<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วัดพระธรรมกาย</title>
	<atom:link href="https://dhammakaya.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<description>&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;</description>
	<lastBuildDate>Sat, 06 Jul 2024 04:15:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/07/cropped-fl2-32x32.png</url>
	<title>วัดพระธรรมกาย</title>
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี</title>
		<link>https://dhammakaya.com/7240</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[thakorn]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jun 2024 16:13:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นทางมหาปูชนียาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=7240</guid>

					<description><![CDATA[<p>วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/7240">วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3>วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี</h3>
<p>วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นสถานที่สำคัญ 1 ใน 6 แห่งที่เกี่ยวเนื่องกับพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺสโร) ครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระผู้ปราบมาร บนเส้นทางมหาปูชนียาจารย์ วัดแห่งนี้เป็นสถานที่เกิดในเพศสมณะของท่าน วัดสองพี่น้องเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างในปี พ.ศ.2212 (ในรัชสมัยของสมเด็จพระนาราย์มหาราช) ประวัติของวัดพบในจารึกเจ้าแม่ดุสิต พูดถึงอาจารย์พิรอด หรืออาจารย์คง ซึ่งต่อมาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงนิมนต์ไปอยู่กรุงศรีอยุธยา ที่มาของชื่อ “สองพี่น้อง” เล่าสืบกันมาว่า มีช้างสองเชือก เข้าใจว่าเป็นพี่น้องกัน เดินมาจากพุม่วง หรือป่าต้น ในอำเภออู่ทอง ซึ่งเป็นที่อาศัยของช้างของพระมหากษัตริย์ ในหน้าแล้งมักจะมาหากินแถวนี้ ทางดินที่ช้างเดินย่ำเป็นที่ลุ่ม จนกลายเป็นคลอง จึงเรียกว่า “คลองสองพี่น้อง” เมื่อครั้งที่สุนทรภู่บวชเป็นพระภิกษุ ได้ล่องเรือผ่านมาพักแรมที่วัดสองพี่น้อง มีบันทึกไว้ในนิราศสุพรรณ ซึ่งเขียนเป็นโคลง กล่าวถึงว่า ได้นำมะพร้าวอ่อนและกล้วยถวายที่ศาล ความว่า…</p>
<ul>
<li>สรวงจ้าวพร้าวอ่อนกล้วย ด้วยเอย</li>
<li>เชิญพี่น้องสองเสวย สว่างร้อน</li>
<li>แรกมาอย่าถือเลย ลุกระโทษ โปรดพ่อ</li>
<li>ขอแร่แม่เก็จก้อน กับเต้าเจ้ายางฯ</li>
</ul>
<p>วัดสองพี่น้องเป็นที่กล่าวถึงกันมากในสมัยหลวงพ่อเหนี่ยง อินฺทโชโต หรือพระครูวินยานุโยค ท่านได้บูรณปฏิสังขรณ์สร้างความเจริญให้กับวัดเป็นอย่างมาก คู่กับหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ ซึ่งมีความสามารถในการอบรมสั่งสอน ลูกศิษย์ของท่าน เช่น พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ, สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น) หรือ สมเด็จป๋า วัดโพธิ์</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone wp-image-7241 size-medium" title="วัดสองพี่น้อง สุพรรณบุรี" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/watsongpeenong-04-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/watsongpeenong-04-300x199.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/watsongpeenong-04-768x510.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/watsongpeenong-04-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/watsongpeenong-04-696x462.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/watsongpeenong-04.jpg 1000w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></p>
<p>วัดสองพี่น้องมีอายุมานานกว่า 340 ปีแล้ว สิ่งก่อสร้างเดิมๆได้พังทลายไปตามกาลเวลา พระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่ในภายหลัง มีอายุกว่า 80 ปีแล้ว เป็นอาคารทรงไทยตามแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย อาคารพระอุโบสถก่ออิฐถือปูน หลังคาซ้อนสองชั้นลดสามชั้น มุงกระเบื้อง หน้าบรรณเป็นปูนปั้นเจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดพระเมาลี พนังด้านหน้าพระอุโบสถเขียนภาพพุทธประวัติตอนต่างๆ เช่น ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา, ธิดาพญามารมายั่วยวน, โปรดปัญจวัคคีย์ เป็นต้น ผนังด้านหลังพระอุโบสถด้านนอก เขียนภาพตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ ผนังรายรอบพระอุโบสถด้านใน เขียนเรื่องราวสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีนาค, ยักษ์, คนธรรพ์ และสัตว์หิมพานต์อื่นๆ กำลังเหาะเหินเดินอากาศอย่างเริงร่า ที่ผนังด้านขวาพระประธาน เขียนเรื่องราวพระอาทิตย์ทรงรถ ผนังด้านซ้าย เขียนรูปพระจันทร์ทรงรถ ด้านหลังพระประธานมีวิมานต่างๆ เขาพระสุเมรุ และพระอินทร์ เขียนโดยศิลปินในยุคปัจจุบัน พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีพระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร อยู่เบื้องซ้ายขวา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-7246 size-medium" title="วัดสองพี่น้อง สุพรรณบุรี" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/watsongpeenong-03-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/watsongpeenong-03-300x199.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/watsongpeenong-03-768x510.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/watsongpeenong-03-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/watsongpeenong-03-696x462.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/watsongpeenong-03.jpg 1000w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></p>
<p>ด้านหน้าพระอุโบสถมีโกศบรรจุอัฐิบูรพาจารย์ ตั้งไว้เป็นที่เคารพ เคียงข้างกับพระอุโบสถมีวิหารทรงไทย อาคารก่ออิฐถือปูน หน้าบรรณมีขนาดใหญ่ด้านบนสุดเป็นพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร และมีหงส์ทองยืนบนฐานบัว ตบแต่งส่วนว่างของหน้าบรรณด้วยจานชามกระเบื้องเบญจรงค์และกระเบื้องจีนที่ยังคงความสมบูรณ์ มีเรือนไทยอยู่บริเวณด้านหน้าศาลาอเนกประสงค์ใช้เป็นที่ต้อนรับพระอาคันตุกะและใช้ในงานสำคัญของวัด ตรงด้านทางออกของวัดมีพระธาตุเจดีย์ศรีสังฆราชา อุภัยภาดารามสถิต ประดับลวดลายงดงาม คล้ายเจดีย์วัดโพธิ์ เป็นที่บรรจุอัฐิของสมเด็จพระสังฆราชปุ่น หรือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ หรือ สมเด็จป๋า วัดโพธิ์ ซึ่งเคยบวชอยู่ที่นี่ วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับการคัดเลือกจากกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ประจำปี พ.ศ.2543 (ในปี พ.ศ.2543 กรมการศาสนายังอยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาในปี พ.ศ.2545 กรมการศาสนาได้แยกออกจากกระทวงศึกษาธิการ และแบ่งออกเป็น 2 หน่วยงาน คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีฐานะเท่ากับกรม ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี และกรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม)</p>
<h5 style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-7247 size-medium" title="พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Phramongkolthepmuni1-221x300.jpg" alt="" width="221" height="300" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Phramongkolthepmuni1-221x300.jpg 221w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Phramongkolthepmuni1-150x204.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Phramongkolthepmuni1.jpg 300w" sizes="(max-width: 221px) 100vw, 221px" /></h5>
<h5>ชีวิตสมณะ พระผู้ปราบมาร</h5>
<p>พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ใช้ชีวิตอยู่กับการค้าข้าวเลี้ยงโยมแม่และครอบครัวเรื่อยมา จนกระทั่งอายุย่างเข้า 19 ปี ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ซึ่งเป็นจุดหักเหให้ท่านเลือกเส้นทางชีวิตที่ต่างจากคนทั่วไป กล่าวคือ วันหนึ่งหลังจากค้าข้าวเสร็จ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯและลูกน้องได้นำเรือเปล่ากลับบ้าน ในคืนนั้นล่องเรือไปด้วยความยากลำบาก เพราะน้ำในคลองไหลเชี่ยว แต่ก็พยายามถ่อเรือต่อไป จนมาถึงคลองเล็กๆสายหนึ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางลัด ชาวบ้านเรียกคลองนี้ว่า “คลองบางอีแท่น<sup>1</sup>” อยู่เหนือตลาดใหม่ แม่น้ำนครไชยศรี จังหวัดนครปฐม คลองนี้เป็นคลองเปลี่ยวและมีโจรผู้ร้ายชุกชุม ในขณะนั้นมีเรืองเพียงลำเดียวเท่านั้นที่แล่นเข้าไปในคลอง เมื่อเรือแล่นเข้าไปได้เล็กน้อย ท่านก็กลัวว่าจะโดนโจรปล้นและทำร้าย ถ้าโจรปล้นจริงๆ ท่านจะโดนทำร้ายก่อน เพราะยืนอยู่ทางท้ายเรือ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯจึงเกิดความคิดขึ้นว่า “อ้ายน้ำก็เชี่ยว อ้ายคลองก็เล็ก อ้ายโจรก็ร้าย ท้ายเรือเข้าก็ไล่เลี่ยกับฝั่ง ไม่ต่ำไม่สูงกว่ากันเท่าไรนัก น่าหวาดเสียวอันตราย เมื่อโจรมาก็ต้องยิงหรือทำร้ายคนท้ายก่อน ถ้าเขาทำเราเสียได้ก่อน ก็ไม่มีทางที่จะสู้เขา ถ้าเราเอาอาวุธปืนแปดนัดไว้ทางหัวเรือ แล้วเราไปถือเรือทางลูกจ้างเสีย เมื่อโจรมาทำร้าย เราก็จะมีทางสู้ได้บ้าง” เมื่อคิดดังนั้นแล้ว จึงหยิบปืนยาวบรรจุกระสุนแปดนัด ไปอยู่หัวเรือ บอกให้ลูกเรือมาถือท้ายเรือแทน ขณะถ่อเรือแทนลูกจ้างอยู่นั้น ท่านพลันเกิดความคิดขึ้นมาว่า “คนพวกนี้ เราจ้างเขาคนหนึ่งๆ เพียง 11-12 บาทเท่านั้น ส่วนตัวเราเป็นเจ้าของทั้งทรัพย์ทั้งเรือ หากจะโยนความตายไปให้ลูกจ้างก่อน ก็ดูจะเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์มากเกินไป ทำอย่างนี้ไม่ถูก ไม่สมควร” เมื่อเกิดจิตเมตตาและนึกตำหนิตัวเองเช่นนี้ ท่านจึงตัดสินใจเด็ดขาดลงไปว่า “ทรัพย์ก็ของเรา เรือก็ของเรา เราควรตายก่อนดีกว่า ส่วนลูกจ้างนั้น เมื่อมีภัยมาถึง เขาควรจะได้หนีเอาตัวรอด ไปทำมาหาเลี้ยงบุตรภรรยาของเขาได้อีก” เมื่อตกลงใจเช่นนั้น จึงเรียกลูกเรือให้มาถ่อเรือแทน ส่วนตัวเองก็ถือปืนคู่มือกลับมานั่งท้ายเรือตามเดิม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-7242 size-medium" title="แผนที่เส้นทางทางน้ำ" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/The-central-region-of-Thailand-300x217.jpg" alt="" width="300" height="217" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/The-central-region-of-Thailand-300x217.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/The-central-region-of-Thailand-768x555.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/The-central-region-of-Thailand-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/The-central-region-of-Thailand-696x503.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/The-central-region-of-Thailand.jpg 1000w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></p>
<p>เรือยังคงแล่นต่อไปเรื่อยๆ แต่ไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างที่คิด เมื่อเรือแล่นมาใกล้จะออกจากคลอง จนเห็นปากทางออก ก็รู้ได้ว่าปลอดภัยแล้ว แต่ในใจของท่านยังคิดถึงความตายอยู่ตลอดเวลา และทันใดนั้น ธรรมสังเวชก็เกิดขึ้นในใจของท่านว่า “การหาเงินหาทองนี้ลำบากจริงๆเจียวหนา บิดาของเราก็หามาดังนี้ เราก็หาซ้ำรอยบิดา ตามบิดาบ้าง เงินแลทองที่หากันทั้งหมดด้วยกันนี้ ต่างคนก็ต่างหา ไม่มีเวลาหยุดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่เร่งรีบหาให้มั่งมี ก็เป็นคนต่ำและเลว ไม่มีใครนับถือแลคบหา เข้าหมู่เขาก็อายเขา เพราะเป็นคนจนกว่าเขา ไม่เทียมหน้าเทียมบ่าเทียมไหล่กับเขา ปุรพชนต้นสกุลของเราก็ทำมาดังนี้ เหมือนๆกันจนถึงบิดาของเรา แลตัวของเรา ก็บัดนี้ปุรพชนแลบิดาของเราไปทางไหนหมด ก็ปรากฏแก่ใจว่าตายหมดแล้ว แล้วตัวของเราเล่า ก็ต้องตายเหมือนกัน” เมื่อคิดถึงความตายขึ้นมาอย่างนี้ก็เริ่มกลัว และนึกถึงความตายที่จะมาถึงตัวเองต่อไปอีกว่า “เราต้องตายแน่ๆ บิดาเราก็มาล่องข้าว ขึ้นจากเรือก็เจ็บมาจากตามทางแล้ว ขึ้นจากเรือข้าวไม่ได้กี่วันก็ถึงแก่กรรม เมื่อถึงแก่กรรมแล้ว เราที่ช่วยพยาบาลอยู่ ไม่ได้เห็นเลยที่จะเอาอะไรติดตัวไป ผ้าที่นุ่งแลร่างกายของแก เราก็ดูแลอยู่ ไม่เห็นมีอะไรหายไป ทั้งตัวเราแลพี่น้องของเราที่เนื่องด้วยแก ตลอดถึงมารดาของเราก็อยู่ ไม่เห็นมีอะไรเลยที่ไปด้วยแก แกไปผู้เดียวแท้ๆ ก็ตัวเราเล่าต้องเป็นดังนี้ เคลื่อนความเป็นอย่างนี้ไปไม่ได้แน่” เมื่อท่านคิดอย่างนี้แล้ว ท่านก็นอนแผ่ลงไปที่ท้ายเรือ แกล้งทำเป็นตาย ลองดูว่าถ้าตายแล้วจะเป็นอย่างไร ท่านก็นอนคิดว่าตัวเองตายอย่างนั้นจนเผลอสติไปสักครู่หนึ่ง เมื่อได้สติรู้สึกตัวก็รีบลุกขึ้นจุดธูปอธิษฐานจิตว่า “ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้ได้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกตลอดชีวิต” นับจากวันนั้น คำอธิษฐานยังคงฝังแน่นอยู่ในใจของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯตลอดมา ความคิดที่จะบวชตลอดชีวิตยังชัดเจนอยู่ในใจ แต่ด้วยภาระที่ต้องเลี้ยงโยมแม่ ทำให้ยังไม่สามารถบวชได้</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงตั้งใจทำมาหากิน และขยันเก็บเงินเก็บทองจนมีเงินเก็บได้มากพอสมควร ที่ทำให้โยมแม่และพี่น้องมีเงินทองใช้จ่ายอย่างสะดวกสบายไม่ลำบากในอนาคต เมื่อหมดภาระเรื่องเงินทองแล้ว จึงตัดสินใจบวชทันที ในขณะนั้นท่านอายุย่าง 22 ปี พอถึงเดือน 8 ข้างขึ้น หลังจากขนข้าวลงเรือจนเต็มลำแล้ว ก็ให้ลูกน้องนำข้าวไปขายให้โรงสีในกรุงเทพฯ ส่วนตัวท่านก็เข้าวัดเป็นนาค เพื่อเตรียมตัวบวชที่วัด โดยมีพระปลัดยัง<sup>2</sup> เจ้าอาวาสวัดสองพี่น้องในขณะนั้น เป็นผู้สอนท่องคำขออุปสมบท ซักซ้อมพิธีอุปสมบทและสอนพระวินัยให้ เมื่อถึงต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2499 พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯได้อุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับฉายาว่า “จนฺทสโร” โดยมี พระอาจารย์ดี วัดประตูสาร อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระอนุสาวนาจารย์</p>
<p>ด้วยความที่เป็นผู้มีความทรงจำดี พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯจึงสามารถท่องบทสวดมนต์และพระปาฏิโมกข์ได้หมด สำหรับการศึกษาในช่วงพรรษาแรก ท่านได้เรียนคันถธุระและวิปัสสนาธุระควบคู่กันไป เมื่อเรียนด้านคันถธุระไปได้ระยะหนึ่ง ท่านก็สงสัยว่า คำว่า “อวิชฺชาปจฺจยา” แปลว่าอะไร ด้วยความสงสัยที่ผุดขึ้นมาในใจเหมือนกับปริศนาที่ต้องตอบให้ได้ ท่านมีความรู้สึกว่า คำๆนี้มีความหมายสำคัญต่อตัวท่าน จึงไปถามพระภิกษุที่อยู่ในวัด เมื่อถามใครก็ไม่มีใครรู้คำแปล มีพระรูปหนึ่งบอกว่า “เขาไม่แปลกันหรอกคุณ อยากรู้ก็ต้องไปเรียนที่บางกอก” เมื่อได้ฟังดังนั้น ทำให้ท่านเกิดแรงบันดาลใจที่จะไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เพราะต้องการจะรู้คำแปลให้ได้ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯได้จำพรรษาอยู่ที่วัดสองพี่น้อง เป็นเวลา 1 พรรษา หลังจากปวารณาพรรษาแล้ว ท่านได้ย้ายมาจำพรรษา ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ กรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม</p>
