<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คุณครูไม่ใหญ่ - วัดพระธรรมกาย</title>
	<atom:link href="https://dhammakaya.com/tag/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<description>&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;</description>
	<lastBuildDate>Fri, 19 Apr 2024 04:14:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.2</generator>

<image>
	<url>https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/07/cropped-fl2-32x32.png</url>
	<title>คุณครูไม่ใหญ่ - วัดพระธรรมกาย</title>
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมใด</title>
		<link>https://dhammakaya.com/4992</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Apr 2023 09:24:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<category><![CDATA[ครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[พระในตัว]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงพ่อธัมมชโย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=4992</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเราสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/4992">พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมใด</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">เมื่อเราสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุก ๆ คนนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบาย ๆ หลับตาของเราเบา ๆ พริ้ม ๆ พอสบาย ๆ คล้ายกับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตานะ</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ปล่อย วาง ทำใจให้ว่าง ๆ คลายความผูกพันจากทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนสัตว์สิ่งของ ธุรกิจการงาน บ้านช่อง การ<br />
ศึกษาเล่าเรียน หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ให้คลายความผูกพันทั้งหมด ใจของเราจะได้เกลี้ยง ๆ เหมาะสมที่จะได้เป็นภาชนะรองรับพระรัตนตรัยนะ</p>
<p style="text-align: justify;">คราวนี้เราก็รวมใจมาหยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้อง ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึง จากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม เหนือจุดตัดนี้ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่นของเรา</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #dd3333; font-size: 18pt;"><strong>ฐานที่ ๗ ที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ที่เกิด</span></strong> คือเป็นที่มาเกิดของเรา เวลาที่จะมาเกิดเป็นกายมนุษย์หยาบ เราก็จะเป็นกายละเอียดมาก่อน กายละเอียดที่มาจากภพภูมิต่าง ๆ ก็จะเข้าทางปากช่องจมูกของบิดา ท่านหญิงข้างซ้าย ท่านชายข้างขวา แล้วก็เลื่อนไปอยู่ที่หัวตาตรงที่น้ำตาไหล ซึ่งเป็นฐานที่ ๒ แล้วก็เลื่อนมาที่กลางกั๊กศีรษะ ฐานที่ ๓ มาที่เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก ฐานที่ ๔ แล้วก็ไปปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก ฐานที่ ๕ แล้วก็เคลื่อนไปหยุดอยู่กลางท้องระดับเดียวกับสะดือ เรียกว่า ฐานที่ ๖ แล้วก็จะมาหยุดถอยหลังขึ้นมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ ของบิดา แล้วก็จะบังคับ คือทำให้บิดามีความรู้สึกคิดถึงมารดาเพื่อจะดึงดูดเข้าหากันเพื่อประกอบธาตุธรรมส่วนหยาบห่อหุ้มกายละเอียดของเรา</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อประกอบธาตุธรรมถูกส่วนระหว่างบิดากับมารดาแล้ว กายละเอียดของเราจะเคลื่อนออกจากฐานที่ ๗ ของบิดาไป ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ ออกทางปากช่องจมูกบิดาเข้าทางปากช่องจมูกของมารดาไปตามฐานต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วก็ไปหยุดอยู่ที่ฐานที่ ๗ ของมารดาตรงที่ธาตุธรรมส่วนหยาบของบิดาที่แบ่งไปผสมกับส่วนหยาบของมารดาและก็ไปอยู่ตรงนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วต่อจากนี้ก็เป็นเรื่องของมารดาที่จะหล่อเลี้ยงกายละเอียดที่หุ้มด้วยธาตุธรรมส่วนหยาบให้เจริญวัยขึ้นมาเป็นก้อนเนื้อเล็ก ๆ กระทั่งเติบโตมาเป็นกายมนุษย์หยาบของเราสู่ครรภ์มารดา ถึงเวลาก็เคลื่อนออกมาสร้างบารมีด้วยกายมนุษย์หยาบ นี่แหละที่เรียกว่า มาเกิด</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ที่ดับ</span></strong> เมื่อเป็นตัวเป็นตนเป็นกายมนุษย์หยาบแล้ว เวลาเราจะไปเกิดใหม่หรือตาย ใจเราก็จะอยู่นิ่งที่ฐานที่ ๗ ภาพกรรมนิมิตก็จะมาฉายให้เห็น สรุปบทเรียนชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดกระทั่งถึงวันสุดท้ายของชีวิตว่า เราทำความดี ความชั่ว หรือไม่ดีไม่ชั่วอะไรมาบ้าง กระแสอะไรแรงฝังใจมันก็จะมาฉายให้เห็นเป็นภาพยนตร์ส่วนตัว ซึ่งเราจะเห็นด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้เป็นแบบเราชะโงกมองเข้าไปในกลางท้อง จะเห็นเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์นั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเป็นภาพที่ดี เพราะเราทำความดีเป็นกุศลกรรม ก็จะทำให้ใจเบิกบาน คตินิมิตก็จะสว่าง เราก็จะเคลื่อนย้ายจากกายมนุษย์หยาบไปด้วยความปลื้มปีติเบิกบาน ออกไปแบบผู้มีชัยชนะ เหมือนพระราชาที่รบชนะศึก รวบรวมแคว้นที่ชนะได้แล้วออกจากแว่นแคว้นนั้นด้วยความเบิกบาน แล้วก็เคลื่อนย้ายจากฐานที่ ๗ ไป ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ เป็นกายละเอียดออกไปเกิดใหม่ เพราะฉะนั้นที่เกิดที่ดับก็อยู่ที่ฐานที่ ๗</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ที่หลับ</span></strong> คือ เวลาเราหลับทุกคืน ใจของเราจะมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ ตรงนี้ แล้วกายละเอียดก็ออกไปทำหน้าที่ฝัน จำได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็มารายงานกายเนื้อตอนตื่น ถ้าหลับแบบมีสติก็จะไม่ฝัน ถ้าขาดสติก็จะฝันเป็นตุเป็นตะ บางทีก็เป็นเรื่องเป็นราวแล้วแต่ว่าจะเป็นความฝันประเภทไหน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ที่ตื่น</span></strong> ก็ตื่นตรงนี้ เกิด ดับ หลับ ตื่น เริ่มต้นตรงฐานที่ ๗ ตรงนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong style="font-size: 18pt;"><span style="color: #dd3333;">ทางสู่อายตนพระนิพพาน</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ฐานที่ ๗ <img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6419" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/large_LINE_ALBUM_650407_set_220422_bc399344b6-1.jpg" alt="" width="1000" height="667" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/large_LINE_ALBUM_650407_set_220422_bc399344b6-1.jpg 1000w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/large_LINE_ALBUM_650407_set_220422_bc399344b6-1-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/large_LINE_ALBUM_650407_set_220422_bc399344b6-1-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/large_LINE_ALBUM_650407_set_220422_bc399344b6-1-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/large_LINE_ALBUM_650407_set_220422_bc399344b6-1-696x464.jpg 696w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">สําคัญยิ่งไปกว่านั้นฐานที่ ๗ ยังเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่อายตนนิพพาน ถ้าไม่ต้องการมาเกิดอีก แต่ต้องเดินตรงข้ามกัน คือเข้ากลางดิ่งเข้าไปสู่ภายในเรื่อย ๆ โดยมีจุดเริ่มต้นตรงฐานที่ ๗ ที่เดียวกันเลย และเป็นที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนเป็นบรมโพธิสัตว์ เมื่อครั้งจะตรัสรู้ธรรมบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อท่านคลายความผูกพันจากทุกสิ่ง ทั้งทรัพย์ อวัยวะ ชีวิต ไม่อาลัยอาวรณ์ ไม่ผูกพันแล้ว ใจจะมาหยุดนิ่ง ๆ อยู่ที่ตรงนี้ นิ่งอย่างเดียวไม่เขยื้อนเลย พอถูกส่วนเข้า ใจก็จะตกศูนย์วูบลงไป เหมือนตกสุญญากาศ วื้ดลงไป แล้วก็มีดวงธรรมลอยขึ้นมา</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างเล็กก็ขนาดดวงดาวในอากาศ เห็นชัดใสแจ่ม เหมือนเราเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าในยามราตรี แต่เห็นดวงดาวตอนกลางคืนที่เราลืมตาดูนั้น มันไม่ได้มาพร้อมกับความสุขและความบริสุทธิ์ แต่ว่าจุดเล็กใสเหมือนดวงดาวที่เกิดขึ้นด้วยใจหยุดนิ่งนี้มาพร้อมกับความสุขที่ไม่เคยเจอมาก่อน เป็นความบริสุทธิ์ของใจที่เกลี้ยงเกลา จนรู้สึกว่าเราบริสุทธิ์ มันจะบังเกิดขึ้นพร้อมกับความพึงพอใจ กายก็สบาย ใจก็สบาย เบิกบาน</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ก็ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือใหญ่กว่านั้น หรือโตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ประมาณนั้น จะใสบริสุทธิ์ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย หรืออย่างน้อยก็ใสเหมือนน้ำแข็งใส ๆ ใสเหมือนกระจกคันฉ่องที่ส่องเงาหน้า ใสเกินใส แล้วก็จะสว่างมากเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือยิ่งกว่านั้น ใสสว่างแต่ไม่เคืองตา ไม่แสบตา เป็นแสงที่ละมุนใจ มองแล้วมองอีกก็สบาย มีความสุข แล้วใจจะนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่เขยื้อนไปไหนเลย</p>
<p style="text-align: justify;">ใจของพระบรมโพธิสัตว์ก็จะเป็นอย่างนี้ นิ่งอยู่กลางดวงใส ๆ ดวงใสดวงนี้คือจุดเริ่มต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ที่จะหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ในเส้นทางสายกลางภายใน</p>
<p style="text-align: justify;">เป็นเส้นทางแห่งความบริสุทธิ์ที่เรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">วิสุทธิมรรค</span></strong><br />
เส้นทางแห่งความหลุดพ้นที่เรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">วิมุตติมรรค</span></strong><br />
เส้นทางของพระอริยเจ้าที่เรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">อริยมรรค</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ใจของท่านจะหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ นิ่งอย่างเดียวเลย มีความสุข ใจจะอยู่เย็นเป็นสุข นิ่งจนถูกส่วน ดวงนั้นก็จะขยาย</p>
<p style="text-align: justify;">ดวงนี้พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านเรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงปฐม</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">มรรค แปลว่า จุดเริ่มต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน</span></strong> เพราะฉะนั้นมรรคผลนิพพานนี้อยู่ภายในตัวของเราเอง แต่เราไม่รู้ว่ามี เราจึงพูดกันไปเรื่อยเปื่อยว่า พ้นยุคพ้นสมัยในการบรรลุมรรคผลนิพพาน จริง ๆ แล้วไม่เกี่ยวกับยุคสมัยเลย เพราะมันอยู่ในตัวของเรา ขึ้นอยู่กับขยันหรือขี้เกียจและทำถูกหลักวิชชาไหม</p>
<p style="text-align: justify;">ใจของพระบรมโพธิสัตว์ก็จะนิ่งอยู่กลางดวงปฐมมรรค ในเส้นทางเอกสายเดียว ที่เรียกว่า เอกายนมรรค เป็นเส้นทางเดียวเท่านั้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ไม่มีเส้นอื่น ถ้าเป็นดวงธรรมเขาเรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน</span></strong> เป็นความบริสุทธิ์เบื้องต้น ที่จะส่งต่อให้เราไปถึงความบริสุทธิ์ถัด ๆ ไปเรื่อย ๆ จนถึงปลายทาง</p>
<p style="text-align: justify;">พระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายก็จะนิ่งอย่างนี้เรื่อยไปเลย แล้วก็จะเห็นดวงใส ๆ ในกลางดวงใสของปฐมมรรค ก็จะเข้าถึงอีกดวงหนึ่ง ซึ่งจะขยายมาจากจุดเล็ก ๆ ตรงกลางดวงปฐมมรรคออกมาเป็นอีกดวงหนึ่ง อีกมิติหนึ่ง อีกความละเอียดหนึ่งที่เรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงศีล</span></strong> กลมเหมือนกัน แต่ใสสว่างบริสุทธิ์กว่า ความสุขมากกว่า ความชัดใสสว่างก็มากกว่าเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะไปในทำนองอย่างนี้ ท่านก็หยุดนิ่งต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;">ในกลางดวงศีล ก็จะเข้าถึง <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงสมาธิ</span></strong><br />
หยุดอยู่ในกลางดวงสมาธิ ก็จะเข้าถึง <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงปัญญา</span></strong><br />
หยุดอยู่ในกลางดวงปัญญา ก็จะเข้าถึง <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงวิมุตติ</span></strong><br />
หยุดอยู่ในกลางดวงวิมุตติ ก็จะเข้าถึง <strong><span style="color: #dd3333;">ดวงวิมุตติญาณ</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ทัสสนะ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ทั้งหมดนี้ ๖ ดวง (ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ) จะซ้อนกันอยู่ภายใน ต่างมิติ ต่างความละเอียด ต่างความบริสุทธิ์และความสุข จะเข้าถึงได้ด้วยการหยุดนิ่ง ไม่ต้องทำอะไรเลย</p>
<p style="text-align: justify;">ชุดหนึ่งมี ๖ ดวง จะเป็นเครื่องกลั่นใจเราให้บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น แล้วก็จะเชื่อมเข้าไปถึงกายละเอียดภายใน ซึ่งเป็นกายในกายภายในตัวของเรา</p>
<p style="text-align: justify;">กายแรกที่เราเข้าถึง คือ <strong><span style="color: #dd3333;">กายมนุษย์ละเอียด</span></strong> มีลักษณะเหมือนกับตัวเรา ต่างแต่ว่าเป็นหนุ่มเป็นสาวกว่า อยู่ในวัยเจริญวัยสดใส นั่งสมาธิสงบนิ่งอยู่ภายใน เป็นกายที่มีชีวิตเหมือนตัวเราอย่างนี้ แต่ว่าเป็นชีวิตที่สูงส่งกว่า ละเอียดประณีตกว่า สดใส บริสุทธิ์</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดเราจะเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาว่า แต่เดิมเราเข้าใจว่า มีแต่กายมนุษย์หยาบที่เป็นตัวของเรา แต่พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เรารู้แล้วว่ามันไม่ใช่อย่างที่เราเคยคิด กายมนุษย์หยาบเป็นประดุจบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของกายมนุษย์ละเอียดอีกชีวิตหนึ่งที่อยู่ภายใน ส่วนกายหยาบข้างนอกเป็นแค่เปลือก เมื่อมาถึงตรงนี้ ความรู้สึกผูกพันในกายหยาบจะลดลงไป คือรู้ว่าเป็นแค่กายอาศัยไว้สำหรับการสร้างบารมีเท่านั้น หรือเอาไว้สำหรับที่จะเดินทางเข้าไปสู่ภายในเท่านั้น ความรู้สึกเราก็จะแตกต่างไปจากเดิม</p>
<p style="text-align: justify;">ใจของเราก็จะสงบนิ่งอยู่ภายในกายมนุษย์ละเอียด พอถูกส่วนก็จะเคลื่อนเข้าไปตรงฐานที่ ๗ ของกายมนุษย์ละเอียดในทำนองเดียวกัน ก็จะเห็นดวงธรรมอีก ๑ ชุด ๖ ดวงดังกล่าวซ้อนอยู่ภายใน เป็นชั้น ๆ เข้าไป ความสุข ความบริสุทธิ์ก็เพิ่มขึ้น ก็จะเข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก็จะเข้าถึงกายทิพย์หยาบ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">กายทิพย์หยาบ</span></strong> จะมีลักษณะแตกต่างจากกายมนุษย์ละเอียด เป็นกายสำหรับเทวโลก ถ้าจะไปอยู่สวรรค์ก็ต้องกายนี้ กายอื่นอยู่ไม่ได้ กายมนุษย์ละเอียดอยู่ไม่ได้ กายมนุษย์ละเอียดแค่หลุดออกจากกายหยาบ พอไปเกิดใหม่เป็นชาวสวรรค์กายนั้นจะดับไปเกิดใหม่เป็นกายทิพย์ส่งกันต่อ ๆ อย่างนี้ อย่างรวดเร็ว</p>
<p style="text-align: justify;">กายทิพย์จะมีเครื่องประดับเหมือนสังคมของเทวโลก อยู่ในอิริยาบถนั่งสมาธิเหมือนกัน สงบนิ่ง สวยงาม สดใส สว่างไสวกว่ากายมนุษย์ละเอียด และในกลางกายทิพย์หยาบก็จะมีกายละเอียดของกายทิพย์ เขาเรียก <strong><span style="color: #dd3333;">กายทิพย์ละเอียด</span></strong> เหมือนกายมนุษย์หยาบก็มีกายละเอียดของกายมนุษย์หยาบที่เรียกว่า กายมนุษย์ละเอียด ซ้อนอยู่ภายใน ก็จะเป็นชั้น ๆ อย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">ในกลางกายทิพย์ละเอียดก็จะเข้าถึง <strong><span style="color: #dd3333;">กายรูปพรหมหยาบ </span></strong>กายนี้เป็นกายที่เอาไปใช้มีชีวิตอยู่ในพรหมโลก ในรูปภพ กายอื่นอยู่ไม่ได้ ต้องกายนี้ ถ้าได้รูปฌานสมาบัติก็จะมาอยู่พรหมโลกด้วยกายนี้ เป็นกายที่สวยงามยิ่งกว่ากายทิพย์หยาบ-ละเอียดนั้นอีก อยู่ในอิริยาบถนั่งสมาธิ สวยงามทั้งลักษณะ คือ รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คือเครื่องประดับ แล้วก็คุณสมบัติ ดวงปัญญา ความรอบรู้อะไรต่าง ๆ เพิ่มขึ้น คือมีสมบัติเพิ่มขึ้น ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ และจะมีกายละเอียดของกายรูปพรหมหยาบ คือ <strong><span style="color: #dd3333;">กายรูปพรหมละเอียด</span></strong> เช่นเดียวกับกายมนุษย์ กายทิพย์</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าใจมาถึงมันจะนิ่งแน่นหนักเข้าไปอีก พอถูกส่วนก็ผ่านดวงธรรมดังกล่าวอีก ๑ ชุด ๖ ดวง ก็จะเข้าไปถึง <strong><span style="color: #dd3333;">กายอรูปพรหม</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">หยาบ</span></strong> กายนี้เป็นกายที่เหมาะสมกับอรูปภพ ซึ่งเป็นที่สุดของภพ ๓ กายอื่นไปอยู่ไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">อรูปพรหม แปลว่า ไม่ใช่กายรูปพรหม ไม่ใช่แปลว่า พรหมไม่มีรูป เหมือน อมนุษย์ ไม่ได้แปลว่า ไม่มีมนุษย์ แต่แปลว่า ไม่ใช่มนุษย์ อรูปพรหมก็แปลว่า ไม่ใช่กายรูปพรหม และกายอรูปพรหมที่อยู่อรูปภพก็มีกายละเอียด คือ <strong><span style="color: #dd3333;">กายอรูปพรหม</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ละเอียด</span></strong> อีกชั้นหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">กายในกายเหล่านี้ จะซ้อน ๆ กันอยู่ภายใน ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ตามเห็นกายในกาย ก็หมายถึงกายประเภทอย่างนี้แหละที่อยู่ในตัว</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อบรมโพธิสัตว์ทุกพระองค์มาถึงตรงนี้ก็หยุดนิ่งต่อไป ไปถึงกายที่สำคัญ คือ กายธรรม กายนี้อยู่ในภพ ๓ ไม่ได้ เนื่องจากบริสุทธิ์กว่า เป็นกายนอกภพ ๓ คือ กายทั้งกายบริสุทธิ์หมดเลย เป็นธรรมล้วน ๆ เป็นความบริสุทธิ์ล้วน ๆ ถูกต้องดีงามล้วน ๆ งดงามยิ่งกว่ากายที่ผ่าน ๆ มา เพราะประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ มีเกตุดอกบัวตูม คือตั้งแต่กายอรูปพรหมลงไปถึงกายมนุษย์หยาบ ยังไม่มีลักษณะมหาบุรุษบริบูรณ์ขนาดนี้</p>
<p style="text-align: justify;">กายธรรมนี้จะเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับ เพราะเลยความรู้สึกผูกพันกับทิพยสมบัติแล้ว พ้นไปแล้ว อยู่ครึ่งทางระหว่างความเป็นปุถุชนกับความเป็นพระอริยเจ้า เรียกว่า โคตรภูบุคคล กายธรรมนี้จึงชื่อว่า <strong><span style="color: #dd3333;">กายธรรมโคตรภู</span></strong> คือครอบคลุมกายในภพ ๓ ทั้งหมด มีเกตุดอกบัวตูม ลักษณะคล้าย ๆ ดอกบัวสัตตบงกชไม่ใหญ่ไม่เล็ก ขนาดกำลังพอดี ๆ ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อม บนพระเศียรที่มีเส้นพระศกหรือเส้นผมขดเวียนเป็นทักษิณาวรรตตามเข็มนาฬิกา เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ นั่งขัดสมาธิสงบนิ่ง สวยงามมาก มีรัศมีสว่างไสว กายจะใสเกินใส ใสกว่ารัตนะใด ๆ ทั้งในโลกนี้ โลกอื่น และยิ่งกว่าในเทวโลก รัตนะที่มีอยู่ในเทวโลก พรหม หรืออรูปพรหม ในภพทั้ง ๓ ไม่อาจสวยงามหรือสูงส่งเสมอเหมือนรัตนะของกายนี้</p>
<p style="text-align: justify;">รัตนะ แปลว่า แก้ว เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความปลื้มปีติ สุขใจ พึงพอใจสูงสุด เป็นของใส ๆ แต่รัตนะในที่นี้ คือ พุทธรัตนะ ยิ่งกว่านั้นอีก กายของท่านจะใสบริสุทธิ์เกินความใสใด ๆ ในภพทั้ง ๓ มีรัศมีสว่างมากด้วยตัวของตัวเอง อยู่ในที่มืดก็สว่าง ที่แจ้งก็สว่าง สว่างกลบรัศมีของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว กลบหมด</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วยังเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้วด้วยกายธรรมที่เข้าถึงนี้แหละ เพราะท่านมีธรรมจักษุ มีดวงตาที่เห็นแตกต่างจากดวงตาของอรูปพรหม รูปพรหม กายทิพย์หรือมนุษย์ที่อยู่ในภพ ๓ เพราะท่านเห็นได้รอบตัว โดยไม่ต้องเหลียว อยู่ในที่เดียวกัน แต่เห็นไปทุกทิศทุกทาง เห็นในอดีตก็ได้ ปัจจุบันก็ได้ อนาคตก็ได้ ให้อดีตปัจจุบันอนาคตมาอยู่ ณ จุดเดียวกันก็ได้ รอบตัวเลย ที่เราคงได้ยินคำว่า สมันตจักษุ ปัญญาจักษุ และทิพยจักษุ</p>
<p style="text-align: justify;">ธรรมจักษุนี้ครอบคลุมการเห็นเหล่านั้นทั้งหมด การเห็นของท่านนอกจากแตกต่างแล้วยังเป็นการเห็นที่วิเศษจริง ๆ เพราะทำให้เราเข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ เพราะว่ามองเห็นชีวิตที่ผ่านมาที่เราลืมไปแล้วได้ และก็เรื่องราวที่เราประกอบเหตุปัจจุบันจะเป็นผลในอนาคตได้ และก็รู้เรื่องราวเกี่ยวกับฉากหลังพญามาร กิเลสอาสวะ อะไรต่าง ๆ เหล่านั้นได้</p>
<p style="text-align: justify;">ธรรมจักษุนี้เป็นการเห็นที่วิเศษ ที่แจ่มแจ้ง เหมือนดึงของที่อยู่ในที่มืดที่เราก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรมาสู่กลางแจ้ง ให้โดนแสง คือเห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้งแทงตลอด แตกต่างจากการเห็นที่ผ่าน ๆ มาดังกล่าวแล้ว จึงมีอยู่คำหนึ่งที่เขาใช้แล้วเราก็คุ้นเคย คือ คำว่า <strong><span style="color: #dd3333;">วิปัสสนา</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><em><span style="color: #dd3333;">วิ</span></em> แปลว่า วิเศษ แจ้ง ต่าง<br />
<em><span style="color: #dd3333;">ปัสสนา</span></em> แปลว่า การเห็น</p>
<p style="text-align: justify;">การเห็นที่วิเศษ แจ่มแจ้ง แตกต่าง รวมแล้วเรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">วิปัสสนา </span></strong>จะเริ่มต้นเมื่อเข้าถึงกายธรรมนี้เป็นเบื้องต้นนี่แหละ เข้าถึงกายธรรมโคตรภูที่มีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อย่างที่เราสวดในธรรมจักร <strong><span style="color: #dd3333;">จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา </span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้ตื่นจากความฝัน ประดุจโลกมายาของชีวิตในสังสารวัฏ และก็ตื่นตัวด้วย คือ มีชีวิตชีวา เบิกบาน มีความสุขด้วยตัวของตัวเอง เป็นอิสรภาพ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก มีความสุข เบิกบาน แม้จะอยู่ในภูเขา ในถ้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ลอมฟาง เรือนว่าง โคนไม้ ที่แจ้ง ไปตามลำพังก็มีความสุข นี่คือกายธรรมโคตรภู เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว และก็เป็นตัวพระรัตนตรัยด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">กายธรรมนี้คือ <strong><span style="color: #dd3333;">พุทธรัตนะ</span></strong> พุทธรัตนะจะตั้งอยู่ได้ก็ต้องมี <strong><span style="color: #dd3333;">ธรรมรัตนะ</span></strong> ทรงรักษาเอาไว้ แล้วก็เป็นคลังแห่งความรู้ คลังแห่งปริยัติจึงเรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ธรรมรัตนะ</span></strong> ความรู้จะออกมาจากตรงนี้ จะเป็นดวงใส ๆ กลมรอบตัวอยู่ในกลางพุทธรัตนะ</p>
<p style="text-align: justify;">ในกลางกายธรรมโคตรภูก็จะมีกายละเอียดเหมือนกายที่ผ่าน ๆ มา เขาเรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">กายธรรมโคตรภูละเอียด</span></strong> เป็นประดุจ<strong><span style="color: #dd3333;">สังฆรัตนะ</span></strong> ที่รักษาอยู่ เพราะว่าอยู่ตรงกลางธรรมรัตนะ คือเข้ากลางดวงธรรมรัตนะจะเห็นสังฆรัตนะ เป็นกายละเอียดของธรรมกายโคตรภูจะรักษาธรรมรัตนะเอาไว้ เหมือนพระสงฆ์ทรงจำคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รักษาพระธรรมเอาไว้ แล้วพระธรรมก็เป็นตัวแทนเป็นความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า</p>
<p style="text-align: justify;">พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แยกออกจากกันไม่ได้ แม้มีชื่อเรียกแตกต่างกัน ทำกันคนละภารกิจ แต่จะรวมประชุมเป็นหนึ่งเดียว เหมือนเพชรที่มีทั้งสี ทั้งแวว ทั้งความใส สีของเพชร แววของเพชร ความใสของเพชร รวมประชุมอยู่ในเพชรเม็ดเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ พระรัตนตรัยก็เป็นอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">พระบรมโพธิสัตว์ก็จะเข้าถึงกายธรรมอย่างนี้ แล้วก็จะถอดออกเป็นชั้น ๆ เข้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า ตั้งแต่ความเป็นพระโสดาบัน ความเป็นพระสกิทาคามี ความเป็นพระอนาคามี ความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนกัน ต่างแต่ขนาด</p>
<p style="text-align: justify;">กายธรรมพระโสดาบัน หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา<br />
กายธรรมพระสกิทาคามี หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา<br />
กายธรรมพระอนาคามี หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา<br />
กายธรรมพระอรหัตตผล หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา</p>
<p style="text-align: justify;">ทั้งหมดมีหยาบ มีละเอียด กายธรรมส่วนหยาบก็เรียกว่า มรรค เช่น โสดาปัตติมรรค ถ้ากายธรรมส่วนละเอียดก็เป็นผลที่เรียกว่า โสดาปัตติผล เพราะฉะนั้นมรรคผลนิพพานอยู่ในตัวของเรานี่แหละ</p>
<p style="text-align: justify;">พระบรมโพธิสัตว์ได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการหยุดนิ่งอย่างเดียวที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ เมื่อบรรลุแล้วท่านก็นำมาถ่ายทอดให้กับมนุษย์และเทวดาผู้มีบุญทั้งหลายที่ทำตามพระองค์ เพราะพระองค์เห็นว่า มนุษย์ เทวดา สรรพสัตว์ทั้งหลายก็มีเช่นเดียวกับพระองค์ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองมี และไม่มีความรู้ว่าตัวเองยังไม่รู้เลย เนื่องจากถูกอวิชชาบดบังเอาไว้ เพราะฉะนั้นท่านจึงถ่ายทอดสั่งสอน ตั้งแต่บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเรื่อยมาเลย ๔๕ พรรษา จนกระทั่งดับขันธปรินิพพานเป็นคำสอนแบบเดียวกันทุกพระองค์นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ก็จะสอนอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จึงมีความสำคัญมากที่ลูกทุกคนต้องทำความรู้จักแล้วก็เอาใจใส่ เอาใจของเรามาใส่ตรงนี้ มาหยุดมานิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพื่อที่เราจะได้เดินตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างไร เราก็จะบรรลุมรรคผลนิพพานอย่างนั้น</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6420" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a030.jpg" alt="" width="684" height="746" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a030.jpg 684w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a030-275x300.jpg 275w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a030-150x164.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a030-300x327.jpg 300w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">พระคุณของหลวงปู่ฯ</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ความรู้นี้คือคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก แต่ว่ายากต่อการนำมาปฏิบัติ จนกระทั่งมีการบังเกิดขึ้นของพระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สดจนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ที่เมื่อ ๙๐ กว่าปีที่แล้ว ท่านสละชีวิตในกลางพรรษา ๑๒ ที่โบสถ์ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ดังที่เราได้ทราบประวัติมาแล้ว ท่านได้สละชีวิต ทั้งทรัพย์ อวัยวะ ชีวิต เช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ แล้วในที่สุดก็ได้บรรลุธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพยานแห่งการตรัสรู้ธรรม ยืนยันว่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมและสั่งสอนมานั้นถูกต้อง เป็นจริง และดีงาม เข้าถึงได้จริงในยุคนี้ ไม่พ้นกาลสมัย</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านได้บรรลุธรรมแล้ว ท่านก็ไม่หวงแหนความรู้นี้ ได้นำมาถ่ายทอดแล้วก็สรุปบทเรียนมาเป็นวิธีการ ในการที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นว่าทำเพียงประการเดียวคือ หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ หยุดนี่แหละจะเป็นตัวสำเร็จ เมื่อใจอยู่ในตำแหน่งแห่งความสำเร็จ ใจก็จะเป็นธาตุสำเร็จ ให้เราได้บรรลุมรรคผลนิพพานอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลืออยู่ ให้ลูกทุกคนนึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างเบา ๆ สบาย ๆ ให้ใจใส ๆ นึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ เป็นอารมณ์ทั้งวันเลย ให้นึกถึงท่านด้วยความเลื่อมใส ระลึกนึกถึงพระคุณท่านที่สอนวิธีการให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึงที่พึ่งที่ระลึกภายใน อย่าให้เผลอไปคิดเรื่องอื่น ประคองใจกันไปอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันศุกร์ที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/4992">พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมใด</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พุทธโอวาท</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1423</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:43:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธโอวาท]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1423</guid>

					<description><![CDATA[<p>พุทธโอวาท ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1423">พุทธโอวาท</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><br />
<span style="font-size: 24pt;">พุทธโอวาท</span></strong></p>
<p style="text-align: center;">๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-2517 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1024x625.jpg" alt="" width="696" height="425" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1024x625.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-300x183.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-768x469.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1536x938.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-150x92.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-696x425.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1068x652.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813-1920x1173.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4813.jpg 2040w" sizes="(max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓ หน)</strong></p>
<p><strong>อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก        ปาณภูเตสุ สญฺญโม<br />
สุขา วิราคตา โลเก           กามานํ สมติกฺกโม<br />
อสฺมิมานสฺส โย วินโย        เอตํ เว ปรมํ สุขนฺติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong> </strong><span style="font-size: 10pt;">วิ.ม.(บาลี)๔/๕/๖</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงธรรมิกถาแก้ด้วยพุทธโอวาท พระองค์ทรงประทานเทศนาแก่บริษัททั้ง ๔ มีภิกษุบริษัทเป็นต้น พระทศพลทรงวางเนติแบบแผนตำรับตำราไว้ให้เป็นตัวอย่างอันดีแก่ประชุมชนในยุคโน้น ตลอดมาจนกระทั่งถึงประชุมชนในยุคนี้ เราท่านทั้งหลายผู้เกิดมาประสบพบพุทธศาสนาก็ควรจะได้ฟังพระธรรมเทศนานั้นในบัดนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ตามวาระพระบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก</strong></span> ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลก  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปาณภูเตสุ สญฺญโม</strong></span> ความสำรวมระวังในสัตว์มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตเป็นเหตุให้รักษา<strong>  <span style="color: #ff0000;">สุขา วิราคตา</span></strong><span style="color: #ff0000;"> <strong>โลเก</strong></span> ความปราศจากจากความกำหนัดยินดีเป็นสุขในโลก  <span style="color: #ff0000;"><strong>กามานํ สมติกฺกโม</strong></span> ก้าวล่วงเสียซึ่งกาม  <span style="color: #ff0000;"><strong>อสฺมิมานสฺส โย วินโย</strong></span> นำเสียซึ่งอัสมิมานะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอตํ เว ปรมํ สุขํ</strong></span> นี้ละเป็นสุขอย่างยิ่ง ตรงนี้แง่นี้เป็นธรรมสำคัญ ๕ ข้อด้วยกัน ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลกนั้นเป็นไฉน มีอรรถาธิบายเป็นลำดับไป ตนของตนไม่เบียดเบียนตนเองด้วยกาย หรือด้วยวาจา หรือด้วยใจตน ตนของตนเองไม่เบียดเบียนบุคคลผู้อื่นด้วยกาย หรือด้วยวาจา ด้วยใจของตน ตนของตนเองไม่เบียดเบียนทั้งตนและทั้งบุคคลอื่น ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจของตนเอง นี้เพียงเท่านี้ตนก็เป็นสุขแล้ว คนอื่นที่ไม่ถูกเบียดเบียนก็เป็นสุขด้วย ทั้งตนและบุคคลอื่นก็เป็นสุขทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ยักย้ายไปไหน ความเบียดเบียนนี่เป็นทุกข์ในโลก ไม่ใช่เป็นสุข ความเบียดเบียนเป็นทุกข์ในโลก บัดนี้โลกกำลังเบียดเบียนซึ่งกันและกันอยู่ เดิมก็ออกจากตนนั่นแหละ ไม่ใช่ออกจากไหน ความเบียดเบียนอันนี้ ถ้าว่าตนไม่คิดเบียดเบียนแล้ว ความเดือดร้อนก็จะมีเป็นไฉน ความเบียดเบียนอันนี้แสดงโดยข้อเค้าสำเนาความก็เพียงตนของตนกับบุคคลอื่น ๒ คนเท่านั้นในโลก โลกคือหมู่สัตว์ โอกาสโลก ขันธโลก โอกาสโลก ดิน น้ำ ไฟ ลม วิญญาณ อากาศ นี้เรียกว่าโอกาสโลก ขันธโลก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สัตว์โลกที่ไปเกิดมาเกิดอาศัยขันธ์ทั้ง ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ทั้ง ๕ ก็อาศัยโอกาสโลก ดิน น้ำ ไฟ ลม วิญญาณ อากาศ อาศัยอย่างนี้ นี้เมื่อมีขึ้นเป็นขึ้นในโลกแล้วเกิดเบียดเบียนซึ่งกันและกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          หมู่มนุษย์ใดในสากลโลก ในประเทศใดหมดทั้งประเทศ ประเทศใดไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ประเทศนั้นได้รับความสุขแน่แท้ ประเทศใดเบียดเบียนในกันและกันเข้า ใน ๒ ประเทศนั้นที่เบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นทุกข์แน่ ไม่ใช่เป็นทุกข์เพียงเท่านั้น หลั่งความทุกข์มาให้ประเทศใกล้เคียงไม่ใช่น้อย ยังเราท่านทั้งหลายได้ประสบความเบียดเบียนมาแล้วอย่างใหญ่เรียกว่าสงคราม ล่วงแล้ว ๒ ครั้ง ได้ประสบอย่างใหญ่ทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          พอปลายสงครามข้าวของแพงเกินส่วน ของหายากเกินส่วน เครื่องอุปโภคบริโภคไม่พอใช้จ่ายกัน ต่างประเทศถึงกับเดือดร้อนถึงความตาย นี้เห็นได้แล้ว ความเบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นทุกข์ในโลกอย่างนี้ ตั้งต้นแต่สกุล ๆ เดียว บิดามารดาเดียวกัน อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ถ้าจะให้ได้รับความสุข บิดามารดาต้องไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันก่อน ลูกหญิงลูกชายของบิดามารดาเดียวกันต้องไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เมื่อมารดาบิดาไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันแล้ว มารดาบิดาก็ได้รับความสุขทั้ง ๒ ฝ่าย ลูกหญิงลูกชายไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันแล้ว ลูกหญิงลูกชายก็ได้รับความสุข ตลอดจนกระทั่งมารดาก็ได้รับความสุข ลูกหญิงลูกชายเบียดเบียนกันขึ้นเวลาใด มารดาบิดาก็ได้รับความทุกข์เวลานั้น ถ้าว่าลูกหญิงลูกชายไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เมตตาปรานีในกันและกัน รักใคร่ในกันและกัน สนิทสนมในกันและกัน กลมเกลียวในกันและกัน ได้ชื่อว่าไม่เบียดเบียนในกันและกัน ถ้าว่าไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันดังนี้แล้ว มารดาบิดาสกุลนั้น ลูกหญิงลูกชายสกุลนั้นได้รับความสุข มีแต่ความเจริญเป็นเบื้องหน้า ความเสื่อมทรามไม่มี ที่จะได้รับความเสื่อมทรามแตกสลาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">เพราะบิดามารดาเบียดเบียนกันขึ้นก่อน เป็นอุทาหรณ์ให้ลูกเอาอย่างเบียดเบียนซึ่งกันและกันบ้าง เบียดเบียนกันแรงหนักเข้า ถึงตบตีให้ประหัตประหารซึ่งกันและกัน หนักมือไปกว่านั้นแตกแยกจากกัน อยู่รวมกันไม่ได้ อยู่รวมกันก็ตีกันเท่านั้น พูดไม่ลงรอยกัน เพราะเบียดเบียนกันเสียแล้ว</span></strong> ก็ตั้งเป็นหมู่พวกไม่ได้ มารดาบิดาคู่นั้นเรียกว่าคุมความปกครองไม่อยู่ ไม่สามารถปกครองลูกหญิงลูกชายไว้ได้ เป็นคนมีปัญญาแต่เพียงให้ลูกหญิงลูกชายเกิดเท่านั้น เลี้ยงให้ใหญ่โตเท่านั้น <span style="color: #3366ff;"><strong>ที่จะปกครองลูกหญิงลูกชายปกครองไม่ได้ สัมหาอะไรที่จะไปปกครองผู้อื่น</strong></span> ปกครองลูกหญิงลูกชายของตนก็ไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่ก็เพราะอะไร ก็เพราะความเบียดเบียน ถ้าความเบียดเบียนเลิกเสียแล้วไม่เบียดเบียนกันและกันแล้วก็ปกครองกันได้ ความเบียดเบียนนี้แหละสำคัญนัก ถ้าเลิกเบียดเบียนกันเสียได้ ตระกูลหนึ่งมารดาบิดาลูกหญิงลูกชายก็ไม่ต้องแตกแยกจากกัน เป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นหมู่เป็นพวกกัน อยู่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในกันและกันได้ เพราะไม่มีความเบียดเบียนในกันและกัน ขยายส่วนออกไปกว่านั้น กว้างออกไป ตระกูลหนึ่ง ๆ เต็มประเทศออกไป ขยายส่วนออกไปกว่านั้น ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ประเทศหนึ่ง ๆ ไม่เบียดเบียนกันทั้งหมด ปรากฏว่าประเทศนั้นจะได้รับความรุ่งเรือง เจริญเกิดจากความไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขด้วยกันทั้งนั้น ไม่ต้องมีตำรวจเฝ้า ไม่ต้องมีใครรักษา ไม่ต้องมีศาล ไม่ต้องมีตุลาการ การที่จะไม่เบียดเบียนกันได้เช่นนี้จะเป็นได้เช่นไร ต้องอาศัยพระพุทธศาสนาแท้ ๆ จึงจะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6757" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010.jpg" alt="" width="2216" height="1773" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010.jpg 2216w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-300x240.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-1024x819.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-768x614.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-1536x1229.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-2048x1639.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-150x120.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-696x557.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-1068x854.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/010-1920x1536.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2216px) 100vw, 2216px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก เป็นที่ร่มเย็นเป็นสุขของโลก เป็นประมุขของโลก เป็นที่พึ่งของโลก เป็นผู้รู้จักหนทางเป็นที่ตั้งของความเสื่อม เป็นที่ตั้งของความเจริญ รู้ทางความเสื่อม รู้ทางความเจริญ รู้ทางร่มเย็นเป็นสุข รู้ทางเดือดร้อนเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้ารู้ทุกอย่าง ได้วางเนติแบบแผนตำรับตำรา โลกก็เกิดขึ้นใหม่ ๆ ยังมีมนุษย์น้อยอยู่ ลงมากินง้วนดินแล้วก็เหาะเหินเดินอากาศไม่ได้ ก็จ๊อหลออยู่ในแผ่นดินนี้ต่อไป ๆ ๆ ๆ ก็ได้ กายนั้นก็กลายมาเป็นมนุษย์เป็นลำดับไป กลายไปอยู่สมัครสังวาสในกันและกัน ได้เกิดมนุษย์ขึ้น เมื่อเกิดมนุษย์ในตอนต้น ก็มีน้อยคน ไม่สู้จะเบียดเบียนกันนัก แล้วมนุษย์มากขึ้นเป็นลำดับ มนุษย์เริ่มเบียดเบียนกัน ใกล้เคียงกันก็ทะเลาะบาดหมางให้ประหัตประหารกันด้วยกายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง ด้วยใจบ้าง ก็เกิดเบียดเบียนกันขึ้น ทุบตีฆ่าฟันกัน ครานั้นโลกได้รับความเดือดร้อนเพราะเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ด้วยความให้ประหัตประหารซึ่งกันและกัน ทุบตีฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ผู้ที่มีปัญญาก็ต้องแก้ไขให้มนุษย์เลิกเบียดเบียนกันเสีย เมื่อหยุดเบียดเบียนกันก็เป็นสุขทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อเมื่อเบียดเบียนกันอีก ความคับคั่งเข้า มากมนุษย์ด้วยกัน แย่งชิงอาหารในกันและกัน ฉกลักหลอกลวงในกันและกัน เป็นทุกข์อีก มนุษย์เหล่านั้นเกือบจะโลกแตกทีเดียว ผู้มีปัญญาก็ต้องแก้ไขให้เลิกฉกลัก หลอกลวง ล่อหลอนในกันและกันเสีย ฉะนั้นโลกก็เป็นสุขสงบไปอีก</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อมาอีก มากมนุษย์เข้า มีความกำหนัดยินดีกันเกินไป ประทุษร้ายสับสนกัน ไม่ว่าลูกใครเมียใคร ตามชอบใจของตัวเองอีกแล้ว โลกแตกอีกแล้ว มนุษย์ผู้มีปัญญาก็แก้ไขให้มนุษย์พวกนั้นเลิกประทุษร้ายในกันและกัน เลิกผิดในกามเสีย ให้ยินดีเฉพาะคู่ครองของตน ๆ มนุษย์พวกนั้นก็สงบเงียบได้รับความสุขไปอีก</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อมาอีกมนุษย์มากขึ้น เกิดขี้ปดขี้โป้กันขึ้นแล้ว ไม่จริงแล้ว ถ้อยคำสำเนียง หลอกลวง ล่อหลอก ฉ้อโกงกันต่าง ๆ แล้ว เกิดถ้อยคำตลบตะแลงไปแล้ว เดือดร้อนแทบจะถล่มทลายอีก มนุษย์ผู้มีปัญญาแก้ไขอีกสงบเสีย มนุษย์พวกนั้นก็ได้รับความสุขใจ เพราะสงบในการเบียดเบียน ในการหลอกลวง ล่อหลอน พูดไม่จริง กลับพูดจริงกันเสียหมด มนุษย์ก็ได้รับความสุข</p>
<p style="text-align: justify;">          ครั้นต่อมามนุษย์สนุกกันใหญ่ บริโภคสุรากันขึ้นหมด ไอ้ที่ข้อกฎหมายวางกันไว้เท่าไร ๆ ถล่มทลายหมด โลกจะแตกจะทำลายคราวนี้ ทำไงกันละ เกิดเหตุยกใหญ่ เกิดอลหม่านทีเดียว ผู้มีปัญญาก็ต้องแก้ไขให้สงบ ให้เลิกสุรากันเสีย งดสุราเสียให้ขาด ไม่บริโภคสุรากัน สิ่งที่ทำให้เมาเลิกกัน มนุษย์ก็ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขไป นี่ต้นเดิมของมนุษย์นะ เดือดร้อนแล้วก็สงบกันได้ด้วยวิธีนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2516 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-802x1024.jpg" alt="" width="696" height="889" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-802x1024.jpg 802w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-235x300.jpg 235w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-768x980.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-1204x1536.jpg 1204w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-150x191.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-300x383.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-696x888.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812-1068x1363.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4812.jpg 1361w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          แต่ในบัดนี้เล่า หมดทั้งสากลโลก หมดประเทศไทย หมดประเทศอเมริกา หมดประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย ฯลฯ ถ้ามีศีล ๕ ด้วยพร้อม ๆ กันเป็นไง มีศีล ๕ พร้อมกันเสีย บริสุทธิ์พร้อมกันไม่มีร่องเสียด้วยกันทั้งนั้น โลกจะได้รับร่มเย็นเป็นสุขอย่างไรบ้าง โลกก็ได้รับร่มเย็นเป็นสุขทันใดทีเดียว ประเทศใคร ๆ อยู่ อู่ใคร ๆ นอนไป สบายอกสบายใจ เพราะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันหมดทั้งโลก นี่ท่านวางตำรับตำรา หมู่ปลาอยู่เป็นหมู่เป็นพวกใหญ่ พวกใหญ่เบียดเบียนไอ้เล็ก กินไอ้เล็ก ไอ้ใหญ่ก็ตอด ไอ้ใหญ่ขวางไอ้ใหญ่อยู่อย่างนี้แหละ เกะกะกันอยู่อย่างนี้แหละ หมู่ปลาก็ไม่ได้รับความสุข หมู่นกหมู่เดียวพวกเดียวกัน จิกกันข่มเหงคะเนงร้ายกัน หมู่นกก็ไม่ได้รับความสุข เพราะเบียดเบียนซึ่งกันและกัน หมู่มนุษย์ละ เบียดเบียนซึ่งกันและกันแล้ว ก็ไม่ได้รับความสุขแบบเดียวกัน ไม่ว่าสัตว์ชนิดใด ๔ เท้า ๒ เท้า เท้าเหี้ยน*<sup><span style="color: #999999;">(*เท้าเหี้ยน หมายถึง ไม่มีเท้า)</span></sup> เท้ามาก ลงเบียดเบียนกันไม่ได้รับความสุข เลิกเบียดเบียนกันเสียเวลาใด เวลานั้นแหละ <span style="color: #ff0000;"><strong>อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก </strong></span>ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลกแท้ ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">กามานํ สมติกฺกโม</span></strong> ก้าวล่วงเสียซึ่งกามทั้งหลาย กามทั้งหลายนั้นคืออะไรเล่า รูปที่ชอบใจนะซิ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ เรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ปปัญจธรรม </strong></span>ธรรมที่ทำสัตว์ให้เนิ่นช้า ไม่เป็นอันที่จะให้มีเวลาให้ทาน จำศีล ภาวนา ความยินดีในรูปถอนไม่ออก ยินดีในเสียงถอนไม่ออก ยินดีในกลิ่นถอนไม่ออก ยินดีในรสถอนไม่ออก ยินดีในสัมผัสถอนไม่ออก จะหยุดจะยั้งเสียก็ไม่ได้ เสียดายห่วงใยอาลัย ละไม่ได้ วางไม่ได้ ทำอย่างไรเล่าคราวนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก้าวล่วงไม่พ้น จมอยู่ในความสุข จมอยู่ในปลักของความสุขนั่นถอนไม่ออก จมอยู่ในปลักของความทุกข์นั่นถอนไม่ออก เพราะธรรมนั่นทำสัตว์ให้เนิ่นช้า ให้เดือดร้อน ทุรนทุราย กระสับกระส่ายต่าง ๆ นานา เป็นอยู่อย่างนี้ทั่วสากลโลก เพราะก้าวไม่ข้าม หามไม่พ้น ยินดีในรูปติดอยู่ในรูป ยินดีในเสียงติดอยู่ในเสียง ยินดีในกลิ่นติดอยู่ในกลิ่น ยินดีในรสติดอยู่ในรส ยินดีในสัมผัสติดอยู่ในสัมผัส ธรรม ๕ อย่างนี้ ทำให้สัตว์เนิ่นช้า เรียกว่า <span style="color: #3366ff;"><strong>ปปัญจธรรม</strong></span> ปปัญจธรรมทั้ง ๕ นี้เป็นตัวกามแท้ ๆ เรียกว่าเป็นตัว<strong><span style="color: #3366ff;">พัสดุกาม</span></strong> และเป็นที่ตั้งของกิเลสกามด้วย รูปนั่นแหละเป็นตัวพัสดุกาม ที่สาว ๆ งาม ๆ ก็เป็นพัสดุกาม ความยินดีมันก็ไปติดมากขึ้น เสียงที่เพราะ ๆ งาม ๆ นั่นแหละเป็นตัวพัสดุกามแท้ ๆ เป็นที่ตั้งของความยินดีหนักขึ้น กลิ่นที่หอม ๆ ที่จับใจนั่นแหละเป็นตัวพัสดุกามแท้ ๆ เป็นที่ตั้งของความยินดีมากขึ้น รสเป็นที่ชอบอกชอบใจ คือรสชาติที่เลิศที่ประเสริฐนั่นแหละเป็นพัสดุกามแท้ ๆ เป็นที่ตั้งของความยินดีหนักขึ้น สัมผัสทางกายเป็นที่ชอบใจของกายนั่นแหละเป็นตัวพัสดุกามแท้ ๆ เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีหนักขึ้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ๕ นี้เป็นตัวพัสดุกาม ความยินดีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส และในสัมผัสนั้นเป็นตัวกิเลสกาม ถ้าก้าวไม่พ้น ติดอยู่ในตัวพัสดุกามเหล่านี้แล้วต้องเป็นทุกข์เนืองนิตย์อัตรา หัวเราะบ้าง ร้องไห้บ้าง ต่าง ๆ นานา ไม่เสื่อมสร่าง ต่อเมื่อใดก้าวล่วงปัญจวิธกามคุณทั้ง ๕ ทั้งตัวพัสดุกาม ทั้งตัวกิเลสกามนี้ ปล่อยวางเสียได้ ก้าวพ้นไปเสียได้ ใครก้าวพ้นไปได้บ้างเล่า</p>
<p style="text-align: justify;">          เขาว่าท่านพรหมน่ะ ท่านพรหมก้าวพ้นไป ท่านรูปพรหมน่ะ เกิดตั้งแต่พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหมา ปริตตาภา อัปปมาณาภา อาภัสสรา ปริตตสุภา อัปปมาณสุภา สุภกิณหา เวหัปผลา อสัญญีสัตตา อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และอกนิฏฐา เขาว่าพรหม ๑๖ ชั้นนี้ก้าวล่วงพ้นกามไปเสียแล้ว มีรูปฌานเป็นที่ติดอยู่ รูปฌานนั่นนะติดอยู่กับใจ อ้ายท่านที่ติดอยู่ในใจ กามก็ติดอยู่กับใจเหมือนกัน ในมนุษย์โลกนี่แหละ รูป เสียง กลิ่น รส ในมนุษย์โลกนี่แหละ ติดอยู่กับใจแกะไม่ออก ไม่หลุดออกจากใจ ไปในสวรรค์ ๖ ชั้นฟ้า จาตุมหาราช ตาวติงสา ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ติดหนักขึ้น ๆ ละเอียดหนักขึ้น เอร็ดอร่อยหนักขึ้น ถอนไม่ออก ท่านพรหมเท่านั้นเป็นคนกล้าหาญ อุตส่าห์พยายามหลีก ๆ จากหมู่คณะออกไป เล่นซ่อนกระทำความเพียร ทำปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ให้บังเกิดขึ้น แต่พอทำปฐมฌานเกิดขึ้นเท่านั้น โอ้ อ้ายกามนี่เป็นโทษจริง ฌานนี่วิเศษจริง เป็นคุณจริง พ้นจริง ไปติดอยู่เสียกับฌานสบาย ติดอยู่กับกามเหมือนกับนั่งอยู่ในกองไฟ หรือนั่งอยู่ในกลางแดดจัด ทนไม่ค่อยไหว ไม่สบาย พอไปอยู่กับฌานเสียเหมือนเข้าร่ม สบายจริง เหมือนเข้าร่มที่เย็นมีน้ำล้อมอยู่ข้าง ๆ ทั้งเย็น ทั้งชื่นมื่น ทั้งสบาย</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจไปจรดอยู่กับรูปฌาน รูปฌานนะ ลักษณะเหมือนยังกับกงเกวียนเป็นเหมือนกระจก แผ่นกระจก หนาคืบหนึ่ง วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง ๒ วา กลม ๆ ไม่ใช่กลมรอบตัว กลมเหมือนกับกงเกวียนวงล้อต่าง ๆ กลม ๆ เป็นแผ่นเดียวเหมือนกระจก กลมรอบตัว แล้วก็ข้าง ๆ ก็เรียบร้อยเป็นอันดี ข้างหน้า ข้างหลัง เรียบร้อยดี ส่วนกายรูปพรหมก็เข้านั่งอยู่บนกลางปฐมฌานนั่น พอขึ้นนั่งบนนั้นเท่านั้น เย็นอกเย็นใจสบายใจ ก็ติดอยู่กลางดวงปฐมฌานนั้น พอใจจรดอยู่กับกลางดวงปฐมฌานได้ มันชื่นมื่น สบาย ความสบายของปฐมฌานนะวิเศษวิโสนัก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6758" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/0156-1920x1280.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          เขาเล่าเรื่องว่า มหากษัตริย์องค์หนึ่งได้บรรลุปฐมฌานแล้ว สละราชสมบัติให้ราชโอรสปกครองไป ตัวไปเป็นฤาษีชีไพรเสีย ภายนอกนั่น ฝ่ายผู้ได้รับรัชทายาทนั้นไม่อาจจะปกครองได้ ให้ไปตามบิดามา มหาดเล็กเด็กชาก็ไปพร้อมกัน  ผู้คนสกลโยธามากมายหลามไปทีเดียว ไปตามพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเดิมผู้สละราชสมบัติไปเสียนั่นนะเป็นผู้ปกครอง มีความสงบเงียบเรียบร้อยดี มหากษัตริย์ไปถึง กำลังเข้าฌานสมาบัติอยู่ เข้าไปคอยอยู่จนกระทั่งมีโอกาสออกมา ก็เข้าไปทูลว่า พระองค์เชิญพระองค์เสด็จกลับเสวยราชสมบัติ ไม่มีใครสามารถจะปกครองได้ มหากษัตริย์ก็ลืมพระเนตรขึ้น ก็ไถ่ถามเรื่องราว รู้เรื่อง เอ็งกลับไปเถอะ ข้าจะเข้าฌานของข้า ข้าไม่ต้องการแล้วสมบัติ ข้าอยู่ในฌานของข้าสบายกว่า อยู่เป็นกษัตริย์ข้าไม่สบายเลย ข้าเดือดร้อนนัก นั่นแน่ ถึงขนาดนั้น ถึงขนาดนั้น อ้อ! การเข้าฌานนี่มันเลิศประเสริฐอย่างนี้หรือ ร่มเย็นเป็นสุขอย่างนี้ ที่จะละกามได้ต้องเข้าฌาน เข้าปฐมฌานเสีย กามทำอะไรเราไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          บัดนี้ ที่วัดปากน้ำนี่นะมีธรรมกาย สูงกว่าฌานนั่นอีก โอย นั่นสู้ไม่ได้ ไกลกว่าฌานนั่นอีก เขามีธรรมกายกัน ถ้ามีความกำหนัดยินดีเวลาใด แพล็บเข้าธรรมกายไป ความกำหนัดยินดีทำอะไรไม่ได้เลย ล้อมันเล่นเสียก็ได้ มันทำอะไรไม่ได้ ความกำหนัดยินดีทำอะไรไม่ได้ ที่เราเป็นผู้ครองเรือนน่ะ ความกำหนัดยินดีมันบังคับเหมือนกับเด็ก ๆ ตามชอบใจมัน จะทำอะไรก็ทำตามชอบใจของมัน ความกำหนัดยินดีมันบังคับ มันบังคับเช่นนั้นแล้ว เราเข้าธรรมกายเสีย ไม่ออกจากธรรมกาย ความกำหนัดยินดีที่มันบังคับนั่นหายแวบไปแล้ว เหมือนไฟจุ่มน้ำ</p>
<p style="text-align: justify;">          จงพยายามให้มีธรรมกายขึ้นเถิด เลิศกว่าฌาน ฌานนั่นก็พอใช้ได้ แต่ว่าจะเข้าสักเท่าไรก็ตามเถอะ นั่นนะ ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เลิศประเสริฐหนักขึ้นไป ก็ยังอยู่ในรูปภพ ถ้ายังติดกามอยู่ ยังแน่นอยู่ในกามนั่น เขาเรียกว่ากามภพ ติดอยู่ในกาม ก้าวล่วงกามยังไม่ได้ พ้นจากกามหยาบไป ในมนุษย์ ๑ สวรรค์ ๖ ชั้นไปได้ ไปติดอยู่ในรูปภพอีก แม้จะเข้าถึงอรูปฌานละเอียด ออกจากจตุตถฌานแล้วเข้าถึงอรูปฌานละเอียด เข้าอากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ก็ยังอยู่ในภพ ในอรูปภพอยู่ กามภพ รูปภพ อรูปภพเหล่านี้ ก็ยังไม่พ้นความกำหนัดยินดีในรูปฌานหรืออรูปฌานอยู่</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้วละก็ ขึ้นไปเป็นชั้น ๆ จึงจะพ้นจากกามได้ เข้าถึงธรรมกายแล้ว เข้าไปเป็นชั้น ๆ เป็นธรรมกายโคตรภู ธรรมกายพระโสดา  ธรรมกายพระสกทาคา ธรรมกายพระอนาคา ธรรมกายพระอรหัต เป็นจากกายอรูปพรหมอีก ๑๐ ชั้นถึงพระอรหัต ถึงพระอรหัตชั้นที่ ๙ ที่ ๑๐ ละก็  ชั้นที่ ๑๗ ชั้นที่ ๑๘ ของกายทุกกายไป เข้าถึงกายพระอรหัต พอถึงกายพระอรหัตก็  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ</strong></span> เลิศประเสริฐกว่าสังขตธรรม  เป็นอสังขตธรรมทั้งหมด ถึงวิราคธรรมทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่พอถึงธรรมกายได้แล้วละก็เลิศประเสริฐนัก นี่สูงนะ สูงขึ้นไป สูงไปทีเดียว นี่เรียกว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>กามานํ สมติกฺกโม</strong></span> ก้าวล่วงพ้นเสียซึ่งกามไปได้ เป็นสุขจริง ๆ แท้ ๆ ทีเดียว ที่ก้าวล่วงกามไปแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา วิราคตา โลเก</strong></span> พวกกายรูปพรหมอรูปพรหมเหล่านั้น ยังกำหนัดยินดีในรูปฌานอรูปฌานอยู่ ถ้าว่าปราศจากความกำหนัดยินดีเสียได้ ความกำหนัดยินดีนี่มันร้ายนักทีเดียว มันทำเสียมรรยาทหมดทีเดียว ชายก็เสียมรรยาท หญิงก็เสียมรรยาท ถึงกับฆ่ากันฟันกันทีเดียว ความกำหนัดยินดีนะ มันจัดขึ้นมาเต็มที่ละก็ ไม่ได้ละ บึ่งทีเดียว แมวก็ร้องหง่าวทีเดียวนะ ทนไม่ไหว ความกำหนัดยินดีเข้ามาบังคับถึงขนาดนั้น บังคับสัตว์เดรัจฉาน ทั้งมนุษย์ก็บังคับ มนุษย์แล้วก็แซ่วเทียว กลางค่ำ กลางคืน เดินแซ่ก ๆ ๆ อยู่ไม่ค่อยไหว ความกำหนดยินดีบังคับมัน หมดทั้งสากลโลกเป็นอย่างนี้ ห้ามมันอย่างไรก็ไม่ไหว เพราะความกำหนัดยินดีเข้ามาบังคับมัน  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา วิราคตา โลเก</strong></span> ปราศจากความกำหนัดยินดีเสียได้เป็นสุขในโลก ถ้าว่าปราศจากชั่วคราวเหมือนกับที่แก้กันมาแล้วนี้ เหมือนอย่างคุ้มครองกันมาแล้วนี้ อย่างชนิดนั้นไม่เรียกว่าปราศจากความกำหนัดยินดี แต่อยู่ในความกำหนัดยินดี จมอยู่ในความกำหนัดยินดี ปราศจากความกำหนัดยินดีเป็นสุขในโลก เหมือนภิกษุสามเณร หรืออุบาสกอุบาสิกา ปราศจากความกำหนัดยินดีเสียชั่วคราวเสียเช่นนี้ก็เป็นสุขพอใช้เหมือนกัน เราได้พบแล้วอย่างนี้แหละ บางคนก็ว่าสบายจริง อยู่กับวัดวาสบายจริง ไกลจากความกำหนัดยินดี ภิกษุสามเณรก็สบายจริง มันไกลจากความกำหนัดยินดี ถ้าว่ามันปราศจากจริง ๆ ปราศจากความกำหนัดยินดีจริง ๆ ก็เป็นสุขในโลกทีเดียว เหมือนกับท่านรูปพรหม อรูปพรหม ท่านเหล่านั้นยังกำหนัดยินดี ปราศจากความกำหนัดยินดีในกามภพจริง ๆ แต่ว่า ยังกำหนัดยินดีในรูปภพ อรูปภพอยู่ ถอนความกำหนัดยินดียังไม่ออก ยังไม่เป็นสุขแท้ จะให้ถึงความสุขแท้เมื่อปราศจากความกำหนัดยินดี ก็ต้องเข้าถึงธรรมกาย เข้าถึงธรรมกายในโคตรภูปราศจากความกำหนัดความยินดีจริง เมื่อออกจากธรรมกายก็กำหนัดยินดีอีก เข้าถึงกายพระโสดายังมีความกำหนัดยินดีอยู่ เข้าถึงกายพระสกทาคาก็ยังมีความกำหนัดยินดีอยู่ เข้าถึงกายพระอนาคายังมีความกำหนัดยินดี รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ยังกำหนัดยินดีในรูปฌาน อรูปฌานอยู่ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ยังมี ยังยกเนื้อยกตัวอยู่ ยังฟุ้งซ่านอยู่ ยังรู้ไม่จริง ยังสงสัย เมื่อถึงพระอรหัตเสียตราบใดละก็ นั่นแหละ ปราศจากความกำหนัดยินดีแท้ ไม่มีความกำหนัดยินดีต่อไป ถ้าใจหยุดเหมือนเสาเขื่อนปักตรงหน้าวัดทีเดียว ลมพัดทางทิศทั้ง ๔ ทั้ง ๘ ไม่เขยื้อน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เข้ามากระทบสักเท่าไรก็ไม่เขยื้อน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข โลกธรรมทั้ง ๘ มากระทบสักเท่าไรก็ไม่เขยื้อนต่อไป นั้นปราศจากความกำหนัดยินดี เป็นสุขแท้ ๆ เป็นสุขแท้ ๆ ทีเดียว นี้เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา วิราคตา โลเก กามานํ สมติกฺกโม</strong></span> ก้าวพ้นกามไปเสีย กิเลสกาม พัสดุกาม หมด ไม่หลงเหลือ ก้าวพ้นไปเสีย</p>
<p style="text-align: justify;">          อ้าว อธิบายข้ามมาเสียบทหนึ่งแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปาณภูเตสุ สญฺญโม</strong></span> นั้นไม่ใช่เรื่องอะไร เรื่องสำรวมในศีล  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปาณภูเตสุ สญฺญโม</strong></span> สำรวมไม่เบียดเบียนในสัตว์ที่มีชีวิต ต้องระวังสัตว์ที่มีชีวิต ไม่เบียดเบียนสัตว์ที่มีชีวิต นี้ที่เราประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นนิตย์ ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ส่วน <span style="color: #ff0000;"><strong>กามานํ สมติกฺกโม</strong></span> ได้อธิบายไปแล้ว เพราะข้ามมาเสียบทหนึ่ง อธิบายไปแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>              <span style="color: #ff0000;">อสฺมิมานสฺส โย วินโย </span></strong>นำเสียซึ่งอัสมิมานะ อัสมิมานะนั่นอะไร มานะนั่นอะไร เป็นมคธภาษาแล้วเราก็ไม่รู้จัก  <span style="color: #ff0000;"><strong>อสฺมิมานสฺส โย วินโย ทิฏฺฐิมาโน</strong></span> ทิฏฐิ แปลว่าความเห็น ยกความเห็นของตัว ไม่มีใครสู้ สูงกว่าคนอื่น จนกระทั่งเลยเถิดข้ามธรรมไปเสียหมด เป็นมิจฉาทิฏฐิกัน นั่นเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิก็จำแนกมากนัก จำแนกมากทีเดียว ทิฏฐิมากทีเดียว มากนัก ยกเนื้อยกตัว เชิดเกียรติของตัวเรื่อยไป พวกนี้พวกมานะ พวกทิฏฐิมานะล่ะ ไอ้นี่อัสมิมานะ นี้ไอ้นี่ทิฏฐิมานะนี่ <span style="color: #3366ff;"><strong>อัสมิ </strong></span>แปลว่ามีอยู่ เราเป็นคนคนหนึ่งเหมือนกัน เรามีเนื้อมีตัว เรามีความสามารถ เรามีอิทธิพล เรามีกำลังหรือว่าเรามีอะไร ๆ เหล่านี้แหละ เรียกว่าอัสมิละ เราจ๋องอยู่ไม่กลัวใครนี่นะเพราะเราไม่มีอะไรพอ ถ้าเราอัสมิพอเข้า เราจะเหาะเหินเดินอากาศได้ ไปทิ้งเข้าได้จะเป็นยังไง ถ้ามีขึ้นเช่นนั้นอัสมิเกิดขึ้นทีเดียว ไม่กลัวใครทั้งโลกเทียว อัสมิเกิดขึ้นทีเดียว จะท่วมทับเขาให้หมดทีเดียว นั่นตัวอัสมิมานะ ไม่มีใครสู้ ยกเนื้อยกตัวทีเดียว เชิดตัวทีเดียว อัสมิมานะนี่แหละทำโลกให้เดือดร้อน ไม่ใช่ทำพอดีพอร้าย โลกที่เดือดร้อนอยู่ก็เพราะอัสมิมานะเหล่านี้ ไม่ยอมอยู่ใต้กัน จะชำแรกกันอยู่ท่าเดียวละ หญิงก็ดีอยู่หมู่เดียวกันก็จะชำแรกเหนือกันอยู่ร่ำไปนั่นแหละ ภิกษุสามเณรก็ดีอยู่หมู่เดียวกันจะชำแรกกันอยู่ร่ำไปนั่นแหละ อุบาสกก็ดีอยู่หมู่เดียวกันชำแรกเหนือกันอยู่ร่ำไป ไอ้ที่จะชำแรกกันขึ้นไปเช่นนี้ก็เพราะตัวอัสมิมานะ เพราะถือว่าเราก็คนหนึ่ง ก็เจ้าตัวทีเดียว ทำความพอใจของตน นี้เป็นของร้าย ไม่ใช่เป็นของดี ปล่อยไอ้พวกนี้ให้สงบเสีย</p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าท่านรู้แล้วในเรื่องเหล่านี้ ท่านพบกันมาแล้ว อยู่ในบังคับมันมาแล้ว ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าท่านจึงได้รู้ได้เห็นว่า ตัวอัสมิมานะนี่เป็นตัวสำคัญนัก เราถึงที่สุดของโลกุตรธรรมได้แล้วจึงได้เห็นว่า อัสมิมานะนี่เป็นตัวสำคัญ เราเวียนว่ายตายเกิด ช้าอยู่สิ้นกาลนาน เพราะอัสมิมานะนี้  เมื่อถึงตัดกิเลสสมุจเฉทปหานได้แล้ว หมดอัสมิมานะ ไม่มีในพระองค์เลย พระองค์ก็สบาย สบายเกินสบาย สุขเกินสุข ถอนอัสมิมานะเสียได้ละก็ ท่านจึงได้ยืนยันว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอตํ เว ปรมํ สุขํ </strong></span>นี่แหละเว้ย เป็นสุขอย่างยิ่ง <strong><span style="color: #ff0000;">ปรมํ</span></strong> แปลว่าอย่างยิ่ง นี่แหละเว้ยเป็นสุขอย่างยิ่ง นี่แหละเป็นสุขอย่างยิ่ง ให้ถอนอัสมิมานะ ถ้าถอนเสียได้ละก็ หญิงก็เป็นเจ้าหญิง ชายก็เป็นเจ้าชาย ภิกษุก็เป็นเจ้าภิกษุ เณรก็เป็นเจ้าเณร ถอนอัสมิมานะเสียได้แล้ว แต่ว่าถอนยากจริงนะไม่ใช่ถอนง่าย อัสมิมานะเป็นตัวถอนยากนัก ไม่เป็นของถอนง่าย</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2515 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1024x717.jpg" alt="" width="696" height="487" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1024x717.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-300x210.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-768x538.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1536x1076.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-150x105.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-696x487.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1068x748.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811-1920x1344.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4811.jpg 1948w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          ในธรรมทั้ง ๕ ข้อนี้ ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลก ความสำรวมในสัตว์เป็นอยู่ทั้งหลายก็เป็นสุขในโลกเหมือนกัน ปราศจากความกำหนัดยินดีก็เป็นสุขในโลก ก้าวล่วงกามเสียได้ก็เป็นสุขไม่ใช่น้อย เป็นสุขในโลกอีกเหมือนกัน เป็นอรหัตอรหันต์ เป็นสุขในโลก ถอนอัสมิมานะ นำอัสมิมานะออกเสียได้ นี่แหละเว้ย เป็นสุขอย่างยิ่ง ชั้นสุดท้ายนี่เป็นสุขอย่างยิ่ง สุขนี้เป็นความจริง ทั้ง ๕ ข้อนี้ เป็นธรรมที่ย่อของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงตรัสเทศนาในที่ประชุมภิกษุและภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา เพื่อไว้เป็นตำรับตำราเนติแบบแผนของพระพุทธศาสนาว่า <strong><span style="color: #3366ff;">พระพุทธเจ้า พระอรหัตอรหันต์ ดำเนินมาอย่างนี้ ทำอย่างนี้ จึงได้รับความสุข เราต้องการความสุขนัก แต่หาความสุขในความทุกข์ ไม่หาความสุขในเหตุของความสุข</span></strong> หาความสุขในเหตุของความทุกข์ หาความสุขเป็นอย่างไรละ หาเงินให้มาก ๆ เข้า แต่พอได้เงินมากเข้าเป็นอย่างไรละวะ เดือดร้อนเป็นจ้าละหวั่นเทียว ต้องรักษาเงินทองเหล่านั้น ก็ฉันว่าเป็นสุขหาเงินทองเหล่านั้น หามาเถอะ ถ้าว่าในป่าในดอนเป็นอย่าไร หามาได้สักแสน สักล้าน มนุษย์มันก็รู้กันทีเดียว ก็คุมพวกปล้นฆ่าทีเดียว นั่นเห็นแล้ว เงินทองเป็นสุขซิ อ้าวเงินทองเป็นทุกข์เสียแล้ว หาเป็นสุขไม่ เมื่อรู้ชัดเช่นนี้ละก็ เอาเป็นมั่งมีละ เอ้า ยกแผ่นดินให้ปกครองเสียทีเดียว เป็นอย่างไรบ้าง โธ่! ถูกปกครองแผ่นดิน ผมไม่รู้เลยขอรับว่ามันจะเป็นอย่างนี้ ถ้ารู้อย่างนี้ละก็ไม่รับทีเดียว เดี๋ยวนี้มันขึ้นนั่งบนหลังราชสีห์แล้ว จะลงมันก็กัดตาย ก็จำเป็นต้องขี่มันไปอย่างนี้เอง กลัวก็กลัวมันเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองก็กลัว ชีวิตเหมือนกับอยู่บนหลังราชสีห์ นั่นเหตุเป็นที่ตั้งของความทุกข์ทั้งนั้น ไม่ใช่เหตุเป็นที่ตั้งของความสุข เหตุเป็นที่ตั้งของความสุขก็เหมือนพระสิทธารถราชกุมารทิ้งราชสมบัติแสวงหาพุทธการกธรรม พอได้พุทธการกธรรมก็ได้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ได้พบตัวยอดสุขทีเดียว นี่ท่านรอดไปอย่างนี้ ถึงซึ่งความไม่เบียดเบียน ถึงซึ่งความเป็นผู้ระวังในสัตว์ทั้งหลาย ถึงซึ่งความเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดยินดี ถึงซึ่งผู้ก้าวล่วงซึ่งกามทั้งหลายไป เป็นผู้ถอนอัสมิมานะเสียได้  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอตํ เว ปรมํ สุขํ </strong></span>นี่แหละเว้ย เป็นสุขอย่างยิ่ง ความจริงเป็นอย่างนี้ เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้วก็จำไว้เป็นเนติแบบแผนสืบต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาก็พอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>             เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1423">พุทธโอวาท</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอวาทปาติโมกข์</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1420</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:35:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทปาติโมกข์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1420</guid>

					<description><![CDATA[<p>โอวาทปาติโมกข์ ๒๐ ตุลาคม พุทธศ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1420">โอวาทปาติโมกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><br />
<span style="font-size: 18pt;">โอวาทปาติโมกข์</span><br />
</strong></p>
<p style="text-align: center;">๒๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-2521 aligncenter" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-300x201.jpg" alt="" width="658" height="441" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-300x201.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-1024x688.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-768x516.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-1536x1032.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-150x101.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-696x467.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-1068x717.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519-1920x1289.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4519.jpg 2046w" sizes="auto, (max-width: 658px) 100vw, 658px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓</strong><strong> หน)</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา<br />
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา<br />
</strong><strong>น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี<br />
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: 10pt;">ที.ม.(บาลี) ๑๐/๕๔/๕๗  </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถาซึ่งมีมาในโอวาทปาติโมกข์บ้าง ในที่อื่น ๆ บ้าง มาหลายแห่งด้วยกัน แต่ที่มาในโอวาทปาติโมกขคาถานั้น พระศาสดายกข้อสำคัญของพระพุทธศาสนาขึ้นประกาศแก่พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งเป็นปุราณกชฎิล ท่านเหล่านั้นที่จะประกาศพระศาสนาสืบต่อไป พระจอมไตรยกข้อสำคัญขึ้นให้ท่านที่มาประชุมนั้นเข้าเนื้อเข้าใจชัดเจน ว่าทางปฏิบัติหลีกลัดโดยตรงแต่คนละคน ไม่เชือนแชผิดทางไปได้</p>
<p style="text-align: justify;">          พระจอมไตรรับสั่งด้วยพระองค์เองว่า <span style="color: #ff0000;"><strong> ขนฺตี ปรมํ </strong></span>ความอดทน  <span style="color: #ff0000;"><strong>ขนฺตี </strong></span>อันว่าความอดทน  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตีติกฺขา</strong></span> กล่าวคือความอดใจ อดทนคืออดใจนั่นเอง  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตโป</strong></span> เป็นความเพียรเครื่องแผดเผา  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปรมํ </strong></span>อย่างยิ่ง ความอดทนคืออดใจ เป็นความแผดเผาอย่างยิ่ง<strong>           </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา</span></strong> พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งความอดทนนั้นว่าเป็นเครื่องดับ ไม่มีเครื่องดับอื่นยิ่งไปกว่า เป็นเครื่องดับอย่างยิ่ง ว่าความอดทนนั้นเป็นเครื่องดับอย่างยิ่ง ความอดทนนั้นเป็นนิพพานอย่างยิ่ง บาทที่ ๑ และบาทที่ ๒ รวมกันเข้าได้ความชัดอย่างนี้<strong>     </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี</span></strong> การเข้าไปฆ่าซึ่งสัตว์อื่น การเข้าไปฆ่าผู้อื่น สัตว์อื่น เรียกว่าเป็นบรรพชิตไม่ได้ หาเป็นบรรพชิตได้ไม่<strong>           </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต</span></strong> การเบียดเบียนสัตว์อื่น จะชื่อว่าเป็นสมณะก็ไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเป็นบรรพชิตแล้วไม่เข้าไปฆ่าสัตว์อื่น ถ้าเป็นสมณะแล้วไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น จึงเป็นบรรพชิตได้ เป็นสมณะได้ ถ้ายังเบียดเบียนยังฆ่าสัตว์อื่นอยู่เป็นบรรพชิตไม่ได้ เป็นสมณะไม่ได้ พวกเราเหล่านักบวช เป็นภิกษุสามเณร เป็นอุบาสกอุบาสิกา ก็เว้นขาดแล้วจากการเข้าไปฆ่า หรือการเบียดเบียนผู้อื่นสัตว์อื่นไม่มีแก่เราแล้ว จึงเป็นนักบวชได้เป็นสมณะได้ ถ้าว่ายังมีเข้าไปฆ่าเข้าไปเบียดเบียนอยู่ เป็นนักบวชเป็นสมณะไม่ได้ นี่ต้องจำเป็นตำรับตำราทีเดียว ข้อตายตัวทีเดียว ข้อสั้นที่สุด ง่ายที่สุด ฟังแล้วไม่มีพิรุธละ เอาเป็นข้อวัตรปฏิบัติได้ทีเดียว<strong>      </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ขนฺตี </span></strong>แปลว่า ความอดทน อดทนอะไร อดทนต่อความโลภที่เกิดขึ้น อดทนต่อความโกรธที่เกิดขึ้น อดทนต่อความหลงที่เกิดขึ้น นี้ไม่ใช่ของง่าย อดทนต่อความโลภ ความอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของของตัว อดทนต่ออภิชฌาคือความเพ่งอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของตัว ไกลออกไปจากความโลภอยากออกไปจากความโลภอีก อยากหนักออกไป อดทนต่อความโลภหนักละเอียดเข้าไป อภิชฌามันเป็นธรรมของมนุษย์ ความเพ่งอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของของตัว</p>
