคาดคั้นทีเดียว ต้องไต่เข้าไปทีเดียว เป็นกาย ๆ เข้าไป อย่าเข้าใจว่าไอ้ที่เขาใช้ให้ทำชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เขากระซิบให้ทำอย่างนั้น เขากระซิบให้ทำอย่างนี้น่ะ <span style="color: #3366ff;"><strong>ไอ้นั่นก็เป็นบ่าวเป็นทาสเขาน่ะสิ เขาถึงใช้มันตามชอบใจ ให้ผิดธรรมผิดวินัยซะป่นปี้ ให้เหลวไหลป่นปี้ ให้กลายเป็นคนเลว คนเลวคนเกวไป นี่เพราะอะไรล่ะ</strong> <strong>ก็เพราะไอ้ฉากหลังมันบังคับ เขาไม่ได้แกล้ง ฉากหลังมันบังคับ</strong></span> ไม่รู้เท่าทันฉากหลัง ฉากหลังบังคับเสียหายป่นปี้ เหตุนี้แหละให้ระวังฉากหลังเป็นตัวสำคัญ จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดในสากลโลกทั้งสิ้น จะทำงานใหญ่งานโตงานย่อยสักเท่าหนึ่งเท่าใด ให้ระวังให้รอบตัวทีเดียว ระวังให้รอบตัวฉากหน้าฉากหลังเหล่านี้ ระวังให้รอบตัวทีเดียว ถ้าว่าทำฉากหน้าฉากหลังได้อย่างนี้แล้วละก็ การงานเหล่านั้นจะสำเร็จทุกสิ่งทุกประการ แต่ว่าให้ทำฉากหน้าฉากหลังให้ดีนะ ถ้าว่าทำไม่ดีแล้วละก็ ประเดี๋ยวก็ต้องนอนหลับที่ใดที่หนึ่ง เพราะไม่ทันเขา จะไปโทษเขาไม่ได้ เราไม่เท่าทันเขา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3010" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-1024x554.jpg" alt="" width="696" height="377" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-1024x554.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-300x162.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-768x415.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-1536x830.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-150x81.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-696x376.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-1068x577.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-1920x1038.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010.jpg 2040w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          เหตุนี้แหละเราอุตส่าห์เริ่มต้นให้ทาน เริ่มต้นให้ทาน ให้บริสุทธิ์ในใจ ให้เบิกบานทีเดียว จะได้เกิดปัญญาเฉลียวฉลาดขึ้น ขั้นที่ ๒ ประคองใจของเรา เจตนาของเรา ให้อยู่ในศีล ศีลแล้วแต่เจตนา  <span style="color: #ff0000;"><strong>เจตนาหํ ภิกฺขเว สีลํ</strong></span> เจตนาบริสุทธิ์ในองค์ทั้ง ๕ หรือทั้ง ๘ ทั้ง ๑๐ เจตนาบริสุทธิ์ในปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจารา เหล่านี้ หรือเจตนาบริสุทธิ์ใน ๘ หรือเจตนาบริสุทธิ์ใน ๑๐ ก็แล้วแต่จะบริสุทธิ์ได้แค่ไหน รักษาความบริสุทธิ์ของกาย วาจา ใจ ให้มั่นและอย่าให้คลาดเคลื่อน แล้วแก้ไขใจให้ใส แก้ไขใจให้ใส เราจะได้เห็นฉากหลังชัดหนักขึ้นทุกทีไป แก้ไขใจให้ใส จะได้เห็นฉากหลังชัดหนักขึ้นทุกทีไป</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อให้ทาน ประพฤติความบริสุทธิ์เป็นศีล รักษาใจให้ใสเป็นปัญญา เนืองนิตย์อัตราทั้งวันทั้งคืน เว้นไว้แต่หลับ แล้วตื่นละก็เป็นอย่างนั้นอยู่เสมอไป จะเป็นอะไรก็เป็นไป แล้วก็มุ่งหมายจะไปที่สุดฉากหลังให้ได้ ถ้าว่าไม่สุดละก็ตายเถอะชาติหนึ่ง ไม่ยอมกันเด็ดขาดล่ะ ไม่ยอมกันละ ที่จะเลิกไปเป็นไม่เอา ใครจะชวนให้เลี้ยวลดซะ ให้เที่ยวให้เสียเวลาซะ เที่ยวนอนซะ เที่ยวคุยซะ เที่ยวทำผิดลู่ผิดทาง ผิดทางฉากหลังซะเช่นนี้ล่ะก็ หักหัวเสียก็ไม่ยอม ไม่เชื่อ ไม่เชื่อเด็ดขาดเชียว ก็นี่มันคนบ่าวคนทาสเขานี่ เขาจะไปชวนให้เราเป็นบ่าวเป็นทาสซะอีกละ เราจะไปเห็นอะไรด้วยล่ะ เราไม่ยอมเด็ดขาดทีเดียว เราจะไปให้ตลอด ให้เลยฉากหลังอันนี้ให้ได้ ให้ถึงที่สุดฉากหลังให้ได้ ใครจะทำไปมั่ง เราก็ไต่สวนไปทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่วิชชาวัดปากน้ำมีอยู่แล้วเวลานี้ มีวิชชาตรวจฉากหลังเรานี่ คือธรรมกายปรากฏอยู่แล้ว เขากำลังตรวจอยู่แล้ว เขากำลังทำกันอยู่แล้ว นี่แหละของจริง พระเณรไม่รู้จักของจริงล่ะก็ อย่าโกงตัวเอง อย่าดูถูกตัวเอง ให้อุตส่าห์พยายามตรวจฉากหลังของตัวให้สุดให้ได้ ถ้าไม่สุดฉากหลังตัวก็เป็นบ่าวทาสเขาอยู่นั่น ไม่ต้องไปสงสัย เมื่อรู้เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว ตัวก็จะได้บรรลุผลที่ยิ่งใหญ่ไพศาลหาประมาณมิได้ พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งไปพบท่านเข้า ถ้าเราไปได้สุด ท่านก็จะยิ้มในพระทัยว่า เออ ไอ้นี่มันลูกผู้ชายจริง เออ ไอ้นี่เป็นคนมีปัญญา เป็นผู้หญิงก็มีปัญญาจริง ไอ้นี่เป็นผู้ชายก็ฉลาดจริง ไม่เป็นคนโง่ นอกจากนั้น ถ้าว่าไม่พยายามให้สุดฉากหลังเช่นนี้ละก็ เป็นบ่าวทาสเขา ไม่ใช่คนฉลาด จะไปเอาเป็นเกณฑ์ไม่ได้ ให้แน่นอนอย่างนี้นะ แน่นอนอย่างนี้ถึงจะเอาตัวรอดได้ แต่เข้าใจนะว่าเขาใช้เราเท่านั้น ใช้เราเท่านี้ เป็นบ่าวเป็นทาสเขาน่ะ เพราะเราไม่ทำฉากหลังเหล่านี้ เขาก็ใช้เราตามชอบใจ ใช้เป็นบ่าวเป็นทาสป่นปี้ ถึงจะมีปัญญาแค่ไหนก็ช่าง ใช้เป็นบ่าวเป็นทาสป่นปี้</p>
<p style="text-align: justify;">          เหตุนี้ต้องแก้ไขทีเดียว ต้องไปให้สุด สุดฉากหลังให้ได้ เริ่มต้นดังกล่าวแล้ว ต้องบริจาคทานดังใจนึก ใจเบิกบานสำราญใจ ทำใจให้ใส เบิกบานสำราญใจ และทำความบริสุทธิ์เจตนาให้ดี บริสุทธิ์ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้สะอาด และทำใจให้ใส ให้ใสให้ดีละก็ ดูฉากหลังแหวกฉากหลังตะพรึดทีเดียวทั้งวันทั้งคืนเว้นไว้แต่หลับซะ ตื่นแล้วก็ไม่รอท่าล่ะ <span style="color: #3366ff;"><strong>ทำให้สุดให้ได้ ไม่สุดไม่ยอมกันเด็ดขาด ถ้าเราไม่ไปเราก็ตาย เราไปเราก็ตาย ไปหรือไม่ไปล่ะ ถ้าไม่ไปก็ตาย ไม่กี่เดือนกี่ปีก็ตาย มนุษย์หมดทุกคน จะไปหรือไม่ไปล่ะ ไม่ไปก็ตาย ไปดีกว่าไม่ไป ไอ้นั่นมันตายเปล่า </strong></span>หาหลักฐานไม่ได้ หากว่าไป นี่จะได้ถึงแค่ไหนก็แล้วแต่แค่นั้น ชาติต่อ ๆ ไปอีก ไม่ถอยกลับ ไม่ถอยหลังกลับกัน นี่แหละนับว่าเป็นคนมีปัญญา ดำเนินแนวทางพุทธศาสนา ต้องดำเนินอย่างนี้ เป็นทางสูงสุดในพระพุทธศาสนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลี คลีความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแด่เวลาว่า <strong>วรญฺญํ สรณํ นตฺถิ</strong> สิ่งอื่นไม่ใช่ที่พึ่งที่ประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย <strong>สรณํ เม รตนตฺตยํ</strong> รัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถา โดยอรรถนิยมความไว้เพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">          <strong>เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/622">ทานานุโมทนากถา (ฉากหลัง)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