<ul>
<li>1 คลอบางอีแท่น มีชื่อทางราชการว่า คลองลัดบางแท่น อยู่ในเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม</li>
<li>2 นายสำรวย มีแก้วน้อย</li>
</ul>
<p>อ้างอิง:</p>
<ul>
<li>ปฏิปทามหาปูชนียาจารย์ (GL 305) Dhammakaya Open University, California, USA</li>
<li>รายการไปวัดไปวา ออกอากาศทาง DMC (เครือข่ายโทรทัศน์ของวัดพระธรรมกาย)</li>
</ul>
<p style="text-align: center;">********************</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/7240">วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อนุสรณ์สถานฯ คลองบางนางแท่น</title>
		<link>https://dhammakaya.com/7231</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[thakorn]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jun 2024 15:54:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คลองลัดบางนางแท่น จังหวัดนครปฐม]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นทางมหาปูชนียาจารย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=7231</guid>

					<description><![CDATA[<p>อนุสรณ์สถานฯ คลองบางนางแท่น วั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/7231">อนุสรณ์สถานฯ คลองบางนางแท่น</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3>อนุสรณ์สถานฯ คลองบางนางแท่น</h3>
<p>วัดพระธรรมกาย จัดพิธีตอกเสาเข็มมงคลต้นแรก สถาปนาอนุสรณ์สถานพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ณ คลองบางนางแท่น จังหวัดนครปฐม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-7233 size-medium" title="อนุสรณ์สถานฯ คลองบางนางแท่น" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Bangnangtan-01-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Bangnangtan-01-300x199.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Bangnangtan-01-150x99.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Bangnangtan-01.jpg 650w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></p>
<p>พิธีตอกเสาเข็มมงคลต้นแรกฯ ในครั้งนี้ (วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2558) ได้รับความเมตตา หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และประธานมูลนิธิธรรมกาย เป็นประธานสงฆ์นำบูชาพระรัตนตรัย และนำปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนา โดยมีการถ่ายทอดสดพิธีกรรมจากห้องแก้วสารพัดนึก สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ไปยังสถานที่ประกอบพิธีตอกเสาเข็มมงคลต้นแรกฯ คลองบางนางแท่น จังหวัดนครปฐม โดยได้รับความเมตตาจาก พระราชภาวนาจารย์ (หลวงพ่อทัตตชีโว) รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พร้อมด้วยพระเดชพระคุณพระธรรมปิฎก เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี, พระเดชพระคุณพระเทพสุวรรณโมลี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี, พระเดชพระคุณพระเทพมหาเจติยาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยพระมหาเถรานุเถระ ได้โปรยรัตนชาติเป็นปฐมเริ่ม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-7234 size-medium" title="อนุสรณ์สถานฯ คลองบางนางแท่น" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Bangnangtan-02-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Bangnangtan-02-300x199.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Bangnangtan-02-150x99.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Bangnangtan-02.jpg 650w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></p>
<p>จากนั้น ประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีตอกเสาเข็มมงคลต้นแรกฯ ได้แก่ กัลยาณมิตรอธิราช, กัลยาณมิตรพรภัทรา, กัลยาณมิตรอนันยา พันธเสน รับแผ่นทองจากพระราชภาวนาจารย์ (หลวงพ่อทัตตชีโว) นำไปปิดที่เสาเข็มมงคล ก่อนที่จะเริ่มประกอบพิธีตอกเสาเข็มมงคลต้นแรกฯ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติของสาธุชนผู้บุญทุกท่านที่ได้เดินทางมาร่วมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้</p>
<p>ในภาคค่ำ คณะสงฆ์ และสาธุชนผู้มีบุญ ได้ร่วมกันประกอบพิธีจุดโคม และร่วมกันสวดมนต์ บทชัยมงคลคาถา (พาหุงมหากา) และบทธัมมจักกัปวัตตนสูตร และได้ร่วมกันลอยกระทงธรรม</p>
<p>คลางบางนางแท่น คือ สถานที่ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระผู้ปราบมาร ได้ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิต</p>
<p style="text-align: center;">********************</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/7231">อนุสรณ์สถานฯ คลองบางนางแท่น</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี</title>
		<link>https://dhammakaya.com/7220</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[thakorn]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jun 2024 15:39:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เส้นทางมหาปูชนียาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[โลตัสแลนด์]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=7220</guid>

					<description><![CDATA[<p>อนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/7220">อนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3>อนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี</h3>
<p>วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2535 ถือเป็นก้าวแรกของการสถาปนาอนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ณ แผ่นดินรูปดอกบัว อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยลูกหลานของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้พร้อมใจกันน้อมถวายที่ดินอันเป็นแผ่นดินบ้านเกิดของท่าน แด่พระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพื่อสร้างอนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ซึ่งถือเป็นสถานที่สำคัญ 1 ใน 6 แห่ง ที่เกี่ยวเนื่องกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ บนเส้นทางมหาปูชนียาจารย์</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-7223 size-medium" title="แผ่นดินรูปดอกบัว" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-02-300x245.jpg" alt="" width="300" height="245" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-02-300x245.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-02-768x628.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-02-150x123.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-02-696x569.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-02.jpg 1000w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></p>
<p>นับแต่นั้นเป็นต้นมา การดำเนินงานการก่อสร้างอนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ก็ได้เริ่มต้นขึ้น</p>
<ul>
<li>วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2547 (วันคล้ายวันเกิด ครบ 120 ปีของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ) บรรดาศิษยานุศิษย์นำโดยพระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) ได้จัดพิธีหล่อรูปเหมือนพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ขนาด 1 เท่าครึ่ง ด้วยทองคำบริสุทธิ์ เพื่อจะอัญเชิญไปประดิษฐานในอนุสรณ์สถาน ณ แผ่นดินบ้านเกิดของท่าน</li>
<li>วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2549 (วันคล้ายวันเกิด ครบ 122 ปีของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ) พิธีวางมณีบรมจักรพรรดิ โดยถือเป็นปฐมเริ่มในการก่อสร้างอนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี</li>
<li>วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2550 พิธีตอกเสาเข็มต้นแรก อนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี</li>
<li>วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 พิธีตอกเสาเข็มต้นสุดท้าย อนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี</li>
<li>วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2550 (วันคล้ายวันเกิด ครบ 123 ปีของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ) พิธีประดิษฐานดวงแก้วมณีบรมจักรพรรดิ และพิธีครอบเสามงคล รอบเสาไม้เรือนเกิดของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ</li>
<li>วันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2553 (วันครูวิชชาธรรมกาย) บรรดาศิษยานุศิษย์ตลอดจนลูกหลานของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯทั่วโลก ต่างพร้อมเพรียงกันประกอบพิธีอัญเชิญรูปเหมือนทองคำ พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ เวียนประทักษิณรอบมหาธรรมกายเจดีย์ ก่อนที่จะอัญเชิญท่านไปประดิษฐาน ณ อนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ที่สร้างเสร็จแล้ว ณ แผ่นดินรูปดอกบัว อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี</li>
<li>วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2553 สาธุชนผู้มีบุญทั้งหลายต่างร่วมใจกัน ปิดแผ่นทองยอดมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ณ สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย</li>
<li>ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2553 (วันคล้ายวันเกิด ครบ 126 ปีของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ) พิธีแห่งประวัติศาสตร์ สถาปนาอนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี</li>
</ul>
<h5 style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-7224 size-medium" title="พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-04-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-04-300x199.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-04-768x510.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-04-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-04-696x462.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-04.jpg 1000w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></h5>
<h5>ปฐมวัย พระผู้ปราบมาร</h5>
<p>พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีชื่อเดิมว่า “สด มีแก้วน้อย” เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2427 ตรงกับวันแรม 6 ค่ำ เดือน 11 ปีวอก ณ หมู่บ้านเหนือ ฝั่งตรงข้ามวัดสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โยมพ่อชื่อ เงิน แซ่จิ๋ว โยมแม่ชื่อ สุดใจ มีแก้วน้อย ครอบครัวของท่านเป็นคหบดี ทำการค้าในคลองสองพี่น้อง และอำเภอใกล้เคียง ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา รวม 5 คน คือ</p>
<ul>
<li>นางดา เจริญเรือง</li>
<li>พระมงคลเทพมุนี (สด มีแก้วน้อย)</li>
<li>นายใส มีแก้วน้อย</li>
<li>เด็กชายผูก มีแก้วน้อย (เสียชีวิตเมื่ออายุ 1 ขวบ)</li>
<li>นายสำรวย มีแก้วน้อย</li>
</ul>
<h5>เมื่อแรกเกิดมีความอดทนเป็นเลิศ</h5>
<p>พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯเล่าเรื่องในวัยเด็กของท่านว่า โยมแม่บอกว่าตอนเกิด ท่านไม่ร้องสักแอะ ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไปที่เมื่อแรกเกิดต้องร้องทุกคน บางคนเชื่อว่าเด็กเกิดมาไม่ร้อง ต้องเป็นใบ้แน่ๆ แต่เมื่อถึงกำหนดอายุที่จะพูด ท่านก็พูดได้เป็นปกติ การที่ท่านไม่ร้องเมื่อแรกเกิดไม่ได้แสดงว่าท่านจะเป็นใบ้ แต่แสดงถึงคุณลักษณะประการหนึ่งของผู้ที่จะเป็นครูบาอาจารย์ของชาวโลกในวันข้างหน้า คือ ความอดทน การเกิดนั้นเป็นทุกข์ เพราะเป็นสิ่งที่ยากที่ใครจะอดทนได้ เป็นความทุกข์ทรมานขนาดที่ทำให้ทารกแรกเกิดลืมเหตุการณ์ในภพชาติก่อนๆของตนได้หมดสิ้นทีเดียว ทารกเมื่อแรกปฏิสนธิในครรภ์มารดานั้น ต้องอยู่ที่คับแคบมาก ใต้กระเพาะอาหาร เหนือลำไส้ ท่ามกลางหน้าท้องและกระดูกสันหลัง อยู่ในที่มืดสนิท จะขยับเคลื่อนไหวกาย คู้หรือเหยียดอวัยวะก็ทำไม่ได้ ต้องนอนคุดคู้อยู่ในครรภ์มารดา ทนทุกข์ทรมานตลอด 10 เดือน<sup>1</sup> แม้จะพบกับความทุกข์ถึงขนาดนั้น ท่านก็ยังมีขันติอดทน ทั้งนี้เพราะบุญบารมีที่ท่านได้สั่งสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วน</p>
<h5>สอนตัวเองได้ตั้งแต่เล็ก</h5>
<p>สมัยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯยังเป็นเด็กเล็กๆ ช่วงที่ยังไม่อดนม ก่อนที่โยมแม่จะออกไปขายข้าวนอกบ้าน จะเอาท่านใส่เปลไว้ที่บ้าน แล้วเอาข้าวเย็นปั้นเป็นก้อนให้ท่านดูดเล่นแก้หิว ในขณะนั้นท่านรู้เรื่องโดยตลอด และได้สอนตัวเองว่า “ตอนนี้เราอย่าเพิ่งหิวเลยนะ อย่าเพิ่งไปกวนแม่เลย ดูดข้าวก้อนนี้แทนข้าวเย็นไปก่อน” ท่านสอนตัวเองได้ตั้งแต่ยังไม่อดนม การสอนตัวเองได้ ก็เป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นครูบาอาจารย์ คอยอบรมสั่งสอนผู้อื่นอีกประการหนึ่ง</p>
<h5>ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์</h5>
<p>ในช่วงวัยเด็ก พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯเป็นเด็กน่ารัก ไปบ้านไหนมักจะมีคนมาขออุ้ม อุ้มแล้วก็หอมแก้มท่านเล่น เวลาถูกหอมแก้มทีไร ท่านสะดุ้งทุกที ท่านไม่ต้องการให้ผู้หญิงถูกเนื้อต้องตัวตั้งแต่ยังเด็ก และคอยระวังอยู่เสมอ แสดงให้เห็นว่าท่านไม่มีความยินดีในเพศตรงข้ามตั้งแต่เยาว์วัย และมีอุปนิสัยยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์มาข้ามภพข้ามชาติ</p>
<h5>มีใจเด็ดเดี่ยวมั่นคง</h5>
<p>พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯเป็นผู้มีใจคอเด็ดเดี่ยวมั่นคง เมื่อตั้งใจทำอะไรแล้ว จะพยายามทำให้สำเร็จ ถ้ายังไม่สำเร็จจะไม่ยอมเลิกเด็ดขาด ตั้งแต่สมัยที่บ้านของท่านยังทำนาและค้าข้าว ท่านมักจะช่วยโยมพ่อโยมแม่เลี้ยงวัว เมื่อวัวพลัดหลงไปในฝูงวัวของคนอื่น ท่านจะไปตามวัวกลับมาจนได้ ไม่ว่าวัวจะหลงไปทางไหน หรือจะต้องตามจนมืดค่ำเพียงใด ถ้าไม่ได้วัวมา จะไม่ยอมกลับ</p>
<h5>ตั้งมั่นในพระรัตนตรัย</h5>
<p>ปกติพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯจะช่วยโยมพ่อพายเรือค้าข้าว วันหนึ่งพอผ่านไปถึงหน้าศาลเจ้าที่ใครๆก็ว่าเฮี้ยนมาก ใครผ่านไปจะต้องเอาของไปเซ่นไหว้ แต่ท่านกลับคิดว่า “นี่ไม่ใช่พระรัตนตรัย ทำไมต้องไหว้ เราไม่เซ่น เราไม่ไหว้” วันหนึ่งเมื่อเรือผ่านศาลเจ้า ท่านรู้สึกแน่นท้องขึ้นมาทันที แต่ท่านก็อดทนไม่ยอมแพ้ เพราะคิดว่า “มันของเราแท้ๆนี่ เรื่องอะไรจะต้องเอาไปเซ่น เอาไปไหว้ ทำแล้วก็ไม่ได้บุญ บีบได้บีบไป จุกได้จุกไป เดี๋ยวมันก็หายจุก” ซึ่งครั้งนั้นท่านมีความคิดว่า สักวันหนึ่งข้างหน้าถ้าเข้าถึงพระรัตนตรัย จะกลับไปที่ศาลเจ้านั้น ทั้งๆที่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าพระรัตนตรัยเข้าถึงได้อย่างไร แต่จิตใต้สำนึกของท่านบอกอย่างนี้</p>
<h5>มีเมตตา</h5>