<p style="text-align: justify;">          อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ มันเป็นธรรมของมนุษย์ พยาบาท หมายมาดให้เขาถึงความวิบัติพลัดพรากทีเดียว ไม่ให้ดีกว่าตัว ไม่ให้เกินตัวไปได้ ถ้าดีกว่าตัว เกินตัว ก็ให้วิบัติพลัดพรากไปเสียโดยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยเหลี่ยมโกงอย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นจากความพยาบาท มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม เห็นผิดจากความจริง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ทสวตฺถุกา</span></strong> มีวัตถุ ๑๐ ให้ทานไม่มีผล บูชาใหญ่ไม่มีผล บูชาน้อยไม่มีผล เหล่านี้เป็นต้น นี่เป็นมิจฉาทิฏฐิ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐินี่แหละเป็นตัวสำคัญนัก ถ้าเกิดขึ้นกับหญิงชายผู้ใดแล้ว คำว่าหญิงชายนั้นเป็นที่อิดหนาระอาใจของคนอื่นทีเดียว เกลียดชังทีเดียว ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากคบค้าสมาคม นี่ต้องคอยกระมิดกระเมี้ยนให้ดีนะ อภิชฌา อย่าให้มันโผล่เข้ามาในใจได้ ถ้าโผล่เข้ามาก็น่าเกลียดนักเชียว มันเป็นตัวขโมย พยาบาทก็เหมือนกัน ถ้าโผล่ขึ้นในสันดานของบุคคลผู้ใดละก็คอยระวังนะ โผล่ขึ้นมาแล้วไม่เอาออกเขาเกลียดทีเดียว ให้มันสิงอยู่ไม่ได้ มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรมก็สำคัญ ถ้าโผล่ขึ้นก็ให้รีบเอาออกเสียทีเดียว อย่าให้นอนแรงอยู่ได้ ถ้านอนอยู่ในใจละก็เสียผู้เสียคนทีเดียวนะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นี่เป็นธรรมของมนุษย์แท้ ๆ เราก็โผล่บ่อยเสียด้วย หญิงชายผู้ใดไม่ว่า โผล่บ่อยด้วย อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นะ สำคัญนักทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">อภิชฌา</span></strong> คือ ความเพ่งอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นสมบัติของตัว โดยเราเพ่งว่าขอให้ถูกลอตเตอรี่ให้รวยสักทีเถอะ ให้ถูกลอตเตอรี่สักทีเราจะรวยยกใหญ่ล่ะ นี่เพ่งอยากได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของตัวอย่างนี้ นี่ก็เป็นอภิชฌาเหมือนกัน เพ่งอยากได้สมบัติก้อนใหญ่มาเป็นของตัว ได้มาลอย ๆ ด้วย นี่แหละอภิชฌาแท้ ๆ เชียว ไม่ให้ใครล่ะ พยาบาทละ ขออย่าให้คนอื่นถูกลอตเตอรี่เบอร์หนึ่งเสีย ให้เราถูกคนเดียวเถอะ นั่นแน่ะพยาบาท พออยากจะได้สมบัติก้อนใหญ่ก็เข้าป้องกันสมบัตินั้นทีเดียว คนอื่นอย่าให้ถูก ให้ถูกเราคนเดียว นั่นแน่ะ นี่พยาบาทให้คนอื่นตกจากสมบัติเสีย ให้ถึงความวิบัติพลัดพรากเสีย เมื่อเป็นเช่นนี้เป็นอย่างไร อ้ายนั่นเป็นมิจฉาทิฏฐิเห็นผิดนี่ นั่นแหละมิจฉาทิฏฐิก็เห็นอย่างนั้นแหละจริง ๆ ไม่ใช่ผิดเล่น ๆ เห็นชัดทีเดียว นี่ให้พึงรู้ว่า อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างนี้ อภิชฌาอยากได้สมบัติของคนอื่น อยากได้อะไร ทำสวนใกล้กันก็คิดจะรุกรานนาเจ้า ค้าขายใกล้กันก็คิดจะเขม็ดแขม่ ให้วงของเจ้าแคบเข้ามา ให้วงของเรากว้างออกไป ท่วมทับเข้าเสีย ค้าขายรุกกันอย่างนี้หนา ไม่ใช่รุกกันพอดีพอร้าย ทำนาค้าขายรุกกันอย่างนี้ ข้าราชการก็แก้ไขอีกเหมือนกัน ให้เราสูงขึ้น ให้เขาต่ำลง ให้เราดีกว่าเขาไว้ นี่พวกอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">อภิชฌา </span></strong>เพ่ง ถ้าเราสูงขึ้นก็จะให้ได้สมบัติกว่า ยศถาดีกว่าเขา <span style="color: #3366ff;"><strong>พยาบาท</strong></span>เข้าแทรกแซงคอยป้องกันไว้ ไม่ให้เขาสูงกว่าเราได้ <span style="color: #3366ff;"><strong>มิจฉาทิฏฐิ</strong></span> คือเห็นอย่างนั้นเป็นตัวมิจฉาทิฏฐิแท้ ๆ นี่อยู่ในวงราชการ ที่นี้ในวงการที่เราเข้ามาบวชเป็นภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา เอาอีกเหมือนกัน อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ เข้ามาอีกเหมือนกัน อภิชฌา เพ่ง เรารักษาศีลขอให้ดีกว่าเขา คนอื่นสู้ไม่ได้ ถ้าว่าคนไหนจะเหลื่อมล้ำดีกว่าเรา เราออกความพยาบาทเข้าใส่ หาอุบายให้ตกไปฝ่ายชั่วกว่าเราเสีย นี่ก็พยาบาทเหมือนกัน คิดเช่นนั้นเห็นเช่นนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม ผิดเหมือนกันในเรื่องรักษาศีล แก้ไขอย่างนี้ ก็ตกอยู่ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ</p>
<p style="text-align: justify;">          ทางพระพุทธศาสนาไม่ใช่เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านมุ่งอย่างไร ถ้าไม่มีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิแล้ว โลภะ โทสะ โมหะ ราคะ กามราคานุสัย ไม่มีในท่านแล้ว ไม่มีแก่ท่านแล้วท่านจะเป็นอย่างไร</p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าท่านได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้บรรลุธรรมกาย เข้าถึงโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด โสดาทั้งหยาบทั้งละเอียด สกทาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด อนาคาทั้งหยาบทั้งละเอียด อรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียด เข้าถูก เมื่อเข้าถึงแล้วพระองค์ท่านก็ทรงปริวิตกทีเดียวว่า ทำไฉนหนอ ธรรมะที่ลึกซึ้ง ยากที่บุคคลจะถึง ทำไฉนเราจึงจะได้แสดงเปิดเผยให้กว้างออกไป ให้มนุษย์ได้รู้เห็นเหมือนกับเราอย่างนี้ เราจะแก้ไขให้มนุษย์รู้เหมือนเรามากหมดทั้งชมพูทวีปหนา เราจะได้ช่วยมนุษย์ให้ตื่นจากหลับ พ้นจากอบายภูมิทั้งหมด พ้นจากภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่ต้องวนเวียนว่ายกันในวัฏฏะ คือ กรรมวัฏ วิปากวัฏ กิเลสวัฏ มีนิพพานเป็นที่ไปเบื้องหน้าทีเดียว พระองค์ก็สอดส่องพระทัยทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-2520 aligncenter" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-300x212.jpg" alt="" width="562" height="397" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-300x212.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-1024x725.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-768x543.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-1536x1087.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-150x106.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-696x492.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-1068x756.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518-1920x1359.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4518.jpg 1922w" sizes="auto, (max-width: 562px) 100vw, 562px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          พระองค์ก็ทำตัวพระองค์เป็นตัวอย่าง เวลาเช้านำหมู่พระภิกษุสามเณรแสวงหาอาหารบิณฑบาต เอาข้าวปากหม้อ เลี้ยงชีพเสียคนละอิ่ม ที่ยังไม่ได้ก็ทำไป ที่ได้บรรลุแล้วก็ช่วยกันสั่งสอนต่อไป แทนพระองค์ไป ที่ยังไม่ได้ก็ทำไป ได้แล้วเที่ยวสั่งสอนต่อไป ยังไม่ถึงที่สุดก็ทำไป พอเวลาเช้านำออกอีก ไปบิณฑบาตขอฝากท้องแก่พลเมืองเสีย ขออาหารอิ่มเดียวไม่ทำอะไร ไม่ทำอะไรใครด้วย ทำลายแต่กิเลสภายในเท่านั้นแหละ และแก้ไขให้คนอื่นทำลายกิเลสเหมือนท่านบ้าง ไม่ต้องการอะไร ถ้าได้สำเร็จมรรคผลแล้ว พระองค์จะไปได้ดิบได้ดีอะไร เปล่า ไม่ได้เลย ได้ก็ได้ของตัวเอง ตามเสด็จพระพุทธเจ้า พอรู้ สำเร็จก็รู้จักพระพุทธเจ้าทีเดียว อ้อ พระบรมศาสดาฉลาดอย่างนี้ เราไม่เสียทีเกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระบรมศาสดา พบพระพุทธเจ้าทีเดียว ผู้สำเร็จก็เห็นอย่างนั้นด้วยตัวของตัวเอง</p>
<p style="text-align: justify;">          เวลาเช้าพระองค์ก็ทรงแสวงหาอาหารบิณฑบาต นำหมู่พระภิกษุสามเณร เป็นประมุขทีเดียว เวลาพลบค่ำแสดงธรรมไม่หยุด หมู่พระภิกษุสามเณรมาประพฤติปฏิบัติจะได้สอนให้ปฏิบัติเป็นเหมือนพระองค์ ถ้าว่ามรรยาทสูงนักสอนให้ลดลงเสียหน่อย ต่ำนักขยับให้ขึ้นหน่อย ให้ได้อันดับอันดี ให้ถูกช่องกลางให้ดี ให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทาให้ดี และพลบค่ำให้โอวาท เวลาพลบค่ำให้โอวาทภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ให้โอวาทนั่น หมายความว่า สูงให้ลดลง ต่ำให้สูงขึ้น ให้โอวาทพอเหมาะพอเจาะพอดี</p>
<p style="text-align: justify;">          ในเวลาเที่ยงคืนเงียบสงัด พระองค์เข้าสมาบัติแก้ปัญหาเทพยดา มนุษย์มาทูลถาม เศรษฐี คหบดี เสร็จกิจการของการงานที่ยุ่งยากมากมาย ติดขัดอะไรก็มาทูลถามพระองค์ พระองค์ก็แก้ไขให้ความสะดวกทุกประการแก่เศรษฐี คฤหบดี</p>
<p style="text-align: justify;">          ค่อนรุ่ง ส่องดูอุปนิสัยสัตว์ด้วยญาณ ใครจะได้บรรลุมรรคผลทางธรรมปฏิบัติเหมือนอย่างพระองค์บ้าง สอดส่องไป ๆ ถ้าว่าอยู่ใกล้ไกลไม่ว่า เห็นเข้าแล้วก็ต้องเสด็จไปให้บรรลุธรรมเหมือนพระองค์ ไม่ได้เอาอะไรแก่สัตว์เลย อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ไม่เอาไปใช้ ใช้แต่เมตตาพรหมวิหาร</p>
<p style="text-align: justify;">          <strong><span style="color: #3366ff;">เมตตา</span></strong> รักใคร่ปรารถนาจะให้เป็นสุข <strong><span style="color: #3366ff;">กรุณา</span></strong> สงสารคิดช่วยจะให้พ้นทุกข์ <strong><span style="color: #3366ff;">มุทิตา</span></strong> พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีแล้ว <strong><span style="color: #3366ff;">อุเบกขา</span></strong> ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อเข้าถึงความวิบัติพลัดพรากอย่างหนึ่งอย่างใด ที่ถึงความตาย หรือความแตกดับ หรือว่าภัยไข้เจ็บเกิดขึ้น พระองค์ก็สมควรวางอุเบกขาเฉยไว้</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่พระพุทธเจ้าเป็นตำรับตำราเป็นประมุขของเรา ที่เราไหว้เรากราบอยู่ สร้างพระพุทธรูปบูชาปรากฏอยู่จนกระทั่งบัดนี้ เป็นของสำคัญอย่างนี้ เมื่อรู้แล้วว่าเป็นของสำคัญอย่างนี้ เราต้องตั้งใจแบบเดียวกับพระพุทธเจ้า ท่านตั้งอย่างไร ท่านสอนอย่างไร ท่านทำอย่างไร ท่านก็สอนว่า ท่านสอนพวกเราให้อดใจ ให้อดทนคืออดใจ อดใจเวลาความโลภหรืออภิชฌาเกิดขึ้น หยุดนิ่งเสีย รู้นี่ รสชาติอภิชฌา อยากจะได้สมบัติของคนอื่นเป็นของของตน อยากกว้างขวางใหญ่โตไปข้างหน้า ต้องหยุดเสีย อดทนหรืออดใจเสีย ประเดี๋ยวก็ดับไป อ้ายความอยากนั้นดับไป ดับไปด้วยอะไร ด้วยความอดทนคืออดใจนั่นแหละ</p>
<p style="text-align: justify;">          ความโกรธประทุษร้ายเกิดขึ้น นิ่งเสียอดเสียไม่ให้หลุดออกมาได้ ให้อยู่ในใจของตัวเองไม่ให้คนได้ยิน ไม่ให้คนอื่นรู้กิริยาท่าทางทีเดียว ไม่แสดงกิริยามรรยาทให้ทะเลิ่กทะลั่ก แปลกประหลาดอย่างผีเข้าสิงทีเดียว ไม่รู้ทีเดียว นิ่งเสียกะเดี๋ยวหนึ่ง ความโกรธประทุษร้ายหายไปดับไป พยาบาทนั้นหายไป มิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้น มิจฉาทิฏฐินั้นแปลว่าเห็นผิดละ รู้อะไรไม่จริงสักอย่าง เลอะ ๆ เทอะ ๆ เกิดขึ้น หยุดเสีย ไม่ช้าเท่าไรกะเดี๋ยวดับไป</p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #000000;">นั่นแหละความโลภเกิดขึ้น  อภิชฌาเกิดขึ้นให้ดับไปได้ อภิชฌาเกิดขึ้นชั่วขณะ อดเสีย ให้ดับไปได้ ฆ่าอภิชฌาตายครั้งหนึ่งนั่นเป็นนิพพานปัจจัยเชียว จะถึงพระนิพพานโดยตรงทีเดียว ความพยาบาทเกิดขึ้น ให้ดับลงไปเสียได้ ไม่ให้ออก ไม่ให้ทะลุลวงออกมาทางกาย ทางวาจา ให้ดับไปเสีย ทางใจนั่นดับไป ให้ดับไปได้คราวใด คราวนั้นได้ชื่อว่าเป็นนิพพานปัจจัยเชียวหนา สูงนัก กุศลนี้สูง จะบำเพ็ญกุศลอื่นสู้ไม่ได้ทีเดียว ความหลงเกิดขึ้น มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม เมื่อเห็นผิดเกิดขึ้น ทำใจหยุดนิ่งเสีย หยุดนิ่งเสีย ไม่ช้าเท่าไร ประเดี๋ยวเท่านั้น ความเห็นผิดดับไป นั่นเป็นนิพพานปัจจัยทีเดียว นี่ติดอยู่กับขอบนิพพานเชียวหนา</span></p>
<p style="text-align: justify;">          ความอดทนติดอยู่กับขอบนิพพาน ความอดทนอันนี้แหละ ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มีละก็ ไม่มีในพระโพธิสัตว์เจ้า สร้างบารมีเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ <strong><span style="color: #3366ff;">ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ ก็เป็นด้วยความอดทน นี่จะไปนิพพานได้ ก็ไปด้วยความอดทนนี้ ถ้าอดทนไม่มีไปนิพพานไม่ได้</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">          อดทนต้องมีท่านะ อดทนเหลวไหล ๆ เลอะ ๆ เทอะ ๆ ก็ใช้ไม่ได้ อดทนต้องมีท่า ถ้าอดทนมีท่าจะต้องอดทนอย่างไร เราทำสวนใกล้กัน เป็นชาวสวนทำสวนใกล้กัน เขาก็ทำสวน เราก็ทำสวน แต่มันพอ ๆ กันเสมอ ๆ กัน เราก็อยากให้มันดีกว่าเขานะ ให้เขาแพ้เราให้ได้ อยากได้ดีกว่าเขา ให้เขาแพ้เราให้ได้ นั่นคืออภิชฌา อยากจะรุกเจ้าเสียมั่ง อยากจะทอนกำลังเจ้าเสียมั่ง ให้เรามีสมบัติดีกว่า คุณสมบัติดีกว่า เกิดขึ้นแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าจิตขยับขึ้นเช่นนี้ คิดท่านี้ อยากจะให้ดีกว่าเขานี้เป็นอภิชฌาแล้ว ที่นี้ก็มีพยาบาทอยู่ทีเดียว มีพยาบาทอยู่แล้ว มีพยาบาทแข่งอยู่แล้ว แข่งก็ยังสู้ไม่ได้ หาอุบายแล้ว พยาบาท หาอุบายแก้ไขให้เขาลดกำลังเสียให้ได้ นี่มีพยาบาทเข้าสนับสนุนแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          รักษาไอ้การงานของตัวที่เรียกว่า อภิชฌา พยาบาท นั่นแหละให้หายไป คุมไว้เสมอ คุมไว้ นั้นมิจฉาทิฏฐิแท้  ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อทำสวนใกล้กันไม่มีพยาบาท อภิชฌาก็ไม่มี พยาบาทไม่มี มิจฉาทิฏฐิก็ไม่มี เราอยากเจริญฉันใดให้เขาเจริญฉันนั้น เรารุ่งเรืองอย่างไรก็ให้เขารุ่งเรืองอย่างนั้น มี<span style="color: #000000;">เมตตา</span> รักใคร่ ปรารถนาอยากจะให้เขาเป็นสุข <span style="color: #000000;">กรุณา</span> อยากจะให้เขาทำงานน้อย ๆ ให้ได้ผลมาก ๆ ให้เขาได้พ้นจากทุกข์ หากเขาได้ผลมากก็ยินดีเหมือนตัวได้อย่างนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ชื่อว่าประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา เมื่อเขาถึงความวิบัติพลัดพรากอย่างหนึ่งอย่างใดก็ไม่สมน้ำหน้า ว่าขอให้เขาอย่าวิบัติพลัดพรากเลย นึกในใจอยู่อย่างนี้ นี้เรียกว่า<strong><span style="color: #3366ff;">พรหมวิหาร</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-2522 aligncenter" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-300x210.jpg" alt="" width="583" height="408" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-300x210.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-1024x716.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-768x537.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-1536x1074.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-150x105.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-696x486.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-1068x746.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516-1920x1342.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4516.jpg 1940w" sizes="auto, (max-width: 583px) 100vw, 583px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">เมื่อตั้งอยู่ในพรหมวิหารเช่นนี้แล้วได้ชื่อว่าไม่มีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ เข้าแทรกแซง ได้ชื่อว่าดำเนินตามร่องรอยของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์แล้ว แล้วที่ยังมีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิอยู่ นั่นดำเนินตามร่องรอยพญามารแล้ว</span></strong> นี่ไม่ใช่ทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ นี่เป็นทางไปของมารเสียแล้ว อย่างนั้น คนอย่างชนิดนั้นรวยไม่ได้ มั่งมีไม่ได้ คนจะรวยได้จะมีได้ต้องประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ดังกล่าวแล้ว นั่นแหละเป็นทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ เป็นทางไปของพระแท้ ๆ นี่เป็นภิกษุสามเณร จะทำกิจการอันใด ทำนา ทำสวน ทำราชการงานเดือน เล่าเรียนศึกษาใด ๆ ต้องมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอยู่อย่างนี้นะ รักษาตัวเพื่อจะกีดกันเสียซึ่ง อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ให้มันหมดสิ้นไปเสีย</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าไม่ฉะนั้น ถ้าไม่ใช้อุบายทางใดทางหนึ่ง มันจะท่วมทับเราให้ได้ ต้องใช้ความอดทน อดทนต่ออภิชฌา อดทนต่อพยาบาท อดทนต่อมิจฉาทิฏฐิ อดทนต่ออภิชฌามิจฉาทิฏฐิ เป็นการตั้งอยู่ในขันติโดยปริยาย <strong><span style="color: #3366ff;">อดทนต่อความโกรธที่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันทันด่วน ระงับให้อยู่ในอำนาจเสียได้ นั่นได้ชื่อว่าขันติโดยตรงทีเดียว</span></strong> เหมือนพระเวสสันดรให้ทาน ๒ กุมารไปแล้ว เป็นปุตตบริจาคไปแล้ว ชูชกแกมาตีลูกหน้าที่นั่งเข้าให้แล้ว พระองค์ก็ทรงขยับพระแสงที่อยู่ข้างที่นั่งนั้นออกมาเป็นกอง แต่พระองค์ทรงสอดส่องด้วยพระปรีชาญาณ จนกระทั่งพระแสงที่ขยับออกมานั่นเข้าไปอยู่ที่เก่าเสียได้ หดกลับเข้าไป  หดเข้าไปเสียอย่างเก่า ไม่เอาล่ะ ปล่อยกันที นี่มันหน้าที่ของเขาไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเรา ปุตตบริจาคของเราสำเร็จแล้ว นี่มันทำลายปุตตบริจาคของเรา เรายอมไม่ได้ ก็หดพระแสงกลับเข้าไปเสีย ไม่เป็นอันตรายแก่ชูชกแม้แต่นิดเดียว นี้ฉันใดก็ดี พระองค์ทรงอดกลั้นต่อความโกรธที่บังเกิดขึ้นเฉพาะหน้า เรียกว่าขันติโดยตรงทีเดียว ขันตินี่แหละเป็นตัวสำคัญนะ จะเป็นภิกษุสามเณรที่ดีได้ก็ด้วยขันตินี่แหละ จะเป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดีได้ในธรรมวินัยของพระศาสดา ก็ด้วยขันติความอดทนนี่แหละ รักษาไว้เถิด เลิศล้นพ้นประมาณทีเดียว เมื่อรักษาเอาไว้ได้แล้ว <span style="color: #ff0000;"><strong> นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา</strong></span> พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงรับสั่งว่าเป็นนิพพานอย่างยิ่ง ว่านิพพานนั่นแหละเป็นอย่างยิ่งทีเดียว <span style="color: #3366ff;"><strong>นี่แหละขันตินี่เป็นตัวนิพพานล่ะ อดทนไม่ได้ไปนิพพานไม่ได้ อดทนได้ไปนิพพานได้</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          นิพพานนะอยู่อย่างไรกัน อยู่ที่ไหน เขาว่านิพพานอยู่ในใจ คำว่านิพพานนะ<span style="color: #ff0000;"><strong> นิกฺขนฺตํ นิพฺพานํ </strong></span>ใจของเราออกจากกิเลสเครื่องร้อยได้เป็นตัวนิพพาน นี่นิพพานไม่อยู่กับใจเสียแล้ว ใจออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดไปเสียแล้ว ใจออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดไป ตัวใจที่ออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดนั่นหรือตัวนิพพาน กิเลสเข้าไปเย็บร้อยอยู่นั่น หลุดออกเสียจากกิเลส ขาดออกไปเสียจากกิเลส นั่นหรือเป็นตัวนิพพาน นั่นเป็นตัวออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัด เมื่อออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้ว จึงจะไปสู่นิพพานอีกครั้งหนึ่ง นิพพานแยกออกเป็น ๒ <span style="color: #3366ff;"><strong>สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          นิพพานแยกออกเป็น ๒ <strong><span style="color: #3366ff;">สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ</span></strong> เหมือนพระพุทธเจ้าได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ว่าขันธปัญจกยังปรากฏอยู่ สั่งสอนเวไนยสัตว์อยู่ ๔๕ ปี ในระหว่างนั้นเป็น สอุปาทิเสสนิพพานธาตุทั้งนั้น เป็นสอุปาทิเสสนิพพาน</p>
<p style="text-align: justify;">          ส่วน<span style="color: #000000;">อนุปาทิเสสนิพพาน</span>ละ เมื่อพระพุทธเจ้าครบอายุ ๘๐ พรรษาแล้ว ที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน เดินสมาบัติทีเดียว ถึงกำหนดแล้วเข้าปรินิพพาน เดินสมาบัติ ปฐมฌาน รูปฌาน อรูปฌาน เดินถอยไปถอยมานับครั้งนับหนไม่ถ้วน เมื่อสมควร ธรรมกายของท่านละเอียดสมควรแล้วก็ตกศูนย์มุบ พอตกศูนย์มุบ อายตนะนิพพานดึงดูดแล้ว เดี๋ยวโน่น ธรรมกายของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้ธรรมหายไปอยู่ในนิพพาน ศูนย์นั่นเข้าถึงกำเนิดนิพพาน กำเนิดนิพพาน ในกำเนิดนั้นมีว่าง ศูนย์เข้าไปตกอยู่ในนั้นกลับเป็นธรรมกายใหญ่มโหฬาร หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใส จะว่าเป็นธรรมกายที่โปรดสัตว์อยู่นี่หรือที่ไปนิพพานนั่นนะ ที่เข้านิพพานไปแล้ว นิพพานอยู่ข้างบน สูงจากภพ ๓ นี่ขึ้นไป ๓ เท่าภพ ๓ โตเท่ากันกับภพ ๓ นี่ สว่างเป็นแก้วไปหมดทั้งนั้น งดงาม โตเท่ากับภพ ๓ นี่ แต่ว่าตรงกลางนิพพานนะมีกำเนิด กำเนิดเหมือนกับกำเนิดของมนุษย์ที่เดินสมาบัติเข้าไป เข้าไปถึงกายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด รูปพรหม รูปพรหมละเอียด อรูปพรหม อรูปพรหมละเอียด เป็นชั้น ๆ เข้าไป</p>
<p style="text-align: justify;">          นั่นมีอายตนะทั้งนั้น มีอายตนะรองรับเป็นชั้น ๆ ๆ เข้าไป จนกระทั่งถึงอรูปพรหม ถึงธรรมกาย ธรรมกายก็มีอายตนะรองรับเป็นชั้น ๆ ๆ ไป จนกระทั่งถึงธรรมกายละเอียด โสดา โสดาละเอียด สกทาคา สกทาคาละเอียด อนาคา อนาคาละเอียด มีอายตนะรองรับเป็นชั้น ๆ ขึ้นไปทั้งนั้น มีอายตนะรองรับทั้งนั้นเป็นชั้น ๆ ขึ้นไปถึงธรรมกายอรหัต อรหัตละเอียดนั่นแหละ ในอายตนะของพระอรหัตนั่นแหละบริสุทธิ์ฉันใด นิพพานบริสุทธิ์ยิ่งกว่านั้น เป็นอายตนะอย่างนั้น พอไปถึงนิพพานก็เป็นธรรมกาย ธรรมกายที่เข้านิพพานไปนะ ธรรมกายองค์นี้ใช่ไหม ธรรมกายตกศูนย์แล้วดับไปแล้วตรงศูนย์นั้น ตกถึงศูนย์อายตนะนิพพานก็กลับเป็นธรรมกายใหญ่ ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใส นั่นจะเป็นธรรมกายใหม่ไม่ใช่ธรรมกายเก่าหรือ ก็ถูก เป็นธรรมกายใหม่หรือ ก็ถูก ไม่ผิด ก็เอาธรรมกายเก่าไปไว้ที่ไหนเล่า ธรรมกายเก่าตกศูนย์เสียแล้ว ดับเสียแล้ว ตกศูนย์ดับธรรมกายเสียแล้ว กลับเป็นธรรมกายอีก ละเอียดว่า สวยกว่าธรรมกายเก่านับเท่าไม่ถ้วน นั่นนิพพานอยู่โน่น นั่นเรียกว่า เมื่อพระพุทธเจ้าถึงอายตนะนิพพานนั่นแล้ว อยู่ในนิพพานแล้วขณะใด ขณะนั้นเรียกว่า <strong><span style="color: #3366ff;">อนุปาทิเสสนิพพาน</span></strong> เข้าถึงอนุปาทิเสสนิพพานเสียแล้ว ไม่ใช่สอุปาทิเสสนิพพาน เป็นอนุปาทิเสสนิพพานทีเดียว ไปอยู่ในอายตนะนิพพานนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">          อายตนะนิพพานนั้น เมื่อธรรมกายของพระพุทธเจ้ายังไม่ได้เข้าไป มีอยู่ไหมละ มีอยู่ เรียกว่า อายตนะนิพพาน บาลีบริหารตำรับตำราไว้ว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ </strong></span>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิพพานเป็นอายตนะมีอยู่อันหนึ่ง แต่ว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ได้เข้านิพพาน พระอรหันต์ยังไม่ได้เข้านิพพาน ก็เป็นอายตนะคอยรองรับอยู่ เหมือนอย่างกับตาของเรามีอยู่ ยังมิเห็นรูป รูปมันยังไม่มาถึง ตายังไม่มาถึงรูป รูปยังไม่ถึงตา ก็ไม่เห็นกัน ก็มีอายตนะอยู่แล้ว อายตนะนิพพาน อายตนะคือหู เสียงมันยังไม่มาถึงก็ไม่ได้ยินกัน พอเสียงมาถึงก็ได้ยินกัน เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ มีอายตนะเครื่องรับทั้งนั้น นี่เป็นอายตนะของโลกเขา อายตนะนิพพานเป็นของละเอียด ละเอียดทีเดียว นั่นแหละ นิพพานที่พระพุทธเจ้าเข้าถึง ที่เรียกว่า <strong><span style="color: #3366ff;">อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ</span></strong> เข้าไปแล้วไม่กลับมานั่นแหละ นิพพานนั่นแหละได้ชื่อว่าเป็นอายตนะอยู่อันหนึ่ง เรียกว่า นิพพาน เฉย ๆ ไม่เรียกว่า พระนิพพาน ธรรมกายของพระสีธาตุราชกุมารเข้าไปอยู่ในนิพพานนั้นเรียกว่า พระนิพพาน ธรรมกายนั่นเรียกว่าพระนิพพาน แต่ว่านิพพานที่ยังเป็นเครื่องรองรับนั้น เรียกว่า อายตนะนิพพาน หรือเรียกว่า นิพพาน เฉย ๆ พระนิพพานคือ พระเข้านิพพาน ให้รู้จักหลักอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้จักหลักอย่างนี้ที่พระองค์รับสั่งว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา</strong></span> พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งนิพพานว่าอย่างยิ่งอย่างนี้ พอไปถึงพระนิพพานเข้าแล้ว ด้วยความอดทน ด้วยความนิ่ง ด้วยความหยุด ด้วยความอดใจ นั่นแหละจึงเข้านิพพานได้ ถ้าไม่มีความอดทน ไม่มีความหยุด ไม่มีความนิ่งอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว เข้านิพพานไม่ได้ ที่เข้านิพพานได้ ไปนิพพานได้ ก็เพราะอาศัยความอดทนคืออดใจนั่นเอง เป็นความแผดเผาอย่างยิ่ง ชั่วไม่ได้เข้าไปเจือปน  <span style="color: #ff0000;"><strong>น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต</strong></span> ยังเข้าไปฆ่าผู้อื่นอยู่ ยังเข้าไปฆ่าสัตว์อื่นอยู่ เป็นนักบวชไม่ได้ ไม่เป็นนักบวชกับเขา เป็นบรรพชิตไม่ได้ ไม่เป็นบรรพชิตกับเขา ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ เป็นสมณะไม่ได้ เพราะยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่เป็นนักบวชได้เพราะไม่เข้าไปฆ่าผู้อื่น ที่เป็นสมณะได้เพราะไม่เบียดเบียนผู้อื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ นี่ท่านบอกตรงทีเดียว บอกตรง ๆ ถ้าอยากเดินตรง ๆ แล้วก็ง่ายนิดเดียว ทางพุทธศาสนาไม่มีเบียดเบียนเป็นอย่างไร  พระพุทธเจ้าเลิกเบียดเบียนแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิหตสตฺถา นิหตทณฺฑา</strong></span> ไม่มีศัตราท่อนไม้ในมือแล้ว ผู้ที่ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ถ้ายังมีปืนพก มีดพก ยังมีอาวุธติดมืออยู่แล้วก็ไม่ได้การ ไว้ใจไม่ได้ เหี้ยก็ไม่ไว้ใจ อย่าว่าแต่มนุษย์เลย</p>
<p style="text-align: justify;">          มีท่านดาบสผู้หนึ่ง แกได้ไปบิณฑบาตในบ้าน แกเหาะเหินเดินอากาศได้ วันหนึ่งเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ชาวบ้านเขาใส่แกงเหี้ยมาถ้วยหนึ่ง มาฉันเข้ามันเอร็ดอร่อยจริง รุ่งขึ้นเช้าเอาชามไปส่งเขา ถามเขาว่าแกงอะไร แกงเหี้ย ว้า! หมายตัวจะฆ่าให้ตาย ไอ้เหี้ยใหญ่ปฏิบัติเราอยู่ตัวหนึ่ง เราจะแกงกินได้หลายวัน จะต้องฆ่าไอ้เหี้ยนั่นแกงกินเสีย ดาบสก็เอากระบองเหน็บไว้ในจีวร คลุม ๆ เข้าไว้ เหี้ยเข้ามาจะต้องตีให้ตายทีเดียวเพื่อแกงกิน เอาแล้ว เหี้ยออกมาจากปลวก มาดูกิริยามารยาทของพระผู้เป็นเจ้า ดูไม่ได้ วันนี้หูตากิริยาแปลกประหลาดเหมือนอะไรเข้าสิงในตัว ไม่ไว้ใจตาดาบสเสียแล้ว ดูหน้าดูหลังเสียแล้ว ดาบสก็ทำหน้าตาปะหลับปะเหลือกอยู่ มองซ้ายมองขวา มันผิดปรกติอยู่แล้วนี่ นี่สัตว์มันรู้นะ สัตว์ฉลาดมันรู้เทียวว่ามนุษย์จะมีกิริยาท่าทางอย่างไร มนุษย์มันมีผิด นี่ผิดปรกติ กิริยาท่าทาง เราก็รู้เหมือนกันแหละ แต่ทว่าไหวพริบชนิดนี้ มนุษย์ที่เข้ามาอยู่ด้วย มนุษย์พาล มนุษย์ขโมยก็รู้ มนุษย์คนซื่อก็รู้ ดูตานั่นแหละรู้ ตามันบอก ใจมันซื่อมันก็บอกว่ามันซื่อ คดมันก็บอกว่ามันคด ดูเถอะตามันนั่นแหละ ไอ้ซื่อมันมองลูกตามันตรงกัน มันไม่หลบหลีกกันหรอก มันไม่หลบตากัน ไอ้นั่นซื่อล่ะ ซื่อตรง ๆ ซื่อ ๆ ถ้าตามันคอยหลบอยู่ละไม่ได้ ไอ้นี่ตอแหล ปะหลับปะเหลือกอยู่แล้ว ไม่ได้การล่ะ ตามันไม่ตรงกับเรา ไอ้ชนิดนี้ถ้าเหลี่ยมโกงมี ตาก็ไม่ตรงกันเสียแล้ว ชนิดนั้นต้องออกห่างนะ ถ้าตามองไม่ตรงกันละก็ ออกห่างเทียว ถ้าจะอยู่ใกล้กันแล้วตาต้องตรงกัน ถ้าตาปะหลับปะเหลือกมัวซ่อนตาอยู่ไม่ได้ล่ะ เพลี่ยงพล้ำมันขโมยป่นปี้นะ นั่นควรระวังไว้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่เมื่อจับหลักตรงนี้ได้แล้วก็นั่นแหละ มหาโคธาเห็นตาดาบสว่าไม่ได้การทีเดียว กิริยามารยาท ตาปะหลับปะเหลือกทีเดียว ผิดปรกติ เหี้ยคอยระวังตัว พอเพลี่ยงพล้ำไอ้เหี้ยเข้ามาใกล้ ดาบสก็จะฆ่าเหี้ย เหี้ยมันคอยระวังอยู่นี่ พอได้ท่าดาบสก็เอากระบองแล่นผลุงเข้าไปให้ เหี้ยมันก็หลบไปเสีย ลงดินติดอยู่กับดินนั่น เหี้ยปรูดเข้าโพรงไปแล้ว เข้าปล่องไปแล้ว เรียกเหี้ยออกมา เหี้ยก็บอกว่า ออกมาได้อย่างไรละ ไม้พลองมันอยู่ในมือนะ นั่นแน่ไอ้ไม้พลองอยู่ในมือ ไม่ได้การเอาจริงไอ้นี่</p>
<p style="text-align: justify;">          เพราะฉะนั้น มนุษย์ก็ดี ทั้งหญิงชาย คฤหัสถ์บรรพชิตไม่ว่า ถ้านักบวชก็เหมือนกัน ยังมีเก็บศัสตราอาวุธกันอยู่แล้วก็ไม่ได้ นักบวชจอมปลอมอยู่แล้ว ก็ไม่ได้การล่ะ มีดพกมีดอะไรเก็บใส่หีบใส่ตู้ซ่อนเร้นไว้ อะไรต่าง ๆ นานาเหล่านี้นะไม่ได้ นักบวชเหล่านี้ไม่ได้ ยังจอมปลอมอยู่ ไม่ใช่นักบวชจริงหรอก นักบวชโกง ต้องรีบแก้ไข ไม่แก้ไขไม่ได้ เป็นพระเป็นเณรไม่เข้าใจ ให้สึก เป็นอุบาสกอุบาสิกาไม่เข้าใจ ซ่อนอาวุธอยู่แล้วก็ไม่ได้  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิหตสตฺถา นิหตทณฺฑา </strong></span>ไม่มีศัสตราและท่อนไม้ในมือแล้ว มือเปล่าแล้ว นี้เขาเรียกว่ามันคายงวงแล้ว ปล่อยแล้ว ปล่อยไม่เอาธุระแล้ว อย่างนี้เรียกว่าใช้ได้ล่ะ ตาก็ตรงแล้ว ไม่ปะหลับปะเหลือกแล้ว อย่างนี้ใช้ได้ นี่ตัวอย่างนะ ถ้าว่าใครเป็นเช่นนี้แล้วเลิกเสียนะ เป็นภิกษุสามเณรเลิกเชียว ไอ้ซ่อนเร้นอาวุธอย่างนี้น่ะ มันยังเป็นคนร้ายอยู่ในตัว อุบาสกอุบาสิกาก็เลิกเสียนะ มันเป็นคนร้ายอยู่ในตัวมัน ต้องแก้ไขมันเสียทีเดียว ถ้าแก้ไขมันได้แล้ว มันเชื่อเราแล้วละก็ได้ชื่อว่าไม่เข้าไปฆ่าสัตว์อื่นแล้ว ไม่เบียดเบียนผู้อื่นแล้วแน่ล่ะ ไว้ใจได้</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้ามันยังมีอาวุธอยู่ละก็ยังไว้ใจไม่ได้ มันจะต้องไปฆ่าสัตว์อื่น ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไว้ใจมันไม่ได้ ตัวของเราเองแหละ ไม่ต้องไปตัวคนอื่นล่ะ ไว้ใจมันไม่ได้ ตีหัวมันเปกหรือตบตัวมันเปก หรือผางเข้าไปให้ ค่อย ๆ มันก็พอจะทนได้ ถ้าว่ามันหน้ามืดขึ้นมาละก็ เขาว่าเห็นช้างเท่าหมูเทียวนะ มันโกรธขึ้นมาแล้วละก็ เล็กโตไม่ว่า เอาทีเดียวแหละ มันไม่กลัวกันล่ะ เมื่อรู้จักหลักอันนี้ละก็ คอยดูตัวของตัวไว้ มันจะมีเพลงโกงตัวเองอยู่อย่างไรละก็แก้ไขมันเสีย ถ้าว่ามันยังเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ มันยังจะฆ่าผู้อื่นอยู่ มันจะเข้าไปฆ่าผู้อื่นอยู่ เข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นอยู่  จะเรียกว่านักบวชที่ดีไม่ได้ จะเรียกว่าสมณะไม่ได้ จะเรียกว่าบรรพชิตไม่ได้ ใช้ไม่ได้ทีเดียว เหตุฉะนั้น ต้องเลิกพวกเหล่านี้เสียให้ขาด ใจจะเป็นนักบวชที่ดี ทำธรรมะให้เป็นขึ้น ทำใจให้อยู่กับที่ ทำธรรมะเรื่อย ๆ ไป นั่นแหละเป็นนักบวชที่ดีได้ เป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดีได้ในพระพุทธศาสนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้  ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย  บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้ <strong> </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>             เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p>
<p style="text-align: justify;"> </p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1420">โอวาทปาติโมกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้</title>
		<link>https://dhammakaya.com/1414</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2022 08:28:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=1414</guid>

					<description><![CDATA[<p>สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้ ๑๙  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1414">สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 18pt;"><strong>สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้<br />
</strong></span></p>
<p style="text-align: center;">๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๗</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2537 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1024x607.jpg" alt="" width="696" height="413" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1024x607.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-300x178.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-768x455.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1536x910.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-150x89.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-696x412.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1068x633.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412-1920x1138.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4412.jpg 2044w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓ หน)</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>มตฺตา สุขปริจฺจาคา       ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ</strong><br />
<strong>จเช มตฺตาสุขํ ธีโร        สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขนฺติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;">ขุ.ธ.(บาลี) ๒๕/๓๑/๕๓</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถาแก้ด้วย สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้พึงแสวงหา ยิ่งใหญ่นัก ไม่มีใครปฏิเสธทุกทั่วหน้า สุขนี้สมเด็จพระบรมศาสดาทรงรับสั่งด้วยพระองค์เอง  เพื่อจะให้สัตว์แสวงหาสุขยิ่งขึ้นไป ไม่ใช่สุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ละสุขเล็กน้อยเสีย ให้ยึดเอาความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป นี่เพราะเราท่านทั้งหลาย ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต หญิงชายทุกทั่วหน้า เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ทุกทั่วหน้าด้วยกัน แสวงหาสุขทุกหมู่เหล่า แม้สัตว์เดรัจฉานเล่า ก็ต้องแสวงหาสุขเหมือนกัน หลีกเลี่ยงจากทุกข์ แสวงหาสุขอยู่เนืองนิตย์อัตรา เพราะว่าสุขจะพึงได้สมเจตนานั้น ผู้แสวงหาเป็นจึงจะได้ประสบสุขยิ่งใหญ่ไพศาล ถ้าแสวงหาไม่เป็นก็ได้รับสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ หาสมควรแก่อัตภาพที่เป็นมนุษย์ไม่ เหตุนี้ ตามวาระพระบาลีพระองค์ได้ทรงแสดงไว้ว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>มตฺตา สุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ</strong></span> แปลเนื้อความว่า ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ เพราะละสุขอันน้อยเสีย หรือเพราะละสุขพอประมาณเสีย ผู้มีปัญญาเมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์ก็พึงละสุขพอประมาณเสีย นี่เนื้อความของพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาได้เนื้อเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป สุขเล็กน้อย กับสุขไพบูลย์นี้เป็นใจความในพระคาถานี้ สุข มีสุขตั้งแต่สุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงสุขที่สุด สุขเล็กน้อยก็สุขมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในสมัยทุกวันนี้เป็นสุขเล็กน้อย สุขเทวดาก็สุขมากขึ้นไปเป็นชั้น ๆ เป็นสุขใหญ่ขึ้นไป เทวดา ๖ ชั้นก็สุขขึ้นไปเป็นลำดับ</p>