<p>โยมพี่สาว<sup>2</sup> ของท่านเล่าว่า ตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็ก เมื่อออกไปไถนา ท่านจะคอยสังเกตดวงตะวันว่า ใกล้เวลาเพลแล้วหรือยัง เมื่อพี่สาวของท่านเห็นก็จะตำหนิท่านว่า เกียจคร้าน คอยดูแต่ว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาเลิกงาน แต่ความจริงแล้วท่านถือคติของคนโบราณที่ว่า การไถนาจนถึงเวลาตีกลองเพล (11.00 น.) ซึ่งเรียกว่า “เพลคาบ่าวัว” ถือว่าบาปมาก ท่านจึงไม่อยากจะใช้แรงงานวัวจนเลยเพล นี่เป็นความเมตตาของท่านที่มีต่อสัตว์ หลังจากเลิกไถนาแล้ว ท่านจะนำวัวไปอาบน้ำจนเย็นสบาย แล้วจึงปล่อยให้ไปกินหญ้าเป็นอิสระตามใจชอบ ถ้าได้ทำอย่างนี้ท่านจะรู้สึกสบายใจ และมักจะร้องเพลงไปด้วย เนื้อหาของเพลงมักจะวนเวียนอยู่กับพระนิพพาน ดังนี้ “เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำจะเกิดมาทำอะไร อ้ายที่อยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่านิพพานก็ได้”</p>
<h5>การศึกษาในวัยเด็ก</h5>
<p>พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯช่วยโยมพ่อโยมแม่ทำงานตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนอายุได้ประมาณ 9 ปี โยมแม่ได้ส่งท่านให้ไปเรียนหนังสือกับน้าชาย<sup>3</sup> ซึ่งบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดสองพี่น้อง เริ่มต้นเรียนจากหนังสือ ปฐม ก กา ตามหลักสูตรการศึกษาในสมัยนั้น ต่อมาไม่นานพระน้าชายได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดหัวโพธิ์ ตำบลหัวโพธิ์ อำเภอสองพี่น้อง ท่านได้ตามไปเรียนหนังสือต่อที่นั่นด้วยประมาณ 7-8 เดือน จากนั้นพระน้าชายก็ย้ายไปจำพรรษาที่วัดกัลยาณมิตร ธนบุรี แล้วจึงลาสิกขา ส่วนท่านไปเรียนต่อที่วัดบางปลา<sup>4</sup> อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม กับพระอาจารย์ทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส ขณะนั้นท่านอายุได้ 11 ปี นอกจากท่านจะเขียนอักษรขอมได้แล้ว ยังสามารถอ่านหนังสือพระมาลัย<sup>5</sup> ซึ่งเขียนเป็นอักษรขอมได้คล่อง ท่านตั้งใจเรียนและมีผลการเรียนดี เพราะเป็นคนมีนิสัยทำอะไรทำจริงมาตั้งแต่เล็กๆ ท่านใช้เวลาเรียนอยู่ที่นั่น 2 ปี จึงกลับไปช่วยโยมพ่อโยมแม่ค้าข้าวที่บ้านเกิดตามเดิม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-7225 size-medium" title="พิธีตอกเสาเข็มต้นแรก มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-08-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-08-300x199.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-08-768x510.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-08-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-08-696x462.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-08.jpg 1000w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></p>
<h5>สืบสานมโนปณิธานพระผู้ปราบมาร</h5>
<p>การสถาปนาอนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี ณ แผ่นดินรูปดอกบัว แสดงให้เห็นถึงก้าวสำคัญของพระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน ที่เริ่มต้นแผ่ขยายพระพุทธธรรมคำสอนไปสู่ชาวโลก โดยเฉพาะหลักการปฏิบัติที่จะทำให้มวลมนุษย์เข้าถึงธรรม เข้าถึงความสุขที่แท้จริง ทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติ ทั้งรู้และทั้งเห็นธรรม และเข้าถึงพระธรรมกายซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของทุกๆคน จนสามารถเป็นพยานแห่งการตรัสรู้ธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เป็นสัจธรรมที่สามารถพิสูจน์ได้โดยไม่จำกัดกาลสมัย</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-7227 size-medium" title="เสาเรือนเกิดหลวงปู่วัดปากน้ำฯ" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-09-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-09-300x199.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-09-768x510.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-09-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-09-696x462.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-09.jpg 1000w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></p>
<p>ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา พระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) ได้มุ่งมั่นสานต่อมโนปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ไปทั่วโลก โดยสอนการปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกายให้แก่พระภิกษุ, สามเณร, อุบาสก, อุบาสิกา และสาธุชนทั้งหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลายท่านได้พบกับความสุขอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน และอีกหลายท่านมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดีเยี่ยม มีโอกาสได้ศึกษาวิชชาธรรมกายที่ลึกซึ้งยิ่งๆขึ้นไป ผลการปฏิบัติธรรมของหลายๆท่าน ได้รับการนำเสนอต่อชาวโลกในรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ผ่านทางดีเอ็มซี (DMC)<sup>6</sup> อยู่เป็นประจำ วิธีการปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกายที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯได้ค้นพบนี้ ปัจจุบันกำลังแผ่ขยายไปทุกทวีปทั่วโลก ชาวต่างชาติ ต่างภาษา หรือแม้จะต่างศาสนา ต่างความเชื่อ หากได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักวิชชาแล้ว ต่างล้วนพบกับประสบการณ์ภายใน สามารถเข้าถึงความเป็นตัวของตัวเองที่แท้จริงได้ และพบกับความสุขภายในตนได้ จนกระทั่งก่อให้เกิดความปรารถนาอยากจะให้ชาวโลกทั้งหลายเข้าถึงประสบการณ์แห่งการปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกับตน เมื่อการปฏิบัติธรรมเช่นนี้แผ่ขยายไปกว้างไกลเท่าใด สิ่งที่จะมีขึ้นในใจของทุกคนอย่างหนึ่งก็คือ ความเคารพเทิดทูน ความศรัทธา และความกตัญญูกตเวทิตาอย่างเปี่ยมล้นต่อพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย และในที่สุดย่อมปรารถนาที่จะมาเห็นแผ่นดินบ้านเกิดของท่าน ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นว่า บุคคลเช่นพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯนั้นมีตัวตนอยู่จริง สิ่งที่ท่านค้นพบมีความประเสริฐจริง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-7226 size-medium" title="มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-01-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-01-300x199.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-01-768x510.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-01-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-01-696x462.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2024/06/Memorial-Hometown-01.jpg 1000w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></p>
<p>ด้วยคุณธรรมอันเลิศและคุณวิเศษในตัวของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ เหล่าศิษยานุศิษย์ทั้งหลายทั่วโลกจึงพร้อมใจสถาปนาอนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ให้ยิ่งใหญ่งดงาม เป็นศรีสง่าแห่งแผ่นดิน และเป็นสิ่งบันดาลใจให้อนุชนรุ่นหลังที่จะเกิดตามมาในอนาคตอีกนานนับพันปีได้มาศึกษาและเรียนรู้การปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ตลอดจนเกิดความรักหวงแหนในแผ่นดินไทย ที่จะยังคงมีพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง เป็นปิ่นนานาอารยประเทศ และเป็นศูนย์กลางแผ่ขยายสันติสุขอันไพบูลย์แห่งการเข้าถึงธรรมภายใน ไปสู่โลกอนาคตอีกยาวนาน ตราบนิรันดร์</p>
<ul>
<li>1 วิสุทธิมรรคแปล ภาค 3 ตอน 1 มก.</li>
<li>2 นางดา เจริญเรือง</li>
<li>3 น้าชายของท่านชื่อ นะ มีแก้วน้อย</li>
<li>4 เหตุที่ท่านไปเรียนที่วัดบางปลา เพราะบ้านเกิดโยมพ่อของท่านอยู่ที่บางปลา</li>
<li>5 หนังสือพระมาลัย เป็นเรื่องราวของพระอรหันต์องค์หนึ่ง ได้ขึ้นไปบนสวรรค์และลงไปโปรดสัตว์ในนรก เมื่อกลับมายังโลกมนุษย์ จึงเทศน์สั่งสอนประชาชนให้ละชั่วกลัวบาป หมั่นทำบุญให้ทาน</li>
<li>6 ดีเอ็มซี (DMC) เป็นเครือข่ายโทรทัศน์ของวัดพระธรรมกาย</li>
</ul>
<p>อ้างอิง:</p>
<ul>
<li>126 ปี พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) “วันแห่งการแสดงความกัตญญูแด่พระผู้ปราบมาร” โดย พระสมศักดิ์ จนฺทสีโล (วารสารอยู่ในบุญ)</li>
<li>ปฏิปทามหาปูชนียาจารย์ (GL 305) Dhammakaya Open University, California, USA</li>
</ul>
<p style="text-align: center;">********************</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/7220">อนุสรณ์สถาน มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>19 สิงหา ขอเชิญร่วมพิธีถวายคิลานเภสัช และอุปกรณ์ทางการแพทย์</title>
		<link>https://dhammakaya.com/6442</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Aug 2023 09:19:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[NEWS UPDATE]]></category>
		<category><![CDATA[ถวายคิลานเภสัชอุปกรณ์ทางการแพทย์19 สิงหาคม 2566ห้องแก้วสารพัดนึก 1วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=6442</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอเชิญร่วมพิธีถวายคิลานเภสัชแล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/6442">19 สิงหา ขอเชิญร่วมพิธีถวายคิลานเภสัช และอุปกรณ์ทางการแพทย์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6447" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/08/515050fc0ba8e1a4dcaf8e149ead01e0-1.jpg" alt="" width="960" height="584" /><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6446" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/08/2d76d7846edbc1fab3cd8f4483e1d2ee.jpg" alt="" width="800" height="450" />ขอเชิญร่วมพิธีถวายคิลานเภสัชและอุปกรณ์ทางการแพทย์</p>
<p>(เวลา 09.30 น.) ณ ห้องแก้วสารพัดนึก 1</p>
<p>สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย ปทุมธานี</p>
<p>กำหนดการพิธีถวายคิลานเภสัช และอุปกรณ์ทางการแพทย์</p>
<p>วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2566</p>
<p>9.15 น. คณะสงฆ์แปรแถวขึ้นนั่งบนอาสนะสงฆ์ /</p>
<p>            เจ้าภาพและสาธุชนเข้าประจำพื้นที่นั่ง</p>
<p>9.30 น. ประธานสงฆ์เดินทางมาถึงศูนย์กลางพิธี /</p>
<p>            นำสวดมนต์บูชาพระรัดนตรัย / พิธีกรอาราธนาศีล /</p>
<p>            อาราธนาพระปริตร / คณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์</p>
<p>10.15 น. ปฏิบัติธรรมตามเสียงนำนั่งสมาธิ</p>
<p>10.30 น. ประธานสงฆ์กล่าวสัพเพ พุทธา&#8230;/</p>
<p>              พิธีกล่าวคำถวายดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"> </p>
<p>              &#8211; กล่าวถวายปัจจัยสี่เป็นสังฆทาน </p>
<p>          &#8211; กล่าวถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน </p>
<p>              &#8211; กล่าวถวายอุปกรณ์ทางการแพทย์ </p>
<p>              &#8211; กล่าวคำถวายคิลานเภสัช </p>
<p>              &#8211; กล่าวคำอธิษฐานจิตถวายคิลานเภสัขและอุปกรณ์ทางการแพทย์</p>
<p>10.45 น. ประธานสงฆ์กล่าวสัมโมทนียกถา /</p>
<p>              คณะสงฆ์สวดมนต์ให้พร /</p>
<p>              ประธานสงฆ์นำสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย /</p>
<p>              เจ้าภาพถวายไทยธรรม / เสร็จพิธี</p>
<p>11.10 น. คณะสงฆ์ฉันภัตตาหารเพล /</p>
<p>              สาธุชนรับประทานอาหารกลางวัน</p>
<p>สอบถามผู้ประสานงานที่ท่านสังกัด</p>
<p>หรือโทร 094-4919916 , 097-1696455 </p>
<p>ภาพปก: <a href="https://buddhasilpa.dmc.tv/gallery/140#" target="_blank" rel="noopener">สถาบันพุทธศิลป์แห่งโลก</a></p>
<p><a href="https://www.facebook.com/photo/?fbid=687522086751343&amp;set=pb.100064806723743.-2207520000." target="_blank" rel="noopener">สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย</a></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/6442">19 สิงหา ขอเชิญร่วมพิธีถวายคิลานเภสัช และอุปกรณ์ทางการแพทย์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เชิญชวนสาธุชนมารับบุญ ใส่ถ่าน Led เตรียมงาน &#8220;วันธรรมชัย&#8221;</title>
		<link>https://dhammakaya.com/6430</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Aug 2023 08:52:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[NEWS UPDATE]]></category>
		<category><![CDATA[18-22 สิงหา2566]]></category>
		<category><![CDATA[ประทีปแปรอักษร]]></category>
		<category><![CDATA[วันธรรมชัย]]></category>
		<category><![CDATA[วันธรรมชัยสาธุชน]]></category>
		<category><![CDATA[เตรียมงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เตรียมงานวันธรรมชัย]]></category>
		<category><![CDATA[เตรียมประทีปปรอักษร]]></category>
		<category><![CDATA[โคมLED]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=6430</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160; เชิญชวนสาธุชนมารับบุญ ใ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/6430">เชิญชวนสาธุชนมารับบุญ ใส่ถ่าน Led เตรียมงาน “วันธรรมชัย”</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-6435 size-full" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/08/47e46681891aad5f5b1e5fd48afe8934-3.jpg" alt="" width="526" height="530" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เชิญชวนสาธุชนมารับบุญ</p>
<p>ใส่ถ่านเตรียมประทีปแปรอักษร วันธรรมชัย</p>
<p>วันที่ 18-22 สิงหาคม พ.ศ. 2566</p>
<p>เวลา 13.30 -17.30 น.</p>
<p>รับบุญที่วิหารคด คอร์ 8 และคอร์ 25</p>
<p>วัดพระธรรมกาย ปทุมธานี</p>
<p>เกณฑ์สำหรับผู้มารับบุญ</p>
<p>ฉีดวัคซีนแล้ว 2 เข็ม หรือตรวจ ATK 72 ชม.</p>
<p>หากรู้สึกไม่สบาย งดมารับบุญค่ะ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/6430">เชิญชวนสาธุชนมารับบุญ ใส่ถ่าน Led เตรียมงาน “วันธรรมชัย”</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อย่าเป็นใบลานเปล่า  ต้องเข้าถึงธรรมให้ได้</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5507</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 11:49:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5507</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5507">อย่าเป็นใบลานเปล่า  ต้องเข้าถึงธรรมให้ได้</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบา ๆ พอสบาย ๆ ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง แล้วก็หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ให้เอาใจหยุดนิ่ง ๆ อย่างสบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใส ๆ ที่ใสเหมือนกับเพชรที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย หรือกลางองค์พระใส ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งนะ นึกไปอย่างสบาย ๆ ให้ใจหยุด ใจนิ่ง ๆ ต่อเนื่องกันไป ประคองใจด้วยบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง ภาวนาไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ต้องฝึกให้ได้ทุกเวลา ทุกภารกิจประจำวัน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ใจหยุดเป็นที่สุดของทุกสิ่งที่เราปรารถนา เช่น ความสุขที่แท้จริง ความบริสุทธิ์ หรือความรู้แจ้งแทงตลอดในสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย อยู่ที่ใจหยุดนิ่งๆ อย่างเดียว หยุดจึงเป็นตัวสำเร็จ ที่เราจะต้องฝึกกันให้ได้ ฝึกกันไปทุกวัน ให้สม่ำเสมอ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">หยุด ตรงข้ามกับคำว่า อยาก ที่จะดึงใจของเราให้หลุดพ้นจากกลางกาย ไปติดในเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่เกิดประโยชน์ แต่ใจหยุดจะทำให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของเรา สิ่งอื่นไม่ใช่</p>
<p style="text-align: justify;">การที่เรามีที่พึ่งที่ระลึกอย่างนี้ จะทำให้เราอบอุ่นใจ แล้วก็ปลอดจากภัยทั้งหลาย ภัยในอบาย ภัยในสังสารวัฏ เพราะฉะนั้นก็จะต้องขยัน ทำความเพียรให้สม่ำเสมอ อย่าท้อใจแม้ว่าเรายังนั่งไม่เห็นอะไร มันยังมืดตื้อมืดมิดอยู่ก็ตาม</p>
<p style="text-align: justify;">ให้ฝึกไปเรื่อย ๆ ในทุกอิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน ทุกวันทุกคืนควบคู่กับภารกิจประจำวัน ฝึกเอาไว้ เพราะนี่คืองานที่แท้จริงของเรา เป็นกรณียกิจ กิจที่สำคัญอย่างยิ่งของการเกิดมาเป็นมนุษย์ จริง ๆ แล้วแม้แต่เทวดาก็จะต้องฝึกใจให้หยุดนิ่ง ถ้าไม่ฝึก ใจก็จะเพลินอยู่ในกามของทิพย์ หรือทิพยสมบัติ ซึ่งแม้จะมีความสุข แต่มันก็น้อยกว่าสุขที่เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว</p>
<p style="text-align: justify;">หมั่นฝึกให้ได้ทุกวัน อย่าให้มีอะไรมาเป็นข้ออ้าง ข้อแม้หรือเงื่อนไข ทำให้เราเกียจคร้าน หรือเลื่อนการฝึกออกไป ต้องทำทุกวัน อย่าไปคอยความพร้อม เพราะว่าความพร้อมมันอยู่ที่เรา ถ้าเราตั้งใจทำเดี๋ยวนี้ มันก็พร้อมเดี๋ยวนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">หมั่นสังเกต</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ฝึกไปเรื่อย ๆ แล้วพยายามหมั่นสังเกตดูว่า เราทำถูกหลักวิชชาไหม ซึ่งถ้าทำถูกหลักวิชชาจะต้องเข้าถึงพระรัตนตรัยกันอย่างแน่นอน</p>
<p style="text-align: justify;">หมั่นสังเกตดูว่า เราทำตึงเกินไปไหม ตั้งใจมากเกินไปหรือเปล่า มีความทะยานอยาก อยากได้ความสงบ อยากเห็นดวงใส อยากเห็นองค์พระ อย่างที่คนอื่นเขาเห็นมากเกินไปไหม เพราะความอยากจะทำให้เราตั้งใจมาก แล้วจะไปเค้นภาพให้มันทะลักเข้ามาในท้อง ซึ่งผลก็คือ ความไม่สบายกาย ร่างกายจะตึง เกร็ง เครียด แล้วความท้อ ความน้อยใจก็จะตามมาในภายหลัง</p>
<p style="text-align: justify;">หรือว่าเราย่อหย่อนเกินไป นั่งหลับตาจริง ทำสมาธิจริง แต่ปล่อยใจให้ฟุ้งบ้าง เคลิบเคลิ้มบ้าง กระจัดกระจายไปในที่ต่าง ๆ บ้าง อย่างนี้นั่งก็เหมือนกับไม่ได้นั่งนั่นแหละ เพราะมันหย่อนเกินไป</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าพอดี ไม่ตึง ไม่หย่อน แม้ยังไม่มีแสงสว่างมาให้ดู ไม่ได้เห็นดวงธรรม กายภายในหรือว่าองค์พระก็ตาม แต่มันจะรู้สึกสบาย ตั้งแต่ไม่สุขกับไม่ทุกข์ แล้วตัวก็จะเริ่มโล่ง โปร่ง คือตัวจะโล่ง ๆ กลวง ๆ เหมือนมีอุโมงค์ภายในตัวเรา แต่เป็นอุโมงค์แห่งความใสสว่าง ตัวจะเบา กายเบา ใจเบา เหมือนจะเหาะจะลอยได้ ตัวพองโตขยายใหญ่ขึ้น แล้วก็ไม่เมื่อย แม้ยังไม่มีอะไรมาให้ดูใหม่ ๆ เราจะรู้สึกสบาย มีความพึงพอใจกับอารมณ์ที่เราได้ในตอนช่วงนั้น แล้วก็ไม่กังวลกับการเห็น เราจะมีความรู้สึกว่าเวลามันหมดไปเร็ว ซึ่งแตกต่างจากวันก่อน ๆ ที่เวลาเท่ากันแต่เรามีความรู้สึกว่ามันยาวนาน นั่นคือข้อสังเกตนะ</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเราทำถูกหลักวิชชา ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรยาก แค่หยุดแค่นิ่งอย่างสบาย ๆ แล้วไม่ต้องไปกังวลอะไรทั้งสิ้น แม้แต่ความฟุ้งที่เกิดขึ้นก็ไม่เป็นอุปสรรค เราก็ไม่ต้องไปเพ่งไล่ความฟุ้งออกไป หรือพยายามไม่ให้มันฟุ้ง ให้วางใจนิ่ง ๆ เฉย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ประสบการณ์จะก้าวหน้าเร็วขึ้น</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ฝึกทุกวันในทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะอาบน้ำอาบท่า เข้าห้องน้ำ ห้องส้วม จะรับประทานอาหาร หรือจะทำอะไร ว่าง ๆ นิ่ง ๆ ก็ฝึกไว้ ฝึกนิ่ง ๆ วันละสัก ๕ นาที ในอิริยาบถอื่น ฝึกเข้าไว้เรื่อย ๆ ประคองใจอย่างนี้ทั้งวัน แล้วพอถึงเวลาเรามานั่งจริง ใจมันก็จะรวมได้ง่าย แค่เราทำนิ่ง ๆ เฉย ๆ หยุดนิ่ง เดี๋ยวมันก็จะค่อย ๆ ปล่อยวางเรื่องราวต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ จากฟุ้งมาก มาฟุ้งน้อย จากฟุ้งน้อยก็ไม่ฟุ้ง แล้วตัวก็โล่ง โปร่ง เบา สบาย ตัวขยาย กระทั่งหายไปทั้งตัวเลย ตัวหายเหมือนเราไม่มีตัวตน คล้าย ๆ เรานั่งเคว้งคว้างอยู่กลางอวกาศ แล้วมันก็จะค่อย ๆ ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ยิ่งเราฝึกทุกวัน เราก็จะเข้าถึงอารมณ์นี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเราอาจใช้เวลาเป็นชั่วโมง กว่าใจจะโล่ง โปร่ง เบา สบาย ตัวขยาย พอเราฝึกทุก ๆ วัน บ่อย ๆ เอาใจใส่ เวลามันก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ ในการที่จะเข้าถึงจุดตรงนี้ ถึงประสบการณ์ภายในอย่างนี้ จากชั่วโมงก็เหลือครึ่งชั่วโมง หรือ ๑๕ นาที หรือ ๕ นาที กระทั่งพอเราหลับตามันก็นิ่งเลย พอนิ่งก็โล่งเลย ตัวขยายเลย</p>
<p style="text-align: justify;">ต้องฝึกบ่อย ๆ แล้วเดี๋ยวความสว่างก็จะมาเอง เมื่อใจเราห่างจากนิวรณ์ เครื่องกั้นจิตไม่ให้บริสุทธิ์ มันก็จะมีความสว่างทีละนิด ๆ มีบางคนเท่านั้นที่มันพรึบขึ้นมาเลย แต่นาน ๆ ก็จะเจอสักคนหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็จะค่อย ๆ เหมือนฟ้าสาง ๆ แล้วก็สว่างเหมือนตอน ๖ โมงเช้า ๗ โมง แล้วก็จะค่อย ๆ เพิ่มเวลาขึ้นไปเรื่อย ๆ เราก็ต้องเพียรฝึกต่อไป ฝึกไปเรื่อย ๆ ทุกวันสม่ำเสมอ</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็หมั่นสังเกตเมื่อเราเลิกหรือลืมตาขึ้นมาแล้ว วันนี้เราทำอย่างไร เราถึงเข้าสู่ความสงบ สู่แสงสว่างได้เร็ว หรือวันนี้เราทำอย่างไรถึงช้า เมื่อเข้าถึงจุดตรงนั้น ก็ค่อย ๆ สังเกตไป ตรึกไปเรื่อย ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">หัดตัดใจ ตัดอารมณ์ต่าง ๆ เครื่องกังวล ใจก็จะมาอยู่ตรงนี้ได้เร็วเข้า ความสว่างก็จะค่อย ๆ เพิ่มพูนมากขึ้น จนกระทั่งถึง ๘ โมง ๙ โมง ๑๐ โมงถึงเที่ยงวัน มันก็จะเป็นขั้นเป็นตอนของมันไป อยู่ที่การฝึกฝน เมื่อมาถึงตรงนี้ การเปลี่ยนแปลงของจิตใจเราก็จะเกิดขึ้น คือ เราอยากจะคิดแต่เรื่องดี ๆ พูดแต่เรื่องดี ๆ แล้วก็ทำแต่เรื่องดี ๆ สิ่งที่ไม่ดีเราก็ไม่อยากจะทำหรอก เวลาใจมันใสมันสว่าง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6299" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/กลางของกลางดวง.jpg" alt="" width="560" height="400" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/กลางของกลางดวง.jpg 560w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/กลางของกลางดวง-300x214.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/กลางของกลางดวง-150x107.jpg 150w" sizes="auto, (max-width: 560px) 100vw, 560px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ดวงปฐมมรรค ต้นทางพระนิพพาน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">พอเราฝึกไปอีก ในกลางความสว่างเจิดจ้า มันก็จะเริ่มเห็นดวงใส ๆ เกิดขึ้นเอง ลอยขึ้นมาจากฐานที่ ๖ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับสะดือในกลางท้อง เป็นดวงใส ๆ อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือใหญ่กว่านั้น หรือโตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;">ดวงธรรมดวงแรกปรากฏขึ้น มันจะสุกใส อย่างน้อยก็เหมือนน้ำใส ๆ เหมือนกระจกคันฉ่องที่ส่องเงาหน้าใส ๆ เหมือนเพชรที่ต้องแสงบ้าง หรือใสกว่านั้น ใสเกินใส ก็ปรากฏเกิดขึ้น นั่นแหละ คือ ดวงปฐมมรรค หรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ของเราท่านบัญญัติเอาไว้ ดวงใส ๆ ปรากฏ</p>
<p style="text-align: justify;">เราก็ต้องฝึกให้เห็นชัดทั้งหลับตาและลืมตา ในทุกอิริยาบถ หลับตาก็ชัด ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นก็ยังชัดอยู่ที่กลางกาย จะนั่ง นอน ยืน เดิน หกคะเมนตีลังกาอย่างไรในทุกอิริยาบถ มันก็ยังชัดใสแจ่ม ซึ่งตอนนี้ก็จะยิ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตของเรามากขึ้น คือ จะคิดดีมากขึ้น พูดดีมากขึ้น ทำดีมากขึ้น ใจอยากจะสั่งสมแต่ความดี จะละชั่ว จะทำดี อยากจะทำใจให้บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อดวงใส ๆ นี้ปรากฏ มาถึง ณ ตรงนี้เราก็ปิดประตูอบายแล้ว เปิดประตูสวรรค์นิพพานแล้ว อย่างน้อยก็ไปสู่สุคติภพ ที่ว่าเปิดประตูนิพพาน คือ ดวงธรรมใส ๆ คล้ายดวงแก้วนี้คือต้นทางที่จะไปสู่อายตนนิพพาน</p>
<p style="text-align: justify;">ดวงธรรมตรงนี้กับดวงแก้ว มันคล้ายกันตรงที่กลมรอบตัว แต่ความใสแตกต่างกัน ความสว่างก็ต่างกัน ความสุขก็ต่างกัน ความสงบต่างกัน ความสะอาดของดวงจิตต่างกัน ต่างกับการที่เราเห็นดวงแก้วภายนอก มันจะสะอาด สว่าง สงบ จะมีความสุข อย่างที่เราไม่เคยเป็นมาก่อนเลย ใจก็จะตั้งมั่นอยู่ที่ตรงนี้ หลับตา ลืมตา นั่ง นอน ยืน เดิน มันก็จะอยู่ตรงนี้ เป็นดวงใส ๆ จะมีความเบิกบาน จะรู้จักคำว่า เบิกบาน ต่อเมื่อเห็นดวงใส ๆ หรือเข้าถึงดวงธรรมดวงแรก ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือดวงปฐมมรรคเบื้องต้น ที่จะไปสู่อายตนนิพพาน</p>
<p style="text-align: justify;">เราก็ฝึกทำให้ชำนาญ อย่าชะล่าใจว่า “เออ เราจะทำเมื่อไรก็ได้” มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะจิตใจเรายังไม่มั่นคง ยังโลเลอยู่ ถ้ามีเรื่องภารกิจหยาบ ๆ เข้ามา มันก็จะดึงใจออกไปติด ไปคิด ไปพูด ไปทำเรื่องหยาบ ๆ ความละเอียดของใจก็จะหย่อนลงไป พอหย่อนไปที่เคยเห็นมันก็จะเลือนราง พอเลือนรางเราก็อยากจะเห็นอย่างเดิมอีก ก็จะตั้งใจมากเกินไป ยิ่งตั้งใจมันก็จะยิ่งเลือนรางหายไปเลย แล้วความกลุ้มก็จะเข้ามาแทนที่ ความเสียดายที่เคยได้อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อได้ดวงใสแล้ว ก็จะต้องรักษาเอาไว้ให้ยิ่งชีวิตทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ใบลานเปล่า</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">มนุษย์จำนวนมากที่มาเกิดไม่เคยเห็นดวงใสในตัวเลย อย่าว่าแต่คฤหัสถ์เลย แม้แต่นักบวชก็เหมือนกัน ดวงใสนี้ยังไม่เคยเห็น จะจบปริยัติมาถึงประโยคอะไรก็แล้วแต่ จะแตกฉานทางด้านปริยัติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเรียกว่า ใบลานเปล่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">พวกที่เป็นแบบใบลานเปล่า ยิ่งแตกฉานยิ่งเป็นนักคิด ก็คิดไปเรื่อยเปื่อยไปตามทัศนะของตน แต่ความจริงก็ยังได้ชื่อว่า ใบลานเปล่า เพราะว่ายังเข้าไม่ถึงดวงธรรมภายใน</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">นี่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เข้าถึงอย่างนี้ ถึงแล้วก็เห็นไปตามลำดับ เห็นกายในกาย กระทั่งไปถึงกายธรรมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า</p>
<p style="text-align: justify;">นักคิดทางทฤษฎี ที่เขาเรียนปริยัติมามากๆ เป็นนักคิด นักพูด นักเขียน ก็มักจะมีความมั่นใจว่า ต้องปริยัติอย่างเดียว ไม่ต้องปฏิบัติ ทั้งหมดมีอยู่ในปริยัติ แล้วก็บอกปริยัติต้องมาก่อนปฏิบัติ เขาก็จะยืนยันกันอย่างนี้ ซึ่งจริง ๆ เขาพูดน่ะถูกครึ่งเดียว มันขึ้นอยู่กับว่าจับตอนไหน ถ้าจับตอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนเป็นบรมโพธิสัตว์ พระองค์ปฏิบัติก่อนนะ ถึงจะเข้าไปถึงความรู้ แล้วก็ถ่ายทอดออกมาเป็นคำสอนที่เรียกว่าปริยัติ คือพระองค์ก็เรียนตามความรู้จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ มาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ แต่ก็ดับทุกข์ไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องทิ้งความรู้ทั้งหมดที่เคยเรียนมา แล้วก็มาลงมือปฏิบัติที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์</p>
<p style="text-align: justify;">โดยทำใจให้หยุดนิ่งแล้วก็ว่าง ๆ ไม่คำนึงถึงความรู้ที่เรียนมา เพราะมันเอามาใช้ไม่ได้ หลักสูตรนั้นมันไม่จบ มันค้างคาใจอยู่ แล้วท่านก็มาหยุดนิ่ง ๆ โดยตั้งมโนปณิธานว่า “เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าหากว่า ไม่หลุดพ้น ไม่พบความรู้ในการดับทุกข์ แล้วยังดับทุกข์ไม่ได้ จะไม่ลุกจากที่” ก็แปลว่าพระองค์ก็ต้องปฏิบัติก่อน ปฏิบัติคือทำนิ่ง ๆ นั่นแหละ จนกระทั่งเห็นไปตามลำดับ จนกระทั่งหลุดพ้นไปตามลำดับ วิชชา 3 ก็บังเกิดขึ้นไปตามลำดับของวิชชา</p>
<p style="text-align: justify;">นี่ปฏิบัติต้องมาก่อน ในระดับของพระบรมครู ปริยัติมาตอนที่ท่านจะสอนพระสาวก สอนนักเรียน สอนมนุษย์ เทวดาทั้งหลาย จึงถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด ใช้คำพูดเป็นสื่อของความรู้ แล้วเขาก็บันทึกรวบรวมเป็นพระไตรปิฎก เป็นภาคทฤษฎี ปริยัติให้นักเรียนหรือพระสาวกได้ศึกษากันต่อไป เพื่อที่จะได้นำไปปฏิบัติ แล้วก็เข้าถึงปฏิเวธ คือ มีประสบการณ์ภายใน เช่นเดียวกับพระองค์</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ถ้าจะถามว่าอันไหนมาก่อนกัน มันก็ขึ้นอยู่กับพูดตอนไหน ถ้าหากว่าจะเริ่มจากพระบรมศาสดา ปฏิบัติก็ต้องมาก่อน และก็ไม่ได้อาศัยความรู้มาจากครูบาอาจารย์อื่น ๆ เลยดังกล่าวนั้นแหละ แต่ว่าเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัว แล้วด้วยมหากรุณาก็อยากจะถ่ายทอดความรู้ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย จึงเทศน์สอน แล้วก็มีการทรงจำต่อ ๆ กันมา ด้วยปากต่อปาก เขาเรียกว่ามุขปาฐะ แล้วก็นำมารวบรวมเป็นตำรับตำรา</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าสำหรับนักเรียน ปริยัติก็ต้องมาก่อน เพราะเรียนความรู้จากครูบาอาจารย์ ก็ต้องศึกษาภาคทฤษฎีแล้วก็นำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ถึงปฏิเวธ ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ปฏิบัติแล้วก็เข้าถึงปฏิเวธ มีประสบการณ์ภายใน หลุดพ้น</p>