<p style="text-align: justify;">          สุขมนุษย์ไม่เท่าสุขในจาตุมหาราช สุขในจาตุมหาราชไม่เท่าสุขในดาวดึงส์ สุขในดาวดึงส์ไม่เท่าสุขในชั้นยามา สุขในชั้นยามาไม่เท่าสุขในชั้นดุสิต สุขในชั้นดุสิตไม่เท่าสุขในชั้นนิมมานรดี สุขในชั้นนิมมานรดีไม่เท่าสุขในชั้นปรนิมมิตวสวัตตี สุขในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีไม่เท่าสุขในพรหมปาริสัชชา สุขในชั้นพรหมปาริสัชชาไม่เท่าสุขในชั้นพรหมปุโรหิตา สุขในชั้นพรหมปุโรหิตาไม่เท่าสุขในชั้นมหาพรหมา สุขในชั้นมหาพรหมาไม่เท่าสุขในพรหมปริตตาภา สุขในชั้นพรหมปริตตาภาไม่เท่าสุขในชั้นอัปปมาณาภา สุขในชั้นอัปปมาณาภาไม่เท่าสุขในชั้นอาภัสสรา สุขในชั้นอาภัสสราไม่เท่าสุขในชั้นปริตตสุภา สุขในชั้นปริตตสุภาไม่เท่าสุขในชั้นอัปปมาณสุภา สุขในชั้นอัปปมาณสุภาไม่เท่าสุขในชั้นสุภกิณหา สุขในชั้นสุภกิณหาไม่เท่าสุขในชั้นเวหัปผลา สุขในชั้นเวหัปผลาไม่เท่าสุขในชั้นอสัญญีสัตตา สุขในชั้นอสัญญีสัตตาไม่เท่าสุขในชั้นอวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา สุขในชั้นอกนิฏฐาไม่เท่าสุขในชั้นอากาสานัญจายตนะ อากาสานัญจายตนะไม่เท่าสุขในชั้นวิญญาณัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะไม่เท่าสุขในชั้นอากิญจัญญายตนะ สุขในชั้นอากิญจัญญายตนะไม่เท่าสุขในชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี่ว่าในภพ ๓ ยังไม่ถึงนิพพาน แต่ว่าสุขเป็นลำดับไปดังนี้ ผู้แสวงหาสุข เกลียดจากทุกข์ อยากได้สุข ผู้ที่อยากได้สุขนั้นต้องละสุขพอประมาณเสีย จึงจะพบสุขอันสมบูรณ์ยิ่งใหญ่ไพศาลเป็นลำดับขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ละสุขพอประมาณเป็นไฉน มาเกิดในมนุษย์โลก เป็นหญิงก็ดี เป็นชายก็ดี จงแสวงหาเถิด ความสุขอยู่ในทานการให้ ยิ่งใหญ่ไพศาล ความสุขอยู่ในทานการให้ หรือความสุขอยู่ในศีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อยดีไม่มีโทษ หรือสุขอยู่ในการเจริญภาวนาให้เป็นเหตุลงไปเป็นสุขยิ่งใหญ่ไพศาล ให้อุตส่าห์ให้ทาน สมบัติเงินทองข้าวของที่เป็นวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์ที่เราหาได้มา เก็บหอมรอมริบไว้หรือได้มรดกมาก็ดี สิ่งทั้งหลายนั้นเมื่อเรารักษาอยู่ <span style="color: #3366ff;"><strong>เมื่อเรายังมีชีวิตเป็นอยู่ก็เป็นของเราอยู่ แต่พอแตกกายทำลายขันธ์เท่านั้น สมบัติเหล่านั้นไม่ใช่ของเราเสียแล้ว กลายเป็นของคนอื่นเสียแล้ว ไม่ใช่ของเราจริง ๆ ในมนุษย์โลก เราผ่านไปผ่านมาเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นบ้านเมืองของเรา ไม่เป็นถิ่นทำเลที่เราอยู่ เป็นทำเลที่สร้างบารมี มาบำเพ็ญทาน ศีล เนกขัมม์ ปัญญา วิริยะ อธิษฐาน ขันติ สัจจะ เมตตา อุเบกขา เท่านั้น </strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          นี่ข้อสำคัญ รู้จักหลักนี้แล้ว ให้ละสุขอันน้อยเสีย สุขอันน้อยนั่นคืออะไร รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เราใช้สอยอยู่นี้ รูปที่ชอบใจ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ ติดอยู่ในกามภพ ที่ให้เราซบอยู่ในกามภพนี้โงศีรษะไม่ขึ้น <span style="color: #3366ff;"><strong>ไอ้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั่นแหละเป็นสุขนิดเดียว</strong> <strong>สุขเล็กน้อยไม่ใช่เป็นสุขมาก สุขชั่วปรบมือกระพือปีกไก่เท่านั้น มันสุขน้อยจริง</strong> <strong>ๆ</strong></span> ให้ละสุขน้อยนั้นเสีย ให้ละ ๕ อย่างนี้ คือ รูปที่ชอบใจ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ สัมผัสที่ชอบใจ เมื่อละได้แล้วเรียกว่า จาคะ สละสุขที่ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั้นได้ ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั้นเป็นไฉน เงินทองข้าวของ วิญญาณกทรัพย์ อวิญญาณกทรัพย์ เหล่านี้เรียกว่ารูปสมบัติ ที่เรายินดีในรูปสมบัตินั้นแหละเรียกว่า ยินดีในรูป เสียง ยกย่องสรรเสริญ ยกยอสรรเสริญชมเชยต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เป็นโลกธรรมเหล่านี้นั่นแหละยินดีในเสียง ถ้าเราไปยินดีติดอยู่ในเสียงสรรเสริญอันนั้นละก็ ทำให้เพลินซบเซาอยู่ในโลก เป็นทุกข์ เป็นสุขกับเขาไม่ได้ กลิ่นหอมเครื่องปรุงต่าง ๆ อันเป็นที่ชื่นเนื้อเจริญใจนั่นแหละยินดีในกลิ่น มัวยินดีในกลิ่นอยู่เถิด จะซบเซาอยู่ในมนุษย์โลก ในกามภพ ดุจคนสลบโงศีรษะไม่ขึ้น ติดรสเปรี้ยวหวานมันเค็มอยู่นี่แหละยินดีในรส ถ้าว่าติดอยู่ในรสเช่นนั้นแล้วละก็ หรือติดรสอันใดก็ช่าง ความติดรสอันนั้นแหละทำให้โงหัวไม่ขึ้น ยินดีในความสัมผัสถูกเนื้อต้องตัว</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าเอาใจไปยินดีในสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวเข้าแล้ว เข้าไปอยู่ในเปือกตมทีเดียว โงศีรษะไม่ขึ้นอีกเหมือนกัน ๕ อย่างนี้ให้สัตว์โลกจมอยู่ในวัฏสงสาร ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ติดอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ออกจากวัฏฏะไม่ได้ กรรมวัฏ วิปากวัฏ กิเลสวัฏ ออกไม่ได้ ออกจากภพ ๓ ไม่ได้ ออกจากกามไม่ได้เพราสละละสิ่งทั้ง ๕ ไม่ได้ ถ้าสละละสิ่งทั้ง ๕ อันเป็นสุขน้อยนี้เสียได้แล้ว เมื่อสละละสิ่งทั้ง ๕ เสียได้แล้วจะได้ประสบสุขอันไพบูลย์ ต้องประสบสุขอันไพบูลย์แท้ ๆ อันไพบูลย์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ละของมนุษย์ได้แล้ว ต้องไปติดอยู่ในชั้นจาตุมหาราชของทิพย์อีก ก็ต้องติดอยู่แบบเดียวกัน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ก็ได้ชื่อว่าละไม่ได้เพราะของเป็นทิพย์เสียอีก ละชั้นจาตุมหาราชก็จะไปติดชั้นดาวดึงส์อีก ชั้นดาวดึงส์ก็ปล่อยเสียอีก ละเสียอีก จะเข้าถึงยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ละได้ทั้งหมดนี้ ใครอุตส่าห์พยายามรักษาศีลมั่นจริง เมื่อสละพวกนี้ได้แล้วทำศีลให้มั่นขึ้น ศีลมั่นแล้วเจริญเป็นทางสมาบัติทีเดียว ให้เข้าสู่รูปฌานทั้ง ๔ ให้ได้ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน จะได้ไปรับสุขยิ่งใหญ่ไพศาลไปกว่านี้ และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเข้าถึงฌานทั้ง ๔ แตกกายทำลายขันธ์  ก็ได้ไปบังเกิดในพรหม ๑๖ ชั้น ได้รับความสุขยิ่งขึ้นไปเป็นชั้น ๆ จนกระทั่งถึงขนาด ถึงพรหมชั้นที่ ๑๑ หรือ ๑๒-๑๓-๑๔-๑๕-๑๖ ขึ้นไปก็ตามเถอะ แต่ว่าอย่าติดนะ ติดในชั้นพรหมไม่ได้ ละเสียได้เป็นสุข ให้ละสุขในรูปภพนี้เสีย แม้จะได้ไปครองสุขในอรูปภพต่อไปอีก ยึดเอาอะไรไปครองสุขในอรูปภพต่อไป อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สุขแค่นั้นจะเพียงพอแล้วหรือ ถ้าเราต้องการประสบสุขอันไพบูลย์ใหญ่ไพศาลแล้ว ก็ให้ละสุขในอรูปพรหมอีก อย่าติดสุขในอรูปภพนั้น ให้ไปถึงนิพพานทีเดียว เมื่อไปถึงนิพพานแล้วนั่นแหละจะได้ประสบสุขอันไพบูลย์ และสุขอันนั้นเป็นสุขสำคัญ สุขอื่นสู้ไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้ว่าสุขเช่นนั้นแล้ว ทำอย่างไรต่อไป วิธีจะละ ตั้งแต่มนุษย์ นี่จะละสุขในมนุษย์ล่ะ เราจะละท่าไหน ต้องแก้ไขวิธีละทีเดียว ต้องใช้ละด้วยกาย ละด้วยวาจา ละด้วยใจ ต้องใช้ทาน ศีล ภาวนา เป็นฆราวาสครองเรือนให้หมั่นให้ทาน ให้ละสุขน้อยโดยการบริจาคทาน ที่มีสมบัติยิ่งใหญ่ไพศาลในมนุษย์โลกดังนี้ ถึงมีพอประมาณหรือมีเล็กน้อยก็ช่าง อุตส่าห์ละเถิด จงให้ทาน ให้ความสุขในภพนี้และภพหน้าต่อไปนับภพไม่ถ้วน ให้อุตส่าห์ให้ทาน ทานนี่แหละเป็นข้อสำคัญนัก ท่านยืนยันตามตำรับตำราว่ามนุษย์จะได้รับความสุขในมนุษย์โลกก็เพราะอาศัยการให้ทานกัน ด้วยเหตุนี้ <span style="color: #3366ff;"><strong>พระโพธิสัตว์เจ้าสร้างบารมี มาเกิดในมนุษย์โลกก็ย่อมให้ทานในเบื้องหน้า</strong></span> ท่านเป็นผู้เก็บหอมรอมริบ สนับสนุนอุปถัมภ์ค้ำชูแก่บริวารของท่านไม่แพ้ฝ่ายใด ท่านก็อุปถัมภ์ค้ำชูตลอด เพราะท่านเป็นผู้มีสมบัติยิ่งใหญ่ไพศาล ท่านบริจาคทานอย่างนี้ อัตราการให้ทานนี่แหละที่จะส่งเราให้ไปถึงสุขยิ่งใหญ่ไพศาล ถ้าไม่มีทานจะมีสุขอันยิ่งใหญ่ไพศาลไม่ได้ เพราะไม่มีผลทานส่งให้ จะถึงสุขยิ่งใหญ่ไพศาลไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          <strong><span style="color: #3366ff;">เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดมาในมนุษย์โลก ถ้าเป็นคนจนเสียแล้ว เราจะทำความดีให้เต็มส่วนเต็มที่ไม่ได้ เพราะว่าจะรักษาศีลก็รักษาไม่ได้ จะเจริญภาวนาก็เจริญไม่ไหว เพราะเป็นคนจนเสียแล้ว</span></strong> ไม่ได้รักษาศีลเจริญภาวนาเพราะห่วงการงาน ต้องประกอบกิจการงาน การงานเหนี่ยวรั้งไว้ให้ไปทำการงาน จิตที่จะทำให้ยิ่งใหญ่ไพศาลในศีลภาวนาก็ทำไม่ได้ ถ้าว่ามีสมบัติสมบูรณ์แล้ว จะรักษาศีลก็รักษาได้สมบูรณ์บริบูรณ์ จะเจริญภาวนาก็เจริญได้ไม่มีห่วงหน้าห่วงหลัง จะบริจาคทานก็ทำได้สมความเจตนาทีเดียว มีสมบัติสมควรที่จะบริจาคทานแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เพราะอาศัยผลทานนั่นแหละเป็นข้อสำคัญของทานนะ ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี ถ้าบริจาคทานแล้วมีผลลัพธ์  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทานมโย</strong></span> บุญคือความบริสุทธิ์สำเร็จด้วยทาน  <span style="color: #ff0000;"><strong>ฉกามาวจโร</strong></span> เป็นเหตุให้เกิดในกามาวจร ๖ ชั้น ทานเป็นเหตุให้เกิดในกามาวจร ๖ ชั้น ได้รับความสุขยิ่งใหญ่ไพศาลขึ้นไปเป็นลำดับเพราะทานส่งให้  <span style="color: #ff0000;"><strong>สีลมโย </strong></span>บุญคือความบริสุทธิ์แล้วสำเร็จด้วยศีล ศีลสำเร็จแล้วเป็นเหตุให้เกิดในชั้นอกนิฏฐา ภพพรหมชั้นที่ ๑๖ โน้น ต้องวางหลักอย่างนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ภาวนามโย</strong></span> บุญคือความบริสุทธิ์สำเร็จด้วยการเจริญภาวนา  <span style="color: #ff0000;"><strong>อมตผโล </strong></span>เป็นผลที่จะให้บรรลุถึงชั้นนิพพาน สำเร็จภาวนาแล้วเป็นผลจะให้มนุษย์ถึงชั้นนิพพาน <span style="color: #3366ff;"><strong>ทานให้สำเร็จในสวรรค์ ๖ ชั้น ศีลให้สำเร็จในพรหม ๑๖ ชั้น  ภาวนาให้สำเร็จนิพพาน</strong></span> ให้สำเร็จผลนิพพานทีเดียว นี่ต้องวางหลักไว้อย่างนี้ เมื่อได้รู้หลักอย่างนี้เป็นข้อสำคัญ ทาน ศีล ภาวนา เหล่านี้เป็นข้อสำคัญนัก ให้ถึงสุขอันไพบูลย์ ได้สุขอันเป็นส่วนเต็มที่ ได้เพราะทานก็จะต้องส่งผลไปถึงแค่สวรรค์ เมื่อถึงแค่สวรรค์แล้ว ศีลก็ต้องส่งผลให้ไปถึงแค่ชั้นอกนิฏฐา ภพรูปพรหม ส่วนภาวนาก็ส่งผลให้ถึงนิพพาน เมื่อถึงนิพพานแล้วก็จะได้รับสุขอันวิเศษไพศาลทีเดียว นี่เป็นชั้น ๆ ไปดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อรู้จักหลักอันนี้แล้วก็ค่อย ๆ เดินเป็นลำดับขึ้นไป ตั้งต้นแต่กายมนุษย์ นี่วัดปากน้ำทำกันอยู่แล้ว ทำอยู่แล้วถึงนิพพานมากมายแล้ว ไม่ต้องเข้าใจเป็นอย่างอื่นไป ตั้งหน้าตั้งตาทำทีเดียว เมื่อมาเป็นภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาแล้ว ทำให้เรียบร้อยแล้ว เรียกว่าใจเราทำทีเดียว  เรียกว่าเราทำทีเดียว ต้องทำใจให้หยุด เมื่อถึงเวลาให้ทานเราก็ให้ทานตามกาลตามสมัย ให้ศีลบริสุทธิ์ไว้ แล้วก็เจริญภาวนาเสมออย่าให้คลาดเคลื่อน ทำใจให้หยุด เจริญภาวนาทำใจให้หยุด พอใจหยุดเท่านั้น เข้าถึงทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ใจหยุดนั่นแหละจะพบพระบรมศาสดา</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2536 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-1024x741.jpg" alt="" width="696" height="504" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-1024x741.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-300x217.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-768x555.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-1536x1111.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-696x503.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411-1068x772.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4411.jpg 1886w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000000;">          หยุดตรงไหน</span> ที่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ หยุดตรงนั้น พอหยุดได้แล้วละก็ พอหยุดเท่านั้นแหละ สมกับบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ</strong></span> สุขอื่นนอกจากนิ่งไม่มี นี่เจอสุขแท้แล้วนี่นะ สุขจริงตรงนี้นะ เจอสุขแล้ว เจอที่สุขแล้ว เมื่อเจอสุขสูงสุดอย่างนี้ละก็ให้ตั้งหน้าตั้งตาทีเดียว  ทำใจให้หยุดนิ่ง หยุดทีเดียว หยุดหนักเข้า อย่าถอยหลังกลับ หยุดในหยุดหนักเข้าอย่าถอยหลังกลับ</p>
<p style="text-align: justify;">          ผู้เทศน์ได้สั่งสอนกันแล้วให้ยุดอย่างนี้ หยุดไม่ถอยกลับ ๒๓ ปีแล้ว ๒๓ ปี ๒ เดือนเศษแล้ว หยุดในหยุด ไม่ถอยหลังกลับกันเลย ยังไม่ได้ถอยกลับกันเลย ได้พบแล้วสุขอันไพศาลเหลือประมาณมากมาย เล่าไม่ถูกพูดไม่ออกบอกไม่ได้ทีเดียว ด้วยเหตุฉะนั้น ผู้ที่อยู่ทีหลัง ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิก <span style="color: #3366ff;"><strong>เมื่อต้องการความสุขแล้ว ก็ต้องทำใจให้หยุด นั่นแหละเป็นตัวสุข เป็นตัวสุขแท้ ๆ สิ่งอื่นสุขไม่เท่าไม่ทันทั้งนั้น </strong></span>พอใจหยุดได้ก็เป็นสุขทางภาวนา ภาวนาขั้นสูง เมื่อสุขไปทางภาวนาทำใจหยุดได้แล้ว ก็จะบรรลุปฐมมรรค ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะต่อไป จากกายมนุษย์ก็จะถึงกายมนุษย์ละเอียด แล้วก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ ในกายมนุษย์ละเอียด ละสุขในกายมนุษย์ละเอียดเสียก็เข้าถึงกายทิพย์หยาบ นี่สุขเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          พอเข้าถึงกายทิพย์หยาบแล้ว ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในกายทิพย์อีก ถึงดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ ก็เข้าถึงกายทิพย์ละเอียด พอเข้าถึงกายทิพย์ละเอียด เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในกายทิพย์ละเอียด ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ พอละสุขในกายทิพย์ละเอียดเสียก็เข้าถึงกายรูปพรหม ให้สูงขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ถึงกายรูปพรหม ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในกายรูปพรหมอีก เข้าถึงดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะอีก ละสุขในกายรูปพรหมเสีย ก็ถึงกายรูปพรหมละเอียด ใจเข้าถึงให้หยุดอยู่ตามส่วนอีก เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะอีก ละสุขในกายรูปพรหมละเอียดเสีย ก็ถึงกายอรูปพรหมหยาบ</p>
<p style="text-align: justify;">          ถึงกายอรูปพรหมหยาบ ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในอรูปพรหม ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายอรูปพรหมหยาบเสียก็เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด ใจกายอรูปพรหมละเอียดก็หยุดอยู่ศูนย์กลางตามส่วนอีก เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายอรูปพรหมละเอียดเสียก็ถึงกายธรรม สุขเกินสุขขึ้นไปอีก สุขเกินสุขหนักขึ้นไปอีก</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมหยาบหยุดเข้าก็ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายธรรมหยาบเสียก็เข้าถึงกายธรรมละเอียด สุขหนักขึ้นไป ใจของกายธรรมละเอียดก็หยุด ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายธรรมละเอียดเสียก็เข้าถึงกายธรรมพระโสดาหยาบซึ่งเป็นสุขมากกว่า เข้าถึงกายพระโสดาหยาบแล้วสุขหนักขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมพระโสดาหยาบก็หยุดอีก เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ในกลางกายนั้น เข้าถึงกายธรรมพระโสดาละเอียด ละกายพระโสดาหยาบเสียก็เข้าถึงกายพระโสดาละเอียด สุขหนักขึ้นไป ใจของกายพระโสดาละเอียดก็หยุดอีก ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละสุขในกายธรรมพระโสดาละเอียดเพราะสุขน้อยกว่าเสีย ก็เข้าถึงกายธรรมพระสกทาคาหยาบ สุขหนักขึ้นไป สุขมากขึ้นไปกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมพระสกทาคาหยาบก็หยุดในกลางของหยุดต่อไปอีก ถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็เข้าถึงกายธรรมพระสกทาคาละเอียด ละสุขในกายธรรมพระสกทาคาหยาบเสียได้สุขหนักขึ้นไป ใจของกายพระสกทาคาละเอียด ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็เข้าถึงกายพระอนาคาหยาบ ละสุขในกายธรรมพระสกทาคาละเอียดเสียเพราะเป็นสุขน้อยกว่า ก็เข้าถึงกายธรรมพระอนาคาหยาบ  สุขมากกว่า ละเอียดกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมพระอนาคาหยาบหยุด ก็เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ ก็เข้าถึงกายธรรมพระอนาคาละเอียด ละสุขในกายพระอนาคาหยาบเสียเพราะสุขน้อยกว่า ก็เข้าถึงกายพระอนาคาละเอียด สุขมากกว่า ใจของกายธรรมพระอนาคาละเอียดก็หยุดต่อไปอีก เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตหยาบ ละสุขในกายพระอนาคาละเอียดเสียก็เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตหยาบ สุขมากกว่า นี่เป็นเช่นนี้ เป็น <span style="color: #3366ff;"><strong>นิรามิสสุข</strong></span>  เป็นวิราคธาตุวิราคธรรมทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          ใจของกายธรรมพระอรหัตหยาบ หยุดนิ่งกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระอรหัต ถูกส่วนเข้า เข้าถึงดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียด ละสุขในกายธรรมพระอรหัตหยาบเสียก็เข้าถึงสุขในกายธรรมพระอรหัตละเอียด ละสุขในกายธรรมพระอรหัตละเอียดเสียก็เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตในพระอรหัตที่ละเอียด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ต่อ ๆ ไปอีกนับไม่ถ้วน นี่มันเป็นสุขอย่างนี้ เดินนิพพานนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิปุลํ สุขํ</strong></span> สุขถึงขนาดนี้ ถ้าว่าไม่ละสุขที่น้อยเสียก็ไม่ได้สุขใหญ่สมความปรารถนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าเมื่อมาเจอกายมนุษย์แล้วมาสุขกับกายมนุษย์ มัวงมอยู่แต่รูป  เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั้นแหละ มันก็ได้เท่านั้นจนแก่ตาย เอาดีไม่ได้เลย  สุขแค่นั้นเอง นี่มันสุขน้อยอย่างนี้เพียงนิดเดียวเพราะอะไร<span style="color: #3366ff;"><strong> เพราะรู้ไม่เท่าทันตัวเอง ไม่ฉลาด รู้ไม่เท่าทันตัวเอง ไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ฝึกฝนใจในทางพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ไม่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกฝนใจในธรรมของสัตบุรุษ ความเห็นจึงพิรุธไปเช่นนั้น </strong></span>ถ้าหากว่าฉลาด รู้จักให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถ้าแม้ว่ายังไม่ได้สูงขึ้นไปก็จะได้สุขในชั้นจาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี เหล่านี้ มันก็เวียนอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส  สัมผัส นั่นแหละ ในกามนั่นเอง มันยังเป็นกาม ไปทางโลกก็สุขนิดหน่อยเท่านี้ ไม่ได้อะไรล่ะ สุขอยู่ชั่วคราว มนุษย์นี่ก็สุขอยู่ชั่วคราว ประเดี๋ยวเดียว อายุ ๑๐๐ ปีเท่านั้น อย่างมากหรือน้อยกว่านั้นก็ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ถ้าเราได้เป็นเทวดาก็สุขตามส่วนขึ้นไป อายุก็ตามส่วนขึ้นไป จะนานหนักเข้า แต่ว่าถึงกระไรก็เถอะ ปรนิมมิตวสวัตตีสุขมากน้อยเท่าใดก็ช่าง สุขประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่มากเท่าใด ไปถึงรูปพรหมก็สุขเป็นกัลป์ ๆ เหมือนกัน เป็นมหากัลป์ถึงอกนิฏฐาภพ ถึงเวหัปผลา นั่นแน่ อสัญญีสัตตาโน่น ๕๐๐ มหากัลป์  ถึง ๕๐๐ มหากัลป์ ก็สุขนิดเดียวอีกเหมือนกัน ไม่จริง หลอก ๆ ไม่จริงหรอก สุขในชั้นเนวสัญญานาสัญญา อกนิษฏฐาโน่น สุขสูงขึ้นไป สุขสูงขึ้นไปขนาดนั้นก็ขนาด ๑,๐๐๐ มหากัลป์เท่านั้น ไม่เท่าไรนัก สุขยิ่งขึ้นไป นี่ไม่ใช่สุขในทางนิพพาน มีชั้นสุขสูงสุดอย่างนี้ ถ้าสุขในภพถึง ๘๔,๐๐๐ มหากัลป์ในโลก เพราะติดสุขในภพเหล่านี้แหละเรียกว่าติดสุขน้อยไม่ใช่สุขใหญ่</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2538 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-682x1024.jpg" alt="" width="682" height="1024" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-682x1024.jpg 682w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-200x300.jpg 200w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-768x1152.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-1024x1536.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-150x225.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-300x450.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-696x1044.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413-1068x1602.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/4413.jpg 1333w" sizes="auto, (max-width: 682px) 100vw, 682px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          สุขใหญ่คือสุขอันไพบูลย์ ให้ละสุขน้อยอันนั้น เมื่อไปถึงแล้วก็ไม่ติดสุขหนักขึ้นไป ไม่ถอยเลย ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ สุขทวีขึ้นไปเหล่านี้เลย ไม่มีถอยกลับ นี้ต้องนับว่าวิชชาวัดปากน้ำ วิชชาสมถวิปัสสนาเดินให้ถูกแนวนั้นทีเดียว เข้าถึงธรรมกายให้ได้ เข้าถึงธรรมกายเป็นลำดับไป ยิ่งใหญ่ไพศาลนับประมาณไม่ได้ จะไปพบพระพุทธเจ้า พระนิพพาน พระอรหันต์  ก็จะรู้ตัวทีเดียว ว่า อ้อ เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ได้รู้จักของจริงเห็นของจริงอย่างนี้ ไม่เสียทีที่พ่อแม่อาบน้ำป้อนข้าวมา อุ้มท้องมาไม่หนักเปล่า แม้บุคคลที่จะทูนไว้ด้วยเศียรเกล้าก็ไม่เมื่อยเปล่า ไม่หนักเปล่า ได้ชื่อว่าเป็นคนมีปัญญา ประกอบคุณสมบัติยิ่งใหญ่ไพศาลใส่อาตมาของตนได้ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมาในการละสุขน้อยประสบสุขมาก สมมาดปรารถนา สมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า <strong>สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ เอตสฺมิํ รตนตฺตยสฺมิํ สมฺปสาทนเจตโส </strong>ขอจิตอันผ่องใส ขอจิตอันเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้ ให้ท่านทั้งหลายจงเป็นผลสำเร็จ ๆ ๆ ๆ สมมาดปรารถนาทุกประการ  ดังอาตภาพรับประทานวิสัชนามา พอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความก็เพียงแต่เท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          เอวํ</strong>  ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p>
<p style="text-align: justify;"> </p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/1414">สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สังคหวัตถุ</title>
		<link>https://dhammakaya.com/618</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Sep 2022 10:29:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=618</guid>

					<description><![CDATA[<p>สังคหวัตถุ ๒๔ ธันวาคม พุทธศักร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/618">สังคหวัตถุ</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;"><strong>สังคหวัตถุ</strong></h2>
<p style="text-align: center;"><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;24 ธันวาคม พ.ศ. 2497&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:4609,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0,&quot;15&quot;:&quot;Angsana New&quot;}">๒๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2441 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-1024x590.jpg" alt="" width="696" height="401" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-1024x590.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-300x173.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-768x443.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-1536x885.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-150x86.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-696x401.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-1068x615.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3-1920x1106.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha3.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม ตสฺส ภควโต  อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ (๓ หน)</strong></p>
<p><strong>ทานญฺจ เปยฺยวชฺชญฺจ       อตฺถจริยา จ ยา อิธ<br />
สมานตฺตตา จ ธมฺเมสุ        ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ<br />
เอเต โข สงฺคหา โลเก        รถสฺสาณีว ยายโตฯ<br />
เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ         น มาตา ปุตฺตการณา<br />
ลเภถ มานํ ปูชํ วา             ปิตา วา ปุตฺตการณา<br />
ยสฺมา จ สงฺคหา เอเต         สมเวกฺขนฺติ ปณฺฑิตา<br />
ตสฺมา มหตฺตํ ปปฺโปนฺติ       ปาสํสา จ ภวนฺติ เตติฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: 8pt;">องฺ.จตุกฺก.(บาลี) ๒๑/๓๒/๔๒</span></p>
<h5> </h5>
<h5 style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถาแก้ด้วยสังคหวัตถุ วัตถุเครื่องสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน เพราะเหตุว่าเราท่านทั้งหลายนั้น ทั้งเป็นคฤหัสถ์บรรพชิต อุบาสกอุบาสิกา จะอยู่บ้านก็ดี วัดก็ดี จักได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนกัน ควรต้องสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน สงเคราะห์ซึ่งกันและกันนั่นแหละเรียกว่าสังคหวัตถุ สังคหวัตถุ แปลว่าวัตถุเครื่องสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน จะแสดงในวันนี้นั้นตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษาตามมตยาธิบาย กว่าจะยุติการลงโดยสมควรแก่เวลา</span></h5>
<h5 style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          เริ่มขึ้นแห่งพระสูตรนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทานญฺจ เปยฺยวชฺชญฺจ อตฺถจริยา จ ยา อิธ </strong></span></span><span style="font-size: 12pt;">แปลเป็นสยามภาษา ทานการให้ก็ดี พูดวาจาไพเราะก็ดี ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่กันและกันก็ดี ๓ อย่างนี้เรียกว่า สังคหวัตถุ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมานตฺตตา จ ธมฺเมสุ ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ </strong></span>ความประพฤติตนให้สม่ำเสมอในธรรมนั้น ๆ ในบุคคลนั้น ๆ ตามสมควร  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอเต โข สงฺคหา โลเก รถสฺสาณีว ยายโต </strong></span>ความสงเคราะห์ในโลกเหล่านี้แล เป็นประหนึ่งว่าลิ่มสลักของรถอันไปอยู่<strong>  <span style="color: #ff0000;">เอเต จ สงฺคหา </span></strong>ความสงเคราะห์ทั้งหลายเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้  <span style="color: #ff0000;"><strong>น มาตา ปุตฺตการณา</strong></span> มารดาบิดาย่อมไม่ได้รับความนับถือและบูชาเพราะเหตุที่ตนมีบุตร  <span style="color: #ff0000;"><strong>ยสฺมา จ สงฺคหา เอเต สมเวกฺขนฺติ ปณฺฑิตา </strong></span>เพราะเหตุใด บัณฑิตพิจารณาเห็นซึ่งความสงเคราะห์ทั้งหลายเหล่านี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตสฺมา  มหตฺตํ ปปฺโปนฺติ </strong></span></span><span style="font-size: 12pt;">เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงถึงซึ่งความเป็นใหญ่  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปาสํสา จ ภวนฺติ เตติ </strong></span></span><span style="font-size: 12pt;">บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ที่ควรนับถือด้วยประการดังนี้ นี่เนื้อความของพระบาลีในสังคหวัตถุ แปลความเป็นสยาม  ให้ความเท่านี้ ต่อจากนี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป</span></h5>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">      เรียงเนื้อความออกจากบาลีเป็นภาษาไทยเสียชัด ๆ ก่อน ตั้งแต่ตอนก่อนว่า ทาน การให้ประการหนึ่ง ความพูดไพเราะประการหนึ่ง ความประพฤติให้เป็นประโยชน์กันและกันในโลกนี้เป็นประการหนึ่ง ความเป็นคนมีตนสม่ำเสมอในธรรมนั้น ๆ ในบุคคลนั้น ๆ ตามสมควร ความสงเคราะห์ในโลกเหล่านี้แล เป็นประหนึ่งว่าลิ่มสลักของรถอันไปอยู่ฉะนั้น ถ้าว่าความสงเคราะห์เหล่านั้นไม่มีแล้วไซร้ มารดาบิดาย่อมไม่ได้ความนับถือและบูชาเพราะเหตุที่ตนมีบุตร เพราะเหตุนั้นบัณฑิตทั้งหลายเห็นเสมอซึ่งความสงเคราะห์เหล่านี้ เหตุนั้นจึงถึงซึ่งความเป็นใหญ่ บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ที่ควรนับถือด้วยประการดังนี้  นี่เนื้อความเป็นสยามแท้ ต่อไปนี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไป                    </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">       <strong> <span style="color: #3366ff;">ทาน การให้นี่เป็นนโยบายของบัณฑิตทั้งหลาย แต่ไหนแต่ไรมา คนมีปัญญาแล้วก็ต้องให้ทาน ถ้าคนโง่แล้วเห็นว่าสิ้นไปหมดไป ถ้าว่าคนมีปัญญาแล้วเห็นว่ายิ่งให้ยิ่งมียกใหญ่ </span></strong>เห็นแก่อย่างนี้แหละ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        ทางไหนจะผิดจะถูกกันน่ะ การให้ ลองดูซิ แต่ว่า เป็นเหมือนกันเสมอหรือ การให้นี่ว่าเป็นประโยชน์จริง ๆ ให้ทุกคน แต่การให้นั้นแคบกับกว้างเท่านั้น การให้แคบ ๆ ให้แก่ตัวเอง ให้แก่สามีภรรยา ให้แก่ครอบครัว ให้แก่ลูกหญิงลูกชายของตนเอง นอกจากนั้นไม่ให้ กลัวหมด กลัวเปลือง กลัวสิ้นไป นี่ให้กลัวหมด กลัวสิ้นอย่างนี้ พวกที่เห็นกว้างออกไปว่า เราให้ซึ่งกันและกันในสามีภรรยา ในบุตรและธิดา ถ้าว่าให้สามี สามีก็ยินดีด้วย ให้ภรรยา ภรรยาก็ยินดีด้วย ถ้าให้แก่บุตรและธิดา บุตรและธิดาก็ยินดีด้วย ถ้าจะให้มากเข้าไปกว่านี้ กลัวสิ้น กลัวหมด กลัวเปลือง นี่ความเห็นแคบ ๆ อย่างนี้ได้รับความเคารพนับถือบูชาเฉพาะครอบครัวของตัวเท่านั้น ถ้าไม่ให้เล่า ไม่ได้รับความเคารพนับถือบูชาทีเดียว ให้กว้างขวางออกไปกว่านั้น กว้างออกไปเทียวเท่าใด เขาก็นับถือตนดุจกับมารดาบิดากว้างออกไปเท่านั้น การกว้างออกไปเช่นนั้นได้ประโยชน์อะไรหรือ ให้แคบ ๆ วงแคบ ๆ ได้ประโยชน์หรอก แต่น้อย ไม่เหมือนให้กว้างออกไป ให้กว้างออกไปประโยชน์มาก ประโยชน์มากนัก </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         ในทางพุทธศาสนาก็เช่นนั้น ชอบให้ในการกว้าง ๆ ไม่ชอบให้ในการแคบ ๆ การให้แคบ ๆ ดีเหมือนกัน แต่ว่าได้น้อย ไม่เหมือนกว้าง ๆ ออกไป ดังมารดาบิดาให้แก่บุตร ภรรยาสามีให้แก่กันและกันในครอบครัวกันและกัน ให้แล้วมุ่งบุตรในกันและกัน ให้ลูกหญิงลูกชายก็เพื่อให้ปฏิบัติตนต่อไป พอจะได้ดำรงตระกูลของตนต่อไป ก็มุ่งเท่านั้น เมื่อให้บุตรและธิดาได้เท่าไรให้ไป เขาก็ปฏิบัติตามหน้าที่ผู้ได้รับแล้ว ความให้ชนิดนี้ในทางโลกก็แคบ ยิ่งทางศาสนาก็ให้ดุจเดียวกัน เฉพาะพระเณรที่ชอบใจ ที่รู้จักเป็นเครือญาติของตน ที่เป็นที่สนิดชิดชอบกับตน ถ้าหากว่าคนนั้นไม่ให้ เห็นว่าจะมากเกินไป ให้เพียงเท่านั้นก็ได้ประโยชน์เหมือนกันแต่ว่าแคบ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">      ทางพุทธศาสนายินดีในการให้กว้าง ๆ ทางโลกล่ะก็ดุจเดียวกัน ถ้าให้กว้าง ๆ ออกไป จะเป็นชาวนาก็กว้างขวาง จะเป็นชาวสวนก็กว้างขวาง จะเป็นพ่อค้าแม่ค้าก็กว้างขวาง จะเป็นคนพลเรือนใด ๆ ก็กว้างขวาง ยิ่งคนปกครองก็ยิ่งกว้างขวางออกไป จำเป็นต้องให้กว้างออกไปทีเดียว ชื่อเสียงก็กว้างออกไป หน้าที่ก็กว้างออกไป <span style="color: #3366ff;"><strong>การให้นั่นแหละเป็นข้อสำคัญนัก ไม่ต้องไปขอไปร้องใคร ทำอะไรสำเร็จหมดด้วยการให้ แต่ว่าต้องฉลาดให้ ถ้าโง่ให้ยิ่งจนใหญ่ ถ้าฉลาดให้ยิ่งให้ยิ่งรวยใหญ่ มันเป็นอย่างนี้ ต้องฉลาดให้อย่างนี้ </strong></span>เพราะฉะนั้น <span style="color: #ff0000;"><strong>ทานญฺจ </strong></span>ทานเป็นวัตถุสำคัญสำหรับสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน     </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6968" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n.jpg" alt="" width="2048" height="1363" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-1024x682.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-768x511.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-1536x1022.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-696x463.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-1068x711.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/434358484_436060425749799_6215113938893228058_n-1920x1278.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        เราเกิดมาในมนุษย์โลก หญิงชายคฤหัสถ์บรรพชิตไม่ว่า เกิดมาต่างคนต่างมีตัวเปล่า ๆ มีแต่บุญกุศลพิทักษ์รักษามา มาแสวงหาทรัพย์สมบัติได้เขตสำหรับในโลกนี้ก็ย่อมเฉลี่ยซึ่งกันและกันตามมีตามจะเฉลี่ยได้ ตามสามารถที่จะทำได้เฉลี่ยได้ สามารถจะทำได้เพียงแค่ไหนก็ทำไปแต่เพียงนั้น อย่าให้เกินกำลังกว่าตัว อย่าให้เดือดร้อน ทำพอสมควรแก่การ เพราะเรามาไม่นานเท่าใดนักก็จะต้องลาโลกนี้ ผ่านโลกนี้ไป ไปโลกอื่นอีกต่อไป<span style="color: #3366ff;"><strong> การให้สำเร็จที่เป็นอัตภาพที่เป็นมนุษย์นี้ เมื่อพ้นอัตภาพมนุษย์นี้เสียแล้ว ก็ไม่ได้ให้กัน ให้กันไม่ได้ ไปเป็นรูปพรหมให้กันไม่ได้ ไปเป็นอรูปพรหมให้กันไม่ได้ ทุกชั้นไป ของสมบัติทิพย์ก็มีด้วยกันทั้งสิ้น ไปนิพพานก็ให้กันไม่ได้ ให้กันได้แต่เฉพาะเป็นมนุษย์นี่เท่านั้นที่ให้กันได้</strong></span> เป็นสัตว์เดรัจฉานให้กันไม่ได้ เป็นเปรต อสุรกายให้กันไม่ได้ เป็นสัตว์นรกให้กันไม่ได้ ให้กันได้เฉพาะแต่ในมนุษย์นี้เท่านั้น</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        เขาว่าการให้นี้มีผลมากมายนัก มีฤทธิ์เดช ถ้าให้เสียมาก ๆ ให้เสียเต็มศรัทธาสามารถแล้ว ให้มาก ๆ เสียแล้ว ชาติใด ๆ ไปเป็นคนมากเป็นคนกว้างขวาง ต้องเป็นคนปกครองกว้างขวางใหญ่โตออกไป การให้นี้ให้สำเร็จประโยชน์ถึงเจ้าจักรพรรดิธิราช เป็นเจ้าจักพรรดิธิราชบ้าง ต่ำลงมากว่านั้นเป็นมหาราชาธิราชบ้าง ปกครองประเทศทั้งหมดชมพูทวีป หรือย่อยลงมากว่านั้นเป็นพระยาประเทศราช เหมือนยังกับชมพูทวีปเวลานี้เป็นแต่เพียงพระยาประเทศราชเท่านั้น ทุก ๆ ประเทศมีเจ้าแผ่นดินปกครองเป็นพระเจ้าประเทศราชทั้งนั้น ยังลดลงมากว่านั้น เป็นผู้ปกครอง เป็นประธาน ชั่ว ๔ ปี ๔ ปีเท่านั้นเลิกเป็นพระยาประเทศราชเสียแล้ว ถึงกระนั้นก็ยังมีพระยาประเทศราชอยู่ แต่ว่าอยู่ใต้กฎหมาย นี่บุญวาสนาลดหย่อนผ่อนลงมาถึงขนาดนี้ ก็ต้องสำเร็จได้ด้วยการให้ เป็นเศรษฐี มหาราชก็สำเร็จด้วยทานการให้ เป็นคหบดีมหาศาลมีทรัพย์สมบัติบริวาร ข้าทาสบริวาร ก็สำเร็จด้วยการให้ ถ้าไม่ให้ไม่สำเร็จอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการให้ <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้าอยากมีสมบัติยิ่งใหญ่มหาศาลละก็ ต้องอุตส่าห์บำเพ็ญทาน บริจาคทาน </strong></span>นี้ได้ชื่อว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>ทานญฺจ</strong></span> ทานการให้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;"><strong>       <span style="color: #ff0000;">เปยฺยวชฺชญฺจ</span></strong> เมื่อเป็นผู้มีพวกมากถึงขนาดนั้นเข้าแล้ว ต้องมีวาจาไพเราะอ่อนหวาน พูดเพราะ พูดเป็นประโยชน์ พูดแล้วผู้สดับตรับฟังรักใคร่ดูดดึงในใจ ไม่อยากออกไปห่าง อยากเข้ามาอยู่ในที่ใกล้ อยากจะสนิทชิดชมด้วยเสมอไป เพราะความพูดอันนี้เป็นตัวสำคัญนัก <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้าว่าหัดวาจาไพเราะเสียในชาตินี้ ชาติต่อ ๆ ไปวาจาของตนศักดิ์สิทธิ์ จะพูดอะไรก็สำเร็จกิจหมดทุกอย่าง ถ้าใช้วาจาหยาบก็เท่ากับวาจาจอบตัวเอง ในชาตินี้ก็ดี วาจาหมดอำนาจหมดสิทธิ์ ไม่มีอำนาจอะไร พูดไปก็เท่ากับไม่ได้พูด พูดอะไรเป็นไม่สำเร็จ เพราะวาจาของตน ไม่ได้บำเพ็ญกุศลทางวาจาไว้ ถ้าบำเพ็ญกุศลทางวาจาไว้แล้ว กล่าววาจาใดวาจาศักดิ์สิทธิ์ </strong></span>นี่ไม่ได้เป็นของพอดีพอร้าย                              </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        เรื่องวาจาศักดิ์สิทธิ์นี้ เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว กษัตริย์ทั้ง ๖ พระนคร ๗ พระนคร ๘ พระนคร ทั้ง ๖ พระนคร เกิดประหารซึ่งกันและกันจะรบกันยกใหญ่ เมื่อครั้งแย่งพระบรมธาตุกันในครั้งนั้น ไม่มีใครสามารถมีวาจาศักดิ์สิทธิ์จะเปลื้องความในครั้งนั้นได้ มีพราหมณ์ผู้หนึ่ง ท่านโทณพราหมณ์ เข้าไปมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในที่นั้น ห้ามพุทธกิจในการแย่งพระบรมธาตุในครั้งนั้นสำเร็จได้ นั่นเพราะอาศัยอะไร เพราะอาศัยวาจาของท่านพราหมณ์อันศักดิ์สิทธิ์ วาจาศักดิ์สิทธิ์นั่นแหละ ท่านได้สร้างวาจาไพเราะของท่านไว้ ถ้ากษัตริย์ผู้ใด คือว่าผู้ใดได้ฟังเข้าแล้วจะอ่อนน้อมตามวาจาของท่าน เป็นเช่นนี้เพราะสร้างวาจาที่ดีของท่านไว้ สร้างวาจาที่ไพเราะอ่อนหวานไว้           </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">       ถ้าใครต้องการวาจาศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ต้องพยายามห้ามวาจาทุจริตเสีย ให้มีวาจาสุจริตอยู่ร่ำไป เมื่อกล่าวขึ้นแล้ว เป็นประโยชน์แก่ตนบ้าง ประโยชน์แก่คนอื่นบ้าง เป็นประโยชน์ทั้งตนบุคคลอื่นได้ วาจาไม่เป็นประโยชน์แล้ว เสียเวลา พวกที่พูดวาจาพล่อย ๆ เอาเรื่องเอาราวไม่ได้ วาจาเหลวไหล ชนิดนี้ฆ่าวาจาของตัวเอง ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของตัวเอง ไม่มีใครทำให้ นี้ต้องอุตส่าห์แก้ไขวาจาของตนให้เป็นวาจาที่ไพเราะอ่อนหวานอยู่ร่ำไป นี้เป็นประโยชน์แก่ตนด้วย เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นด้วย เป็นทั้งประโยชน์แก่กันและกัน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          ประพฤติให้เป็นประโยชน์ในโลกนี้ หรือประพฤติเป็นประโยชน์ในกันและกัน ในเพื่อนมนุษย์ก็ดี หรือกับสัตว์เดรัจฉานก็ดี ประพฤติให้เป็นประโยชน์ทีเดียว ลักษณะที่ประพฤติให้เป็นประโยชน์เป็นอย่างไร การประพฤติให้เป็นประโยชน์ ทำอะไรให้เป็นตัวอย่างดีทั้งนั้น จะทำสิ่งใดด้วยกายทุกอย่าง ให้เป็นตัวอย่างดีของเพื่อนมนุษย์ ให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ จะพูดสิ่งไรด้วยวาจาแล้ว ล้วนแต่ให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ ให้ได้ผลแก่เพื่อนมนุษย์ ให้เป็นตัวอย่างแก่เพื่อนมนุษย์ การประพฤติทั้งกาย ทั้งวาจา เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ แล้วทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเป็นการทำลายตน ใครใกล้เคียงก็แก้ไขมนุษย์ที่ทำนานั้นให้ได้ผลเกิดสุข ให้ได้ผลดีเป็นลำดับขึ้นไป การทำสวนก็ดี ใครอยู่ใกล้เคียง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำเป็นตัวอย่าง ให้เป็นประโยชน์ดีแก่เพื่อนมนุษย์ แก่เพื่อนฝูงที่ใกล้เคียงกัน หรือจะค้าขายก็ดี ผู้ที่ค้าขายใกล้เคียงกัน ให้เป็นประโยชน์แก่พวกที่ค้าขายใกล้เคียงกัน นี้ได้ชื่อว่าประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ เมื่อประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แล้ว แก้ไขตัวเองไม่ให้มีตำหนิ จะเป็นภิกษุก็เป็นภิกษุที่ดีทีเดียว จะเป็นสามเณรก็เป็นสามเณรที่ดีทีเดียว จะเป็นอุบาสกก็เป็นอุบาสกที่ดีทีเดียว จะเป็นอุบาสิกาก็เป็นอุบาสิกาที่ดีทีเดียว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2439 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-1024x599.jpg" alt="" width="696" height="407" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-1024x599.