<p style="text-align: justify;">แต่นักคิดปัจจุบันนี้ ก็จะติดอยู่ในตำรับตำรา จะยืนยันเฉพาะปริยัติอย่างเดียวว่า ทุกอย่างมีอยู่ในปริยัติ ปฏิบัติไม่มี ซึ่งมันก็ไปค้านกับคำสอนของพระบรมศาสดา แต่เนื่องจากมีชื่อเสียงพูดอะไรคนก็ฟัง แต่ฟังกันไปก็จะเป็นประเภทใบลานเปล่าอย่างนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ลูกทุกคนก็จะต้องเดินตามรอยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ เมื่อเราฟังภาคทฤษฎีแล้ว เราก็นำมาปฏิบัติเลย เพราะการพิจารณาแล้วปล่อยวาง มันใช้เวลาแค่นาทีสองนาทีก็จบแล้ว ว่าทุกอย่างสรรพสิ่งทั้งหลายสรรพสัตว์ทั้งปวงล้วนเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ซึ่งความจริงมันก็เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องใช้เวลานานเลย นาทีสองนาทีก็จบแล้ว หรือกายมนุษย์มีการแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะไปสู่จุดสลาย คือ เชิงตะกอนนั่นแหละ ความเสื่อมปรากฏขึ้นมาเรื่อย ๆ แล้วก็จะสลายไปในที่สุด ซึ่งเราใช้ความนึกคิดตรงนี้แค่นาทีเดียวก็จบแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วหลังจากนั้นก็มาฝึกหยุดนิ่ง ทำให้มันได้ เดี๋ยวก็จะเป็นไปตามลำดับ ดังที่ได้กล่าวมาเบื้องต้นนั่นแหละ คือ โล่ง โปร่ง เบา สบาย ตัวขยาย แล้วก็ตัวหายไป แสงสว่างเกิดขึ้น ดวงธรรมปรากฏขึ้น แล้วจากดวงธรรมดวงแรก เดี๋ยวก็จะก้าวไปถึงดวงธรรมดวงถัด ๆ ไป กระทั่งเห็นกายในกาย กายมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม กระทั่งเข้าถึงกายธรรม พอถึงกายธรรมแล้วตอนนั้นแหละ เราถึงจะมั่นใจว่า สรณะที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง คือ พระธรรมกายในตัว หรือพระรัตนตรัยในตัวนี่เอง จะเข้าใจแล้วก็จะซาบซึ้งเมื่อเข้าถึงกันจริง ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ทีนี้พอถึงแล้วก็หมั่นทำให้ได้ตลอดเวลาทั้งหลับตา ลืมตา นั่ง นอน ยืน เดิน ฝึกไปเรื่อยๆ เลย เราก็จะเห็นองค์พระอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวท่านก็ขยายขึ้นมาบ้าง มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวเรา ครอบตัวเราก็มี ผุดผ่านมาในกลางกาย เพิ่มขึ้นมาอีกก็มี ขึ้นมาเรื่อย ๆ ต่อกันไป ไม่ขาดสายเลย ผุดผ่านเข้ามาในกลางกายในช่วงที่ความรู้สึกของกายมนุษย์หมดไปแล้ว แล้วจะมีความรู้สึกว่าเป็นพระ ตอนที่เข้าถึงพระ และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระในตัวนั้นแหละ มันจะใสสว่าง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6302" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1.jpg" alt="" width="2048" height="1362" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-1024x681.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-768x511.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-1536x1022.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-696x463.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-1068x710.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-1920x1277.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">วิชชาธรรมกายศึกษาด้วยกายธรรม</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">แล้วพอถึงตอนนี้ เข้าถึงองค์พระ เห็นองค์พระตลอดเวลาแล้ว จะศึกษาวิชชา ๓ อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาก็ได้แล้ว ศึกษาวิชชา ๓ ก็ศึกษาด้วยธรรมกาย จึงได้เรียกว่า วิชชาธรรมกาย</p>
<p style="text-align: justify;">คำว่า <strong><span style="color: #dd3333;">วิชชา</span></strong> เขาเขียนแตกต่างจาก <strong><span style="color: #dd3333;">วิชา</span></strong> ทางโลก คือ มี ช. ช้าง ๒ ตัว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">วิชชา แปลว่า ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง</span></strong> ไม่ได้เกิดจากการคิดคำนึง คาดคะเน หาเหตุหาผลด้วยตรรกะ หรือจากการอ่าน การฟัง แต่เป็นความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง เมื่อใจหยุดนิ่งแล้ว มันจะสว่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์พระภายในแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">พระพุทธเจ้าพระองค์ก็จะใช้กายธรรมนี่แหละศึกษาวิชชา ตั้งแต่กายธรรมพระโสดาบัน หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา ศึกษาวิชชาปุพเพนิวาสานุสติญาณ การระลึกชาติหนหลังได้ พอไปถึงตรงนั้นท่านก็อยากจะรู้ว่า ก่อนมาเกิดท่านมาจากไหน แล้วก็นิ่งไปในกลางกายธรรม ด้วยบารมีที่ได้สั่งสมมาก็ส่งผล ตอนนี้สังโยชน์ได้ละไปบางส่วนแล้ว จางลงไปแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น การรู้เห็นอะไรก็แจ่มแจ้ง เพราะบารมีท่านมาก ก็จะเห็นเป็นเรื่องราว เป็นภาพต่อเนื่องกันไปว่า ก่อนมาเกิดท่านมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นท้าวสันตดุสิต ก่อนที่จะมาเป็นท้าวสันตดุสิตท่านเป็นอะไรก็เห็นไปเรื่อยๆ มาจากตรงไหน สร้างบารมีมาอย่างไร สาวไปเรื่อยๆ ดูไป มองไปแล้วก็รู้เรื่องราว เพราะว่ามันเห็นเป็นภาพ เกิดขึ้นมาพร้อมกับความเข้าใจแจ่มแจ้งในเวลาเดียวกัน ก็ศึกษากันอย่างนี้ด้วยธรรมกาย เขาเรียกว่า วิชชาธรรมกาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ปุพเพนิวาสานุสติญาณ</span></strong> ระลึกชาติหนหลังของตัว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">จุตูปปาตญาณ</span></strong> ศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมว่า ทำกรรมอย่างนี้ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ จะไปเกิดในภพภูมิอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะทำให้เข้าใจถึงความแตกต่างของมวลมนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้งหลาย มันมีเหตุผลอย่างไร ก็จะเห็นเรื่องราวไปเลย</p>
<p style="text-align: justify;">การเกิดขึ้นและการดับไปของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ประกอบกรรมอย่างนี้ พอตายจากนี้ ก็ไปเกิดตรงโน้น เหมือนปลาในท้องทะเลที่โผล่ตรงนี้ ผุดตรงโน้น ดำน้ำตรงนี้ ไปโผล่ตรงโน้น ตายจากมนุษย์ไปเป็นอะไรต่ออะไรสารพัด ด้วยวิบากกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ก็เห็นเป็นเรื่องเป็นราวไป ก็เป็นวิชชาที่สอง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">อาสวักขยญาณ</span></strong> แล้วถึงสาวไปหาเหตุว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่เกิดอีก ก็มองดู ตรวจตราดู เพราะฉะนั้นต้องเห็นทั้งนั้นแหละ ไม่เห็นไม่ได้หรอก คิดไม่ออก คิดไม่มีทางหมดกิเลส</p>
<p style="text-align: justify;">พระองค์เห็นไปอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งหลุดหมดเลยจากกิเลสทั้งหลาย ด้วยบารมีที่เต็มส่วน กำลังของบารมีส่งผลให้เต็มส่วน ฉุดท่านหลุดไปเลย ไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกายธรรมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สว่างไสว จึงปฏิญาณตนว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลุดพ้นจากกิเลส หลุดพ้นจากกฎแห่งกรรม หลุดพ้นจากกฎของไตรลักษณ์ หลุดพ้นจากภพทั้ง 3 แล้วก็เข้าสู่นิพพานภายใน ที่เข้าด้วยกายมนุษย์ เขาเรียกว่า อุปาทิเสสนิพพาน ด้วยกายอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสวยวิมุตติสุข คือ สุขที่หลุดพ้นจากกิเลส</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ความสามารถทั้งหมดเหล่านี้ ที่มีอยู่ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีอยู่ในตัวของเราและ</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">มวลมนุษยชาติทั้งสิ้น แต่ว่าเราไม่เคยศึกษากัน หรือศึกษาแล้วก็ไม่ได้เอาใจใส่ ไม่ได้ให้ความสำคัญกันอย่างจริงจัง เราจึงยังไม่รู้ไม่เห็นอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระอริยสาวกทั้งหลาย เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับความเพียร ทำความเพียรแล้วทำให้ต่อเนื่องกันไป ถ้าทำกันจริง ๆ แล้วก็ต้องเข้าถึงกันทุกคน</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ทั้งหมดนี้คือกรณียกิจ คืองานที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วก็ต้องทำกันอย่างนี้ ลูกทุกคนเป็นผู้มีบุญที่สั่งสมกันมาดีในระดับหนึ่งทีเดียว จึงมาถึง ณ ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสที่ดีของเรา ที่เราจะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ก็อย่าปล่อยให้โอกาสนี้เป็นวิกฤต ให้ตั้งหน้าตั้งตาฝึกใจให้หยุดให้นิ่งกันไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ สักวันหนึ่งก็จะเป็นวันแห่งความสมปรารถนาของเรา</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">อธิษฐานจิตตั้งผังชีวิต</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ตอนนี้เราก็หยุดนิ่ง ๆ สบาย ๆ ตรึกระลึกนึกถึงบุญที่เราทำผ่านมา จนกระทั่งมาถึงวันนี้ เอามาเป็นบุญต่อบุญ เราจะได้อธิษฐานจิตไปดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ เขตบรมโพธิสัตว์ ไม่ให้พลัดกันเลย ภพชาติต่อไปก็ให้สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญสุข มรรคผลนิพพาน วิชชาธรรมกาย เกิดมาก็ให้ระลึกชาติได้ ให้เห็นธรรมะกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย สร้างบารมีเรื่อยไปจนกว่าจะหมดอายุขัยไป<br />
ทุกภพทุกชาติตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม</p>
<p style="text-align: justify;">ให้บังเกิดในร่มเงาของพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ได้เกิดในครอบครัวที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มีสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อการสร้างบารมีของเรา จะมีพวกพ้องบริวารหมู่ญาติก็ให้เป็นคนดี มีศีล มีธรรม เป็นบัณฑิต เป็นนักปราชญ์ มีทรัพย์แล้วก็อย่าได้ตระหนี่ อย่าได้มีมานะทิฏฐิ ให้ใช้ทรัพย์เป็นด้วยดวงปัญญาของเราในการสร้างบุญต่อบุญบารมีต่อบารมีไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดหมายปลายทาง</p>
<p style="text-align: justify;">ปัจจุบันชาตินี้เรากำลังสร้างบารมีอยู่ ก็ให้บุญทุกบุญนี้ไปเชื่อมสายสมบัติ ให้เราได้มาใช้สร้างบารมีอย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้น ที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ให้หาย ให้แข็งแรง อายุขัยยืนยาว สร้างบารมีกันไปนาน ๆ ปฏิบัติธรรมะก็ให้พบพระธรรมกาย ครอบครัวก็ให้เป็นครอบครัวธรรมกาย ให้มีสมบัติใหญ่ไหลมาเทมา ให้เราได้ใช้สร้างบารมีอย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้น หมดหนี้สิน เหลือกินเหลือใช้ เหลือไว้สร้างบารมีอย่างนี้ เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็อธิษฐานนึกถึงบุญอุทิศส่วนกุศลไปยังบรรพบุรุษ บุพการี หมู่ญาติที่ละโลกไปแล้ว ไปอยู่ในภพภูมิใดก็ตาม ให้บุญนี้ได้ไปถึงท่านเหล่านั้น ที่มีทุกข์มากก็ให้ทุกข์น้อย ที่มีทุกข์น้อยก็ให้พ้นทุกข์ ที่มีสุขน้อยก็ให้สุขมาก ที่มีสุขมากก็ให้มากเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วบุญนี้ให้ถึงแก่คู่กรรมคู่เวรเราจะได้เป็นอโหสิกรรมกันไป แล้วก็ถึงแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ให้ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบ ๆ นะ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5507">อย่าเป็นใบลานเปล่า  ต้องเข้าถึงธรรมให้ได้</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ่มอินทรีย์</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5508</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 11:43:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5508</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5508">บ่มอินทรีย์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบา ๆ สบาย ๆ ทำใจของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส แล้วก็หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเราอย่างสบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">จะตรึกนึกถึงดวงใส หรือองค์พระใส ๆ ก็ได้นะ หรือภาพองค์พระกลางดวงแก้วก็ได้ หยุดเบา ๆ หรือวางใจสบาย ๆ ให้ใจหยุดในหยุด นิ่งในนิ่งลงไป</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">อย่ากดลูกนัยน์ตา อย่ากังวลศูนย์กลางกาย</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">อย่าเอาลูกนัยน์ตากดลงไปดูนะ ตาเราก็ยังอยู่ที่เดิม เพราะมันไม่เกี่ยวกับกายเนื้อ นัยน์ตาเนื้อ เราหลับแค่สบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ถ้ากังวลกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มากเกินไป ก็นึกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ขยายออกไปสุดขอบฟ้า แล้วเราเข้าไปอยู่ตรงกลางแล้ว เป็นศูนย์กลางของสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย ทำใจเราให้นิ่ง ๆ จะนึกว่าเราอยู่ในองค์พระ หรือองค์พระอยู่ในตัวเราก็ได้</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ค่อย ๆ ฝึกกันไปเรื่อย ๆ ทุกวัน อย่าท้อนะ ต้องขยันฝึกกันไป ยิ่งถ้าเราให้โอกาสกับตัวเราเอง ทำหยุดทำนิ่ง ทำใจใส ๆ ใจก็จะคุ้นเคยกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มากขึ้นไปเรื่อย ๆ แหละ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">นี่เป็นกิจสำคัญของเรานะ เป็นงานที่แท้จริงสำหรับการมาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะเวลาจะละโลกเขาตัดสินกันด้วยบุญด้วยบาป ใครใจใสใจหมอง ถ้าผ่องใสไม่เศร้าหมองก็ไปสุคติโลกสวรรค์ ถ้าเศร้าหมองไม่ผ่องใสก็ไปอบาย จะมีภพภูมิที่รองรับเราอยู่ แล้วแต่ละภพภูมิก็จะมีช่วงระยะเวลายาวนานมาก ถ้าสุขก็สุขนาน ถ้าทุกข์ก็ทุกข์นาน</p>
<p style="text-align: justify;">นี่เป็นเรื่องราวของชีวิต ชีวิตใหม่หลังจากตายแล้ว เพราะเราต้องตายกันทุกคน และเราก็เคยตายกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่เราก็ลืมไป พอมาเกิดใหม่ก็ลืมอีก แล้วก็ไม่อยากตาย กลัวตาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ถ้ากลัวตาย ก็ต้องกลัวให้ถูกหลักวิชชาคือ สั่งสมบุญกันไว้ทั้งทาน ศีล ภาวนา ทำให้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #dd3333;">มากๆ แล้วความกลัวตายก็จะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ เพราะว่ากลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย แต่ว่าเราก็มีความพร้อมที่จะตาย</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ยิ่งถ้าหากเราปฏิบัติธรรมได้เห็นดวงใส เห็นองค์พระใส ๆ ความตายนั้นก็ไม่เป็นสิ่งที่น่ากลัวเท่าไร แม้กายหยาบจะทุกข์ทรมานด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากวิบากกรรมที่เราทำไว้ในอดีตก็ตาม มันก็ทรมานได้แค่กายหยาบ แต่ว่าใจจะผ่องใส เพราะว่ามีดวงธรรม มีองค์พระ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งที่ระลึก เป็นที่ยึดที่เกาะของใจ</p>
<p style="text-align: justify;">ใจมันจะใส แล้วก็จะดึงดูดทุกๆ บุญที่เราได้ทำผ่านมาซึ่งบางบุญเราก็นึกไม่ออก ลืมไปแล้ว แต่มันก็จะมาฉายให้เห็นเป็นภาพ ที่เรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">กรรมนิมิต</span></strong> ให้เราเห็นได้ชัดเจนด้วยตัวของเรา จะเป็นภาพที่ดีบังเกิดขึ้น ซึ่งจะนำมาซึ่งความปีติ ความปลื้ม ความผ่องใสของดวงจิต</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น คำว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ที่พึ่งที่ระลึก</span></strong> มันลึกซึ้ง คือ พึ่งได้ทั้งในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ พึ่งได้ในขณะที่กำลังจะหมดชีวิต พึ่งได้กระทั่งตายแล้ว พึ่งได้ตลอดเวลาเลย คือไปถึงตรงนั้นนะ ที่เราเข้าถึงดวงธรรม หรือองค์พระ ใจจะใส จะสบาย ความทุกข์มันจะไม่แล่นกลับไป แม้ว่าภายนอกบางครั้งเราอาจจะอัตคัดขาดแคลนวัตถุสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค ของกิน ของใช้ แต่ว่าใจยังใสอยู่ แล้วเมื่อถึงตอนถอดกาย เราก็จะละ<br />
จากโลกนี้ไปอย่างสง่างาม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6296" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-1920x1280.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">บ่มอินทรีย์</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ปัจจุบันนี้เรายังมีกายมนุษย์อยู่ เราก็จะต้องใช้กายมนุษย์ของเรา และสิ่งที่เรามีอยู่นี้ทำแต่ความดีล้วน ๆ ทั้งทาน ศีล ภาวนา สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ก็เป็นแค่ของอาศัยกันชั่วคราวเท่านั้นแหละ จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ มันก็ชั่วคราว เพราะฉะนั้นก็อย่าไปผูกพันอะไรกันมากมายนัก เอาแค่ว่าพึ่งพาอาศัยไว้สร้างบารมีกัน ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่อง ที่ดิน รถรา สมบัติอะไรพวกนี้ ลาภ ยศ สรรเสริญ มันชั่วคราวกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงทาง ถ้าหลงทางแล้วมันจะห่างไกลกัน</p>
<p style="text-align: justify;">การปฏิบัติธรรมทุกวันจะช่วยให้เรามาได้ถูกทาง แล้วหนทางที่ถูกนี้ก็จะค่อย ๆ แจ่มแจ้งขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ถ้าเราไม่ท้อกันเสียก่อน เราก็จะค่อยๆ เข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย เหมือนเราค่อย ๆ บ่มอินทรีย์ของเรา บ่มกาย บ่มวาจา บ่มใจ บ่มศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าพูดง่ายๆ บ่มกายวาจาใจของเราให้ค่อย ๆ แก่รอบขึ้น บ่มไปเรื่อย ๆ เหมือนการเร่งความสวยของเพชรพลอยด้วยความร้อนอย่างนั้นแหละ บ่มไป หรือเหมือนบ่มผลไม้ให้สุกงอม</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">เพราะฉะนั้น เราหลับตาแล้วยังมืดอยู่ ก็อย่าไปคิดว่า ไม่ก้าวหน้า หรือไม่ได้อะไรเลย </span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">เรากำลังบ่มอยู่ ค่อยๆ ทำไป มันก็ค่อย ๆ คุ้น ค่อย ๆ ชำนาญไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ค่อย ๆ สาง ค่อย ๆ สว่าง ค่อยแจ่มแจ้งขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะเข้าถึงดวงธรรม องค์พระภายในได้เองในภายหลังค่อย ๆ บ่มไป</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ภายนอกเราก็ทำความดีไปเรื่อย ๆ สิ่งไม่ดีเราก็ไม่ทำแล้วก็ทำใจให้ใส ๆ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5508">บ่มอินทรีย์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ง่ายแต่ลึก</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5510</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 11:36:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5510</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5510">ง่ายแต่ลึก</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบา ๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้าย ๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือจำง่าย ๆ ว่าอยู่ในกลางท้อง</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใส ๆ หรือตรึกนึกถึงพระแก้วใส ๆ เอาใจหยุดอยู่ในกลางพระแก้วใส ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง เราถนัดอย่างไหนก็เอาอย่างนั้น ไม่ต้องเปลี่ยนกลับไปกลับมา เราตรึกเรานึกถึงดวงก็สามารถเห็นองค์พระได้ เรานึกถึงองค์พระก็สามารถเห็นดวงได้ เพราะในดวงก็มีองค์พระ ในองค์พระก็จะมีดวงใส ๆ เพราะฉะนั้นอย่าสับสน เอาเพียงอย่างเดียว แต่ให้นึกอย่างสบาย ๆ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น</p>
<p style="text-align: justify;">นี่คือวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นงานที่แท้จริงของเรา เขาเรียกว่ากรณียกิจ เราคงได้ยินคำนี้บ่อย ๆ คือกิจที่ควรกระทำ คืองานแท้จริง</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">วัตถุประสงค์ของการเกิดเป็นมนุษย์</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">งานแท้จริงก็คือ ทำอย่างไรเราถึงจะเข้าถึงพระรัตนตรัยซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของเรา พระรัตนตรัยในตัวที่เข้าถึงแล้วจะนำเราให้พ้นจากความทุกข์ทั้งหลายได้ โดยไปขจัดสาเหตุแห่งความทุกข์คือกิเลสอาสวะที่มีอยู่ในตัวของเรา ในใจของเราให้หมดสิ้นไป แล้วใจของเราก็จะได้สะอาด สว่างบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสทั้งหลาย</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">หมายเอาพระธรรมกายอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูมตั้งอยู่บนจอมกระหม่อมบนพระเศียรของท่าน ที่มีเส้นพระศก หรือเส้นผมขดเวียนเป็นทักษิณาวรรต ตามเข็มนาฬิกา เรียงรายอย่างเป็นระเบียบบนพระเศียรของท่านที่ตั้งอยู่บนพระวรกายของท่าน คือกายที่ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ ในอิริยาบถเดียว คืออิริยาบถนั่งเจริญสมาธิภาวนา</p>
<p style="text-align: justify;">เราก็ค่อยๆ ประคับประคองใจของเราให้หยุดให้นิ่ง ๆ อย่างสบาย ๆ โดยลืมสิ่งแวดล้อม ภาคบ่ายนี้อากาศจะอ้าวแค่ไหนก็ช่างมัน ต้องฝึกให้ได้ทุกสภาวะอากาศ เพราะเราจะต้องพร้อมเสมอกับทุกสิ่งที่จะบังเกิดขึ้น ซึ่งไม่เลือกกาลเวลา ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกสภาวะ เราก็จะต้องฝึกให้ได้ ไปหาความเย็นอยู่ภายในกลางกาย โดยลืมความอ้าวภายนอก ด้วยการทำใจให้หยุดนิ่ง ๆ เบา ๆ สบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">อย่าไปหวั่นไหวกับความมืดที่มาบดบังใจเรา เพราะความมืดไม่ได้มีตลอดกาลเหมือนทางโลกนั่นแหละ ความมืดในยามราตรี ๑๒ ชั่วโมง แล้วความสว่างก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะไม่หวั่นไหว ทำใจหยุดนิ่งเรื่อยไปเลย ไม่ช้าเดี๋ยวความสว่างก็จะมาปรากฏเอง ความมืดก็จะสลายไปเมื่อใจหยุดนิ่ง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">วัตถุประสงค์ของการมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อแสวงหาพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งเป็นที่รวมความปรารถนาของเราทั้งมวล ตั้งแต่ความสุขที่แท้จริง ความรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต คือ ดวงปัญญา ความรัก และปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่เรียกว่า มหากรุณา แล้วก็อานุภาพอันไม่มีประมาณ ที่จะดลบันดาลความปรารถนานั้นให้สมหวังได้ บริสุทธิ์ก็ดี ปัญญาก็ดี มหากรุณาก็ดี หรืออานุภาพอันไม่มีประมาณก็ดี รวมประชุมอยู่ในธรรมกายในตัวนั่นแหละ</span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น เราต้องหาให้เจอ เมื่อท่านอยู่ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เราก็ต้องมาหาที่ฐานที่ ๗ โดยการทำใจให้หยุด ให้นิ่ง ๆ เบา ๆ สบาย ๆ จะภาวนา สัมมา อะระหัง ประกอบไปด้วยก็ได้ หรือถ้าเรามั่นใจว่า เราไม่ต้องภาวนาก็ไม่ฟุ้ง ไม่ไปคิดเรื่องอื่น ใจจะตั้งมั่นได้ เราก็ไม่ต้องภาวนา แล้วแต่เราเพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน</p>
<p style="text-align: justify;">จะภาวนาก็ได้ จะไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าจะภาวนาก็ต้องให้เป็นเสียงที่ละเอียดอ่อน ค่อย ๆ ดังออกมาจากกลางท้องของเรา เหมือนมาจากแหล่งแห่งความบริสุทธิ์<br />
แหล่งแห่งอานุภาพที่ไม่มีประมาณ แหล่งแห่งปัญญา แหล่งแห่งมหากรุณา พรั่งพรูออกมาจากตรงนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ภาวนาไปเรื่อย ๆ กี่ครั้งก็ได้ จนกว่าอยากจะอยู่เฉย ๆ หยุดกับนิ่งอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเราก็ไม่ต้องหวนกลับมาภาวนาใหม่</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">สุขทุกข์อยู่ที่ใจเรา มันก็แล้วแต่เราจะหยิบอะไรออกมาใช้ คนฉลาดคนมีปัญญาก็จะเลือกใช้แต่ของดี ๆ ที่จะทำให้ชีวิตสดใสเบิกบานด้วยการระลึกนึกถึงสิ่งที่ดีงาม นึกถึงดวงใส องค์พระใส ภาวนา สัมมา อะระหัง เรื่อยไปเลย</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">จนกระทั่งพอใจหยุดนิ่ง ตัวก็จะโล่ง ไม่ทึบแล้ว จะโปร่ง จะเบา สบ๊าย สบาย ตัวก็จะขยายออกไป มันขยายของมันไปเอง แล้วก็หายไปเลย กลืนไปกับบรรยากาศ เหมือนเรากับจักรวาลเป็นอันเดียวกันกับบรรยากาศ แล้วใจจะใสบริสุทธิ์ จนกระทั่งเห็นความบริสุทธิ์ผุดขึ้นมาในกลางกาย เป็นดวงใส ๆ มาพร้อมกับความสุข ความรู้เรื่องราวที่เป็นความจริง จะเป็นดวงใส ใจก็จะติดแน่นตั้งมั่น ไม่เขยื้อนเลย มันจะนิ่ง แล้วเราก็ตักตวงความสุขที่เกิดขึ้นจากหยุดกับนิ่งนั่นแหละ ในกลางดวงใส ๆ ดวงที่ใสบริสุทธิ์นั่นแหละคือความบริสุทธิ์ที่ปรากฏให้เราเห็นได้ด้วยใจ เหมือนดวงอาทิตย์ผุดเกิดขึ้นมา ทำให้เราเห็นได้ด้วยตามนุษย์</p>
<p style="text-align: justify;">ต่างแต่ว่าดวงอาทิตย์ผุดขึ้นมา เห็นแล้วเราเคืองตา มองไม่ได้ แต่ดวงใสภายในซึ่งสว่างกว่าดวงอาทิตย์เสียอีก แต่เราดูได้ด้วยใจที่เบิกบาน ไม่เคืองตา ไม่แสบตา มีความสบายใสเย็นอยู่ภายใน แล้วเดี๋ยวใจก็จะค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปถึงพระรัตนตรัยในตัวเอง ไม่ต้องไปทำอะไรเลย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">การปฏิบัติธรรม มันต้องง่ายแต่ลึก ต้องทำของยากให้ง่าย แต่แม้ง่ายแต่ว่าลึกซึ้งตรึงใจนั่นแหละถึงจะถูกหลักวิชชา ไม่ใช่ทำของง่ายซะยาก อย่างนั้นไม่ถูกหลักวิชชา</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">เราสังเกตดูจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เมื่อพระองค์แสดงธรรมอบรมสั่งสอนพุทธบริษัททั้ง ๔ พอฟังจบก็บรรลุธรรมาภิสมัยเลย ก็แสดงว่าธรรมที่พระองค์แสดงนั้นมันง่ายแต่ว่าลึกซึ้ง เข้าถึงได้ ไม่ใช่เป็นของยากต่อการเข้าถึง เพราะมันต้องง่ายแต่ลึกซึ้ง เข้าถึงได้ ถึงจะถูกหลักวิชชา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6294" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/q3um8r1gysDUyJ719CuN-o.jpg" alt="" width="726" height="753" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/q3um8r1gysDUyJ719CuN-o.jpg 726w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/q3um8r1gysDUyJ719CuN-o-289x300.jpg 289w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/q3um8r1gysDUyJ719CuN-o-150x156.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/q3um8r1gysDUyJ719CuN-o-300x311.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/q3um8r1gysDUyJ719CuN-o-696x722.jpg 696w" sizes="auto, (max-width: 726px) 100vw, 726px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">พระพุทธศาสนา คำสอนของผู้รู้แจ้งเห็นแจ้ง</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ผู้มีบุญ แม้ว่าจะต่างความเชื่อแต่ก็เจตนาดี ตั้งใจดี ที่จะมุ่งเข้าหาความบริสุทธิ์ อยากจะเข้าถึงความบริสุทธิ์ แหล่งแห่งความบริสุทธิ์ แหล่งแห่งความสุขที่แท้จริง แหล่งแห่งความรู้ที่ไม่มีประมาณ แหล่งแห่งอานุภาพที่ไม่มีขอบเขตจำกัด ต่างก็ปรารถนากันอย่างนั้น แต่ว่าวิธีการไม่เหมือนกัน ผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมวิธีการก็จะสมบูรณ์ งามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลาย จะต้องสอดคล้องกันด้วยเหตุด้วยผล เหมือนรถหลาย ๆ ผลัด ส่งต่อ ๆ กันจนถึงจุดหมายปลายทางที่ตัวปรารถนา แต่ถ้าหากว่าผู้ที่แนะนำนั้น ความรู้ยังไม่สมบูรณ์ แม้เจตนาจะดีก็ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ด้วยดี นี่ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจในตอนนี้</p>
<p style="text-align: justify;">ลูกทุกคน ได้มาอยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนา คือคำสอนของท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด ด้วยบุญเก่าของเราที่สั่งสมมาในพระพุทธศาสนา</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ศาสนา</span></strong> แปลว่า คำาสอน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">พุทธะ</span></strong> คือ ผู้รู้ ผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในความจริงทั้งหลาย เห็นไปตามความเป็นจริง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">พระพุทธศาสนา</span></strong> คือ คำสอนของท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด ถ้ามีพระขึ้นหน้าก็แปลว่า ประเสริฐ มาจากคำว่า วร (วะ-ระ) เมื่อเราเข้าถึงแล้วชีวิตเราก็จะสูงส่งประเสริฐตามท่านผู้ประเสริฐ ที่รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">พระพุทธเจ้า</span></strong> แปลว่า ราชาแห่งผู้รู้ทั้งหลาย คือ ในบรรดาผู้รู้ทั้งหลาย ท่านเป็นยอด เหมือนต้นไม้ก็มีตั้งแต่ราก โคน ต้น ไปถึงยอดนั่นแหละ ผู้รู้ทั้งหลายกองไว้ตั้งแต่โคนไปถึงปลาย ท่านอยู่ตรงปลายตรงนั้น คือเป็นราชาแห่งผู้รู</p>
<p style="text-align: justify;">ความรู้ของท่านจะครอบคลุมความไม่รู้ทั้งหลายหมดสิ้นไปเลย เหมือนฟ้าที่ครอบโลกและจักรวาล สรรพสิ่งทั้งหลาย ญาณทัสสนะของท่านก็จะครอบสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องเข้าถึงผู้รู้ในตัวของเรา เช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็เข้าถึงผู้รู้ของท่าน เจ้าชายสิทธัตถะได้เข้าถึงกายอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กายผู้รู้ที่มีอยู่ในตัวท่านนั่นแหละ แล้วท่านก็บอกวิธีการที่จะให้เป็นอย่างท่าน ด้วยวิธีการทำอย่างท่าน ทำอย่างท่านมันก็เป็นอย่างท่าน ถ้าไม่ได้ทำอย่างท่าน มันก็ไม่ได้เป็นอย่างท่านก็แค่นี้เอง</p>
<p style="text-align: justify;">ทำอย่างท่านทำอย่างไร ทำใจให้มาหยุดนิ่ง ๆ อยู่ภายในตัวนั่นแหละ ให้ตัวเราเป็นศูนย์กลางของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย แล้วก็นิ่งอย่างเดียว ไม่ต้องทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ หยุดนิ่งอย่างเบาสบาย เดี๋ยวก็จะเป็นไปตามขั้นตอนที่ได้กล่าวเอาไว้เบื้องต้น</p>
<p style="text-align: justify;">คือ ตัวจะโล่ง โปร่ง เบา สบาย ขยาย ตัวหายไปเลย เดี๋ยวแสงสว่างก็จะเกิดขึ้น เป็นแสงภายใน หลับตาแล้วไม่มืด แล้วจากความสว่างของแสงจะทำให้เห็นแหล่งกำเนิด<br />
เป็นดวงใส ๆ เหมือนดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดของแสงสว่างทั่วโลกนี่แหละ แต่นี่เป็นแสงสว่างภายใน แล้วเดี๋ยวก็จะเห็นไปตามลำดับ</p>
<p style="text-align: justify;">เห็นดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ พรหม กายอรูปพรหม กายธรรมโคตรภู พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหัต นั่นแหละ ๑๘ กาย ซ้อน ๆ กันอยู่ภายใน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">กายในกาย มีสอนอยู่เฉพาะในพระพุทธศาสนา ให้รู้ว่ามีชีวิตอันประเสริฐอีกหลาย ๆ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #dd3333;">ระดับ ที่อยู่ภายในซ้อนๆ ละเอียดเข้าไปเรื่อย ๆ เป็นมิติซ้อนมิติ ความละเอียดซ้อนละเอียด กายในกาย กายสุดท้ายกายธรรมอรหัตนั่นแหละคือเป้าหมายของเรา เรามาเกิดเพื่อการนี้ จะสั่งสมบุญบารมีอะไรก็เพื่อให้เข้าถึงกายธรรมอรหัตนี่แหละ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">จะให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา จะทำให้ยิ่งขึ้นไป เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ก็เพื่อการนี้ ให้เข้าถึงกายธรรมอรหัต หรือจะทำให้ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไป เขาเรียกว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็เพื่อต้องการให้เข้าถึงกายธรรมอรหัต วัตถุประสงค์ก็มีอย่างนี้แหละ ที่เราจะทำอะไรทั้งหมด ไม่ว่าจะทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขาบารมี ก็เพื่อการนี้</p>