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-300x176.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-768x449.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-1536x899.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-150x88.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-696x407.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-1068x625.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1-1920x1123.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha1.jpg 2044w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        เป็นตัวอย่างได้เช่นนี้ได้ชื่อว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อตฺถจริยา</strong></span> ประพฤติตนให้เป็นกระสวน เป็นกระสวนนั่นเป็นอย่างไร ช่อฟ้า เขาทำช่อฟ้าเขามีกระสวน เอากระสวนนั่นมาคาดเข้าแล้วทำตามรูปกระสวนนั่นเป็นช่อฟ้าได้ ประพฤติให้เป็นตัวอย่าง เขาเพียรทำสิ่งใดเป็นตัวอย่างมาแล้ว ก็เพียรเอาสิ่งนั้นเข้ามาทำ มาเป็นแบบแปลนเป็นตัวอย่างต่อไป ประพฤติตนให้เป็นแม่พิมพ์พ่อพิมพ์นั้น เป็นตำราทีเดียว ตำราพ่อพิมพ์แม่พิมพ์พระ เหมือนพ่อพิมพ์รูปต่าง ๆ สวยงามทุกสิ่งทุกประการนั้นได้ชื่อว่า เป็นผู้ตามประพฤติเป็นประโยชน์ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        ประพฤติเป็นประโยชน์อย่างนี้แหละ เรียกว่าสังคหวัตถุ วัตถุเครื่องสงเคราะห์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันทุกถ้วนหน้า ประพฤติตัวได้อย่างนี้ ทำตามพ่อ ให้ทาน กล่าววาจาไพเราะ ประพฤติตัวให้เป็นประโยชน์ในกันและกัน หรือในโลกนี้ทั้งหมด ปรากฏดังนี้ เมื่อประพฤติได้ดังนี้แล้ว เรียกว่าเป็นผู้มีตนเสมอ มีตนเสมอเป็นอย่างไร ในธรรมนั้น ในบุคคลนั้น ๆ </span></p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อมาประพฤติเป็นภิกษุ ประพฤติสม่ำเสมอในธรรมที่เป็นภิกษุ ประพฤติเป็นสามเณร สม่ำเสมอในธรรมที่เป็นสามเณร เมื่อเป็นอุบาสกอุบาสิกา ประพฤติสม่ำเสมอในธรรมที่เป็นอุบาสกอุบาสิกา อยู่ในธรรมนั้น ๆ ในบุคคลนั้น ๆ เป็นภิกษุเข้าหมู่ได้ไม่กระทบกระเทือนใครเลย เป็นสามเณรเข้าหมู่ใดสามเณรใดไม่กระทบกระเทือนสามเณรหมู่นั้นเลย เป็นอุบาสกเข้าไปในอุบาสกใดไม่กระทบกระเทือนอุบาสกผู้นั้นเลย เป็นอุบาสิกาเข้าไปในหมู่อุบาสิกาใดไม่กระทบกระเทือนอุบาสิกานั้นเลย นี้ได้ชื่อว่าสม่ำเสมอในบุคคลนั้น สม่ำเสมอทีเดียว ถ้าประพฤติได้ขนาดนี้ได้ชื่อว่า นั้นแหละเรียกว่าสงเคราะห์ซึ่งกันและกันละ ถูกหลักตามวาระพระบาลีดังแสดงมาแล้วละ เมื่อประพฤติได้อย่างนี้เรียกว่าสังคหวัตถุ</p>
<p style="text-align: justify;">          สังคหวัตถุในโลกเรานี้แล ในโลกต้องประพฤติ ๓ ประการนี้ การที่ทำอย่างเป็นสังคหวัตุสำคัญมาก เมื่อประพฤติได้ดังนี้แล้ว <span style="font-size: 12pt;">เหมือนดังลิ่มสลักของรถที่ไถแล่นไปในหนทางของรถ ใกล้ไกลไม่ว่า รถนั้นคุมกันอยู่เป็นรถอยู่เสมอ ไม่เคลื่อนในความเป็นรถ ไม่ปรักหักพังแต่อย่างหนึ่งอย่างใด ไปได้เป็นปรกติดี จะเป็นรถส่วนตัวก็สะดวก จะเป็นรถโดยสารก็สะดวกทุกสิ่งทุกประการ เพราะอาศัยลิ่มสลักนั้น ไม่เคลื่อนไม่หลุดจากกัน  </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         เมื่อเป็นเช่นนั้น มารดาบิดาที่ได้ความบูชาและได้ความนับถือจากบุตรและธิดาเพราะตนมีบุตร ต้องประพฤติสงเคราะห์ อย่างนี้ให้ ถ้าให้มีการพูดอ่อนหวาน ต้องทำตนให้เป็นประโยชน์เป็นตัวอย่างของลูกหญิงลูกชายต่อไป ถ้าเป็นเช่นนี้ ลูกหญิงก็นับถือ ลูกชายก็นับถือ ถ้าว่าไม่เป็นดังนี้ ลูกหญิงก็ไม่นับถือ ลูกชายก็ไม่นับถือ ที่อาศัยนับถือก็เพราะสังคหวัตถุนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้น ความนับถืออันนี้ที่เกิดจากลูกหญิงลูกชาย  ก็เพราะบิดามารดาเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา เป็นบัณฑิตชาติในการประพฤติสังคหวัตถุนี้ สมด้วยบาลีท่านชี้ว่า บัณฑิตชาติผู้ประกอบด้วยความฉลาด ดำเนินด้วยคติของปัญญา มาพิจารณาเห็นความสงเคราะห์เหล่านี้เข้าแล้ว ก็ประพฤติตามความเห็นอันนั้น เพราะเหตุนั้นจึงถึงซึ่งความเป็นใหญ่ ที่เขานับถือเชิดชูบูชาก็เพราะ</span><span style="font-size: 12pt;">สังคหวัตถุนี้ ถ้าไม่ถูกสังคหวัตถุเขาไม่นับถือเขาไม่บูชา ถ้าว่าคนมีปัญญาสอดส่องมอง เข้าเนื้อเข้าใจในแนวปฏิบัติเช่นนี้ได้ จะเป็นภิกษุอยู่ในหมู่ภิกษุ ก็ต้องเป็นใหญ่ในหมู่ภิกษุนั้น จะเป็นสามเณรก็ต้องเป็นใหญ่ในสามเณร จะเป็นอุบาสก ถ้าประพฤติถูกหลักนี้เข้า ก็ถึงซึ่งความเป็นใหญ่ในอุบาสกนั้น จะเป็นอุบาสิกา ประพฤติถูกหลักนี้เข้า ก็เข้าถึงซึ่งความเป็นใหญ่ในอุบาสิกานั้น เพราะเหตุว่าถูกสังคหวัตถุเข้า ถ้าไม่ถูกสังคหวัตถุเช่นนี้  อย่าว่าแต่ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาเลย ลูกหญิงลูกชายก็ไม่นับถือตัว เพราะประพฤติไม่อยู่ในสังคหวัตถุ ผิดสังคหวัตถุไป ด้วยเหตุนี้ ลูกหญิงลูกชายก็ติเตียนตัว เพราะประพฤติไม่ถูกสังคหวัตถุ ถ้าถูกสังคหวัตถุย่อมถึงซึ่งความเป็นใหญ่ ควรได้ความสรรเสริญแท้ ย่อมเป็นผู้ที่น่าสรรเสริญว่าเป็นตัวอย่างของคนดีในโลกนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         บัณฑิตชาติผู้ฉลาดขนาดนี้ ประพฤติตนได้ความสรรเสริญเช่นนี้ แม้จะอยู่ในโลกนี้ก็ได้รับความเป็นสุขในโลกนี้ แม้ไปในโลกอื่นก็ประพฤติถูกหลักนี้ เป็นแนวปฏิบัติเช่นนี้ ก็ได้รับความนับถือในโลกอื่นต่อไป ไม่ว่าชาติไหนภาษาไหน ไม่ว่าโลกไหน ประพฤติถูกหลักนี้แล้วก็เป็นที่บูชาทั้งนั้น เหตุนั้น ต้องประพฤติสม่ำเสมอ จะประพฤติลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ได้ เหมือนความเป็นพ่อเป็นแม่กัน ต้องปกครองลูกหญิงลูกชายสม่ำเสมอ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ได้ สม่ำเสมอตามสมควร นี้ได้ชื่อว่าถึงซึ่งความเป็นใหญ่จริงอย่างนี้ เพราะว่าตนประพฤติถูกสังคหวัตถุ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         ในสังคหวัตถุนี้ ไม่ใช่แต่ในพระพุทธศาสนานี้เท่านั้น ในศาสนาไหนก็ช่าง ในชาติไหนภาษาไหนก็ช่าง ก็ย่อมได้รับความนับถือดุจเดียวกันในโลกอยู่อย่างเสมอไป เมื่อเข้าใจหลักอันนี้แล้ว ดัดแปลงแก้ตัวกันเสียใหม่ ว่าประพฤติอยู่นี้ มีการให้กันหรือเปล่า ไม่มีสังคหวัตถุ ความเป็นใหญ่ก็ไม่มี พูดวาจาไพเราะในกันและกันน่ะ เป็นของที่เราทำบ้างหรือเปล่า หรือพูดแต่คำหยาบช้าในกันและกัน ถ้าพูดคำหยาบช้าในกันและกัน เลิกพูดคำหยาบช้า พูดวาจาไพเราะในกันและกัน กลับเสียใหม่ ประพฤติตนเป็นประโยชน์ในกันและกัน มีอยู่บ้างหรือเปล่า ถ้าไม่ ว่ายังไม่เป็นประโยชน์ในกันและกัน ก็กลับใจเสีย ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ในกันและกัน</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2440 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-863x1024.jpg" alt="" width="696" height="826" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-863x1024.jpg 863w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-253x300.jpg 253w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-768x911.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-1295x1536.jpg 1295w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-150x178.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-300x356.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-696x826.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2-1068x1267.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/sangkha2.jpg 1358w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าปราศจากสมบัติมนุษย์ ใช้สมบัติมนุษย์ไม่เป็น ก็เพราะปราศจากสังคหวัตถุ ไม่มีสังคหวัตถุ ถ้ามีสังคหวัตถุดังนี้แล้ว มนุษย์คนใดชั่วไม่มีเข้ามาใกล้ ใช้ได้ทุกคน เป็นสมบัติมนุษย์ของตัวทุกคน เป็นคนดีหมด ทำไมเป็นคนดีหมดล่ะ เพราะสังคหวัตถุ ต้องฉลาดในสังคหวัตถุ เมื่อขาดอะไร ให้ ขาดผ้านุ่งให้ผ้านุ่งเสีย ขาดผ้าห่มให้ผ้าห่มเสีย ขาดข้าวปลาอาหารที่จะมาบริโภคในวันหนึ่ง ก็ให้เสีย ให้ทานแล้วก็พูดวาจาไพเราะ เมื่อได้ฟังถ้อยคำสำเนียงแล้วก็ไม่จากไปเลย อยากอยู่ใกล้ทีเดียว อยากรับใช้รับสอยทีเดียว นี้เพราะสังคหวัตถุ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันละเป็นสำคัญ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">       การพูด ไม่ใช่วาจาอันนั้นอันนี้ล่ะนะ ด่าก็ได้ ก็เป็นวาจาไพเราะเหมือนกัน จะด่าไม่ให้ชั่วให้ทำดีเสีย พ่อด่าลูกก็ไม่ให้ทำชั่วอย่างนี้แหละ นั่นแหละเป็นวาจาไพเราะของพ่อแม่ ที่ลูกได้ฟังเลยเลิกความชั่วนั่นแหละเป็นวาจาไพเราะของพ่อแม่ ที่พ่อแม่ได้ทำเข้า แล้วกลับตัวเป็นประพฤติดี นี้เป็นสังคหวัตถุอย่างนี้ ประพฤติให้เป็นประโยชน์น่ะ ทำอะไรให้ทำดังนั้นดังนี้ ให้เห็นตัวอย่าง เมื่อเห็นตัวอย่างแล้วนั้นสำคัญ ที่จะเลี้ยงตัวของตัวได้ แก้ไขแนะนำให้ เวลามีโอกาสแนะนำสั่งสอนตักเตือนให้ ดังนี้ให้เห็นตัวอย่าง ชี้ตัวอย่างให้ดูดังนี้ ได้ชื่อประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อยู่ในปกครองของตน เมื่อประพฤติตนเช่นนี้ ได้ชื่อว่าเป็นเนติแบบแผนอันดีของกุลบุตรกุลสตรีต่อไปในภายหน้า เหตุนี้ตำรับตำราจึงวางไว้เป็นเนติแบบแผนในพระพุทธศาสนา</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          ถึงแม้พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปเป็นกาลช้านาน เมื่อเราประพฤติถูกหลักฐานเข้าเช่นนี้ เหมือนพระองค์มีพระชนม์อยู่ได้สั่งสอนเราต่อหน้าต่อตา เราจะประพฤติถูกหลักเจริญเช่นนี้ได้ ถ้าถูกหลักเจริญเช่นนี้แล้วไม่ต้องไปสงสัย เป็นภิกษุจะทำบุญทำกุศลอันใด ประพฤติสิ่งใด เป็นสามเณรจะกระทำกองการกุศลอันใด ทำความดีอันใด ทำได้อย่างใหญ่โต อุบาสกอุบาสิกาก็ดุจเดียวกัน กระทำการกิจการอันใดทำได้ใหญ่โตทั้งนั้น ไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างหนึ่งอย่างใด เพราะสังคหวัตถุนี้มีเต็มที่ ทำได้อย่างใหญ่โตทั้งนั้น ไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างหนึ่งอย่างใด</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">        เหตุนี้ตามวาระพระบาลี ที่คลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า ด้วยอำนาจสัจวาจาที่ได้อ้างธรรมเทศนามาทุกประการ วันนี้ตัวอย่างเป็นหลักประธาน ท่านผู้เป็นเจ้าภาพได้ถวายทานไม่ใช่เป็นคนมั่งมีนะ เลี้ยงพระประจำได้ทุกปี ไปถึงบ้านเก็บลูกตุ้มลอยน้ำ เก็บเอาทิ้งไว้เป็นกองใหญ่ ๆ ฟืนอันหนึ่งอันใดก็เก็บขึ้นมากอง ๆ ไว้ กองไว้มาก ๆ  ถึงเวลาเขาต้องการ เขาก็มาเหมาเอาไป กองหนึ่ง ๔๐ บาท ๕๐ บาท ๘๐ บาท ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาท ตามกองใหญ่กองเล็ก ได้หาเงินอย่างนี้ แกหาเงินมาเลี้ยงพระประจำได้ทุกปี ๆ ที่เจ้าภาพเลี้ยงพระวันนี้น่ะ มีอำนาจแปลกประหลาดนัก </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">          ประพฤติสังคหวัตถุเช่นนี้ เงินทองก็หาได้ง่าย หาได้สะดวก ใกล้จวนจะไม่มีก็เอาล่ะ คิดถึงว่าวันนี้จะได้เงินที่ไหนมาเลี้ยงพระล่ะ เงินจะไม่พอ เอาคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง เขาก็สงสาร เขาก็รักใคร่ เขาก็นับถือบูชา ชวนใคร ๆ เขาก็เข้าหุ้นด้วย ได้เลี้ยงพระทุกปี อัศจรรย์นักทีเดียว ทำอย่างนี้ได้ชื่อว่าเทกระเป๋าทำทุกทีไป แต่ว่าเห็นจะไม่ข้ามชาติละ ต้องร่ำรวยในชาตินี้ละ ด้วยสัจทานที่บันดาลให้เผื่อแผ่แก้ไข ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องสมบัติ ไม่ต้องไปสงสัยเถิด ไม่เสียทีเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ได้ทำเช่นนี้ ถูกเป้าหมายใจดำของพระพุทธศาสนา ถูกสังคหวัตถุทีเดียว ถึงวันนี้ได้เป็นโยมของพระเณร พระเณรมีเท่าไร อุบาสกอุบาสิกามีเท่าไร วันนี้เจ้าของทานเป็นแม่ตลอดวัน เลี้ยงตลอดวันตลอดคืนเป็นแม่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น พระเณรท่านจึงได้เรียกว่าโยม ผู้ชายก็เรียกว่าโยมผู้ชาย ผู้หญิงก็เรียกว่าโยมผู้หญิง พ่อผู้ชายแม่ผู้หญิงนั้นเอง เพราะเลี้ยงดูด้วยสังคหวัตถุ คือทานการให้ ทานการให้นั่นเอง ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนกันดังนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">         ที่ชี้แจงแสดงมานี้พอสมควรแก่เวลา<strong> เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายบรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติยุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 12pt;">            <strong>เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</span></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/618">สังคหวัตถุ</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทานานุโมทนากถา (ฉากหลัง)</title>
		<link>https://dhammakaya.com/622</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Sep 2022 10:26:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=622</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทานานุโมทนากถา (ฉากหลัง) ๓ เมษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/622">ทานานุโมทนากถา (ฉากหลัง)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;">ทานานุโมทนากถา (ฉากหลัง)</h2>
<h2 style="text-align: center;"><span style="font-size: 12pt;">๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๙</span></h2>
<p style="text-align: center;"><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2344 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1024x827.jpg" alt="" width="696" height="562" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1024x827.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-300x242.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-768x621.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1536x1241.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-150x121.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-696x562.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1068x863.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5.jpg 1688w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></strong></p>
<p style="text-align: justify;">          <strong>อิทานิ ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปรินิพฺพานโต  ปฏฺฐาย เอกูนสตจตุสตาธิกานิ เทฺว สํวจฺฉรสหสฺสานิ อติกฺกนฺตานิ ปจฺจุปฺปนฺนกาลวเสน จิตฺตมาสสฺส ตติยํ ทินํ วารวเสน ปน ภุมฺมวาโร โหติ เอวํ ตสฺส  ภควโต ปรินิพฺพานา สาสนายุกาลคณนา สลฺลกฺเขตพฺพา สกฺกจฺจํ ธมฺโม โสตพฺโพติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: justify;">          ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพาน แห่งพระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัดนี้ล่วงแล้วได้ ๒๔๙๙ พรรษา ปัจจุบันสมัย เมษายนมาส สุรทินที่ ๓ อังคารวาร ของพุทธปรินิพพาน อันกำหนดนับศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพานแห่งพระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีนัยอันจะพึงกำหนดนับด้วยประการฉะนี้ เบื้องหน้าแต่นี้ จงตั้งสมนาหารจิต ฟังธรรมภาษิต ดังจะแสดงต่อไปนี้โดยเคารพ เทอญ</p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ หน)</strong></p>
<p><strong>อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ     มาลา คนฺธํ วิเลปนํ<br />
เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ     ทานวตฺถู อิเม ทส ฯ*<br />
อนฺนโท พลโท โหติ      วตฺถโท โหติ วณฺณโท<br />
ยานโท สุขโท โหติ       ทีปโท โหติ จกฺขุโท ฯ**<br />
</strong></p>
<p><strong>มนาปทายี ลภเต มนาปํ<br />
อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ<br />
วรสฺส ทาตา วรลาภิ โหติ<br />
เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ<br />
</strong></p>
<p><strong>อคฺคทายี วรทายี          เสฏฺฐทายี จ โย นโร<br />
ทีฆายุ ยสวา โหติ         ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชตีติ ฯ***<br />
เอเตน สจฺจวชฺเชน        สุวตฺถิ โหตุ สพฺพทา<br />
อาโรคฺ</strong><strong>ยสุขญฺเจว          กุสลญฺจ อนามยํ<br />
สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ       สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ<br />
เอตสฺมิํ รตนตฺตยสฺมิํ      สมฺปสาทนเจตโสติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;">*มงฺคลตฺถ.(บาลี) ๒/๕/๓<br />
**สํ.ส.(บาลี) ๑๕/๑๓๘/๔๔<br />
***องฺ.ปญฺจก.(บาลี) ๒๒/๔๔/๕๖</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถา เป็นจารีตประเพณีสืบมาแต่ไหนแต่ไร พระพุทธเจ้าจะอุบัติตรัสขึ้นในโลก ก็มีทานวัตถุการให้ซึ่งกันและกันอยู่ พระพุทธเจ้าจะไม่อุบัติตรัสขึ้นในโลก ทานวัตถุก็มีให้กันอยู่ แต่ว่าทานบัญญัติไว้เป็นทานวัตถุน่ะ ๑๐ ประการ ทานการให้จำเป็นทีเดียว ต้องสงเคราะห์อนุเคราะห์ซึ่งกันและกัน โลกซึ่งเป็นอยู่ได้นี้ เริ่มต้นทีเดียว ตระกูลต้องให้ทานในกันและกัน ถ้าไม่ให้ทานในกันและกันล่ะตระกูลอยู่ไม่ได้ แม้ถึงเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศ ต้องให้ทานในกันและกัน ไม่ให้ทานในกันและกันละก็ปกครองประเทศอยู่ไม่ได้ ยิ่งให้ต้องให้หนัก เป็นพระมหากษัตริย์ต้องให้หนัก ให้ข้าราชบริพารน้อยใหญ่ ต้องให้หนัก เพราะการปกครองใหญ่กว้าง ต้องให้มากออกไป ผู้ปกครองตระกูลเล่า ตระกูลใหญ่ก็ต้องให้หนักเข้าไป ตระกูลย่อยก็ต้องให้น้อยไปตามส่วน ถ้าให้ได้มากเท่าไรก็ตระกูลนั้นก็ยิ่งใหญ่หนักขึ้นไป</p>
<p style="text-align: justify;">          การให้เป็นข้อสำคัญนักไม่ใช่เป็นของพอดีพอร้าย ให้พินิจพิจารณาดูเถิดเราเกิดมาเป็นหญิงเป็นชาย เมื่อเกิดมาจากตระกูลพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่ไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ลูกหญิงลูกชายนั้นจะนับถือพ่อแม่ถึงแค่ไหน ถือเพลามากทีเดียว ถือเพลามากทีเดียว หรือไม่เช่นนั้น ถ้าว่ามีสมบัติมาก ๆ ก็จะหาเรื่องใส่เอา พ่อแม่ก็เห็นจะนอนตะแคงตายล่ะ ก็เห็นจะลืมตาตายล่ะ ไม่หลับตาตายเสียแล้ว สมบัติมากมายอย่างนี้ ญาติต่าง ๆ นานา ช่วยกันแคะไค้หาอุบายเสียดสีต่าง ๆ เพราะไม่ได้สมบัติ เขาไม่ให้ นี่ลูกหญิงลูกชายตัดพ่อแม่ถึงขนาดนี้  คนอื่นล่ะ คนอื่นเมื่อไม่สงเคราะห์อนุเคราะห์ก็ไม่อยู่ด้วยทีเดียว หลีกเลี่ยงทีเดียว นี่การให้นี่จำเป็นนะ ไม่ใช่เป็นของไม่จำเป็น จำเป็นทีเดียว ท่านถึงวางตำรับตำราไว้</p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าท่านอุบัติตรัสขึ้นในโลก เมื่อก่อนท่านอยู่องค์เดียว ท่านก็แสวงหาอาหารบิณฑบาตจำเพาะท่าน ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตามกาล ท่านพอจะอดทนได้  เมื่อมีผู้เลื่อมใสติดตามท่านไปอีก ตั้งแต่ท่านออกแล้ว ปัญจวัคคีย์ก็ติดท่านไป ทั้ง ๕ รูปด้วยกัน แต่ว่าท่านเหล่านี้เลี้ยงตัวกันได้ทั้งนั้น เลี้ยงตัวได้ทั้งนั้น ติดท่านไป ดูแลท่าน นั่นตอนนั้นท่านยังไม่สำเร็จ แล้วท่านปัญจวัคคีย์มาแยกท่านเสีย ท่านทำทุกขการกกรรม*<sup><span style="color: #999999;">(*ออกเสียงว่า ทุก-ขะ-กา-ระ-กะ-กำ แปลว่า การกระทำอันบุคคลทำได้ยาก)</span></sup> จนสำเร็จใต้ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์โดยลำพังพระองค์เดียว มารมาผจญ มารก็สงบไป ได้บรรลุโพธิญาณใต้ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์นั้น  และต่อจากนั้น ท่านได้ออกโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตั้งต้นแต่พระปัญจวัคคีย์ แสวงหาไปพบพระปัญจวัคคีย์ ให้พระปัญจวัคคีย์ได้บรรลุมรรคผล พระอัญญาโกณฑัญญะ ภัททิยะ วัปปะ มหานามะ อัสสชิ ทั้ง ๕ นั้น ได้มรรคผลเป็นพระอรหันต์เหมือนท่านขึ้นแล้ว เพราะท่านเหล่านั้นชำนาญในเรื่องอดมาแล้ว ท่านไม่ค่อยห่วงใยมากนัก ส่งให้ไปประกาศศาสนา และก็โปรดพระยสะ ๕๕ ได้สำเร็จมรรคผลแล้วส่งให้ประกาศศาสนา ไม่ซ้ำรอยกัน เพื่อจะให้พระพุทธศาสนากว้างขวางออกไป และท่านก็เอาพระทัยใส่ผู้ที่เข้ามาบวชอยู่กับด้วยท่าน ภัททิยราชกุมาร ๓๐ นั่นก็เป็นราชกุมารคงแก่เรียน ขั้นมหาวิทยาลัยแล้วทั้งนั้น เลี้ยงตัวกันได้ ไม่สู้ห่วงใยนัก ไปโปรดพระชฎิล ๑,๐๐๓ รูป ให้ได้สำเร็จมรรคผลแล้ว ท่านก็ออกเที่ยวออกไปเรื่อยในเมืองราชคฤห์ ๑,๐๐๓ รูปนั้นติดไป ไปโปรดชาวเมืองราชคฤห์อีก ๑๒ นหุต ได้สำเร็จมรรคผลอยู่ ๑๑ นหุต เหลืออีกนหุตหนึ่งตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ คราวนี้ท่านจะต้องอุปการะมากมายขึ้น ต้องเป็นประมุขนำบิณฑบาตแต่พลเมืองทั้งหลายเหล่านั้น เพื่อจะให้ภิกษุบริษัทบวชเข้ามาในตอนหลัง ๆ จะได้เลี้ยงตัวได้เหมือนท่าน ท่านก็เอาพระทัยใส่อย่างนี้ ไม่ได้ทอดธุระเลย  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตํ</strong></span> แสวงหาอาหารบิณฑบาตเลี้ยง ให้เลี้ยงตัวอยู่ได้ ศาสนาจะได้ดำรงอยู่คู่กันไป สั่งสอนกันไปทีเดียว แต่ว่าถึงสั่งสอนไปจากท่านหนึ่งท่านใด ก็ต้องเอาพระทัยใส่ในเรื่องทานการให้ ถ้าไม่ให้ทานก็ไม่สำเร็จประโยชน์อีกเหมือนกัน นี่เป็นเงื่อนไขสำคัญ เมื่อรู้จักเงื่อนไขสำคัญอันนี้ล่ะก็ คนมีปัญญาจะเป็นคนชั้นสูงชั้นใหญ่เพียงเท่าไรก็ได้ ถ้ารู้จักทานการให้ ถ้ารู้จักทานการให้จะเป็นคนสูงคนใหญ่เพียงเท่าไรก็เป็นได้ อุตส่าห์ให้ อุตส่าห์บำรุงไป อุตส่าห์หล่อเลี้ยงไป ถ้าว่าคนมันมีสติปัญญานั่นหล่อเลี้ยงไม่เท่าไรนัก มันก็วิ่งปรูดไป ถ้าคนโง่ละก็ต้องหนักหน่อยนึง <span style="color: #3366ff;"><strong>นี่แหละการให้นี่เรียกว่าเป็นประเพณีของคนมีปัญญา ไม่ใช่เป็นประเพณีของคนโง่</strong></span> คนมีปัญญาอยู่ในสถานที่ใด หญิงก็ดี ชายก็ดี เป็นใหญ่ในที่นั้น เพราะทานการให้ สงเคราะห์อนุเคราะห์เขาอยู่เสมอไป ใหญ่ในที่นั้นไม่ต้องสงสัย คนมีปัญญา ถ้าคนโง่ไม่มีปัญญาอยู่ในที่ไหนจมมืดอยู่ในที่นั้น ไม่ให้ใคร มีอะไรให้ไม่ได้ กลัวจะหมด กลัวจะสิ้น กลัวจะเปลืองไป ให้ล่ะเป็นหมดเป็นสิ้นเป็นเปลืองไป ให้ไม่ได้ ให้สักเล็กสักน้อย กลัวจะหมดจะสิ้นจะเปลืองไปเสียแล้ว หนักเข้าต้องอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวเจ็บไข้ได้พบไม่มีใครไปเยี่ยมไปเยียนเลย เพราะอะไร ไม่มีอามิสเครื่องล่อเลยนี่ ไม่มีอาหารรางวัลอะไรสักนิดนึง เขาก็ไม่เยี่ยม นี่คนโง่เป็นอย่างนี้ ฆ่าตัวเองทั้งเป็น คนฉลาดเลี้ยงตัวเองสร้างตัวเองทั้งเป็น ส่งเสริมตัวเองทั้งเป็น นี่คนฉลาด เพราะฉะนั้น นักปราชญ์ถึงได้วางตำรับตำราไว้</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ    มาลา คนฺธํ วิเลปนํ</strong></span><br />
<span style="color: #ff0000;"><strong>เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ    ทานวตฺถู อิเม ทส</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ทานวตฺถู</span></strong> อันว่าทานวัตถุทั้งหลาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิเม</strong></span> เหล่านี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทส</strong></span> ๑๐ ทานวัตถุทั้งหลายเหล่านี้ ๑๐ ประการ  <span style="color: #ff0000;"><strong>อนฺนํ</strong></span> ให้ข้าว  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปานํ</strong></span> ให้น้ำ  <span style="color: #ff0000;"><strong>วตฺถํ</strong></span> ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่ม สำหรับใช้สอย  <span style="color: #ff0000;"><strong>ยานํ</strong></span> ให้เครื่องอุปการะแก่เครื่องไปมา ให้ยาน ให้ค่าโดยสาร ให้ยาน ให้ค่าโดยสาร ตกรถมาถ้าพอมีก็ให้ <span style="color: #ff0000;"><strong>ยานํ   มาลา </strong></span>ให้ระเบียบดอกไม้  <span style="color: #ff0000;"><strong>คนฺธํ </strong></span>ให้ของหอม  <span style="color: #ff0000;"><strong>วิเลปนํ</strong></span> ให้เครื่องลูบไล้  <span style="color: #ff0000;"><strong>เสยฺยาวสถํ</strong></span> ให้ที่นอนและที่พักอาศัย ที่อยู่เป็นสุขเบิกบานสำราญใจ <strong><span style="color: #ff0000;">เสยฺยาวสถํ</span></strong>   <span style="color: #ff0000;"><strong>ปทีเปยฺยํ</strong></span> ตามประทีปไปในที่มืด ตามประทีปไปในที่มืดให้เขาเห็นทางสว่าง ๑๐ อย่างนี้เรียกว่า ทานวัตถุ</p>
<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2356 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-1024x560.jpg" alt="" width="696" height="381" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-1024x560.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-300x164.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-768x420.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-1536x839.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-150x82.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-696x380.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-1068x584.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1-1920x1049.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/than1.jpg 2046w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          คิดดูซิว่า เราให้อาหารเขารับประทาน ให้เท่าไรคนก็ตาม ให้มากคน เขาก็ได้ความสุขมาก ให้น้อยคน เขาก็ได้รับสุขน้อย แล้วแต่จะให้ ให้ข้าว ให้ขึ้นที่ไหนผู้คนก็มากในที่นั้น ไม่ใช่น้อย เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อนฺนํ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ปานํ</span></strong> ให้น้ำ เราไม่มีน้ำใช้ เขาเอาน้ำมาให้ก็ดี หรือเวลาเราต้องการเขาเอาน้ำมาให้ก็ดี หรือจะให้น้ำมาเป็นแทงค์ ๆ เป็นถัง ๆ เป็นจัก ๆ เข้าไว้ เขาจะมีอุปการคุณแก่เราเพียงแค่ไหน เราต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เขาอยู่เหมือนกัน เขาให้น้ำ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">วตฺถํ</span></strong> ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่มใช้สอยต่าง ๆ นี่เราจะขอบพระเดชพระคุณท่านเท่าไร ให้ผ้า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ยานํ</span></strong> เราจะไปในทางเหนือทางใต้ เวลานี้เรารู้สึกทีเดียว ให้ค่ารถ ค่าเรือ เป็นข้อสำคัญนัก ต่อเท้าต่อมือให้ทีเดียว ต่อหนทางให้ทีเดียว ให้เครื่องอุปการะต่อการไปมา รถ รา ฬ่อ ม้า หรือว่ายวดยานพาหนะใด ๆ เหล่านี้เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>ยานํ</strong></span> ทั้งนั้น ถ้าเขาให้เราจะขอบพระเดชพระคุณเพียงแค่ไหน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">มาลา</span></strong> ให้ระเบียบดอกไม้ ให้ระเบียบดอกไม้ดูก็ไม่สู้กระไรนัก ให้ระเบียบดอกไม้หรือว่าให้ดอกไม้สำหรับหอมหรือไม่หอม มีกลิ่น ไม่มีกลิ่นนั่นแหละ ให้ดอกไม้ ก็คิดดูสิเวลาเราต้องการดอกไม้ เขาให้เรา เราจะขอบพระเดชพระคุณเขาเพียงแค่ไหน เวลาเราต้องการ ถ้าไม่ต้องการดูก็อย่างงั้นแหละ เวลาต้องการก็ดี นั่น <strong><span style="color: #ff0000;">มาลา</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">คนธํ</span></strong> ให้ของหอมนี่แหละเป็นที่ชอบใจละ เข้ามาใกล้ล่ะก็ชื่นอกชื่นใจ สบายอกสบายใจ ขอบพระเดชพระคุณท่านมากทีเดียว เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>คนฺธํ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">วิเลปนํ</span></strong> เครื่องลูบไล้ เครื่องลูบไล้น่ะสำหรับร้อน เมื่อลูบเข้าแล้วเย็นกายสบายใจหมดทั้งร่างกาย เขาเรียกว่าเครื่องลูบไล้ หอมน้อย ๆ ไม่ใช่มากนัก เขาเรียกว่าเครื่องลูบไล้ให้เกิดชื่นอกชื่นใจ ให้เกิดเย็นกายเย็นจิต เย็นกายเย็นใจ เขาเรียกว่าเครื่องลูบไล้ เครื่องลูบไล้อย่างจีนเขาเล่นละครจีน เล่นงิ้วน่ะ เขาเอาสีไล้หน้า หรือเครื่องไล้เขามี แต่งให้เป็นรูปขึงขังขึ้นหรือให้เป็นรูปแปลกประหลาดลวงตาขึ้น นั่นก็เป็นเครื่องลูบไล้เหมือนกัน แต่ว่าหนาขึ้นไม่ใช่บาง แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เมื่อเขาต้องการแล้วละก็ใครเอาไปให้ เขาก็ขอบพระเดชพระคุณมากมายทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">เสยฺยาวสถํ   </span><span style="color: #ff0000;">เสยฺยา</span></strong> ที่นอน  <span style="color: #ff0000;"><strong>วสถํ</strong></span> ที่นอนที่อยู่พักพาอาศัย ตลอดทั้งชาติก็ดี ชั่วครั้งชั่วคราวก็ดี หรืออาสนะสำหรับนั่งพักพาอาศัยก็ดี เหล่านี้ใครให้ก็เป็นอันขอบใจมากทีเดียว <span style="color: #ff0000;"><strong>เสยฺยาวสถํ</strong></span> นี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ปทีเปยฺยํ</span></strong> ที่มืด ตามประทีปไปให้เราไปเห็นเช่นนั้น แต่ว่าเขาให้เรา เราก็ต้องรักใคร่เขาทีเดียว เรียกว่านับถือเขาทีเดียว เพราะว่าเขานับถือเรา อย่างนี้โลก อย่างนี้ต้องจำเป็นตำรับตำราไว้ อยู่ในโลกต้องประพฤติอย่างนี้ ไม่ว่าหญิงก็ดี ชายก็ดี ประพฤติอย่างนี้แล้ว หญิงคนนั้น ชายคนนั้นแหละ จะได้ชื่อว่าเป็นที่พี่งของตน จะได้ชื่อว่าเป็นแม่ของคน หญิง หากว่าชายล่ะ เป็นพ่อของคน คนให้นั่นแหละเป็นแม่เป็นพ่อทีเดียว เหมือนกับพ่อแม่ให้ลูก คนอื่นให้ไม่ได้ ให้ได้แต่ลูก ให้ได้แต่ลูก ลูกมันก็เรียกพ่อเรียกแม่ คนอื่นมันก็ไม่เรียกพ่อเรียกแม่ ถ้าให้ได้เหมือนลูกทั้งนั้นหมดทุก ๆ คน คนอื่นมันก็เรียกเป็นพ่อเป็นแม่เหมือนลูกหมดทุกคน นั่นแหละการให้สูงอย่างนี้ ให้ถึงกับเป็นพ่อเป็นแม่ เพราะฉะนั้น การให้นี่เป็นตัวสำคัญ ทั้ง๑๐ อย่างนี้แหละ จำไว้เป็นตำรับตำรา <span style="color: #3366ff;"><strong>เราเป็นมนุษย์ยังไม่ถึงชาติที่สุดแล้วต้องให้ ถ้าไม่ให้แล้ว ไปในภายภาคข้างหน้ามันกันดาร ไม่สมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยเครื่องกินเครื่องใช้ มันขาดตกบกพร่อง ถ้าว่าให้ไปเนือง ๆ ให้เป็นเนืองนิตย์อัตราแล้ว ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ทุกข์ไม่ยากในระหว่างนั้น ๆ พอใช้พอสอยทีเดียว</strong></span> เพราะการให้เป็นตัวสำคัญ ท่านถึงได้วางเป็นตำรับตำราเป็นแบบแผนไว้ว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อนฺนโท พลโท โหติ    </span><span style="color: #ff0000;">อนฺนโท พลโท โหติ</span></strong> ผู้ให้ข้าว ข้าวสวยหรือข้าวต้มก็ช่าง ของอิ่มนี้ ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง  <span style="color: #ff0000;"><strong>อนฺนโท พลโท โหติ</strong></span> ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง แต่ว่าในที่นี้น่ะบอกแต่กำลังอย่างเดียว ในที่อื่นให้ข้าวอย่างเดียว ให้โภชนาหารอย่างเดียวได้ชื่อว่า ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณทีเดียว ให้กำลังด้วย ให้ปัญญาด้วย ให้ความสุขด้วย ให้ความสวยงามด้วย ให้อายุด้วย ๕ อย่าง ให้ข้าวอย่างเดียว แต่ว่าในที่นี้ท่านวางหลักไว้ว่า ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง<strong>  <span style="color: #ff0000;">อนฺนโท พลโท โหติ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">วตฺถโท โหติ วณฺณโท</span></strong> ผู้ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่มและใช้สอยเหล่านั้น ได้ชื่อว่าให้ความสวยงาม ได้ชื่อว่าให้ความสวยงาม ให้ผ้าสำหรับนุ่งห่มใช้สอยต่าง ๆ นั่นน่ะได้ชื่อว่าให้ความสวยงาม เกิดชาติใดภพใด ไอ้ความสวยงามจะต้องติดตัวไปไม่ขาดสาย เพราะตัวสร้างความสวยงามของตัวไว้ ผู้ให้ข้าวได้ชื่อว่าให้กำลัง ให้อาหารไปแล้วเกิดชาติใดภพใดตัวจะต้องมีกำลังไม่ขาดตกบกพร่องตลอดชาติทุก ๆ ชาติไป นับชาติไม่ไหว เพราะตัวได้สร้างกำลังของตัวไว้แล้ว นี่ต้องสร้างไว้อย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ยานโท สุขโท โหติ</span></strong> ผู้ให้ยานเครื่องอุปการะแก่การไปมา หรือค่าอุปการะ ค่ารถ ค่าเรือ ให้สำเร็จแก่การไปมาได้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าให้ความสุขแท้ ๆ<strong>  <span style="color: #ff0000;">ยานโท สุขโท โหติ</span></strong> ผู้ให้ยานได้ชื่อว่าให้ความสุข ถ้าให้เขาไปรถไปเรือได้ เขาก็ได้รับความสุขเท่านั้น เมื่อตัวสร้างความสุขของตัวไว้เช่นนี้แล้ว ภพชาติต่อ ๆ ไปละไอ้ความสุขต้องอยู่กับตัวในเรื่องยานน่ะ ตัวไม่ขาดตกบกพร่องแล้ว ชาติต่อ ๆ ไปต้องมีสำหรับใช้ทุกขณะทุกเมื่อไป เพราะตัวได้สั่งสมอบรมในเรื่องยานของตัวเองไว้ นี้ได้ชื่อว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>ยานโท สุขโท โหติ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ทีปโท โหติ จกฺขุโท   ทีปโท โหติ จกฺขุโท</span></strong> ผู้ให้ประทีป ให้ประทีปน่ะคือให้ไฟนั่นเอง ผู้ให้ประทีปได้ชื่อว่าให้นัยน์ตา ให้ความเห็น ก็จริงละ ในเมื่อมืด ๆ เขาจุดประทีปตามไฟให้ ก็เดินเห็นทางได้สะดวก จึงได้ชื่อว่า ถ้าว่ามืดอยู่เช่นนั้นมันก็ไม่เห็นอะไร มีนัยน์ตาเหมือนไม่มีนัยน์ตา เมื่อสว่างขึ้นเช่นนั้นก็ได้ชื่อว่ามีนัยน์ตาขึ้น ถึงได้ชื่อว่าให้นัยน์ตานั่นเอง ผู้ให้ประทีปได้ชื่อว่าให้นัยน์ตา <span style="color: #ff0000;"><strong>ทีปโท โหติ จกฺขุโท   </strong><strong>ทีปโท โหติ จฺกขุโท</strong></span> เป็นผู้ให้ประทีป ได้ชื่อว่าให้ความเห็นหรือว่าให้นัยน์ตา นี่เป็นหลักสำคัญ เกิดชาติใดภพใดนัยน์ตาของตัวนั้นไม่ต้องรักษาโรคแล้ว ทุกชาติทุกภพไป เพราะตัวให้นัยน์ตา สร้างนัยน์ตาของตัวไว้เสียแล้ว สมบูรณ์บริบูรณ์นับชาตินับภาพไม่ถ้วน เพราะสร้างนัยน์ตาของตัวไว้เป็นอันดีซะแล้ว นี่ในบาทพระคาถานี้แก้ไขในเรื่องการให้ แก้ไขเรื่องการให้ไม่ใช่เท่านั้น ยังแก้ไขอีก บาทพระคาถาต่อไปว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>มนาปทายี ลภเต มนาปํ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">มนาปทายี ลภเต มนาปํ</span></strong> ผู้ให้ของดี ผู้ให้ของชอบใจ ย่อมได้ของชอบใจ  <span style="color: #ff0000;"><strong>มนาปทายี </strong></span>ผู้ให้ของชอบใจ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ลภเต ปุนคฺคํ (มนาปํ)</strong></span> ย่อมได้ของชอบใจ สิ่งใดที่มาถึงตัวแล้วชอบใจทั้งสิ้น เพราะตัวได้สั่งสมของชอบใจของตัวไว้ ถ้าให้ของที่ไม่ชอบใจ ก็ตรงกันข้าม ได้ของที่ไม่ชอบใจ ให้ของที่ชอบใจได้ของที่ชอบใจ ตรงกันข้ามอย่างนี้ ให้อุตส่าห์พยายาม ที่จะให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดน่ะ ต้องเป็นที่ชอบใจของตัว ได้ชื่อว่าให้ความหวัง ให้ความสมหวังของตัวทุกภพทุกชาตินับชาติไม่ถ้วนไว้ ต่อไปข้างหน้าเป็นของตัวแท้ ๆ ที่ตัวให้นั้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ</span></strong> ให้ของเลิศย่อมได้ของเลิศ  <span style="color: #ff0000;"><strong>อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ</strong></span> ให้ของเลิศย่อมได้ของเลิศ เลิศเพียงแค่ไหนก็แล้วแต่วัตถุนั้น ๆ แล้วแต่กาลนั้น ๆ แล้วแต่ประเทศนั้น ๆ ที่เขานิยมนับถือกัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3009" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-1024x687.jpg" alt="" width="696" height="467" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-1024x687.