<p style="text-align: justify;">สรุปรวบยอดก็คือ หยุดกับนิ่ง ที่จะให้เข้าไปถึงตรงนั้น จะเกิดมากี่ภพกี่ชาติก็มาเพื่อวัตถุประสงค์ตรงนี้ แต่ถ้าไม่มีผู้รู้บังเกิดขึ้น ก็ไม่มีคำสอนของท่าน เราก็ดำเนินชีวิตไปตามที่เราเข้าใจ ตามรสนิยมของเรา หรือตามคำแนะนำของท่านผู้รู้ที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ทำกันไปอย่างนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าหากว่าผู้รู้ยังไม่เกิดขึ้น เพราะชีวิตนี้มีแต่ทุกข์ ตั้งแต่ทุกข์ประจำตัว กระทั่งทุกข์จรมา ทุกข์ประจำตัวก็ได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความปวด ความเมื่อย ความหิว ความกระหาย ความหนาว ร้อน อ่อน แข็ง อย่างนี้เป็นต้น ยังมีทุกข์ที่จรมาอีก เหมือนแขกมาเยือน ชีวิตมันเป็นอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">มนุษย์จึงต้องหาที่พึ่ง เหมือนว่ายน้ำอยู่ในท้องทะเล มหาสมุทร เรี่ยวแรงมนุษย์ก็มีข้อจำกัด แม้คลื่นลมก็สามารถทำให้ตายได้ ยังมีสัตว์น้ำกอะไรอีกสารพัด เพราะฉะนั้นในตอนกำลังจะหมดเรี่ยวแรง ถ้าซากศพลอยมา ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบเพราะมันเหม็นแต่ก็ต้องเกาะพยุงกายเอาไว้ แต่ถ้าหากขอนไม้ลอยมา ผู้มีปัญญาก็ต้องทิ้งซากศพไปเกาะขอนไม้ เพราะว่ามันไม่เหม็น แต่ถ้าหากมีแพลอยมา มันใหญ่มันมั่นคงกว่า ผู้มีปัญญาก็จะทิ้งขอนไม้ขึ้นแพไป แต่แพก็คือการเอาไม้หลาย ๆ อันมาต่อกัน มันก็ยังเสี่ยงภัย ถ้ามีเรือมาที่มันมั่นคงก็ต้องทิ้งแพขึ้นเรือกันไป แต่ถ้าเรือไม้ต่อกันมันก็ป้องกันภัยอันตรายได้ในระดับหนึ่ง ถ้ามีเรือเดินสมุทรที่มันแข็งแรงกว่ามาก็ต้องทิ้งเรือไม้ขึ้นเรือเดินสมุทร</p>
<p style="text-align: justify;">เหมือนชีวิตมนุษย์ในสังสารวัฏ มันมีความทุกข์เป็นพื้นฐานของชีวิต ตั้งแต่เกิดเรื่อยมาเลย ถ้ายามใดยังไม่มีพระรัตนตรัยบังเกิดขึ้น อะไรที่เป็นที่พึ่งได้ก็ต้องคว้าอย่างนั้นไปก่อน เหมือนคนที่ว่ายน้ำในทะเลเจอคลื่นลมแรง ๆ จะหมดเรี่ยวแรง เจอซากศพลอยมา ขอนไม้ แพ เจออะไรก็ต้องเกาะกันไปก่อน</p>
<p style="text-align: justify;">แต่ยามใดพระรัตนตรัยบังเกิดขึ้น เหมือนเรือเดินสมุทรได้บังเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องทิ้งสิ่งที่มันไม่มั่นคงขึ้นเรือเดินสมุทร ก็คือทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่สรณะที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เข้าไปหาที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงคือพระรัตนตรัย ซึ่งมีทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะภายในนี่แหละ เราสามารถเข้าถึงได้ สัมผัสได้ เพราะอยู่ในตัวของเรา</p>
<p style="text-align: justify;">วิธีการเราก็รู้อยู่ ท่านสถิตอยู่ตรงไหน เราก็รู้อยู่อีก เหลือแต่ความเพียร ความพยายาม แล้วทำให้ถูกหลักวิชชาเท่านั้น ไอ้ที่เข้าไม่ถึงเป็นไม่มีเด็ดขาด ยกเว้นคนตาย คนบ้า คนที่ไม่ได้ทำ แต่คนดีๆ อย่างเรา ถ้าได้ทำมันก็ทำได้ แต่ว่าต้องทำอย่างสม่ำเสมอ มีสติ สบาย สม่ำเสมอ แล้วก็หมั่นสังเกตดูว่า เราทำถูกหลักวิชชาไหม เราก็ปรับปรุงกันไปเรื่อย ๆ สักวันหนึ่งเราก็ต้องสมหวัง</p>
<p style="text-align: justify;">นี่ก็เป็นหลักวิชชาที่เราจะต้องนำเอามาคิดคำนึงเรื่อย ๆ แล้วที่แนะนำอะไรไป ก็ให้ทำอย่างนั้น อย่าไปลองผิดลองถูกเลย มันเสียเวลา เพราะเรามีเวลาอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน ดังนั้นทำให้มันถูกเสีย ไม่ต้องไปเสียเวลาค้น แค่คว้าที่เขาค้นมาแล้ว มันก็จบ ก็คือทำใจหยุดนิ่งเฉย ๆ อยู่ภายใน มีอะไรให้ดูก็ดูไป ดูไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้นก็แค่นี้เอง ถ้าทำอย่างนี้ได้วันนี้ ก็เข้าถึงวันนี้ ถ้าทำได้พรุ่งนี้ก็เข้าถึงพรุ่งนี้ ถ้าทำได้ชาติหน้าก็เข้าถึงชาติหน้า มันก็แล้วแต่เรา เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไปเมื่อเข้าใจหลักวิชชาแล้ว ก็ฝึกใจหยุดนิ่ง ๆ อย่างสบาย ๆ ทุก ๆ คนนะ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5510">ง่ายแต่ลึก</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใจหยุดหลุดพ้นทุกข์</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5504</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 10:40:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5504</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนต [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5504">ใจหยุดหลุดพ้นทุกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุก ๆ คนนะ</p>
<p style="text-align: justify;">ให้นั่งขัดสมาธิโดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบาย ๆ หลับตาของเราเบา ๆ ค่อนลูก พอสบาย ๆ อย่าให้เปลือกตาปิดสนิทจนเกินไปนะ หรืออย่าไปบีบหัวตา อย่าไปกดลูกนัยน์ตา ให้หลับตาพริ้ม ๆ เหมือนปรือ ๆ นิด ๆ คือหลับตาพอสบาย ๆ ต้องสบายนะ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ผ่อนคลายสบาย&#8230;เหมือนอยู่คนเดียวในโลก</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรา ทั้งเนื้อทั้งตัวให้ผ่อนคลาย ตั้งแต่กล้ามเนื้อบนใบหน้า ศีรษะ ลำคอ บ่า ไหล่ แขนทั้งสอง ถึงปลายนิ้วมือ ให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณลำตัว ขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้าให้ผ่อนคลาย ปรับท่านั่งให้ถูกส่วน ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดีนะ ทุกส่วนของร่างกายต้องผ่อนคลาย</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้มีความสุขสงบ เย็น สบาย ๆ ปรับตรงนี้เสียก่อนนะ เสียเวลาสัก ๑ หรือ ๒ นาที ให้ทุกส่วนผ่อนคลาย ให้ใจสบาย เบิกบาน แช่มชื่น สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เรื่องคน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงานบ้านช่อง การศึกษาเล่าเรียน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ให้คลายความผูกพันจากทุกสิ่ง ใจของเราต้องเกลี้ยง ๆ ใส ๆ สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ให้ไปเกาะ ไปเกี่ยว ไปเหนี่ยว ไปรั้งเรื่องอะไรเลย</p>
<p style="text-align: justify;">ใจต้องเกลี้ยง ๆ ทำตัวเหมือนเราอยู่คนเดียวในโลก ใจเกลี้ยง ๆ ใจใส ๆ ปรับตรงนี้สัก ๑ นาที ให้มีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ให้ใจใส ๆ ใจเย็น ๆ ใจเกลี้ยง ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">น้อมนำใจเข้าสู่ภายใน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อเรามีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว เราก็น้อมใจกลับเข้าไปสู่ภายใน ในกลางกายของเรา ให้ใจไปหยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเราในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ</p>
<p style="text-align: justify;">โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึง จากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม เหนือจุดตัดนี้ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ สมมติเราเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางวางซ้อนกัน</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วนำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสองสูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗</span></strong> ให้เอาใจมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ คือ ค่อย ๆ วางใจเบา ๆ สบาย ๆ หรือจำง่าย ๆ ว่าอยู่บริเวณกลางท้องในระดับที่เรามั่นใจว่า ตรงนี้คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ วางเบา ๆ แตะใจไปเบา ๆ ใจเป็นของละเอียดอ่อน เราต้องค่อย ๆ วางอย่างนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">นึกนิมิตอย่างสบายไม่เร่งรีบ</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">แล้วกำหนดบริกรรมนิมิตขึ้นมาในใจ ให้ใจมีที่ยึดที่เกาะ เพื่อจะได้เชื่อมกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้ จะได้ไม่ฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น ด้วยการกำหนดบริกรรมนิมิตเป็นภาพทางใจ</p>
<p style="text-align: justify;">เช่น ดวงใส ๆ หรือเพชรสักเม็ดหนึ่ง หรือก้อนน้ำแข็งใส ๆ ขนาดไหนก็ได้ อย่างน้อยก็เท่ากับแก้วตาของเรา เอาพอดี ๆ ที่เรามีความรู้สึกว่าพึงพอใจ หรือเราคุ้นเคยกับการนึกถึงภาพพระพุทธรูป องค์พระที่เราเคารพกราบไหว้บูชาทุกวัน เราจะนึกเป็นภาพองค์พระก็ได้ นึกเอาขนาดองค์พอดี ๆ ที่เราพึงพอใจไว้กลางท้อง ให้ท่านหันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของเรา เหมือนเรามองจากด้านบน ด้านเศียรของท่านลงไปด้านล่าง เหมือนมองท็อปวิว เอาขนาดพอดี ๆ ที่เราพึงพอใจ นึกได้อย่างง่าย ๆ อย่างนี้เป็นต้น คือ เราคุ้นเคยแบบไหนเราก็เอาแบบนั้นเป็นบริกรรมนิมิตที่ยึดที่เกาะของใจเรา ไม่ให้ใจเราฟุ้งซ่าน ไปคิดเรื่องอื่น ต้องนึกให้ต่อเนื่องอย่างสบาย ๆ ด้วย อย่าหลุดสักคำ ต้องจำทุกคำนะ</p>
<p style="text-align: justify;">ต้องนึกถึงบริกรรมนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งให้ต่อเนื่องอย่างสบาย ๆ คล้ายกับเรานึกถึงสิ่งที่เราคุ้นเคย ให้นึกอย่างสบาย ถ้านึกแล้วไม่สบาย ไม่ใช่ นึกต้องสบาย ๆ หรือจะทำความรู้สึกว่า มีบริกรรมนิมิตอยู่ในกลางท้อง เอาเท่าที่ได้ นึกได้ชัดเจนแค่ไหน นึกออกแค่ไหนที่สบายใจ เราก็เอาแค่นั้นไปก่อน</p>
<p style="text-align: justify;">เช่น บางท่านนึกได้รัว ๆ ราง ๆ เราก็เอาแค่นั้นแหละ แต่ต้องต่อเนื่องและสบาย ๆ ต้องผ่อนคลาย ใจต้องใส ๆ ใจเย็น ๆ อย่าลืมคำนี้นะ นึกได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นไปก่อนอย่างง่าย ๆ อย่างสบาย ๆ อย่าไปเร่งรีบจนเกินไป</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะวัตถุประสงค์ที่เราทำอย่างนี้ เพื่อให้ใจของเรามาหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นเรานึกได้ชัดเจนแค่ไหนก็เอาแค่นั้น จะรัว ๆ ราง ๆ ก็ไม่เป็นไร บางคนชัดมาก บางคนชัดน้อย ของใครก็ของคนนั้นนะ แต่ต้องสบาย ๆ และต้องนึกที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ ให้ต่อเนื่องกันไป ถ้าเผลอเราก็นึกใหม่ พร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6306" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n.jpg" alt="" width="2048" height="1363" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-1024x682.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-768x511.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-1536x1022.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-696x463.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-1068x711.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-1920x1278.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ประคองใจด้วยคำภาวนา</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ประคองใจให้หยุดนิ่งนุ่มเบาสบายด้วยบริกรรมภาวนาในใจว่า สัมมา อะระหัง ภาวนาไปไม่ช้าไม่เร็วนัก ในระดับที่เราสบายใจ</p>
<p style="text-align: justify;">ภาวนาไปอย่างสบายๆ โดยให้เสียงของคำภาวนาดังออกมาจากในกลางท้องของเรา มาจากฐานที่ ๗ ตรงนั้นแหละ สัมมา อะระหัง ๆ ภาวนาไปอย่างสบายอกสบายใจ ใจปลื้ม ๆ ใจเป็นสุขสงบเย็นในการภาวนา</p>
<p style="text-align: justify;">ทุกครั้งที่ภาวนา สัมมา อะระหัง เราจะต้องไม่ลืมนึกถึงภาพบริกรรมนิมิตที่เราคุ้นเคย จะเป็นดวงใส ๆ จะเป็นองค์พระใส ๆ หรือเป็นสีทอง เอาอย่างใดอย่างหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">เรานึกอย่างหนึ่งแล้วไปเห็นอีกอย่างหนึ่งก็ไม่เป็นไร เช่นนึกถึงดวงใส ๆ เพชรใส ๆ แต่กลับไปเห็นเป็นองค์พระ หรือภาพหลวงปู่ทองคำ ก็ไม่เป็นไร เราก็ดูไปเรื่อย ๆ ดูไปอย่างสบาย ๆ แล้วก็ สัมมา อะระหัง เรื่อยไป พร้อมผ่อนคลายใจ แล้วก็ใจเย็น ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ฝึกหยุดแรกนี้ให้ได้นะ ให้ใจเย็น ๆ ใจนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ ถ้าสมมติว่าเราทำถูกหลักวิชชาดังกล่าวนี้ ที่เราไม่มองข้ามไป ไม่ฟังผ่าน มันจะมีจุด ๆ หนึ่งที่ใจเราเริ่มนิ่ง พอนิ่งเรามีความรู้สึกว่า ตัวเราเริ่มโล่ง เริ่มโปร่ง เริ่มตัวเบา ๆ เริ่มสบาย ๆ ใจเราเกลี้ยง ๆ รู้สึกว่าเราชอบอารมณ์นี้ อยากอยู่ตรงนี้ไปเรื่อย ๆ ถ้าเรานิ่งได้อย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">พออาการเกิดขึ้นอย่างนี้ เราก็นิ่งต่อไปเฉยๆ เดี๋ยวภาพนั้นก็จะชัดขึ้นมา หรือเปลี่ยนสภาวะความรู้สึกหยาบ ๆ ที่ร่างกายเราไปสู่สภาวะที่ละเอียดเหมือนหลุดจากกายหยาบ แล้วก็กลมกลืนไปกับบรรยากาศ คล้าย ๆ เราเป็นอากาศ อากาศเป็นเรา ตัวโล่ง ๆ ว่าง ๆ แล้วก็หายไป สิ่งที่เราทำคือ นิ่งอย่างเดิมไปเรื่อย ๆ คือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็นิ่งอย่างเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">เส้นทางของพระอริยเจ้า</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">หยุดนิ่งนี่แหละเป็นตัวสำเร็จ ให้เราได้บรรลุธรรม ให้เราได้เข้าถึงพระธรรมกายที่เราเคยได้ยินได้ฟัง ซึ่งมีอยู่ในตัวของเรา โดยมีจุดเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นตำแหน่งฐานที่ ๗ สำคัญมาก เป็นตำแหน่งเดียวกันกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หรือพระบรมโพธิสัตว์ทุกท่าน เมื่อใจมาหยุดนิ่งอยู่ตรงนี้ ก็จะหลุดล่อนเข้าไปสู่ภายใน จนกระทั่งบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ทุกพระองค์ก็ใช้วิธีนี้ทั้งหมด คือทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง นิ่งอย่างเดียว ทิ้งแม้กระทั่งชีวิต คือทิ้งหมดเลยทั้งชีวิต ใจก็หลุดเข้าไปสู่ข้างใน ดิ่งไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์เหมือนกันหมดเลย บรรลุแล้วก็กลับมาสอนพระสาวกให้ได้ทำตามท่าน แล้วก็มีพระสาวกบรรลุธรรมตามมากมาย ตามกำลังบารมี บ้างก็เป็นพระอรหันต์ บ้างก็เป็นพระอนาคามี บ้างก็เป็นพระสกิทาคามี บ้างก็เป็นพระโสดาบัน บ้างก็เป็นโคตรภูบุคคล คือเห็นพระธรรมกายตลอดเวลา หน้าตักหย่อนกว่า ๕ วานิดหน่อย บ้างก็เป็นฌานลาภีบุคคล คือมีฌานเข้าถึงกายอรูปพรหม เข้าถึงกายรูปพรหม เป็นต้น ซึ่งมีวิธีการทำแบบเดียวกันทั้งสิ้น</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">วัตถุประสงค์การเกิดมาเป็นมนุษย์</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้สำคัญทีเดียว จะหลุดรอดพ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิต เข้าถึงความสุขอันยิ่งใหญ่ ใจก็ต้องหยุดนิ่งตรงนี้ จะหลุดพ้นจากวิบากกรรม วิบากมาร ใจก็ต้องหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ จะหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ พ้นวัฏฏะก็ต้องหยุดนิ่งตรงนี้</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทุก ๆ ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ภารกิจที่สำคัญก็คือมาทำใจหยุดใจนิ่งนี่เอง เพื่อสลัดตนพ้นจากกองทุกข์ ความทุกข์ทั้งหลาย เข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกภายในที่แท้จริง และทำพระนิพพานให้แจ้ง นี่คือวัตถุประสงค์ของชีวิตมนุษย์ทุกคนในโลก เพราะฉะนั้นหยุดใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่ลูกทุกคนต้องให้ความเอาใจใส่ ให้ใจหยุดใจ<br />
นิ่งอยู่ที่ตรงนี้</p>
<p style="text-align: justify;">ใจหยุดได้เมื่อไรก็เป็นอิสรภาพ คือมันจะตกศูนย์กลับเข้าไปสู่ภายใน หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิต ได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง หลุดพ้นจากความมืดไปสู่ความสว่าง เพราะปกติมนุษย์หลับตาแล้วจะมืด แต่หยุดนิ่งได้สนิทหลุดเข้าไปเมื่อไรก็จะสว่าง แล้วก็เป็นอิสรภาพจากการไม่เห็นอะไรเลย ก็จะเข้าไปเห็นสิ่งที่มีอยู่ภายใน เห็นแจ้ง เห็นภาพต่าง ๆ ดวงธรรมก็ดี กายในกายก็ดี พระธรรมกายก็ดี จะหลุดจากสภาวะของความไม่รู้มาเป็นผู้รู้ คือรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต เราจะเป็นอิสรภาพจากความไม่รู้ไปสู่ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง</p>
<p style="text-align: justify;">ใจหยุดนี่ พระเดชพระคุณหลวงปู่ถึงบอก ไม่ใช่ของพอดีพอร้าย แต่เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ลูกทุกคนต้องให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้ควบคู่กับชีวิตประจำวัน จึงจะถูกหลักวิชชาที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5504">ใจหยุดหลุดพ้นทุกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อวิชชา</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5500</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 10:31:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5500</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งใจนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5500">อวิชชา</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ตั้งใจนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบา ๆ พอสบาย ๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรา ทั้งเนื้อทั้งตัวให้รู้สึกว่าสบาย ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดีนะ ให้เลือดลมในตัวเดินได้สะดวก ปรับท่านั่งให้ถูกส่วนอย่างสบาย ๆ แล้วก็ผ่อนคลาย</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ผ่อนคลายสบาย รวมใจ วางใจให้ถูกส่วน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ต้องผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจนะ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ปล่อย วาง ให้คลายความผูกพันจากคน สัตว์ สิ่งของ ทำประหนึ่งว่าเราอยู่คนเดียวในโลก</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็รวมใจกลับเข้าไปสู่ภายในอย่างง่าย ๆ สบาย ๆ ผ่อนคลาย ใจเย็น ๆ อย่าตั้งใจเกินไป ต้องสบาย ต้องผ่อนคลาย ค่อย ๆ วางใจไปแตะที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างนุ่ม ๆ ทำใจให้นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ ต้องเบา ๆ ต้องสบาย ๆ ใจถึงจะรวมได้ง่ายนะ</p>
<p style="text-align: justify;">ต้องสบาย ๆ อย่าไปเพ่งไปจ้อง ให้นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ แล้วก็ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ในกลางดวงใส ๆ คือ นึกถึงเพชรสักเม็ดหนึ่ง หรือก้อนน้ำแข็งใส ๆ กลม ๆ เหมือนดวงแก้ว ให้นึกธรรมดา นึกสบาย ๆ คล้าย ๆ เรานึกถึงภาพดอกบัว ดอกกุหลาบอย่างนั้นแหละ</p>
<p style="text-align: justify;">นึกได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นไปก่อน แต่ต้องสบาย นึกไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ประคองใจให้หยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ ด้วยบริกรรมภาวนาในใจเบา ๆ ว่า สัมมา อะระหัง จะภาวนากี่ครั้งก็ได้จนกระทั่งไปถึงจุดที่เราไม่อยากจะภาวนา สัมมา อะระหัง ต่อไป อยากหยุดใจนิ่ง ๆ เฉย ๆ นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ ประคองใจกันไปอย่างนี้สำหรับผู้ที่มาใหม่ ให้นิ่ง นุ่ม เบา สบาย เดี๋ยวใจจะถูกส่วนเองเมื่อเราทำถูกวิธีอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อเราวางใจถูกส่วนมันก็จะกลับเข้าไปสู่ภายในอย่างง่าย ๆ แล้วร่างกายของเราจะกลวง เป็นโพรง เป็นช่องว่าง ๆ ร่างกายจะขยายออกไปจนหายไปเลย เหมือนกลืนไปกับบรรยากาศ ใจก็จะอยู่นิ่ง ๆ โล่ง ๆ กลางอวกาศ ถ้าเราทำถูกวิธีนะ แล้วเดี๋ยวใจก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในเอง จะไม่ตึง ไม่เกร็ง ไม่เครียด ทั้งร่างกายจิตใจจะผ่อนคลาย จะสบาย จะเหลือแต่สติกับสบาย คือใจอยู่กับเนื้อกับตัวอยู่ในกลางกายอย่างไม่กดดัน</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">เข้าถึงดวงธรรมภายใน กายภายใน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ต้องสบายต้องใจเย็น ๆ ต้องนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ นาน ๆ ต้องอย่างนี้นะ เดี๋ยวใจจะใสเอง จะสว่างขึ้นมาเอง หลับตาแล้วก็จะไม่มืด จะมีความสว่างภายใน ตั้งแต่เหมือนฟ้าสาง ๆ เรื่อยไปจนกระทั่งเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ว่าจะใสเย็นไม่จ้าตา ไม่แสบตา ใสเย็นสบาย</p>
<p style="text-align: justify;">สำหรับผู้ที่ทำเป็นแล้ว เข้าถึงดวงธรรมได้ก็นิ่งในนิ่งต่อไปเรื่อย ๆ ฝึกหยุดแรกให้ชำนาญ ให้คล่อง หยุดแรกสำคัญมาก เดี๋ยวหยุดในหยุดต่อ ๆ ไปก็จะง่าย แม้ทำเป็นแล้วก็ต้องฝึกตรงนี้นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ ดูดวงไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ ให้ใจนิ่ง ๆ อยู่ในกลางดวงใส ๆ ด้วยใจที่เยือกเย็น</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเราทำถูกต้อง ถูกส่วน ดวงนั้นก็จะขยายออกไปเอง ขยายไปรอบตัว ถ้ายังไม่ถูกส่วนก็จะเป็นดวงนิ่ง ๆ เฉย ๆ ถ้าตั้งใจมาก แม้เห็นดวงแต่ก็จะยังไม่เจอความสุข แต่ไม่ทุกข์ จะอยู่ในระหว่างไม่สุขไม่ทุกข์ คือเลยความทุกข์ แต่ยังเข้าไม่ถึงความสุข ใจนิ่งได้ในระดับ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ยังกดดันอยู่ คือยังมีความพยายามที่จะใช้กำลังบังคับภาพนั้นจึงยังแข็ง ๆ ไม่นุ่ม ยังติดนิสัยหยาบ ๆ ทางโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6309" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n.jpg" alt="" width="2048" height="2047" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-300x300.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-1024x1024.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-150x150.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-768x768.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-1536x1536.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-696x696.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-1068x1067.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-1920x1919.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ทางโลกจะทำอะไรให้สำเร็จต้องใช้ความ</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">พยายาม ต้องออกแรง ทางธรรมมันกลับตาลปัตร </span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ต้องง่ายๆ ต้องสบายๆ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าทำได้อย่างนี้ ดวงจะอ่อนนุ่ม จะใส ๆ และจะขยายออกได้ ความสุขก็จะค่อย ๆ เริ่มเกิดขึ้น จนเรายอมรับว่า นี่คือความสุขที่ไม่เคยเจอ</p>
<p style="text-align: justify;">ยิ่งใจเรานิ่ง ๆ นุ่ม ๆ นาน ๆ จากนิ่งนุ่มนาน ๆ ก็จะกลายเป็นนิ่งนุ่มและก็หนาแน่น เป็นนิ่งแน่น แต่ว่านิ่งนุ่มแน่นและก็นาน ๆ คราวนี้ดวงก็จะใสสว่างขยายให้เราเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในดวงนั้นได้อย่างง่าย ๆ พอเราทำตรงนี้ซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ให้คล่อง ให้ชำนาญ แม้ชำนาญแล้วก็ยังต้องทำซ้ำ ๆ การเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในก็ยิ่งง่าย ความสุขก็เพิ่มพูนขึ้นทับทวีขึ้นมาจนเราไม่ต้องการอะไรเลย</p>
<p style="text-align: justify;">จากดวงนี้ก็จะผ่านไปเห็นดวงในดวงไปเรื่อย ๆ เลย ถ้าดวงที่เชื่อมกับกายก็จะมี ๖ ดวงซ้อน ๆ กันอยู่ ดวงนี้จะปรับสภาวะใจเรา กลั่นใจเราให้ใสบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นเชื่อมเข้าไปถึงกายภายในได้อย่างง่าย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">เราจะอัศจรรย์ใจ เมื่อเราเห็นตัวเราเองอยู่</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ข้างในตัวของเรา ที่ดูสดใสกว่า อยู่ในวัยเจริญ </span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ในอิริยาบถของสมาธิ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ถึงตรงนี้เราก็ต้องท้ำซ้ำ ๆ คือทำทุกวันไม่ว่างเว้น แม้เราอยู่ทางโลกจะทำมาหากินอะไรก็แล้วแต่ ทำมาค้าขาย ทำมาสร้างบารมี ข้างนอกเคลื่อนไหวแต่ข้างในใจต้องหยุดนิ่ง ฝึกตรงนี้ให้คล่อง ให้ชำนาญ เดี๋ยวการปรับสภาวะก็จะเป็นไปเอง ใจก็จะบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ต้องทำซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เนือง ๆ ภาษาบาลีเขาว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ภาวิตา </span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">พหุลีกตา</span></strong> ต้องบ่อย ๆ ต้องเนือง ๆ แม้ทำชำนาญแล้วก็ยัง ต้องบ่อย ๆ ต้องเนือง ๆ ซ้ำ ๆ พอมั่นคงแล้ว เราจะอัศจรรย์ใจกับการเห็นกายภายใน</p>
<p style="text-align: justify;">ส่วนกายละเอียดเราจะย่อให้เหลือนิดเดียว เล็กเท่ากับปลายเข็มก็ยังเห็นชัดเจนเหมือนเห็นตอนกายขยายโต ๆ ซึ่งมันน่าอัศจรรย์ใจมาก สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอยู่ภายในกลางกายของเรา แม้เล็กเท่ากับปลายเข็มก็เห็นรายละเอียดของกายนั้นได้ในทุก ๆ กาย แม้ทำเป็นแล้วก็ต้องมาฝึกตรงนี้ให้ซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">กายภายในก็จะปรับสภาวะจากกายของคฤหัสถ์ เช่น กายมนุษย์ละเอียด ทิพย์ พรหม อรูปพรหม ให้สูงส่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปถึงกายพระข้างใน คือบวชภายในเป็นพระธรรมกายข้างในใส ๆ เหมือนคล้าย ๆ การบวชภายนอกตั้งแต่คฤหัสถ์มาเป็นนาค จากนาคมาเป็นเณร จากเณรมาเป็นพระ คือมีความบริสุทธิ์เข้าไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">เกิดกันมาแต่ละภพแต่ละชาติก็ต้องการมา</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">สะสางธาตุธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ให้สิ้นไป ให้เหลือแต่</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ธาตุธรรมที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ คือ เป็นกายพระ และ</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">กายพระก็ต้องกลั่นกันต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">สุดท้ายเป็นกายพระอรหันต์นั่นแหละ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">สะอาดบริสุทธิ์หมดจดจากสรรพกิเลสทั้งหลาย จะต้องสะสางสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ให้หมดสิ้นไป ที่อยู่ในธาตุ ในธรรม ในเห็น ในจำ ในคิด ในรู้ ของเราให้หมดสิ้นไปด้วยการทำใจให้หยุดนิ่ง เพราะฉะนั้นคำว่าใจหยุดนิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราเข้าใจหรือจินตนาการจะไปถึง</p>
<p style="text-align: justify;">ใจที่หยุดนิ่งจะทำให้สำเร็จบริบูรณ์ในทุกสิ่ง จะสะสางเข้าไปเรื่อย ๆ กลั่นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณ อากาศ ที่ประกอบเป็นกายเป็นใจเป็นอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ให้สะอาดบริสุทธิ์เข้าไปเรื่อย ๆ กลั่นทั้งธรรมซึ่งเป็นที่รองรับธาตุต่าง ๆ เหล่านั้นให้บริสุทธิ์เข้าไปเรื่อย ๆ กลั่นทั้งเห็นจำคิดรู้ คือใจให้ใส ๆ ให้บริสุทธิ์ นี่คือวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ในแต่ละครั้ง แต่ละภพ แต่ละชาติ จะต้องสะสางกันอย่างนี้ แต่สิ่งเหล่านี้มนุษย์ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เพราะพญามารบดบังเอาไว้ เขาจะประกอบธาตุธรรมที่ไม่บริสุทธิ์มาบดบังเอาไว้ ที่เราได้ยินคำว่า <strong><span style="color: #dd3333;">อวิชชา</span></strong> นั่นแหละ ให้เราไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต แล้วจะไปสู่เป้าหมายของชีวิตได้อย่างไร นอกจากไม่ให้รู้แล้วยังทำจิตของเราให้มืด คือหลับตาแล้วเรามืด จนกระทั่งเราไม่รู้เลยเบื้องหลังของความมืดมีความสว่าง มีความลับของชีวิตที่เกี่ยวข้องกับตัวเราสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายอยู่ตรงนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">สิ่งที่เขาบดบังใจให้มืด เรียกว่า นิวรณ์ ๕ </span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ตั้งแต่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะ</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">กุกกุจจะ วิจิกิจฉา</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">พญามารดึงใจของเราไปตรึงติดไว้กับสิ่งภายนอก ติดในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ติดในลาภยศสรรเสริญแบบโลก ๆ แล้วให้มีความโกรธ ความผูกพยาบาท คับแค้นใจอะไรกันต่าง ๆ เหล่านั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ให้จิตของเราไปวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านั้นซึ่งอยู่ภายนอก แล้วให้สงสัยในเรื่องราวต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องภพ เรื่องชาติ เรื่องอะไรสารพัด แม้ผ่านด่านต่าง ๆ มาได้ก็ยังสงสัยตัวเองว่า เราจะทำได้ไหม ลังเลสงสัยอยู่อีกเยอะแยะเลย ตรึงไปติดเหล่านั้น จิตก็จะไปคิดวน ๆ กับสิ่งเหล่านั้น เอาไปติดกับความฟุ้งในเรื่องสารพัด เรื่องความท้อ ความง่วง อะไรต่าง ๆ แบบโลก ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อถูกบดบังในความไม่รู้และนิวรณ์ทั้ง ๕ ใจของเราก็เลยมืดบอด ติดทางโลกก็หมดเวลากับชีวิตทางโลก แถมการกระทำของตัวยังตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมอีก ใจจึงไม่หยุดเลย มีแต่ทะยานอยากไปในสิ่งเหล่านั้น เป็นความอยากที่ไม่ได้ประกอบไปด้วยปัญญา ในความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องชีวิต หรือความเป็นจริงของชีวิต ซึ่งตรงข้ามกับความอยากที่จะดับทุกข์ อยากพ้นทุกข์ อยากไปนิพพาน อย่างนี้เป็นความอยากที่ประกอบไปด้วยปัญญา</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ใจหยุดนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก มากที่สุดในชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ดังนั้นเราควรจะให้เวลาเกี่ยวกับเรื่องใจหยุดนิ่งให้มาก ๆ เราจะได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง เข้าถึงเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต และที่สำคัญจะได้สะสางธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ จนกระทั่งธาตุแห่งความบริสุทธิ์เข้ามาแทนที่ธาตุไม่บริสุทธิ์เหล่านั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ธาตุแห่งความบริสุทธิ์ก็จะมาพร้อมกับความสุข ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ความสูงส่งของจิตใจ เป็นต้น และความรู้ต่าง ๆ มากมายไปตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง เพราะความสว่างภายในเกิด ทำให้เราเห็นดวงธรรม เห็นกายภายใน เห็นชีวิตที่ซับซ้อนอยู่ภายในที่ลึกซึ้งเข้าไปเรื่อย ๆ เห็นเป้าหมายของชีวิตได้ชัดเจน พลังใจ ก็จะมุ่งไปเพื่อขจัดสิ่งที่เป็นมลทินของใจให้หมดไป ใจก็จะใส สะอาดบริสุทธิ์ สว่างไสว สว่างเข้าไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">เวลาที่เหลืออยู่นี้ ให้ลูกทุกคนหยุดนิ่งๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ ให้ใจใส ๆ ใจเย็น ๆ ให้ไปถึงความสว่าง ให้เข้าไปถึงดวงธรรมภายในให้ได้ ให้เข้าไปถึงกายภายใน กระทั่งถึงกายผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้ว คือกายธรรม ถึงพระธรรมกายให้ได้ กายองค์พระที่ใสที่บริสุทธิ์สวยงามมาก ประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ เกตุดอกบัวตูม ใสเกินความใสใด ๆ ในโลก นั่งสงบนิ่งอยู่บนแผ่นฌาน ให้ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบ ๆ นะ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5500">อวิชชา</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