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-300x201.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-768x515.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-1536x1030.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-150x101.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-696x467.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009-1068x716.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/009.jpg 1756w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">วรสฺส ทาตา วรลาภิ โหติ</span></strong> ให้ของชอบใจย่อมได้ของชอบใจ สิ่งใดที่ชอบใจ ถ้าอยากจะได้ของที่ชอบใจอยู่แล้วละก็ ให้ทำของที่ชอบใจนั้นไว้ ให้สร้างของที่ชอบใจของตัวไว้ บริจาคทานแก่สมณพราหมณาจารย์ หรือยาจก วณิพก คนพิการ อนาถา ให้ของที่ชอบใจย่อมได้ของที่ชอบใจอยู่เนืองนิตย์อัตรา จงอุตส่าห์พยายามสั่งสมของตัวไว้เสีย เมื่อตัวมาประสบพบพุทธศาสนาแล้ว ต่อไปในภายหน้า เมื่อรู้ข้อทั้งหลายเหล่านี้แล้ว ต้องสั่งสมของตัวเสีย ย่อมเป็นของตัวแท้ ๆ ใครทำเป็นของคนนั้น คนอื่นจะแย่งชิงอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ</span></strong> ให้ของดีได้ของดี  <strong><span style="color: #ff0000;">เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ</span></strong> ให้ฐานะอันเลิศ ย่อมเข้าถึงซึ่งฐานะอันเลิศ ให้ฐานะอันเลิศย่อมถึงซึ่งฐานะอันเลิศ ฐานะอันเลิศน่ะไฉน ที่เขาได้กันในบัดนี้ ฐานะอันเลิศเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป ในทางราชการเราก็เห็นมียศถาบรรดาศักดิ์เป็นชั้น ๆ ขึ้นไป นั้นเกิดจากผู้ให้ทั้งนั้น เกิดจากผู้ให้ทั้งนั้น ถ้าไม่ให้ก็ไม่ได้ ทั้งหญิงก็ดี ชายก็ดี เราใช้อยู่ ก็ต้องให้ฐานะกัน ให้ฐานะเป็นใหญ่ในหน้าที่การงานนั้น ๆ ให้มันเป็นหัวหน้าการงานขึ้น ให้มันมีตำแหน่งและหน้าที่การงานมากขึ้น ก็ได้ชื่อว่าให้ฐานะอันเลิศเหมือนกันตลอดไป ก็ย่อมได้ประสบฐานะอันเลิศด้วยกัน ไปตามกาลตามส่วน ถ้าแม้ว่าเป็นกษัตริย์ ฐานะอันเลิศเหล่านี้ ท่านก็ประทานได้ตามเฉพาะที่ชอบสุดแต่ใจของท่าน หรือเป็นนายกก็ให้ฐานะอันเลิศอย่างนี้ได้ เมื่อให้ฐานะอันเลิศก็ย่อมประสบซึ่งฐานะอันเลิศ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อคฺคทายี วรทายี เสฏฺฐทายี จ โย นโร   อคฺคทายี วรทายี เสฏฺฐทายี จ โย นโร</span></strong> คนใดให้ของเลิศ ให้ของเป็นที่ชอบใจ ให้ของประเสริฐ จะไปเกิดในที่เช่นใด ๆ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทีฆายุ ยสวา โหติ</strong></span> ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้น ๆ จะไปเกิด  <span style="color: #ff0000;"><strong>ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชติ</strong></span> จะไปเกิดในที่ใด ๆ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ฑีฆายุ ยสวา โหติ</strong></span> ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้น ๆ นี้ส่วนเหล่านี้ต้องมีที่เกิดอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">เอเตน สจฺจวชฺเชน</span></strong> ด้วยสัจวาจาภาษิตนี้ <strong><span style="color: #ff0000;">เอเตน สจฺจวชฺเชน</span></strong> ด้วยวาจาภาษิตนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุวตฺถิ โหตุ สพฺพทา</strong></span> ขอความสวัสดีจงมี และสุขเกิดแต่ความไม่มีโรค และอนามัยเป็นอันดี จงมีแก่ท่านทั้งหลายในกาลทุกเมื่อ ด้วยสัจวาจาภาษิตนี้ ขอความสวัสดีจงมี ขอความสวัสดี ขอความสวัสดีและสุขเกิดแต่ความไม่มีโรคและอนามัยเป็นอันดี จงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายในกาลทุกเมื่อ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ       สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ<br />
เอตสฺมิํ รตนตฺตยสฺมิํ      สมฺปสาทนเจตโส</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          ขอจิตอันเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้นี่ ขอผลแห่งจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้นี่ จงเป็นผลสำเร็จ ๆ ๆ ๆ ทุกประการ ดังรับประทานวิสัชนามา ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา นี้เนื้อความของพระบาลีแท้ ๆ ออกจากกระแสวาระพระบาลี ไม่คลาดเคลื่อน ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายขยายความเป็นลำดับไปว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ      มาลา คนฺธํ วิเลปนํ<br />
เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ      ทานวตฺถู อิเม ทส</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          ทานวัตถุ ๑๐ ประการนี้ วัตถุเป็นเครื่องให้ทาน เรียกว่า ทานวัตถุ  วัตถุเป็นเครื่องให้ทาน ๑๐ ประการเหล่านี้ เราก็ใช้อยู่เสมอ ข้าวก็ใช้อยู่ ก็ได้รับประทานกัน เพราะว่าเป็นของมีค่าไม่ใช่ของไม่มีค่า มีค่าหมดทั้งประเทศ ทุกประเทศไม่ว่าประเทศไหน นิยมกันนักเรื่องอาหารนี้ แต่ว่าอาหารต่างประเทศ ตามต่างประเทศจะมีนี่แล้วแต่ฉากหลังที่หล่อเลี้ยงประเทศนั้น ๆ ถ้าหยาบ วิชชาหยาบไม่ละเอียด ก็ได้ไม่พอในอาหาร ได้อาหารทราม แจกในประเทศของตัว ถ้าแม้ว่าฉากหลังมีวิชชาละเอียดรักษา ช่วยกันรักษาวิชชามาได้ดี ก็ได้ของประณีตหล่อเลี้ยงประเทศของตัว ที่ตัวรักษา ฉากหลังนั้นเป็นตัวสำคัญ ฉากหลังนี้เราก็นับถือนะ ไม่ใช่เราไม่นับถือเมื่อไร ฉากหลังน่ะคือใคร อยากจะรู้ฉากหลังนั่น ฮื่อ ติดตัวเรามานี้ ให้เราเป็นอยู่นี่แหละ เราเป็นอยู่ก็ได้ ไม่เป็นอยู่ตายไปเสียก็ได้ นี้ฉากหลังซิน่ะ ถ้าไม่มีล่ะก็ มันก็เป็นอยู่ได้สิ มันจะตายได้ยังไง มี มีฉากหลัง</p>
<p style="text-align: justify;">          แต่ว่าผู้ปฏิบัติศาสนาทั้งภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ไม่ควรกระทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ตัวของตัวเสีย ควรจะรู้ชี้ตัวของตัว รู้ชี้ยังไง ว่าตัวของตัวมีฉากหลัง ให้ตัวเป็นอยู่ได้ ให้ตัวสูงก็ได้ ให้ตัวต่ำก็ได้ ให้ตัวอดก็ได้ ให้ตัวจนก็ได้ ให้ตัวมีก็ได้ ไอ้นี่ฉากหลังมีน่ะ แต่ว่าใครน่ะเป็นฉากหลังนั่น นี่ฉากหลังนี่เป็นตัวสำคัญ ให้มนุษย์เป็นอยู่ หญิงก็ดี ชายก็ดี ให้เป็นคนชั้นสูงก็ได้ ให้เป็นคนประณีตก็ได้ ให้เป็นคนเป็นที่ไหว้ที่เคารพ ที่สักการบูชาเขาทั้งหมดก็ได้ ให้เขาติเตียนว่ากล่าวนินทา ให้มีนินทาด่าแช่งก็ได้ ฉากหลังนี่แหละเป็นตัวสำคัญนัก ถ้ารู้จักฉากหลังละก็ ไปให้ถึง ให้เป็นกันเองกับฉากหลังเสีย ถ้าว่าทำได้อย่างนี้ตัวเองจะเบาใจเพียงแค่ไหน</p>
<p style="text-align: justify;">          เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ๆ ถ้าไม่รู้จักฉากหลัง เข้าไม่ถึงฉากหลังแล้วล่ะก็ ตัวเองจะหนักใจแค่ไหน จะไม่สะดวกในใจแค่ไหน เพราะความเป็นอยู่ก็ไม่ใช่ของตัว ความดีความชั่วที่ตัวกระทำ ๆ เหล่านี้น่ะไม่ใช่ของตัวทั้งนั้น ทำชั่วเขาจะให้ความดีก็ได้ ทำดีเขาจะให้ความชั่วก็ได้ เพราะฉากหลังไม่เป็นของตัวนี่ วางใจไม่ได้ เมื่อวางใจไม่ได้ก็ต้องลำบากใจอยู่ในขณะนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องเรียนให้รู้จักฉากหลัง รู้จักเป็นชั้น ๆ ไปนะ ฉากหลังนี่เป็นตัวสำคัญ มนุษย์นี่เป็นตัวฉากหน้าละ</p>
<p style="text-align: justify;">          มนุษย์หญิงชายที่มานั่งฟังเทศน์ มาเทศน์อยู่นี่แหละฉากหน้าละ ฉากหลังมี ฉากหลังกระซิบอยู่ข้างในนั่นแหละ ให้เทศน์เรื่องนั้นเรื่องนี้ ให้เทศน์อย่างนั้นอย่างนี้ ผู้ฟังก็อยู่ข้างในเหมือนกัน ไอ้กายมนุษย์ก็นั่งไป ไอ้ฉากหลังก็กระซิบไป ให้ฟัง ให้จำเท่านั้น จำเท่านี้ จำเท่าโน้น นั่นอีกฉากหนึ่ง มีอีกชุดหนึ่ง ฉากหลังเข้าไป ก็ไอ้กายที่ฝันออกไป ไอ้กายที่ฝันนั่นเป็นฉากหลังละนะ</p>
<p style="text-align: justify;">          แล้วไอ้กายที่ฝันนั่นแหละมีฉากหลังอีก มีกายทิพย์เป็นฉากหลังของกายมนุษย์ละเอียดเข้าไปอีก ไอ้กายมนุษย์ละเอียดนั่นแหละ</p>
<p style="text-align: justify;">          ไอ้กายทิพย์นั่นแหละ ที่เป็นฉากหลังของกายมนุษย์ละเอียด นั่นแหละมีฉากหลังอีก เขาเรียกว่า กายทิพย์ละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายทิพย์ละเอียดนั้นแหละ มีฉากหลังอีก เขาเรียกว่ากายรูปพรหม</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายรูปพรหมน่ะมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายรูปพรหมละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายรูปพรหมละเอียดแหละมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายอรูปพรหม</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายอรูปพรหมน่ะมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายอรูปพรหมละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายอรูปพรหมละเอียดนั่นแหละมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรม</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายธรรมนั่นแหละมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          ในกายธรรมละเอียดนั่นแหละมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระโสดา</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระโสดาน่ะมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระโสดาละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระโสดาละเอียดน่ะมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระสกทาคา</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระสกทาคาน่ะมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระสกทาคาละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระสกทาคาละเอียดนั่นแหละมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระอนาคา</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระอนาคายังมีฉากหลังอีก เรียกว่า  กายธรรมพระอนาคาละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระอนาคาละเอียดนั่นแหละมีฉากหลังอีก เรียกว่า  กายธรรมพระอรหัต</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระอรหัตน่ะมีฉากหลังอีก เรียกว่า กายธรรมพระอรหัตละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          กายธรรมพระอรหัตละเอียดนี่แหละ ผู้เทศน์นี่ตรวจเข้าไปในฉากหลังนี่แหละ ๒๕ ปียังไม่เต็มดี กลางเดือน ๘ หลัง นั่นเต็มปีเต็มเดือนเต็มวันพอดี จะให้หมดฉากหลังนี่ จะให้สุดฉากหลังนี่ จะให้สุดฉากหล่อเลี้ยงเหล่านี้ ยังไม่สุด ยังไม่สุดผู้เทศน์ก็ยังเป็นบ่าวเขาอยู่ ยังเป็นบ่าวเป็นทาสเขาอยู่ ยังเอาตัวรอดไม่ได้ เพราะอะไร ไปยังไม่สุดฉากหลัง เขายังปกครองเราอยู่ นี่ไปต้องไปให้สุด เมื่อไปสุดแล้วเราจะเห็นฉากหลังในฉากหลังเข้าไปอีก เมื่อไปสุดแล้วเราจะไปพบฉากหลังในฉากหลังอีก ฉากหลังในฉากหลังนี้จะมีอีกเท่าไรเรายังรู้ไม่ได้ เพราะว่าไปยังไม่สุด นี่แหละฉากหลังเหล่านี้แหละ หญิงก็ดี ชายก็ดี ภิกษุสามเณรควรจะรู้ ถ้าไม่รู้เราก็เสียคนทีเดียว เป็นบ่าวเป็นทาสเขาหมดทั้งชาติ เอาตัวรอดไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>ตณฺหาทาโส อิทานิสิ</strong></span> ล่ะ ไม่ผิดล่ะ ไม่ได้คลาดเคลื่อนเลยทีเดียว เพราะอะไร เพราะไม่รู้ฉากหลังก็เป็นบ่าวเป็นทาสเขาไป ถ้ารู้ฉากหลัง บังคับฉากหลังได้ละก็ ก็เลิกเป็นบ่าวเป็นทาสเขา มันก็เป็นเจ้าเป็นนายเขาบ้าง นี่เป็นเรื่องสำคัญนะ ต้องให้เข้าใจทีเดียว ให้เข้าใจให้แน่ทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเข้าใจแน่แล้วก็ เราจะต้องเริ่มต้นเสียตั้งแต่ชาตินี้ทีเดียว รอไว้ไม่ได้ ถ้าว่าชาตินี้ยังไม่รู้ฉากหลัง ยังไม่พบฉากหลัง เราจะต้องยอมตาย ถ้าเข้าถึงฉากหลังไม่ได้เราจะต้องยอมตาย ต้องเข้าถึงฉากหลังให้ได้ ไอ้ที่ปกครองเราลับ ๆ นี่ ใช้เราลับ ๆ นี่ เราไม่รู้เลย พระสมณโคดมบรมครูเอง พอไปเห็นกายมนุษย์ละเอียดเข้าเท่านั้น ทรงรับสั่งแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>อเนกชาติสํสารํ สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ คหการํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ</strong></span> นั่นทรงรับสั่งแล้ว เรานี่เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบนี่ เพราะท่านนี่เองพาให้เราเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อไปพบชั้นหนึ่งแล้วไปพบกระทั่งถึงไอ้ตัวสร้างบ้านสร้างเรือน กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา สร้างบ้านสร้างเรือน สร้างกายท่านไม่รู้จบ นั่นไปพบเรื่องนั้นก็ยิ่งทำเป็นยกใหญ่ทีเดียว ถึงได้ทำลายล้างกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาเสีย ออกจากไตรภพไป หลบออกจากไตรภพไป กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ทำอะไรท่านไม่ได้ แต่ว่าทำไม่ได้ ทำไม่ได้ขั้นหยาบ ๆ ขั้นละเอียดยังอยู่ในปกครองเขา ไอ้ฉากหลังนู้น ไอ้ฉากหลังใหญ่โตโน่น ยังบังคับพระสมณโคดมอยู่ เราจะไปให้พ้นให้เลยฉากหลังที่บังคับพระสมณโคดมอยู่ พระอรหันต์อยู่ พระพุทธเจ้าอยู่มากน้อยเท่าไร เราจะไปให้เลยเสียให้หมดทีเดียว ไม่ให้มีฉากหลังต่อไป นั่นแน่ เราจะเอาตัวรอดได้แล้ว เอาตัวรอดได้แล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าไปไม่ถึงขนาดนั้น เรามาพบพุทธศาสนาคราวนี้ก็เสียคราวเหมือนกัน เอาตัวรอดไม่ได้ ทำไมเอาตัวรอดไม่ได้ล่ะ ก็ไปไม่ตลอดฉากหลังจะเอาตัวรอดได้ไง มันก็ยังเป็นบ่าวเป็นทาสเขาอยู่นั่น เมื่อเป็นเช่นนั้นละก็เราจะต้องคาดคั้นทีเดียว จะต้องคาดคั้นทีเดียว ต้องไต่เข้าไปทีเดียว เป็นกาย ๆ เข้าไป อย่าเข้าใจว่าไอ้ที่เขาใช้ให้ทำชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เขากระซิบให้ทำอย่างนั้น เขากระซิบให้ทำอย่างนี้น่ะ <span style="color: #3366ff;"><strong>ไอ้นั่นก็เป็นบ่าวเป็นทาสเขาน่ะสิ เขาถึงใช้มันตามชอบใจ ให้ผิดธรรมผิดวินัยซะป่นปี้ ให้เหลวไหลป่นปี้ ให้กลายเป็นคนเลว คนเลวคนเกวไป นี่เพราะอะไรล่ะ</strong> <strong>ก็เพราะไอ้ฉากหลังมันบังคับ เขาไม่ได้แกล้ง ฉากหลังมันบังคับ</strong></span> ไม่รู้เท่าทันฉากหลัง ฉากหลังบังคับเสียหายป่นปี้ เหตุนี้แหละให้ระวังฉากหลังเป็นตัวสำคัญ จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดในสากลโลกทั้งสิ้น จะทำงานใหญ่งานโตงานย่อยสักเท่าหนึ่งเท่าใด ให้ระวังให้รอบตัวทีเดียว ระวังให้รอบตัวฉากหน้าฉากหลังเหล่านี้ ระวังให้รอบตัวทีเดียว ถ้าว่าทำฉากหน้าฉากหลังได้อย่างนี้แล้วละก็ การงานเหล่านั้นจะสำเร็จทุกสิ่งทุกประการ แต่ว่าให้ทำฉากหน้าฉากหลังให้ดีนะ ถ้าว่าทำไม่ดีแล้วละก็ ประเดี๋ยวก็ต้องนอนหลับที่ใดที่หนึ่ง เพราะไม่ทันเขา จะไปโทษเขาไม่ได้ เราไม่เท่าทันเขา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3010" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-1024x554.jpg" alt="" width="696" height="377" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-1024x554.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-300x162.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-768x415.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-1536x830.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-150x81.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-696x376.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-1068x577.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010-1920x1038.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/010.jpg 2040w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          เหตุนี้แหละเราอุตส่าห์เริ่มต้นให้ทาน เริ่มต้นให้ทาน ให้บริสุทธิ์ในใจ ให้เบิกบานทีเดียว จะได้เกิดปัญญาเฉลียวฉลาดขึ้น ขั้นที่ ๒ ประคองใจของเรา เจตนาของเรา ให้อยู่ในศีล ศีลแล้วแต่เจตนา  <span style="color: #ff0000;"><strong>เจตนาหํ ภิกฺขเว สีลํ</strong></span> เจตนาบริสุทธิ์ในองค์ทั้ง ๕ หรือทั้ง ๘ ทั้ง ๑๐ เจตนาบริสุทธิ์ในปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจารา เหล่านี้ หรือเจตนาบริสุทธิ์ใน ๘ หรือเจตนาบริสุทธิ์ใน ๑๐ ก็แล้วแต่จะบริสุทธิ์ได้แค่ไหน รักษาความบริสุทธิ์ของกาย วาจา ใจ ให้มั่นและอย่าให้คลาดเคลื่อน แล้วแก้ไขใจให้ใส แก้ไขใจให้ใส เราจะได้เห็นฉากหลังชัดหนักขึ้นทุกทีไป แก้ไขใจให้ใส จะได้เห็นฉากหลังชัดหนักขึ้นทุกทีไป</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อให้ทาน ประพฤติความบริสุทธิ์เป็นศีล รักษาใจให้ใสเป็นปัญญา เนืองนิตย์อัตราทั้งวันทั้งคืน เว้นไว้แต่หลับ แล้วตื่นละก็เป็นอย่างนั้นอยู่เสมอไป จะเป็นอะไรก็เป็นไป แล้วก็มุ่งหมายจะไปที่สุดฉากหลังให้ได้ ถ้าว่าไม่สุดละก็ตายเถอะชาติหนึ่ง ไม่ยอมกันเด็ดขาดล่ะ ไม่ยอมกันละ ที่จะเลิกไปเป็นไม่เอา ใครจะชวนให้เลี้ยวลดซะ ให้เที่ยวให้เสียเวลาซะ เที่ยวนอนซะ เที่ยวคุยซะ เที่ยวทำผิดลู่ผิดทาง ผิดทางฉากหลังซะเช่นนี้ล่ะก็ หักหัวเสียก็ไม่ยอม ไม่เชื่อ ไม่เชื่อเด็ดขาดเชียว ก็นี่มันคนบ่าวคนทาสเขานี่ เขาจะไปชวนให้เราเป็นบ่าวเป็นทาสซะอีกละ เราจะไปเห็นอะไรด้วยล่ะ เราไม่ยอมเด็ดขาดทีเดียว เราจะไปให้ตลอด ให้เลยฉากหลังอันนี้ให้ได้ ให้ถึงที่สุดฉากหลังให้ได้ ใครจะทำไปมั่ง เราก็ไต่สวนไปทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่วิชชาวัดปากน้ำมีอยู่แล้วเวลานี้ มีวิชชาตรวจฉากหลังเรานี่ คือธรรมกายปรากฏอยู่แล้ว เขากำลังตรวจอยู่แล้ว เขากำลังทำกันอยู่แล้ว นี่แหละของจริง พระเณรไม่รู้จักของจริงล่ะก็ อย่าโกงตัวเอง อย่าดูถูกตัวเอง ให้อุตส่าห์พยายามตรวจฉากหลังของตัวให้สุดให้ได้ ถ้าไม่สุดฉากหลังตัวก็เป็นบ่าวทาสเขาอยู่นั่น ไม่ต้องไปสงสัย เมื่อรู้เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว ตัวก็จะได้บรรลุผลที่ยิ่งใหญ่ไพศาลหาประมาณมิได้ พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งไปพบท่านเข้า ถ้าเราไปได้สุด ท่านก็จะยิ้มในพระทัยว่า เออ ไอ้นี่มันลูกผู้ชายจริง เออ ไอ้นี่เป็นคนมีปัญญา เป็นผู้หญิงก็มีปัญญาจริง ไอ้นี่เป็นผู้ชายก็ฉลาดจริง ไม่เป็นคนโง่ นอกจากนั้น ถ้าว่าไม่พยายามให้สุดฉากหลังเช่นนี้ละก็ เป็นบ่าวทาสเขา ไม่ใช่คนฉลาด จะไปเอาเป็นเกณฑ์ไม่ได้ ให้แน่นอนอย่างนี้นะ แน่นอนอย่างนี้ถึงจะเอาตัวรอดได้ แต่เข้าใจนะว่าเขาใช้เราเท่านั้น ใช้เราเท่านี้ เป็นบ่าวเป็นทาสเขาน่ะ เพราะเราไม่ทำฉากหลังเหล่านี้ เขาก็ใช้เราตามชอบใจ ใช้เป็นบ่าวเป็นทาสป่นปี้ ถึงจะมีปัญญาแค่ไหนก็ช่าง ใช้เป็นบ่าวเป็นทาสป่นปี้</p>
<p style="text-align: justify;">          เหตุนี้ต้องแก้ไขทีเดียว ต้องไปให้สุด สุดฉากหลังให้ได้ เริ่มต้นดังกล่าวแล้ว ต้องบริจาคทานดังใจนึก ใจเบิกบานสำราญใจ ทำใจให้ใส เบิกบานสำราญใจ และทำความบริสุทธิ์เจตนาให้ดี บริสุทธิ์ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้สะอาด และทำใจให้ใส ให้ใสให้ดีละก็ ดูฉากหลังแหวกฉากหลังตะพรึดทีเดียวทั้งวันทั้งคืนเว้นไว้แต่หลับซะ ตื่นแล้วก็ไม่รอท่าล่ะ <span style="color: #3366ff;"><strong>ทำให้สุดให้ได้ ไม่สุดไม่ยอมกันเด็ดขาด ถ้าเราไม่ไปเราก็ตาย เราไปเราก็ตาย ไปหรือไม่ไปล่ะ ถ้าไม่ไปก็ตาย ไม่กี่เดือนกี่ปีก็ตาย มนุษย์หมดทุกคน จะไปหรือไม่ไปล่ะ ไม่ไปก็ตาย ไปดีกว่าไม่ไป ไอ้นั่นมันตายเปล่า </strong></span>หาหลักฐานไม่ได้ หากว่าไป นี่จะได้ถึงแค่ไหนก็แล้วแต่แค่นั้น ชาติต่อ ๆ ไปอีก ไม่ถอยกลับ ไม่ถอยหลังกลับกัน นี่แหละนับว่าเป็นคนมีปัญญา ดำเนินแนวทางพุทธศาสนา ต้องดำเนินอย่างนี้ เป็นทางสูงสุดในพระพุทธศาสนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลี คลีความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแด่เวลาว่า <strong>วรญฺญํ สรณํ นตฺถิ</strong> สิ่งอื่นไม่ใช่ที่พึ่งที่ประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย <strong>สรณํ เม รตนตฺตยํ</strong> รัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต</strong> ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถา โดยอรรถนิยมความไว้เพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">          <strong>เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/622">ทานานุโมทนากถา (ฉากหลัง)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอวาทปาติโมกข์</title>
		<link>https://dhammakaya.com/617</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Sep 2022 10:24:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<category><![CDATA[โอวาทปาฏิโมกข์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=617</guid>

					<description><![CDATA[<p>โอวาทปาติโมกข์ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/617">โอวาทปาติโมกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;"><strong>โอวาทปาติโมกข์</strong></h2>
<p style="text-align: center;">๒๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๙๙</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2370 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka3-1024x683.jpg" alt="" width="696" height="464" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka3-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka3-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka3-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka3-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka3-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka3-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka3-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka3-1920x1280.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka3.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          อิทานิ ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปรินิพฺพานโต ปฏฺฐาย เอกูนสตจตุสตาธิกานิ เทฺว สํวจฺฉรสหสฺสานิ อติกฺกนฺตานิ ปจฺจุปนฺนกาลวเสน มาฆมาสสฺส สตฺตวีสติมํ ทินํ วารวเสน ปน สุกฺกวาโร โหติ  เอวํ ตสฺส ภควโต ปรินิพฺพานา สาสนายุกาล คณนา สลฺลกฺเขตพฺพา สกฺกจฺจํ ธมฺโม โสตพฺโพติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: justify;">          ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพานของพระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัดนี้ล่วงแล้วได้ ๒๔๙๙ พรรษา ปัจจุบันสมัย กุมภาพันธมาส สุรทินที่ ๒๗ ศุกรวาร ศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพานแห่งพระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น  มีนัยอันจะพึงกำหนดนับด้วยประการฉะนี้  เบื้องหน้าแต่นี้จงตั้งสมนาหารจิต ฟังธรรมภาษิตดังจะแสดงต่อไปนี้โดยเคารพเทอญ</p>
<p><strong>          นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (๓ หน)</strong></p>
<p><strong>          อุทฺทิฏฐํ โข เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน โอวาทปาติโมกฺขํ ตีหิ คาถาหิ</strong></p>
<p><strong>          ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา<br />
          นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา<br />
          น หิ ปพฺ</strong><strong>พชิโต ปรูปฆาตี<br />
          สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต</strong></p>
<p><strong>สพฺพปาปสฺส อกรณํ       กุสลสฺสูปสมฺปทา<br />
สจิตฺตปริโยทปนํ            เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ<br />
อนูปวาโท อนูปฆาโต      ปาติโมกฺเข จ สํวโร<br />
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมิํ    ปนฺตญฺจ สยนาสนํ<br />
อธิจิตฺเต จ  อาโยโค        เอตํ พุทฺธาน สาสนนฺติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;">โอวาทปาติโมกฺขาทิปาโฐ<br />
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถา เพราะวันนี้เป็นวันมาฆบูชา เป็นวันปัณรสีดิถีที่ ๑๕ ค่ำ แห่งปักษ์ในมาฆมาส ในวันมาฆะนี้ในทางพระพุทธศาสนาถือเป็นวันสำคัญ แม้ภิกษุสามเณร อุบาสกอุสาสิกา ก็ควรเอาใจใส่ ในวันมาฆบูชานี้เป็นวันที่พระบรมศาสดาทรงวางหลักฐานของพระพุทธศาสนาให้มั่นคงไว้ในสกลพุทธศาสนา ในวันมาฆบูชาเช่นนี้ อุบาสิกาอุบาสกเล่าก็พากันเอาใจใส่ ครั้งพุทธกาลบริษัททั้ง ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เอาใจใส่นัก เพราะเหตุว่าวันนี้เป็นวันที่พระบรมศาสดาให้หลักฐานแก่พระสาวกซึ่งมาประชุมพร้อมกันในที่อันเดียวกัน ๑,๒๕๐ รูป ๑,๒๕๐ รูป ไม่ได้แนะนัดกันเลย ต่างฝ่ายต่างก็จะไปเฝ้าพระศาสดา ต่างฝ่ายต่างคิดมาด้วยใจของตนเองไม่ได้ชักชวนซึ่งกันและกันเลย มาพร้อมกันเข้า พระองค์เห็นว่ากาลสมควรเช่นนั้น ควรที่จะวางรากฐานพระพุทธศาสนาให้มั่นคงเอาไว้ พระองค์ถึงได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ขึ้นในวันนั้น แต่ในบัดนี้ เราท่านทั้งหลาย ภิกษุสามเณร อุบาสกอุสาสิกาเล่า เมื่อมาถึงวันนี้เข้า ก็ควรจะได้ฟังโอวาทอันนี้ ตามวาระพระบาลีที่ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้น ว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อุทฺทิฏฺฐํ โข เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน โอวาทปาติโมกฺขํ ตีหิ คาถาหิ </strong></span>เป็นอาทิ</p>
<p style="text-align: justify;">          ว่า โอวาทปาติโมกข์<span style="color: #ff0000;"><strong> โอวาทปาติโมกฺขํ ตีหิ คาถาหิ   โอวาทปาติโมกฺขํ </strong></span>แปลว่า โอวาทปาติโมกข์ ทับศัพท์ ไม่ได้แปล ทับศัพท์ <span style="color: #ff0000;"><strong> โอวาทปาติโมกฺขํ </strong></span>โอวาทปาติโมกข์  <span style="color: #ff0000;"><strong>เตน ภควตา</strong></span> อันว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  <span style="color: #ff0000;"><strong>ชานตา</strong></span> รู้แล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปสฺสตา</strong></span> เห็นแล้ว ไม่ใช่แสดงโดยอาการไม่เปิดเผย แสดงโดยเปิดเผย พระองค์ทรงรับสั่งว่า พระองค์ว่าทรงรู้แล้วเห็นแล้วนะ ไม่รู้ไม่เห็นไม่เอามาแสดง รู้แล้วเห็นแล้ว ไม่เคลื่อนคลาดละ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ชานตา </strong></span>รู้แล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปสฺสตา </strong></span> เห็นแล้ว<strong>  <span style="color: #ff0000;">อรหตา</span> </strong>ท่านเอง ท่านรับสั่งว่าท่านเอง ว่าท่านเป็นผู้หมดกิเลส แต่ว่าพูดเป็นมคธภาษาเราไม่รู้ เป็นผู้หมดกิเลส  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาสมฺพุทฺเธน </strong></span>ท่านเป็นผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ ท่านเป็นผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ  <span style="color: #ff0000;"><strong>อุทฺทิฏฺฐํ โข</strong></span> แสดงขึ้นแล้วแล ทรงแสดงขึ้นแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>อุทฺทิฏฺฐํ</strong> <strong>โข</strong></span> ทรงแสดงขึ้นแล้ว  <strong><span style="color: #ff0000;">ตีหิ</span> <span style="color: #ff0000;">คาถาหิ</span></strong> ด้วยคาถาทั้งหลาย ๓ แสดงขึ้นแล้ว ๓ พระคาถา ต่อแต่นี้จะแปลเป็นคาถา ๆ ไป แล้วจะอรรถาธิบายเป็นลำดับไป</p>
<p style="text-align: justify;">        ว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา</strong></span> ความอดทน คือความอดใจ เป็นตปธรรมอย่างยิ่ง  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ</strong> <strong>พุทฺธา</strong></span> พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ใช่พระองค์นี้องค์เดียว พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวนิพพานว่าเป็นเยี่ยม นิพพานน่ะเป็นเยี่ยมทีเดียว พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวนิพพานว่าเป็นเยี่ยม  <span style="color: #ff0000;"><strong>น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี </strong></span>เป็นนักบวชไม่เข้าไปฆ่า ต้องเว้นจากการฆ่า ไม่เข้าไปฆ่าเด็ดขาดเชียว  <strong><span style="color: #ff0000;">สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต</span> </strong>เป็นสมณะ เป็นสมณะพวกสงบระงับ ไม่เบียดเบียนเป็นอันขาดเหมือนกัน เป็นบรรพชิตไม่เข้าไปฆ่า เป็นสมณะไม่เบียดเบียน นี่พระคาถาหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">          คาถาที่ ๒ รองลำดับลงไป เป็นคาถาที่ ๒  <span style="color: #ff0000;"><strong>สพฺพปาปสฺส อกรณํ </strong></span>ไม่ทำความชั่วด้วยกาย และวาจา ตลอดถึงใจ  <span style="color: #ff0000;"><strong>กุสลสฺสูปสมฺปทา </strong></span>ยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม คือทำความดีให้มีขึ้น  <span style="color: #ff0000;"><strong>สจิตฺตปริโยทปนํ </strong></span>ทำใจให้ผ่องใส  <span style="color: #ff0000;"><strong>เอตํ</strong> <strong>พุทฺธาน สาสนํ </strong></span>นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ใช่องค์เดียว นี่เป็นคาถาที่ ๒</p>
<p style="text-align: justify;">          คาถาที่ ๓ ตามลำดับลงไปอีก  <span style="color: #ff0000;"><strong>อนูปฆาโต </strong></span>ไม่เข้าไปฆ่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อนูปวาโท</strong></span>  ไม่เข้าไปว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปาติโมกฺเข จ สํวโร </strong></span>สำรวมในพระปาติโมกข์  <span style="color: #ff0000;"><strong>มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมิํ </strong></span>รู้จักประมาณในภัต  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปนฺตญฺจ สยนาสนํ </strong></span>เสนาสนะอันสงัดเป็นที่โปรดของพระบรมศาสดา  <span style="color: #ff0000;"><strong>อธิจิตฺเต จ อาโยโค </strong></span>ประกอบในอธิจิต อธิจิตน่ะ ประสงค์ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">เอตํ พุทฺธาน สาสนํ </span></strong>นี้แหละคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  นี้ที่แสดงไว้แล้วนี้ ๓ พระคาถา แปลมคธภาษาเป็นสยามภาษา ต่อแต่นี้จะอรรถาธิบายเป็นลำดับไป</p>
<p style="text-align: justify;">         นี่พระองค์ทรงรับสั่งด้วยพระองค์เอง ว่า โอวาทปาติโมกข์น่ะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>โอวาทปาติโมกฺโข โอวาท </strong></span>แปลว่าโอวาท  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปาติโมกฺโข</strong></span> แปลว่าธรรมเครื่องพ้น ธรรมเครื่องพ้นซึ่งเป็นโอวาทของพระบรมศาสดา เรียกว่า โอวาทปาติโมกข์ ธรรมเป็นเครื่องพ้นซึ่งเป็นโอวาทของพระบรมศาสดา นี้เรียกว่าโอวาทปาติโมกข์ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้รู้แล้วเห็นแล้ว แต่ความรู้ความเห็นนี่แหละ เราไม่เข้าใจนะ ท่านจะเห็นอย่างใด รู้อย่างใด ผิดกับเรารู้ เออ เรื่องนี้กล่าวให้ฟังได้ รู้แล้วเห็นแล้วน่ะรู้อย่างไร เรื่องรู้น่ะเราก็รู้เหมือนกัน ไม่เห็น เรื่องเห็นน่ะเราก็เห็นเหมือนกัน แต่ไม่รู้ อย่างนี้ก็มี นี่ท่านทั้งรู้ทั้งเห็น เราทั้งรู้ทั้งเห็น รู้น่ะรู้ได้อย่างไง เรารู้เห็นด้วยตามนุษย์เรานี่แหละ สิ่งทั้งหลายมนุษย์เราก็รู้หรอก รู้เห็นมนุษย์ด้วยตามนุษย์อย่างเรานี่แหละ อย่างนี้ก็รู้เห็นชนิดหนึ่ง รู้เห็นอีกชนิดหนึ่ง รู้เห็นอย่างนอนฝัน ฝันไปทำในเรื่องฝัน หน้าที่ของฝันไป กายในมนุษย์ละเอียดน่ะมันไปทำหน้าที่ฝันมันไป ทำหน้าที่ฝันจนเสร็จเรื่องละก็ ในเรื่องนั้นรู้เห็นมาตลอดเหมือนกัน เพราะไม่รู้ไม่เห็นเอามาเล่าให้ฟังไม่ได้ เพราะมันรู้เห็น แต่ว่าใครอะไร ใครรู้เห็นล่ะ ไอ้ตามนุษย์นี่ไปเห็นรึ ไอ้ใจมนุษย์นี่ไปรู้รึ หา ตามนุษย์นี่หลับ ใจมนุษย์ก็หลับ ไม่รู้ไม่เห็น ตามนุษย์ใจมนุษย์ไม่รู้ แต่ว่ากายมนุษย์ละเอียดที่นอนฝันออกไป กายมนุษย์ละเอียด ไอ้ที่ไปเกิดมาเกิดน่ะ เวลานอนฝันเข้าไป มันไปทำหน้าที่ฝันของมัน มันทั้งรู้ทั้งเห็นเหมือนกัน พอเวลาจะตื่นขึ้น ไอ้กายมนุษย์ที่มันหลับที่มันฝันนั่น มันก็เอาเรื่องนั้นมารายงานกะกายมนุษย์หยาบนี่ กายมนุษย์หยาบนี่ พอรายงานเสร็จแล้วก็ตื่นขึ้น ตื่นขึ้นก็จำได้ จำได้ก็เล่าแทน เล่าแทนไอ้กายมนุษย์ละเอียดไป บางทีก็รัว ๆ บางทีจำได้บ้างไม่ได้บ้าง รัว ๆ ไปซะ บางทีก็ชัดดี บางทีรัว ๆ เพราะไอ้กายมนุษย์ละเอียดมารายงานให้ฟัง ก็จำเอามา ไม่ได้รู้เองเห็นเอง แต่ว่ากายมนุษย์ละเอียด ไอ้ที่มันนอนฝันน่ะมันรู้เองเห็นเองละ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-2368" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka-1024x634.jpg" alt="" width="696" height="431" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka-1024x634.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka-300x186.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka-768x476.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka-1536x951.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka-150x93.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka-696x431.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka-1068x661.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka-1920x1189.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/maka.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          แต่เรื่องนี้ ผู้เทศน์นี้ได้ไต่สวนทางพุทธศาสนาชัดเจนแล้ว หลายชั้นจริงความรู้ความเห็น ไม่ใช่รู้เห็นแต่เพียงกายมนุษย์ใจมนุษย์นี่เท่านั้น รู้เห็นกายมนุษย์ละเอียด ก็มีเห็นมีรู้เหมือนกัน ไม่ใช่มีเห็นมีรู้แต่กายมนุษย์ละเอียดเท่านั้น ฝันในฝันยังมีอีก</p>
<p style="text-align: justify;">          กายทิพย์ยังมีเห็นอีก กายทิพย์ยังมีเห็นมีรู้อีก ไม่ใช่เท่านั้น กายทิพย์มีเห็นมีรู้เหมือนกัน กายทิพย์ละเอียดก็มีเห็นมีรู้อีกเหมือนกัน แบบเดียวกัน ชัดกว่ากันอีก ถ้าละเอียดเข้าไปชัดหนักเข้า ละเอียดเข้าไปชัดหนักเข้า</p>
<p style="text-align: justify;">          ไม่ใช่เท่านั้น กายรูปพรหมที่อยู่ในพรหม ๑๖ ชั้นน่ะ มีเห็นมีรู้แบบเดียวกับมนุษย์นี่แหละ ไม่ใช่เท่านั้น กายรูปพรหมละเอียดที่อยู่ในรูปพรหมนั่นแหละ มีเห็นมีรู้อีกเหมือนกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          สูงขึ้นไปกว่านั้น กายอรูปพรหมก็มีรู้มีเห็นอีกเหมือนกัน กายอรูปพรหมละเอียดก็มีรู้มีเห็นเหมือนกัน เอ๊ะ ก็เป็นอรูปพรหมแล้วยังมีอะไรอีกหรือ อรูปพรหมไม่มีรูปไม่ใช่หรือ เปล่า ก็อมนุษย์มีถมไปไงล่ะ อมนุษย์น่ะ นอกจากมนุษย์น่ะ สัตว์เดรัจฉานน่ะก็อมนุษย์ เปรต อสุรกายก็อมนุษย์ เทวดา ๖ ชั้นฟ้า อมนุษย์ทั้งนั้น ไม่ใช่มนุษย์ ส่วนมนุษย์นี่ก็มนุษย์ส่วนหนึ่ง <span style="color: #3366ff;"><strong>ก็นี่อรูปพรหมมันไม่ใช่รูปพรหม มันละเอียดกว่ารูปพรหม เขาเรียกว่าอรูปพรหมมันพ้นจากรูปพรหมไปเสีย พ้นจากรูปพรหมไปเสีย เรียกว่า อรูปพรหม</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          ส่วนพระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้รู้ ท่านเป็นผู้รู้ผู้เห็นน่ะ รู้เห็นด้วยวิธียังไง ต้องขึ้นไปอีก เลยรูปพรหม อรูปพรหมขึ้นไป ก็มีกายธรรม รูปพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า หน้าตักหย่อนกว่า ๕ วา สูงหย่อนกว่า ๕ วา กายธรรม มีกายธรรมละเอียด กายธรรมละเอียด หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา นั่นกายธรรมนั่นแหละ เป็นพระตถาคตเจ้าทีเดียว ที่พระองค์ทรงกล่าวกับพระวักกลิว่า  <strong><span style="color: #ff0000;">อปฺเปหิ วกฺกลิ หิ</span>  </strong>วักกลิจงถอยออกไป  <span style="color: #ff0000;"><strong>อิมํ ปูติกายํ น ทสฺสนํ </strong></span>ดูไยร่างกายของตถาคตเป็นของเปื่อยเน่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ </strong></span>ว่าสำแดงวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ตถาคต  <span style="color: #ff0000;"><strong>ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ </strong></span>เราผู้ตถาคต คือ ธรรมกาย</p>
<p style="text-align: justify;">          ธรรมกายเป็นตัวพระตถาคตเจ้าเชียวนะ ธรรมกายโคตรภู ธรรมกายหยาบ ธรรมกายละเอียดโคตรภู ธรรมกายหยาบ ธรรมกายละเอียดโสดา ธรรมกายหยาบ ธรรมกายละเอียดของพระสกทาคา ธรรมกายหยาบ ธรรมกายละเอียดของพระอนาคานั่นยังหรอก ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าที่  <span style="color: #ff0000;"><strong>ชานตา ปสฺสตา</strong></span> ธรรมกายหยาบ ธรรมกายละเอียดของพระอรหัตนั่นแน่ ตถาคตเจ้า พระองค์นี้แน่ะ องค์ที่ ๑๐ นี่แหละ นี่แหละ ที่ท่านทรงรับสั่งว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อุทฺทิฎฺฐํ โข เตน ภควตา ชานตา</strong> <strong>ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน </strong></span>ล่ะ องค์นี้ ๆ เป็นผู้กล่าว  <span style="color: #ff0000;"><strong>โอวาทปาติโมกฺขํ ตีหิ คาถาหิ </strong></span>องค์นี้แหละเป็นผู้กล่าว องค์นี้แหละปฏิญาณตนว่าเป็นผู้รู้ผู้เห็นนี้แหละ ผู้รู้เองเห็นเองล่ะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ชานตา</strong></span> รู้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปสฺสตา</strong></span> เห็น เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรมกาย เห็นจริงรู้จริง ไม่ใช่คาดคะเนด้นเดา เห็นจริงรู้จริง เมื่อเห็นจริงรู้จริง จึงได้ทรงกล่าว จึงได้ทรงแสดงขึ้น ทรงแสดงโดยคาถาทั้ง ๓ คาถา ดังพรรณนาต่อไป</p>
<p style="text-align: justify;">          ว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา</strong></span> นี้แหละจำไว้เถอะ หญิงก็จำไว้เถอะ ชายก็จำไว้เถอะ พระพุทธเจ้าให้นิพพานไว้ชัด ๆ ทีเดียว ให้นิพพานไว้ชัด ๆ ทีเดียว หญิงจะไปนิพพานก็ต้องตั้งอยู่ในความอดทน ชายจะไปนิพพานก็ต้องตั้งอยู่ในความอดทน ถ้าไม่อดทนไปนิพพานไม่ได้ ต้องอดทนกันจริง ๆ เห็นด้วยตาก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินด้วยหูก็สักแต่ว่าได้ยิน ได้ทราบด้วยจมูกก็สักแต่ว่าทราบ ได้ทราบด้วยลิ้นก็สักแต่ว่าทราบ ได้ทราบด้วยกายก็สักแต่ว่าทราบ ได้รู้แจ้งทางใจก็สักแต่ว่ารู้ จะไปเอาเป็นชิ้นเป็นอันเป็นแท่งเป็นก้อนไม่ได้ ก็สักแต่ว่าไปเท่านั้นแหละ มันจะเป็นอย่างใดก็ช่างของเรื่องมัน ก่อนเราเกิดมา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เหล่านี้มันก็มีอยู่แล้ว กำลังเราเกิดมาปราฏอยู่ในบัดนี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เหล่านี้ มันก็มีอยู่แล้ว เราจะตายไปเสียแล้ว รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เหล่านี้มันก็มีอยู่แล้ว เราจะไปเป็นเจ้าของมันไม่ได้หรอก มันไม่ใช่ของใคร มันเป็นของกลาง ๆ ถ้าเราจะไปเป็นเจ้าของพวกของกลางเข้านี่มันเป็นอย่างไร เราก็จะตระหนกล่ะสิ ไอ้นี่เห็นจะสติวิการไปเสียแล้ว เราไปในทะเล แล่นเรือใบ เรือกลก็ตามเถอะ หรือเรือสมุทรใหญ่ เรือกลไฟใหญ่ก็ตาม พอไปถึงทะเลละก็ ดีอกดีใจ หัวเราะร่าเริง นี่ของข้า ๆ ไม่ใช่ของใคร ของข้าแท้ ๆ ใครจะมายุ่งไม่ได้ ทะเลของข้า หนอยแน่ะ มันจะถือเอาทะเลเข้าแล้วเป็นของของมัน เอาเข้าสิ เราจะว่าไงล่ะ อีกคนหนึ่งไม่เช่นนั้น เข้าไปในป่าใหญ่ ๆ มันก็ยิ้มหัวเราะร่าเริง ว่าไอ้ป่านี่ของข้า ป่าของข้า เอาละสิ ๆ เราจะว่าไงกัน ไอ้นี่คงยังไงละหว่า หากว่าหญิงก็ไอ้นี่มันเป็นยังไงละหว่า  ชายก็เป็นยังไงละหว่า สติมันจะวิการไปเสียแล้วละเจ้า นั่นแน่ เราก็หาว่าเท่านั้นเข้านะ เพราะทะเลเป็นของใคร มันก็เป็นของกลาง ใครจะเอามันได้ ป่ามันก็เป็นของกลาง ใครจะเอามันได้ ตอนนี้มันไป มันไปเรือบินในอากาศ ไปพบอากาศว่าง ๆ ก็โอ๊ะ ๆ ๆ ๆ หัวเราะร่าเริงบันเทิงใจ อากาศนี่ของข้า ของกู ใครจะมายุ่งไม่ได้ มันก็ถือมันมั่นคงทีเดียว เราก็จะเอาอีกแล้ว ไอ้นี่ ไม่ได้การละเว้ย จะต้องระวังกระโจนเครื่องบินกันละวะ มันเลยตัวไปแล้ว นี่เราก็จะตกใจอย่างนี้ นี่ฉันใด เราก็ถือเอารูปเป็นของของเราเป็นยังไงบ้าง เออไอ้รูปนี่ของข้า รูปนี่ของข้าล่ะ เราจะเป็นยังไงบ้างนึกดูซิ รูปของข้าละ รูปใครล่ะ รูปสามีภรรยา รูปบุตรธิดา นี่ล่ะน่ะ ไม่ใช่รูปใครล่ะ รูปถ้วยโถโอจานเหล่านี้แหละ ว่าของข้า ๆ ล่ะก็ เอ๊ะ ๆ ๆ ๆ ๆ อ้ายนี่มันจะเป็นยังไงล่ะ ใจคอมันเป็นยังไงซะแล้วหรือ เราก็จะไถ่ถามใจคอเป็นยังไงไปแล้วหรือนี่ เพราะไม่รู้จักของกลาง ไปถือว่าของข้าไปซะหมด นี่ไปยึดถือเอาอย่างนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6963" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/Untitled-2.jpg" alt="" width="1896" height="1362" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/Untitled-2.jpg 1896w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/Untitled-2-300x216.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/Untitled-2-1024x736.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/Untitled-2-768x552.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/Untitled-2-1536x1103.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/Untitled-2-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/Untitled-2-696x500.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/Untitled-2-1068x767.jpg 1068w" sizes="auto, (max-width: 1896px) 100vw, 1896px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          ยึดถืออย่างนี้ผิดหรือถูก ผิด ผิดจากขันตี ผิดจากความอดทน ขันตีไม่ใช่ประสงค์อย่างนั้น ขันตีอดทนจริง ๆ อดทนและอดใจด้วย ยินดีในรูปเสียง รักมันรักในรูป รักใคร่ในรูปเสียงให้ใจขาด ยินดีก็ยินดีไป รักก็รักไป อดทน เฉย ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ซะ ทำเป็นไม่เอาใจใส่เสียอย่างงั้นแหละ</p>
<p style="text-align: justify;">          รูปก็อดทนเสีย เสียงก็อดทนเสีย ยินดีในเสียง ยินดีในกลิ่นก็อดทนเสีย ยินดีในรสก็อดทนเสีย ยินดีในสัมผัสก็อดทนเสีย ไม่ยุ่งกับมันละ ยินดีอารมณ์ที่เกิดกับใจก็ไม่ยุ่ง วางใจเป็นกลาง หยุด เฉย ยิ้มแฉ่งเชียว อย่างนี้ อย่างนี้คนมีปัญญา อย่างนี้คนเห็นถูก อย่างนี้คนทำถูก อย่างนี้คนมีขันตี อดทน นี่แหละอดทนอย่างนี้แหละใช้ได้ อดทนอย่างนี้แหละไม่ไปไหนล่ะ ไปนิพพานตรงทีเดียว ถ้าอดทนได้อย่างนี้ไปนิพพานทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          นิพพานน่ะเป็นยังไงล่ะ ครั้นจะแสดงให้กว้างออกไป กว่านี้นะ เวลาไม่พอนะ มันน้อย จำกัดเวลาหน่อย เรื่องมาก พระผู้มีพระภาคทรงรับสั่งว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา</strong></span> แปลสยามภาษาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงรับสั่งว่านิพพานเป็นเยี่ยม เยี่ยมยังไง เยี่ยมกว่าทั้งหมด เราอยู่ในมนุษย์โลกนี้ นี่มันก็เป็นหญิงเป็นชายอยู่ในมนุษย์โลกนี้ เป็นเด็ก เดิมเราก็เป็นเด็ก แล้วก็แก่แปรมาเป็นลำดับ เป็นเด็ก เป็นเด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่ หนักเข้าก็รุ่นหนุ่มรุ่นสาว หนักเข้าก็เป็นหนุ่มเป็นสาว หนักเข้าก็เป็นคนมีเหย้ามีเรือน หนักเข้าก็เป็นคนแก่แปรไป เป็นตาเป็นยายไปแล้ว แปรไปอย่างนี้ นี่เราอยู่ในมนุษย์โลกมันแปรไปอย่างนี้นี่ มันไม่เที่ยง มันไม่ตรง แล้วมันจะดีรึไม่ดีละ อยู่ในมนุษย์โลกนี่เยี่ยมรึไม่เยี่ยมล่ะ เยี่ยมอะไร เยี่ยมป่าช้านะสิ ประเดี๋ยวก็เผา ประเดี๋ยวก็เผากัน ประเดี๋ยวก็ฝังกัน เยี่ยมอะไรล่ะ มันไม่เยี่ยม เมื่อไม่เยี่ยม เอ้า คราวนี้ไม่อยู่แล้วในมนุษย์โลก ไม่เยี่ยม เลยขึ้นไปซะอีก เลยไปไหน จาตุมหาราช ไปเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช ไม่ช้าเท่าไร เทวดาชั้นจาตุมหาราชไปอีกแล้ว แบบเดียวกับมนุษย์อีกแล้ว ดับไปอีกแล้ว เอ้า ไม่เอาละ ไม่เยี่ยม จาตุมหาราช ตาวติงสา ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี แบบเดียวกันหมด ไม่เอา พวกเหล่านี้ไม่เอาล่ะ ยุ่งนักพวกชั้นกามภพนี่ ไปเสียรูปภพเถอะ ไปเป็นรูปพรหม พรหมปริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหมา ปริตตาภา เป็นชั้น ๆ ขึ้นไป อัปปมาณาภา อาภัสสรา ปริตตสุภา อัปปามาณสุภา สุภกิณหา เวหัปผลา อสัญญีสัตตา อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา ๑๖ ชั้นทีเดียว ไปเป็นพรหมเสีย ๑๖ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง ก็แปรแบบเดียวกัน พอสิ้นอำนาจรูปฌานแล้วก็ต้องไปเกิดมาเกิดอีก ไม่เที่ยง ไม่แน่ แปรผันทั้งนั้น ไปเกิดเป็นอรูปพรหมเถอะ อากาสานัญจาฯ วิญญาณัญจาฯ อากิญจัญญาฯ เนวสัญญานาสัญญายตนะ พอถึงเนวสัญญานาสัญญา ก็บอกว่า ๘๔,๐๐๐ มหากัป แน่ะ ไปนอนสนุก สุขสบาย ๘๔,๐๐๐ มหากัป ถึงสุขนานขนาดนั้นก็ช่างเถิด ถึงครบ ๘๔,๐๐๐ มหากัป อรูปพรหมไปอีกแล้ว ต้องเร่ร่อนไปอีกแล้ว ไม่เลิศไม่ประเสริฐพวกเหล่านี้ แปรผันอยู่อย่างนี้ ไม่เยี่ยม</p>
<p style="text-align: justify;">          เอ้า คราวนี้ไปนิพพานเถอะนะ นิพพานอยู่ที่ไหนล่ะ รู้จักแต่ว่าภพ ๓ ที่เราอยู่นี่ เราอยู่นี่ภพ ๓ นี่ นี่ชั้นมนุษย์ สูงขึ้นไปจากมนุษย์นี่ ๔๒,๐๐๐ โยชน์ ถึงชั้นจาตุมหาราช สูงขึ้นไปอีก ๔๒,๐๐๐ โยชน์ ถึงชั้นดาวดึงส์ อีก ๔๒,๐๐๐ โยชน์ ถึงชั้นยามา สูงขึ้นไป ตรงขึ้นไป อีก ๔๒,๐๐๐ โยชน์ ถึงชั้นดุสิต อีก ๔๒,๐๐๐ โยชน์ถึงชั้นนิมมานรดี อีก ๔๒,๐๐๐ โยชน์ ถึงชั้นปรนิมมิตวสวัตตี</p>
<p style="text-align: justify;">          ขึ้นไปชั้นพรหม ๕,๕๐๘,๓๐๐ โยชน์โน่น พรหมปริสัชชา พรหมปุโรหิตา เท่า ๆ กันขึ้นไป จนกระทั่ง อกนิฏฐา เท่า ๆ กันขึ้นไป สูงขึ้นไปขนาดนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">          หรือว่าต่ำลงไปกว่านั้น ในมนุษย์โลกนี้ ต่ำกว่ามนุษย์โลกลงไปก็ นรกสัญชีพ กาฬสูต สังฆาตะ โรรุวะ มหาโรรุวะ ตาปะ มหาตาปะ อเวจีขอบภพข้างล่าง เนวสัญญานาสัญญายตนะขอบภพข้างบน สูงเท่าไรกว้างเท่าไรก็ระยะเท่ากัน นี่เขาเรียกว่าภพ ๓</p>
<p style="text-align: justify;">        <img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2375 size-full" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/o0bk0gypwrkClZcFFqV-o.jpg" alt="" width="700" height="525" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/o0bk0gypwrkClZcFFqV-o.jpg 700w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/o0bk0gypwrkClZcFFqV-o-300x225.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/o0bk0gypwrkClZcFFqV-o-150x113.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/o0bk0gypwrkClZcFFqV-o-696x522.jpg 696w" sizes="auto, (max-width: 700px) 100vw, 700px" /></p>
<p style="text-align: justify;">             ถ้ารู้จักภพ ๓ เท่านี้แล้วละก็ เราก็จะไปนิพพานกันละทีนี้ ไปนิพพานต้องสูงกว่านี้ นิพพานก็เท่า ๆ กับภพ ๓ นี่แหละ ไม่โตกว่าภพ ๓ เท่า ๆ กับภพ ๓ นี่ จะไปนิพพานล่ะ ต้องเอาเชือกสักเส้นหนึ่ง ผูกเข้ากับขอบภพข้างบนโน่น ชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะนั่นนะ แล้วก็ปล่อยลงมาถึงอเวจีโน่น ขอบภพข้างล่าง แล้วก็เกี่ยวเอาไว้ ขอบภพข้างล่างน่ะผูกไว้ ทบเข้ามาอีกเที่ยวหนึ่งถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะขอบภพข้างบน แล้วปล่อยลงมาอีกเที่ยวหนึ่งถึงขอบภพข้างล่างอีก ถึงอเวจีอีก จะไปนิพพานล่ะนะ จับปลายเชือกนั่นเข้า ยืดขึ้นไป ยืดขึ้นไป จนกระทั่งสุดเชือก ๓ เท่าของภพ ๓ นั่นแหละถึงขอบล่างของนิพพานพอดีเชียว</p>
<p style="text-align: justify;">           ที่เรียกว่านิพพานน่ะมี ๒ อย่างนะ อายตนะนิพพานอย่างหนึ่ง แล้วก็พระนิพพานอย่างหนึ่ง ให้รู้จักอย่างนี้ ถ้าไม่รู้จัก เลอะเทอะละ ก็เอาล่ะเถียงกันป่นปี้ละ อายตนะนิพพานน่ะที่อยู่ของพระพุทธเจ้าท่าน อายตนะเขาแปลว่าดึงดูด หรือแปลว่าบ่อเกิด อายตนะแปลว่าดึงดูดหรือบ่อเกิด บ่อเกิดของตาดึงดูดรูป บ่อเกิดของหูดึงดูดเสียง บ่อเกิดของจมูกดึงดูดกลิ่น บ่อเกิดของลิ้นดึงดูดรส บ่อเกิดของกายดึงดูดสัมผัส บ่อเกิดของใจดึงดูดธรรมารมณ์ มันดึงดูดอย่างนี้ อายตนะภพ ๓ นี่มันดึงดูดเหมือนกัน กามภพดึงดูดพวกติดในกาม รูปภพดึงดูดพวกติดรูป ติดรูปแล้วต้องไปอยู่ชั้นนั้น อรูปภพดึงดูดพวกติดอรูป ไปติดไปอยู่ชั้นนั้น ส่วนอายตนะนิพพาน อายตนะนิพพานน่ะเป็นอายตนะอยู่อันหนึ่งสำหรับดึงดูดพระนิพพาน ถ้าว่าใครทำ ใครปฏิบัติหมดกิเลสเข้า เป็นมนุษย์ไปนิพพานไม่ได้ มีกิเลส เป็นกายทิพย์ไปไม่ได้ มีกิเลส เป็นกายทิพย์ละเอียด เป็นกายรูปพรหม รูปพรหมละเอียด เป็นกายอรูปพรหม อรูปพรหมละเอียด ไปไม่ได้ นี่ติดอยู่ในกาม รูปพรหมทั้ง ๑๖ ก็ไปไม่ได้ อรูปพรหมทั้ง ๔ ก็ไปไม่ได้ ยังติดอยู่ในอรูปฌาน ต้องหลุดหมด พอหลุดหมดแล้วก็ไปนิพพาน ถ้าไปนิพพานมีธรรมกาย มีธรรมกายหน้าตักกว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ใสเป็นกระจก ใสยิ่งกว่ากระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า แตกกายทำลายขันธ์ ปล่อยไอ้กาย ๑๖ เหล่านี้หมด กายธรรมของพระอรหัต กายธรรมของพระอรหัตละเอียด ไปนิพพาน</p>
<p style="text-align: justify;">           ไปนิพพาน วิธีจะไปไปยังไง เออ มันจะยากง่ายอะไร มนุษย์นี่ยังยากกว่า ไปน่ะ ไปนิพพานน่ะ นึกอยู่กับใจก็แล้วกัน ใจก็คิดเอาสิ ไปนิพพานแล้วใจก็นึก พอนึกว่าไปนิพพานก็ถึงแล้ว ถึงนิพพานแล้ว ไปง่ายอย่างนี้นี่นะ นั่นแหละนิพพานสูงแค่นั้น สูงเท่านั้นละก็เท่ากับภพ ๓ เท่ากัน นั่นเรียกอายตนะนิพพาน สำหรับดึงดูดพระนิพพาน กายธรรมหน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูมใส ไปนิพพาน ไปนิพพานทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">         พวกเรานี่ทั้งหมดต้องไปนิพพานเหมือนกันหมด แต่ว่าต่างกันช้ากับเร็วเท่านั้น ไม่เหลือเลยสักคนเดียว ที่แก่ แก่แล้วก็ไปนิพพานหมด ปฏิบัติถูกส่วนนะ ถ้าไม่ถูกส่วนช้านัก ไม่ไปเหมือนกัน แต่ว่าถึงนาน ๆ หนักเข้า ๆ มันก็ไป มันไม่พ้นหรอกต้องไปนิพพานทั้งหมดนั่นแหละ ไม่หลงเหลือทีเดียว ถ้าจะพูดเรื่องไปนิพพานทั้งหมดน่ะ ดู ๆ มันจะเหลือวิสัย ไอ้คนเกเรเกเสท่ามันจะไปไม่ได้ ชาติหนึ่งมันเกเรเกเส ชาติหนึ่งมันลามก ไอ้ชาติต่อ ๆ ไปมันจะดีขึ้นมั่งสิ มันก็คงมีบุญมั่งสิ ชาติใดชาติหนึ่งถ้ามีบุญเข้ามันก็ไปได้</p>
<p style="text-align: justify;">          อย่างพวกเรานี่แหละเป็นกษัตริย์มานับชาติไม่ถ้วนแล้วก็มี คนหนึ่ง ๆ เป็นบ่าวเป็นทาสเขานับชาติไม่ถ้วนมาแล้วก็มี คนหนึ่ง ๆ เกเรมานับหนไม่ถ้วนแล้วก็มีเหมือนกัน ดีนับหนไม่ถ้วนแล้วก็มีเหมือนกัน แต่ว่าลงท้ายมันก็ปนเปกันไปอย่างนี้ ตุรัดตุเหร่ไปอย่างนี้ เพราะอะไรล่ะ เพราะเหตุฉะนี้แหละ ไม่เยี่ยม ภพเหล่านี้ไม่เยี่ยม อยู่ไม่ตลอด พอไปถึงนิพพานแล้ว ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เป็นอย่างใดก็เป็นอย่างนั้น สวยหนัก งามหนัก สะอาดหนักขึ้นไป คงที่ทีเดียว  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตาทิโน</strong></span> คงที่  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตาทิโน</strong></span> คงที่ทีเดียว เมื่อคงที่เช่นนี้แหละ ท่านถึงได้ว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา</strong></span> พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวนิพพานว่าเยี่ยม อายตนะนิพพานก็เยี่ยม พระนิพพานก็เยี่ยม พระนิพพานที่เข้าไปนิพพานก็เยี่ยม เยี่ยมทั้ง ๒ ท่านถึงรับรองว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา</strong></span> พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่าเยี่ยม เยี่ยมจริง ๆ ด้วย นี่ข้อที่ ๒ ของ โอวาทปาติโมกข์</p>
<p style="text-align: justify;">          ข้อที่ ๓  <span style="color: #ff0000;"><strong>น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี</strong></span> เป็นนักบวชไม่ฆ่าสัตว์เด็ดขาดเชียว ฆ่าสัตว์เป็นนักบวชไม่ได้ ถ้าพระเป็นอาบัติ ถ้าเณรศีลขาด ฆ่าสัตว์เข้าเป็นเณรไม่ได้  หากว่าเป็นเณรไปฆ่าสัตว์เข้าเป็นไง ฆ่าเรือด ฆ่ายุง ฆ่าไรเข้า มันก็มีแต่เปลือกนอกนะซี่ ตัวเณรหายไปซะแล้ว เหลือแต่คนนั้นคนนี้ไปแล้ว เปลือกนอก ไอ้ตัวไปซะแล้ว ตัวหนีไปแล้ว ตัวหนีไปเหมือนอะไร เหมือนต้นโพธิ์ที่ตายลงไปแล้ว แต่ว่าไอ้ต้นตำลึงมันงามไปถึงต้นโพธิ์นั่นมันก็ขึ้นพันต้นโพธิ์ตลอดไป แต่ใบตำลึงทั้งต้น ใบตำลึงทั้งต้น เถาตำลึงทั้งต้น ไอ้ต้นโพธิ์ตายซะแล้ว ตัวตกแล้ว เถาตำลึงมันพันอยู่ เราไปดู ๆ อ้อโน่นต้นโพธิ์ อ้าวที่ไหนได้ ไปดูใกล้ ๆ เข้า ไอ้นี่มันเถาตำลึงทั้งนั้นนี่ ต้นโพธิ์ตายเสียแล้วหรือนี่ นั่นแหละสามเณร ไปเพลี่ยงพล้ำเข้า ไปบี้เรือด บี้ยุง บี้ไร บี้เล็นเข้า เอาแล้ว ศีลไปหมดแล้ว เณรหายไปเสียแล้ว เหลือเจ้านั่นเจ้านี่ไปแล้วล่ะ หายหมด นี่มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเป็นนักบวชไม่ได้ ต้องเลิกจากการฆ่าสัตว์เด็ดขาดเชียว ถ้าเป็นคนรักษาศีล ๘ ล่ะ ถ้าไปฆ่าเรือด ฆ่ายุ่ง ฆ่าไร ฆ่าสัตว์เข้า อีกนั่นแหละ ไม่มีแล้ว นุ่งขาวก็ขาว เล่อ ๆ อย่างงั้นเอง ไม่มีศีล ๘ แล้ว เท่ากับคนไม่นุ่งขาวแล้ว เท่ากับคนไม่โกนหัวแล้ว หากว่าจะมีก็ศีล ๕ หรือเพลี่ยงพล้ำแล้วศีล ๕ ก็ไม่มีเสียอีก นี่ขนาดนี้ คือคนรักษาศีล ๕ ถ้าไปฆ่าสัตว์เข้า หรือลักทรัพย์สมบัติเข้า ล่วงประเวณีเข้า หรือว่าไปพูดปดเข้า เสพสุราเข้า หมดอีก ศีลหมดอีก ข้อใดข้อหนึ่ง เพราะฉะนั้น เป็นนักบวชน่ะ แต่ว่านี่ท่านจำเพาะแต่นักบวชนะ จะบวชเป็นพระ เป็นเณร จะบวชเป็นอุบาสิกานุ่งขาวก็ตามเถิด แต่ว่าถ้าฆ่าเข้า ตัวเป็นให้จำตายแล้วละก็ ศีลไม่มีนะ ศีลหายหมด แต่ว่าศีล ๘ น่ะ จำเป็นอยู่ เป็นทัณฑกรรมก็มี เป็นนาสนังคะก็มี เหมือนสามเณร ศีล ๕ เบื้องต้น เป็นนาสมังคะล่ะ ต้องเข้าแล้วศีลขาดหมด ถ้าว่าไปต้องตอนปลายล่ะ แกหิวเต็มที แกไปเอาข้าวหลามเข้าซักกระบอกสองกระบอก  เต็มทีแกเข้า แกก็บริโภคอาหารในเวลาวิกาล ไอ้นั่นบริโภคอาหารในเวลาวิกาลก็เป็นนาสนังคะ นาสนังคะก็ต้องทำโทษ ไปปฏิบัติวัตรฐาก ไปกวาดพื้นอุโบสถ หรือไปกวาดพื้นพระเจดีย์ หรือไปแก้ไขชำระสะสางที่เสียให้สะอาดในที่บริเวณพระเจดีย์ หรือในที่รูปพระปฏิมากรก็ตามเถอะ หรือในเขตวัดก็ตาม หรือจะไปทำอะไรก็ตามเถอะ แต่ว่าเป็นปฏิบัติในหน้าที่ของพุทธกิจในทางพุทธศาสนา ปฏิบัติรูปพระปฏิมากร หรือปฏิบัติพระเจดีย์วิหารอันหนึ่งอันใด ทำให้สะอาด นั่นแล้วก็ไปทัณฑกรรม  กราบไหว้ซะ ไม่ลุล่วงต่อไป ปฏิญาณตนซะ เท่านั้นศีลจะบริสุทธิ์ได้ เขาเรียกว่าทัณฑกรรม พระน่ะไม่มี พระไปทำเข้าเช่นนั้น พระต้องแสดงอาบัติ ลหุกาบัติต้องแสดงอาบัติ นิสสัคคีย์ ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาษิต เหล่านี้ต้องไปแสดงอาบัติ แสดงอาบัติก็กลับบริสุทธิ์ได้</p>
<p style="text-align: justify;">          เพราะฉะนั้นถ้าเป็นนักบวชแล้วยังฆ่าสัตว์อยู่ใช้ไม่ได้ การฆ่าสัตว์น่ะ ไม่ใช่ฆ่าทีเดียวตาย ทำลำบากยากแค้นด้วยกรรมวิธีหรือทีเดียวตายก็ได้ชื่อว่าฆ่าสัตว์เหมือนกัน หรือทำทรมานไปด้วยประการใดประการหนึ่งจนกระทั่งถึงตายก็เรียกว่าฆ่าสัตว์ ถ้าไม่ถึงตายไม่เรียกว่าฆ่าสัตว์ ต้องถึงตาย นี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี </strong></span>ไม่ฆ่าสัตว์เด็ดขาดทีเดียว ขึ้นชื่อว่าเป็นนักบวช ถึงจะนับว่าเป็นนักบวชได้</p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #ff0000;"><strong>สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต</strong></span> ชื่อว่าเป็นสมณะละก็ ไม่เบียดเบียน  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต</strong></span> ชื่อว่าเป็นสมณะละก็ไม่เบียดเบียนทีเดียว วิธีเบียดเบียนเป็นอย่างไร เบียดเบียนด้วยกายบ้าง เบียดเบียนด้วยวาจาบ้าง เบียดเบียนด้วยใจบ้าง ไอ้เบียดเบียนนี่มันกว้างออกไป</p>
<p style="text-align: justify;">         เบียดเบียนด้วยกายละเบียดเบียนยังไงล่ะ นั่งใกล้ ๆ ก็รุกเจ้าเข้าไปมั่ง นั่งรุกเจ้า ให้เจ้ารำคาญ นอนรุกเจ้ามั่ง ให้เจ้ารำคาญ  อย่างนี้แหละ อย่างนี้ก็เขารำคาญด้วยประการใด ก็ได้ชื่อว่าเบียดเบียนเขาด้วยประการนั้น หรือทำนารุกที่นาเขาบ้าง ทำสวนรุกที่สวนเขาบ้าง ทำไร่รุกไร่บ้าง ปลูกบ้านปลูกเรือนรุกที่รุกทางกันเหล่านี้ เบียดเบียนทั้งนั้นพวกนี้ หรือไม่เช่นนั้น ไม่เช่นนั้น อยู่ใกล้เคียงกัน อยากให้เจ้าไปซะ เอาของโสโครกใส่เข้าไปในบ้านเจ้าบ้าง อะไรบ้าง เหล่านี้เบียดเบียนทั้งนั้น ทำให้เขาเดือดร้อนด้วยกาย จะทำวิธีอะไรก็ทำไปเถอะ ได้ชื่อว่าเบียดเบียนด้วยกาย</p>
<p style="text-align: justify;">          จะพูดสิ่งใดด้วยวาจา ใช้เหล็กแหลมอยู่ข้างใน เขาว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>มุขสตฺติ</strong></span> เอาเสียงเอาปากนั่น เอาเสียงนั่น   <span style="color: #ff0000;"><strong>มุขสตฺติ </strong></span>เอาปากนั่นทำหอก แทงเขา แทงก็พูดเสียดแทงเขา พูดเสียดแทงเขา พูดกระทบกระเทียบเขา พูดเปรียบเปรยเขาต่าง ๆ นานา ให้เขาเดือดร้อนใจแหละ ก็ได้ชื่อว่าเบียดเบียนเขา ได้ชื่อว่าเบียดเบียนเขา เบียดเบียนเขาจะเป็นสมณะไม่ได้ ใช้ไม่ได้ ไม่มีเบียดเบียน</p>
<p style="text-align: justify;">          หรือทางใจ คิดเบียดเบียนเขาด้วยประการใดประการหนึ่ง มากมายละคิดเบียดเบียนน่ะ คิดเบียดเบียนมากมายนัก เหลือประมาณทีเดียว ให้เขาเดือดร้อนด้วยประการใดประการหนึ่ง จะคิดอย่างหนึ่งอย่างใดก็คิดไปเถอะ ลงท้ายเบียดเบียนเขาด้วยใจ เบียดเบียนด้วยกาย เบียดเบียนด้วยวาจา เบียดเบียนด้วยใจ เหล่านี้ เป็นสมณะไม่ได้ ไม่ควรเป็นสมณะทีเดียว ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะทีเดียว สมณะเขาแปลว่าผู้สงบ สมณะในทางพุทธศาสนา</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>        <span style="color: #ff0000;">สนฺตินฺทฺริยา</span></strong><span style="color: #ff0000;"> <strong>สนฺตมานสา สนฺตํ </strong><strong>เตสํ ฐิตํ จิตฺตํ</strong></span> มีอินทรีย์สงบระงับแล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺตินฺทฺริยา สนฺตมานสา</strong></span> ใจก็สงบ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺตํ เตสํ ฐิตํ จิตฺตํ</strong></span> ถึงแล้วซึ่งความสงบทั้งกายทั้งใจ นี่แหละเป็นสมณะ ขึ้นชื่อว่าเป็นสมณะ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3006" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/008-683x1024.jpg" alt="" width="683" height="1024" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/008-683x1024.jpg 683w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/008-200x300.jpg 200w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/008-768x1151.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/008-1025x1536.jpg 1025w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/008-150x225.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/008-300x450.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/008-696x1043.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/008-1068x1601.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/008.jpg 1366w" sizes="auto, (max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          พระองค์ทรงรับสั่งกับพระราหุล เปิดอกเชียว เรื่องนี้ เรื่องเบียดเบียนน่ะ ไม่ให้เบียดเบียน ว่าราหุล ถ้าจะทำสิ่งใดด้วยกายละก็เอาปัญญาเข้าสอดส่องตรองเสียก่อนหนา ถ้าว่าร้อนเราละก็อย่าทำ ร้อนเขา อย่าทำ ร้อนทั้งเขาทั้งเราล่ะ อย่าทำ ถ้าไม่ร้อนละก็ทำเถิด ท่านจะคิดสิ่งใด ท่านจะพูดสิ่งใดด้วยวาจา ต้องเอาปัญญาเข้าสอดส่องตรองซะก่อนนะ ถ้าว่าร้อนเรา อย่าพูด ร้อนเขา อย่าพูด ร้อนทั้งเราทั้งเขา อย่าพูด ถ้าว่าไม่ร้อนล่ะก็พูดเถิด ท่านจะคิดสิ่งใดทางใจ ถ้าว่าร้อนเรา อย่าคิด ร้อนเขา อย่าคิด ร้อนทั้งเราทั้งเขา อย่าคิด ถ้าไม่ร้อนเราร้อนเขาล่ะก็คิดเถิด</p>
<p style="text-align: justify;">      อย่างนี้สอนอย่างลูกทีเดียว สอนอย่างเปิดอกทีเดียว นี้พระบรมนายกแม้จะเสร็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว วางหลักฐานไว้เช่นนี้ เราอยากเป็นลูกพระตถาคตเจ้าแล้วละก็ต้องอย่างนี้ เดินแบบอย่างนี้ ทั้งกายทั้งวาจาทั้งใจอย่างนี้ ไม่ให้เบียดเบียนใครผู้ใดผู้หนึ่ง เต็มมาตรทว่าเท่าปลายผมปลายขน ให้บริสุทธิ์ทีเดียวทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ นี่แหละเป็นลูกของพระตถาคตเจ้าทีเดียว ให้แน่นอนอย่างนี้นะ นี่เรียกว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต</strong></span> ๔ ข้อ จบพระคาถาต้น</p>
<p style="text-align: justify;">        คาถาที่ ๒ รองลงไปลำดับลงไปก็อีกนั่นแหละ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สพฺพปาปสฺส อกรณํ </strong></span>ไม่ทำชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ตลอดถึงใจ นี่เป็นพระวินัยปิฎกเชียวน้า  <span style="color: #ff0000;"><strong>กุสลสฺสูปสมฺปทา </strong></span>ยังกุศลให้ถึงพร้อม ทำความดีให้มีขึ้นด้วยกาย ด้วยวาจา ตลอดถึงใจ นี่เป็นพระสุตตันตปิฎกทีเดียว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สจิตฺตปริโยทปนํ</strong></span> ทำใจของตนให้ใส นี่ปรมัตถปิฎกทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          วินัยปิฎก ก็คือ ศีล สุตตันตปิฎก ก็คือ สมาธิ ปรมัตถปิฎกก็คือ ปัญญา จะกว้างขวางออกไปเท่าไรไม่ว่า ที่เรียกว่า วินัยปิฎกน่ะต้องอยู่ในศีล ๕ คัมภีร์ อาทิกัมม์ ปาจิตตีย์  จุลลวัคค์ มหาวัคค์ ปฐมสามณ ๕ คัมภีร์ อยู่ในศีลอันเดียวอันนั้นแหละ บริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์วาจา บริสุทธิ์ใจ ไม่มีร่องเสียเลย อยู่ใน ๕ คัมภีร์นี่หมด</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>        <span style="color: #ff0000;">กุสลสฺสูปสมฺปทา</span></strong> ทำกุศลให้ถึงพร้อม ทำกุศลให้ถึงพร้อม หรือทำความดีให้มีพร้อมขึ้น นี่มากน้อยเท่าไรก็ช่าง อยู่ในพระสุตตันตปิฎก สุตตันตปิฎก มี ๕ คัมภีร์ สุตตันตปิฎก มี ๕ คัมภีร์ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย ๕ คัมภีร์ ก็อยู่ในความบริสุทธิ์ใจ อยู่ในใจหยุด ใจนิ่ง ใจเป็นสมาธินั่นแหละ ๕ คัมภีร์ทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          ส่วนปรมัตถปิฎก  <span style="color: #ff0000;"><strong>สจิตฺตปริโยทปนํ</strong></span> ทำใจของตนให้ผ่องใส เมื่อใจผ่องใสแล้ว ไม่มีราคีแล้ว ไม่ขุ่นมัว ให้อยู่กับใจใสเสมอไป นั้นปรมัตถปิฎก ยกเป็น ๗ คัมภีร์ สังคณี วิภังค์ ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ กถาวัตถุ ยมก มหาปัฏฐาน ๗ คัมภีร์ มหาปัฏฐาน เป็นที่สุด ๗ คัมภีร์</p>
<p style="text-align: justify;">         ในสุตตันตปิฎก วินัยปิฎก ปรมัตถปิฎกนี้ ยกเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ยกเป็นตัวพระพุทธศาสนาที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้ ถ้าจัดเป็นพระธรรมขันธ์ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ถ้าจัดเป็นปิฎกไปถึง ๓ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก ปรมัตถปิฎก ว่าจะสรุปยกเป็นตัวแท้แน่นอนนี่แล้วอยู่กับใจของตัวนี่เอง อยู่ในดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั่นแหละ คือศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">          วัดปากน้ำสอนให้เดินในศีล สมาธิ ปัญญา นี่เสมอ ไม่ได้ไปทางอื่นเลย เมื่อเดินไปในดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์แล้ว ก็เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เข้าไปในทางศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อจะเข้าไปถึงกายทิพย์ ก็ต้องเข้าไปในกายมนุษย์ละเอียด แล้วเข้าไปถึงกายทิพย์ต้องเข้าไปในดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะไป จะเข้าไปในกายทิพย์ละเอียด ก็ต้องเดินไปในดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะของกายทิพย์หยาบเข้าถึงกายทิพย์ละเอียด เมื่อจะเข้าถึงกายรูปพรหมก็แบบเดียวกัน เดินไปอย่างนี้ ไม่ได้เคลื่อนคลาดละ นี่ได้ชื่อว่าในบาท ในคาถาที่ ๒ รับรองว่า พระองค์ทรงรับสั่ง ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อย่นสกลพุทธศาสนา ว่า</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #ff0000;"><strong>สพฺพปาปสฺส อกรณํ     กุสลสฺสูปสมฺปทา </strong></span><br />
<span style="color: #ff0000;"><strong>สจิตฺตปริโยทปนํ          เอตํ พุทฺธาน สาสนํ </strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          ดังนี้ นี่เป็นคาถาที่ ๒ คาถาที่ ๓ เห็นจะหมดเนื้อความเสียแล้ว เวลาไม่พอ ต้องย่นย่อพอสมควรแก่เวลา ด้วยอำนาจสัจวาจาที่ได้อ้างธรรมเทศนาในโอวาทปาติโมกข์คาถา  ตามวาระพระบาลีคลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแด่เวลา <strong>วรญฺญํ สรณํ นตฺถิ</strong> สิ่งอื่นไม่ใช่ที่พึ่งที่ประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย <strong>สรณํ เม</strong> <strong>รตนตฺตยํ</strong> พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเราท่านทั้งหลาย <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน</strong> ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ ขอความสุขสวัสดีจงเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>             เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/617">โอวาทปาติโมกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หิริโอตตัปปะ ๒</title>
		<link>https://dhammakaya.com/612</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Sep 2022 10:23:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<category><![CDATA[หิริโอตตัปปะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=612</guid>

					<description><![CDATA[<p>หิริโอตตัปปะ ๒ &#160; นโม ตสฺส [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/612">หิริโอตตัปปะ ๒</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;"><span style="font-size: 18pt;"><strong>หิริโอตตัปปะ ๒</strong></span></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3004" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-1024x707.jpg" alt="" width="696" height="481" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-1024x707.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-300x207.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-768x530.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-1536x1061.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-150x104.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-218x150.jpg 218w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-696x481.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007-1068x738.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/007.jpg 1788w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ หน)</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา    สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong><br />
<strong>สนฺโต สปฺปุริสา โลเก    เทวธมฺมาติ วุจฺจเรติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: 10pt;">ขุ.ชา(บาลี) ๒๗/๖/๓</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงธรรมิกถา แก้ด้วยธรรมสำคัญในพระบวรพุทธศาสนา พระองค์ทรงรับสั่ง  <span style="color: #ff0000;"><strong>หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> ให้ตั้งมั่น ตั้งมั่นพร้อมด้วยดีในหิริโอตตัปปะ มีความละอายมีความสะดุ้งกลัว มั่นคงในความละอายในความสะดุ้งกลัว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต</strong></span> เป็นผู้มีใจสงบระงับ  <span style="color: #ff0000;"><strong>วุจฺจเร</strong></span> อันนักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าว  <span style="color: #ff0000;"><strong>เทวธมฺมา</strong></span> ว่าเป็นธรรมอันประเสริฐ<strong>  <span style="color: #ff0000;">โลเก</span></strong> ในโลกด้วยประการดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>         <span style="color: #ff0000;">หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา</span></strong> ถึงพร้อมแล้วด้วยความละอาย ความสะดุ้งกลัว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> รับรองว่าตั้งอยู่แล้วในธรรมอันขาว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต </strong></span>เป็นธรรมเครื่องสงบระงับ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่าเป็นธรรมอันประเสริฐในโลก นี่เป็นหลักสำคัญ เมื่อเราเป็นหญิงเป็นชายเป็นคฤหัสถ์บรรพชิตมาประสบพบพุทธศาสนา ได้ฟังพุทธฎีกาเพียงเท่านี้ ก็เป็นบุญลาภอันล้ำเลิศประเสริฐยิ่งเป็นนักหนา พระองค์ทรงรับสั่ง ให้มีความละอายความสะดุ้งกลัว นี่เป็นหลักสำคัญ เมื่อดำเนินตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์</p>
<p style="text-align: justify;">        เมื่อตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ คือ <span style="color: #ff0000;"><strong>พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ</strong></span> มั่นอยู่ในพระพุทธเจ้า มั่นอยู่ในพระธรรม มั่นอยู่ในพระสงฆ์ หรือว่าเข้าถึงซึ่งพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ มีธรรมกายแล้ว มีธรรมกายทั้งหยาบทั้งละเอียด ได้ชื่อว่าตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ เมื่อตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์อย่างชนิดนี้แล้วละก็ ให้มีความละอาย มีความสะดุ้งกลัว รักษาพระไตรสรณคมน์ที่ตั้งอยู่นั้น ให้สะอาดผ่องใสอยู่ร่ำไป คือธรรมกาย คือพุทธรัตนะก็สะอาดอีก สะอาดในสะอาดอยู่เสมอไป  ถ้าว่าเศร้าหมองขุ่นมัวด้วยประการใดแล้วละก็ให้มีความละอายตัวเอง ว่าจะได้รับความทุกข์ละ มีความอาย รีบแก้ซะให้ใสสะอาด ให้ธรรมกายนั้นใสสะอาดซะ ไม่ให้เศร้าหมองขุ่นมัวได้ ไม่ให้เศร้าหมองได้</p>
<p style="text-align: justify;">          แม้ธรรมกายที่ละเอียดก็แบบเดียวกัน ไม่ให้ขุ่นมัวเศร้าหมองได้ ให้ผ่องใสอยู่ร่ำไป ผ่องใสอยู่กระไรก็ให้ผ่องใสอยู่กระนั้น ผ่องใสในผ่องใสหนักขึ้นไป นี้ได้ชื่อว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ในหิริโอตตัปปะ มีความละอาย มีความสะดุ้งกลัว เห็นผู้ที่จะได้รับชั่วเกิดจากการเศร้าหมองของพระรัตนตรัย ไม่ให้เศร้าหมองได้ ได้ชื่อว่าบุคคลนั้นมี  <span style="color: #ff0000;"><strong>โอตฺตปฺปสมฺปนฺนา</strong></span> ถึงพร้อมแล้วด้วยความละอาย ความสะดุ้งกลัว <span style="color: #ff0000;"><strong>สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> เกื้อกูลแล้วในธรรมอันขาว ธรรมอันใส ไม่มีเศร้าหมองขุ่นมัวต่อไป  <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต</strong></span> สงบระงับ สงบเป็นสุข ทุกเหลี่ยมทุกท่า  ในเบญจพิพัทธ์กามคุณทั้ง ๕ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สำหรับจะยั่วยวนกวนใจให้กำเริบเสิบสาน กวนใจให้รำคาญ</p>
<p style="text-align: justify;">         เมื่อธรรมกายผ่องใสอยู่เช่นนั้นแล้ว ไม่กำเริบเสิบสาน ไม่รำคาญ สงบ สงบหมด คำที่เรียกว่าสงบ นั่นเราเรียกว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต</strong></span> สงบระงับ สะอาดสะอ้านเป็นอันดี เมื่อเป็นได้ขนาดนี้นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>เทวธมฺมา</strong></span> ว่าเป็นธรรมอันประเสริฐ<strong>  <span style="color: #ff0000;">โลเก </span></strong>ในโลก ดังนี้ นี่นัยหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">         อีกนัยหนึ่งหย่อนกว่านั้นลงมา ไม่เข้าถึงพระไตรสรณคมน์ ตั้งอยู่เพียงแค่ศีล ๕ ศีล ๕ ก็ให้พินิจพิจารณาทีเดียว ตั้งต้นแต่ปาณาติบาตมีขาดตกบกพร่องหรือไม่ ถ้าไม่มีขาดตกบกพร่อง พิจารณาสิกขาบทข้อที่ ๒ ไปอีก อทินนาทาน มีขาดตกบกพร่องหรือไม่ ถ้าไม่มีขาดตกบกพร่อง พิจารณาข้อที่ ๓ ไปอีก กาเมสุมิจฉาจาร ขาดตกบกพร่องหรือไม่ ถ้าไม่มีขาดตกบกพร่องพิจาราณาข้อที่ ๔ มุสาวาท กล่าวคำเท็จไม่จริงหลอกลวงต่าง ๆ มีอยู่หรือไม่ ถ้าไม่มี พิจารณาสิกขาบทข้อที่ ๕ สุราเมรยมัชชะปมาทัฏฐานา เวรมณี เว้นจากดื่มน้ำที่ทำบุคคลผู้ดื่มให้เมา คือสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งของความประมาท บริสุทธิ์บริบูรณ์หรือไม่ เห็นว่าบริสุทธิ์บริบูรณ์ ให้รักษาศีล ๕ นั่นแหละ ให้บริสุทธิ์ในบริสุทธิ์หนักขึ้นไป ให้บริสุทธิ์ในบริสุทธิ์หนักขึ้นไป บริสุทธิ์ในบริสุทธิ์ บริสุทธิ์ในบริสุทธิ์หนักขึ้นไป ไม่มีราคี</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าเหล่านี้ เว้นเข้าไปข้อใดข้อหนึ่งนี่กระวนกระวายแก้ไขซะให้บริสุทธิ์ เมื่อแก้ไขบริสุทธิ์แล้วก็รักษาความบริสุทธิ์นั้นไว้ <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้าความบริสุทธิ์ไม่มีละก็อายนัก</strong> เ<strong>ป็นคนสุ่มสี่สุ่มห้า โกงตัวเอง อายนัก </strong><strong>ไม่กล้าจะทำได้ให้บริสุทธิ์ไว้ไม่โกงตัวเอง</strong> <strong>พิจารณาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์</strong> <strong>ไม่มีไม่บริสุทธิ์แล้วก็อาย</strong> <strong>อายและสะดุ้งกลัวด้วย จะได้รับผลชั่วแล้วเจ้า เพราะไม่บริสุทธิ์</strong></span>  รักษาควมบริสุทธิ์นั้นอยู่เนืองนิตย์อัตรา ศีลนั่นก็สะอาดผ่องใส ไม่มีราคีอันหนึ่งอันใด เห็นว่าศีลน่ะไม่มีราคีอันหนึ่งอันใดแล้วก็ นั่นแหละได้ชื่อว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> ตั้งอยู่ในธรรมอันขาวส่วนศีล</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>            <span style="color: #ff0000;">สนฺโต</span></strong> สงบระงับตามส่วนของศีล ๕ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวยืนยันว่า เป็นธรรมอันประเสริฐในโลก จำเพาะตัวของตัว ศีล ๕ ไตรสรณคมน์ ศีล ๕ เมื่อสูงขึ้นไปกว่านั้น ให้มีหิริโอตตัปปะ ดุจเดียวกัน แล้วก็ตั้งอยู่ในธรรมอันขาวแบบเดียวกัน คือใจสงบระงับแบบเดียวกัน เป็นธรรมอันประเสริฐในโลกแท้ ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อครั้งพระองค์ได้ตรัสรู้พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ ยังไม่ตรัสเทศนาโปรดผู้หนึ่งผู้ใดเลย เริ่มต้นจะตรัสเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ ภิกษุทั้ง ๕ พระองค์ได้ทรงพิจารณา จะตรัสเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ นั้น จะตรัสเทศนาเป็นไฉน จึงจะถูกเรื่องถูกสายของพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้มรรคผลโดยฉับพลัน ในมรรคทั้ง ๘ นั่นเป็นตัวยืนละ มรรค ทั้ง ๘ น่ะ มรรคทั้ง ๘ นั่นแหละจบพระไตรปิฎก  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป</strong></span> เป็นปัญญา <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว </strong></span>เป็นศีล <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ</strong></span> เป็นสมาธิ ๓ นับแตกแยกออกเป็น ๓  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป</strong></span> แยกออกไปซะ นั่นเป็นตัวปัญญา <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว</strong></span> แยกออกไปเสีย นี่เป็นตัวศีล  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ</strong></span>  นี่แยกออกไปเสียอีก ๓ นี่เป็นสมาธิ</p>
<p style="text-align: justify;">          ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าหากว่าเราจะตรัสเทศนาในเรื่องศีลตามลำดับของมรรคไป ท่านปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็จะไม่เป็นอันฟัง จะยิ้มเยาะและเย้ยหยันเราตถาคตเสียด้วยซ้ำไปอีก ก็เขาชำนาญอยู่แล้วในเรื่องศีลในเรื่องสมาธิเขา เขาเล่นจนชำนาญแล้ว พระองค์ถึงได้ยกเอา <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป </strong></span>ขึ้นแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ส่วนศีลกับสมาธิไม่ต้องกล่าว แล้วจะทวนมาทีหลัง กล่าวถึงสัมมาทิฏฐิ ความเห็นทีเดียวละ ความเห็นเป็นตัวสำคัญ <span style="color: #ff0000;"><strong> สมฺมาสงฺกปฺโป</strong></span> ความดำริ ดำริก็สำคัญเหมือนกัน ความเห็น ความดำรินี่ก็คล้ายกัน ความเห็น เห็นอะไร ลึกซึ้ง</p>
<p style="text-align: justify;">          เห็นทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ไม่ใช่เห็นพอดีพอร้าย เห็นทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความเห็น ความดำริก็สำคัญเหมือนกัน  <span style="color: #ff0000;"><strong>เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป</strong></span> ดำริจะออกจากกาม  <span style="color: #ff0000;"><strong>อพฺยาปาทสงฺกปฺโป</strong></span> ดำริในการไม่พยาบาท  <span style="color: #ff0000;"><strong>อวิหิงฺสาสงฺกปฺโป</strong></span> ดำริในการไม่เบียดเบียน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป</span></strong> ดำริจะออกจากกาม เป็นของลึกซึ้งอยู่ หมดทั้งสากลโลก ไม่ว่าหญิงว่าชาย ดำริเข้าไปหากามทั้งนั้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชอบ ดำริเข้าไปหากามทั้งนั้น ดำริจะออกจากกามน่ะมันน้อยนักน้อยหนาทีเดียว แทบจะไม่มีเลย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">อพฺยาปาทสงฺกปฺโป</span></strong> ความดำริก็เป็นไปในความพยาบาท เพราะระวัง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหล่านั้น ไม่ให้ใครมาพ่องแพวของตัวได้ ใครมาพ่องแพวหรือมากระทบกระเทือนเข้า พยาบาทใส่เข้าให้ หาวิธีจะไขเจ้า นี่ดำริไปในความพยาบาท เมื่อมากระทบกระเทือนกันด้วยประการใดก็ดำริความเบียดเบียนทีเดียว เบียดเบียนในการกระทบกระเทือนนั้น ดำริ ดำริในความไม่พยาบาทเป็นดำริที่ลับอยู่ ดำริที่จะออกจากกามนี่ความดำริก็ลับอยู่ ดำริในความไม่เบียดเบียนนี่ก็เป็นดำริลับอยู่ ดำริในความไม่พยาบาทนี่ก็ดำริลับอยู่เหมือนกัน นี่แหละจำเอาไว้ความดำริ ดำริจะออกจากกาม ทำไฉนหนอเราจะออกจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชอบใจได้</p>
<p style="text-align: justify;">            ตั้งแต่เกิดมาแล้ว เดินไปทางไหน ๆ มัน ก็มองดู รูป เสียง กลิ่น รส ที่ชอบใจอยู่ท่าเดียว มันไม่ไปทางอื่นเลย ไอ้ใจมันก็ปรวนแปรอยู่ในนั้นแหละ อยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั่นแหละ ไม่ออก ดำริจะเข้าไปท่าเดียว ดำริอย่างนี้มันดำริเข้าไปในกามท่าเดียว ดำริออกจากกามนี่มันไม่ค่อยมี น้อยนัก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3002" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-1024x821.jpg" alt="" width="696" height="558" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-1024x821.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-300x241.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-768x616.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-1536x1232.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-150x120.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-696x558.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005-1068x857.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/005.jpg 1688w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อดำริเข้าไปในกามแล้ว ดำริก็เป็นไปในความพยาบาทเต็มที่ ระวังกาม หวงกาม หึงกาม เอาล่ะคราวนี้ ระวังกาม หวงกาม หึงกาม เอาล่ะ ความพยาบาทก็มาเต็มที่ ความพยาบาทมาต็มที่แล้ว ความเบียดเบียนก็มาเต็มที่ ไม่ให้ใครมาพ่องแพวกามได้  เกิดเรื่องเกิดราวกันยกใหญ่ นี้พระพุทธเจ้าเห็นนัยนี้ ว่าพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เธอชำนาญในสมาธิแล้ว เราควรจะตรัสในเรื่องปัญญา สัมมาทิฏฐิทีเดียว สัมมาทิฏฐิพระองค์ทรงยกขึ้น สัมมาทิฏฐิ ก็ไม่ได้ตรัสว่ากระไร ตรัสแต่ว่าสำคัญทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          ว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา    เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา </strong></span>ดูก่อนปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕<span style="color: #ff0000;"><strong> เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา</strong></span> บรรพชิตไม่ควรเสพ บรรพชิตไม่ควร  <span style="color: #ff0000;"><strong>เทฺวเม ภิกฺขเว</strong></span> ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุดทั้ง ๒ ข้าง บรรพชิตไม่ควรเสพ ที่สุดทั้ง ๒ บรรพชิตไม่ควรเสพ คือกามสุขัลลิกานุโยค ประกอบด้วยกามสุข อัตตกิลมถานุโยค ประกอบด้วยความลำบากเปล่า นี่ที่สุดทั้ง ๒ นี้ กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานฺโยค ในโลก ความประพฤติเป็นไป ๒ อย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">         กามสุขัลลิกานุโยค นี่ประพฤติอยู่ทั่วแหล่งหล้า ไม่มีว่างเว้นแลย ตั้งบ้านตั้งเรือนกันอยู่ที่ไหน ก็บริโภคกาม ประพฤติกามทั้งนั้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เต็มไปหมด แก้ไม่ตก ๆ เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค</p>
<p style="text-align: justify;">          อัตตกิลมถานุโยค ท่านฤาษีชีไพร ท่านก็ทำความเพียรในป่า ละการบริโภคกาม ครองรสครองเรือนไปแล้ว ไปประพฤติตบะ เพื่อต้องการความวิเศษของตนอีก จะต้องแสวงหากามให้ยิ่งขึ้นไปกว่าที่เขาบริโภคใช้สอยกันอีก ให้ล้นพ้นไปกว่าที่เขาบริโภคใช้สอยอยู่ หนักขึ้นไปกว่านั้นอีก นั่นอัตตกิลมถานุโยคน่ะ จะเอาเลิศเอาประเสริฐหนักขึ้นไป เหมือนภิกษุสามเณรในบัดนี้ เป็นภิกษุสามเณรพออยู่แล้ว ยังจะหาอะไรต่อมิอะไรให้เลิศประเสริฐกว่าขึ้นไปอีก ให้เลิศล้นพ้นประมาณไปกว่าพระภิกษุสามเณรปรกติธรรมดาไปอีก คือถือต้องการให้เลิศหนักขึ้นไป ได้ไปคิดไปทำอะไรต่าง ๆ ทำอัตตกิลมถานฺโยคเหล่านั้น ประกอบตนให้หนักขึ้น จะได้บรรลุกามวิเศษหนักขึ้นไปอีก เหมือนท่านชฎิลทั้ง ๑,๐๐๓ รูปนั่น ปุราณกัสสปะ นทีกัสสปะ คยากัสสปะ ท่านเหล่านั้นแหละ สำหรับรับเครื่องสังเวยในเมืองมคธราช พระเจ้าพิมพิสารนับถือนักทีเดียว เครื่องสังเวยของพระเจ้าพิมพิสาร ไปรับเครื่องสังเวยยอดตาล ถ้าใครจะมีลูกมีผัวมีเมียกันที่ไหนละก็ ต้องให้ปุราณกัสสปะ นทีกัสสปะ คยากัสสปะ ต้องชฎิลเหล่านั้น ต้องชฎิลเหล่านั้น ผู้หลักผู้ใหญ่เขาก็ต้องไปปรองดอง มอบให้ชฎิลเหล่านั้นปกครองเสียก่อน ให้เป็นมงคลพิเศษ <span style="color: #3366ff;"><strong>นี่แหละ อัตตกิลมถานฺโยค ลึกซึ้งอย่างงั้นแหละ ถึงกระนั้นก็ไม่พ้น เขาก็รู้จะประพฤติว่างเว้นเข้าไปเท่าไรเขาก็รู้  ว่าความประพฤติเหล่านั้นก็ไปแสวงหากามนั่นเอง</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">          นี่พระพุทธเจ้าเห็นแล้ว กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค ทั้ง ๒ อย่างนี้ แสวงหากามแบบเดียวกัน แต่ว่าตรงกับทางอ้อม แสวงหาทางตรงหรือทางอ้อม พระองค์ก็ทรงชี้เสียทีเดียว กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานฺโยค ทั้ง ๒ อย่างนี้ บรรพชิตไม่ควรเสพ ให้เลิกทีเดียว ทรงรับสั่งให้เลิก เลิกขาดทีเดียว เลิกกามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค เมื่อเลิกเราจะทำยังไง</p>
<p style="text-align: justify;">           พระองค์ก็ทรงรับสั่ง  <strong><span style="color: #ff0000;">กตมา จ สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา</span></strong> ข้อปฏิบัติเป็นกลางไม่เข้าไปใกล้ซึ่งที่สุดทั้ง ๒ อย่างนั่นนั้น ข้อปฏิบัติเป็นกลางไม่เข้าไปใกล้ซึ่งที่สุดทั้ง ๒ อย่างนั่นนั้น ข้อปฏิบัติเป็นกลางน่ะ กายก็เป็นกลาง วาจาก็เป็นกลาง ใจก็เป็นกลาง เป็นกลางหมด ถ้าว่ากาย หรือวาจา หรือใจไปเป็นลิงเป็นค่างเข้า ก็ไม่ถูกมัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติเป็นกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้ง ๒ อย่างนั่นนั้น คือ กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค ไม่เข้าไปใกล้ทีเดียว ที่พระตถาคตตรัสรู้ด้วยแล้วด้วยปัญญาอันชอบ บอกทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          ข้อปฏิบัติเป็นกลางเป็นไฉนเล่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ฯ </strong><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ </strong><strong>สมฺมาสงฺกปฺโป </strong><strong>สมฺมาวาจา </strong><strong>สมฺมากมฺมนฺโต </strong><strong>สมฺมาอาชีโว </strong><strong>สมฺมาวายาโม </strong><strong>สมฺมาสติ </strong></span><strong><span style="color: #ff0000;">สมฺมาสมาธิ</span> </strong>บอกทางทีเดียว ข้อปฏิบัติเป็นกลางไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้ง ๒ อย่างนั่นนั้น คือ เห็นชอบ ดำริชอบ กล่าววาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ ประกอบด้วยอริยมรรค ๘ ประการ ก็คือศีล สมาธิ ปัญญา นั่นแหละ แต่ว่ายก <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ</strong> <strong>สมฺมาสงฺกปฺโป</strong></span> ขึ้นหน้าไว้ นี่แหละพระตถาคตตรัสรู้ด้วยปัญญาอันชอบ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมฺมาทิฏฺฐิ</span></strong> ความเห็นชอบ เห็นสัจธรรมทั้ง ๔ ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>        <span style="color: #ff0000;">สมฺมาสงฺกปฺโป</span></strong> ความดำริชอบ ดำริจะออกจากกาม ดำริในความไม่พยาบาท ดำริในความไม่เบียดเบียน  ดำริในความไม่เบียดเบียน นี่เป็น <span style="color: #ff0000;"><strong>สฺมมาสงฺกปฺโป</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมฺมาวาจา</span></strong> กล่าววาจาชอบ เว้นจากวจีทุจริต วาจาชอบ คือเว้นจากวจีทุจริต  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวาจา</strong></span> เว้นจากวจีทุจริต ๔ อย่าง เรียกว่า<span style="color: #ff0000;"><strong> สมฺมาวาจา</strong></span> วาจาชอบ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมฺมากมฺมนฺโต</span></strong> ทำการงานชอบ การงานชอบก็เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ๓ อย่างนี้ การงานชอบ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมฺมาอาชีโว</span></strong> เลี้ยงชีวิตชอบ <span style="color: #ff0000;"><strong>มิจฺฉาอาชีโว ชีวิตํ กปฺเปติ มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย</strong></span> ละมิจฉาชีพเสีย  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาอาชีโว ชีวิตํ กปฺเปติ</strong></span> สำเร็จเป็นอยู่ในการเลี้ยงชีพชอบ เลี้ยงชีพดีเสมอทุกวัน ที่จะบริโภคอะไรเข้าไป ของบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ถ้าบริสุทธิ์ก็บริโภคไป ไม่บริสุทธิ์ละก็ไม่บริโภคทีเดียว กลัวจะเป็นพิษเป็นภัย ไปเป็นร้ายอยู่ในร่างกายนั้น<span style="color: #3366ff;"><strong> เมื่อของไม่บริสุทธิ์ บริโภคเข้าไปมันก็ไปเป็นเนื้อเป็นเลือดอยู่ข้างใน ไปเป็นเชื้ออยู่ แก้ไม่ตก แก้ลำบากนัก</strong></span> ของไม่บริสุทธิ์ก็ไม่บริโภคทีเดียว บริโภคแต่ของบริสุทธิ์ นี่เรียกว่า สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพในการที่ชอบ ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมฺมาวายาโม</span></strong><span style="color: #000000;"> เพียรชอบ เพียรในที่ ๔ สถาน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><strong>          สมฺมาสติ<span style="color: #000000;">  </span></strong><span style="color: #000000;">สติ</span></span>ชอบ ระลึกในสติปัฏฐาน ๔</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>         <span style="color: #ff0000;">สมฺมาสมาธิ</span>  </strong>ตั้งใจชอบ ก็ตั้งใจในปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ในรูปฌาน อรูปฌาน ทั้ง ๘ นั้น อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็น<span style="color: #ff0000;"><strong> สมฺมาสมาธิ</strong></span> ทั้งนั้น<img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2345 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-683x1024.jpg" alt="" width="683" height="1024" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-683x1024.jpg 683w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-200x300.jpg 200w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-768x1152.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-1024x1536.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-150x225.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-300x450.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-696x1044.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness-1068x1602.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/Guiness.jpg 1365w" sizes="auto, (max-width: 683px) 100vw, 683px" /></p>
<p style="text-align: justify;">         นี่เป็นความจริงบอกจริง นี่คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังกล่าวแล้วนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป</strong></span> น่ะเป็นตัวปลายคือตัวปัญญา  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว</strong></span> เป็นตัวต้นคือศีล  <strong><span style="color: #ff0000;">สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ</span> </strong> เป็นตัวกลางสมาธิ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป</strong></span> เป็นตัวปลาย เป็นตัวปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญานี้นี่เอง ไม่ใช่อื่น  พระองค์ทรงตรัสเทศนาว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>จกฺขุกรณี</strong></span> กระทำความเห็นให้เป็นปรกติ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ญาณกรณี</strong></span> กระทำความรู้ให้ปรกติ  <span style="color: #ff0000;"><strong>อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ</strong></span> ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่งรู้พร้อม เพื่อนิพพาน กระทำความเห็นให้เป็นปรกติ กระทำความรู้ให้เป็นปรกติ ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่งรู้พร้อม เพื่อนิพพาน นี่หลักสำคัญมีเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">          กระทำความเห็นให้เป็นปรกติ ความเห็นของตา ความเห็นของตากายมนุษย์ไม่ปรกติ ความเห็นของตากายมนุษย์ละเอียดก็ไม่ปรกติ ความเห็นไม่ลง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความเห็นความจริงไม่มี ของกายทิพย์ กายทิพย์ละเอียดก็ไม่มี ของกายรูปพรหม  รูปพรหมละเอียดก็ไม่มี ความเห็นของกายอรูปพรหม อรูปพรหมละเอียดก็ไม่มี ไม่ปรกติ ความเห็นเหล่านี้ ความเห็นอยู่ในวัฏฏะ ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ความเห็นไม่ออกนอกวัฏฏะไปได้ <span style="color: #3366ff;"><strong>เมื่อความเห็นไม่ออกจากนอกวัฏฏะไปได้ ความเห็นอันนั้นเอาเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ ความเห็นที่เอาเป็นจริงเป็นจังได้ก็ต้องความเห็นของตาธรรมกาย เห็นด้วยตาธรรมกาย</strong> <strong>รู้ด้วยญาณธรรมกาย</strong></span> ทั้งหยาบทั้งละเอียด ธรรมกายหยาบ ตาธรรมกายหยาบ ญาณของธรรมกายหยาบ ตาธรรมกายละเอียด ญาณของธรรมกายละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">           ความเห็นอันนี้  <span style="color: #ff0000;"><strong>จกฺขุกรณี</strong></span> เห็นเป็นปรกติ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ญาณกรณี</strong></span> กรณีรู้ด้วยญาณ ก็ได้ชื่อว่ารู้เป็นปรกติ  <span style="color: #ff0000;"><strong>สํวตฺตติ</strong></span> ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อเข้าสงบ เพื่อรู้ยิ่ง<strong>  <span style="color: #ff0000;">อุปสมาย</span></strong> เพื่อเข้าไปสงบ  <span style="color: #ff0000;"><strong>อภิญฺญาย</strong></span> รู้ยิ่ง  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมฺโพธาย</strong></span> ความรู้พร้อม  <span style="color: #ff0000;"><strong>นิพฺพานาย</strong></span> เพื่อนิพพาน นี่ตรงนี้ ตรงนี้ หลักอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อพระปัญจวัคคีย์ได้ฟังธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาดังนั้น ได้เข้าใจชัด รู้ชัด แล้วมีธรรมกายขึ้น มีธรรมกายขึ้น ถ้าไม่มีธรรมกายก็  <span style="color: #ff0000;"><strong>จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ</strong></span> ก็ไม่มี ที่มีขึ้นก็เพราะ เพราะความเห็นความรู้นั่นเข้าหลักเข้าส่วนแล้ว ถูกเป้าหมายใจดำทางพระพุทธศาสนาแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเห็นเช่นนั้นพระองค์ก็ทรงยกสัจธรรมทั้ง ๔ ขึ้นทีเดียว ประสงค์สัมมาทิฏฐิ ยกทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ จะต้องมีตาธรรมกายเกิด เห็นทุกข์ในกายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียดนี่มีเกิด มีเกิดแก่แปรไปตามหน้าที่ ก็เห็นความเกิดนี่เป็นทุกข์สำคัญ เห็นความเกิดแล้วก็ เหตุให้เกิด ว่าเหตุให้เกิดก็รู้เหมือนกัน กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็เห็นเหตุให้เกิดอีก เมื่อเห็นว่ามีเกิดแล้ว ก็มองไปดูความดับ เห็นความดับอีก เมื่อมองดูความดับแล้ว ดูเหตุให้ดับ เห็นเหตุให้ดับอีก เห็นทีเดียว ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเหตุให้ดับ เป็นเหตุให้ดับแท้ ๆ จะเข้าถึงซึ่งเหตุดับไปได้ก็เพราะอาศัย ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะเกิดรุ่งเรืองไปได้ ไม่มีเวลาดับก็เพราะ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เห็น ๒ อย่าง ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นฝ่ายให้ดับ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ความอยากได้ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั่นแหละ เป็นเหตุให้เกิด เหตุให้เกิด เหตุให้ดับ ๒ อย่างนี้ รู้ชัดทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          พระองค์ก็ทรงแสดงพระสัจธรรมทั้ง ๔ จบลงไป และทรงแสดงสัจธรรมทั้ง ๔ ให้ปัญจวัคคีย์เข้าใจอีก ให้เข้าใจอีก โดยสัจญาน กิจญาณ กตญาณ ในทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ โดยแสดง ทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ให้เห็นตามความเป็นจริง เมื่อเห็นตามความเป็นจริงแล้ว เห็นว่าตัวทุกขสัจน่ะควรกำหนดรู้ ส่วนสมุทัยสัจน่ะควรละ นิโรธสัจน่ะควรกระทำให้แจ้ง มรรคสัจน่ะควรเจริญขึ้น ก็ได้รู้แล้วเห็นแล้ว ส่วนทุกขสัจน่ะ ได้กำหนดรู้แล้ว ส่วนสมุทัยสัจได้ละแล้ว ส่วนนิโรธสัจได้กระทำให้แจ้งแล้ว ส่วนมรรคสัจได้เจริญแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเห็นสัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ทุกขสัจ ในทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ปรากฏชัดแล้ว พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พระปัญจวัคคีย์ อัญญาโกณฑัญญะก็รู้ก็เข้าใจ พระองค์ทรงแสดงเป็นลำดับไป พอจบเทศนาของพระองค์ลงไปเท่านั้นไป  <strong><span style="color: #ff0000;">อายสฺมโต อญฺญาโกณฺฑญฺญสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ</span>  </strong>ธรรมจักขุก็บังเกิดขึ้นแก่พระอัญญาโกณฑัญญะอันสะอาดผ่องใส ธรรมจักขุบังเกิดขึ้นแก่พระอัญญาโกณฑัญญะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ   ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ   ธมฺมจกฺขุํ</strong></span> เห็นธรรม ความเห็นธรรม  <span style="color: #ff0000;"><strong>ธมฺมจกฺขุํ</strong></span>  แปลว่า เห็นธรรมที่เกิดขึ้น ความเห็นธรรมได้เกิดขึ้น <span style="color: #ff0000;"><strong>วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ</strong></span> ความเห็นธรรมไม่มีธุลีและมลทิน ความเห็นธรรมปราศจากธุลีและมลทินได้เกิดขี้นแก่ผู้มีอายุคือพระอัญญาโกณฑัญญะว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">ยงฺกิญฺจ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ</span></strong> สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงนั้นดับไปเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเสมอ สิ่งทั้งปวงนั้นดับเสมอ มีเกิดดับ เห็นเกิดดับหมดทั้งสากลโลก เมื่อเห็นเกิดดับเช่นนั้นแล้ว ฝ่ายพระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้บรรลุธรรมะผ่องใส</p>
<p style="text-align: justify;">            แล้วพระองค์มาโปรดพระปัญจวคีย์ มาโปรดพระยสะราชกุมารทั้งหลายเหล่านี้อีก มาโปรดราชกุมารทั้งหลายเหล่านี้ ต่อแต่นี้พระปัจจวัคคีย์ก็ได้ฟังบ้าง พระปัญจวัคคีย์หรือพระพุทธเจ้าได้เทศนาบ้าง นี่แสดงถึงอนัตตลักขณสูตรทีเดียว ที่ยังสงสัยในร่างกายอยู่บ้าง ในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พระองค์ทรงแสดงให้เห็นชัดทีเดียวในอนัตตลักขณสูตร ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณน่ะไม่ใช่ตัวน่ะ ถึงได้ทรงวางตำรับตำราเพื่อเป็นแบบแผนไว้ว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">รูปํ ภิกฺขเว อนตฺตา </span></strong>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่ใช่ตัว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส</span></strong> รูปจักไม่เป็นตัวแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>        <span style="color: #ff0000;">นยิทํ รูปํ อาพาธาย สํวตฺเตยฺย </span></strong>ไม่ได้ในรูปตามใจหวังได้ รูปอันนี้ก็ไม่ใช่ ไม่ได้เป็นไปเพื่อความป่วยไข้ ไม่ได้ในรูปตามใจหวังได้ ขอรูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าเป็นอย่างนั้นเลย</p>
<p style="text-align: justify;">         <span style="color: #ff0000;"> <strong>ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว รูปํ อนตฺตา ตสฺมา รูปํ อาพาธาย สํวตฺตติ</strong></span> รูปไม่ใช่ตัว เพราะเหตุใดรูปไม่ใช่ตัว เพราะเหตุนั้นรูปถึงเป็นไปเพื่อความอาพาธ ป่วยไข้ ไม่ใช่ได้ในรูปตามใจหวังว่า ขอรูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย  เวทนา สัญญา สังขาร แบบเดียวกัน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณแบบเดียวกัน ไม่ใช่ตัวแบบเดียวกัน ถ้าว่าไม่ใช่ตัวแล้ว ไอ้ที่ไม่ใช่ตัวน่ะ ถึงได้เป็นไปเพื่ออาพาธป่วยไข้ ไม่ได้ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามใจหวังว่า ขอเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะเหตุใด เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่ใช่ตัว เพราะเหตุนั้น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถึงเป็นไปเพื่อความอาพาธป่วยไข้ ไม่ใช่ได้เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามใจหวังได้ ขอ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าเป็นอย่างนี้เลย ไม่ได้สมความปรารถนา ความจริงเป็นอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">           เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้  เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ เข้าใจชัดแล้ว พระองค์ก็ทรงตรัสย้อนถามภิกษุที่สดับตรับฟังในยสะกุลบุตรทั้ง ๕๕ ถามทบอีกทีหนึ่ง  <strong><span style="color: #ff0000;">ตํ กิํ มญฺญถ ภิกฺขเว รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วา </span></strong>ถามพระปัญจวัคคีย์</p>
<p style="text-align: justify;">          <span style="color: #ff0000;"><strong>ตํ กิํ มญฺญถ ภิกฺขเว</strong></span> ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านสำคัญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นเป็นไฉน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณน่ะเที่ยงหรือไม่เที่ยงล่ะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>อนิจฺจํ ภนฺเต</strong></span> ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นสุขล่ะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ทุกฺขํ ภนฺเต</strong></span> เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ สิ่งนั้นควรหรือ  สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ควรหรือ ตามเห็นสิ่งนั้นว่าสิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นเป็นเรา นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นตัวของเรา  <span style="color: #ff0000;"><strong>โน เหตํ ภนฺเต </strong></span>หาเป็นอย่างนั้นไม่ พระเจ้าข้า  <span style="color: #ff0000;"><strong>โน เหตํ ภนฺเต </strong></span>หาเป็นอย่างนั้นไม่ พระเจ้าข้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3003" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-1024x533.jpg" alt="" width="696" height="362" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-1024x533.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-300x156.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-768x399.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-1536x799.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-150x78.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-696x362.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-1068x555.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006-1920x999.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/006.jpg 2044w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          พระองค์ทรงถามไปทีละข้อ ๆ ๆ ๕ ขันธ์ พอจบ ๕ ขันธ์ แล้วทรงรับสั่งอีก  <span style="color: #ff0000;"><strong>ตสฺมาติห ภิกฺขเว   ตสฺมาติห ภิกฺขเว ยงฺกิญฺจฺ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">         <span style="color: #ff0000;"><strong>ตสฺมาติห ภิกฺขเว </strong></span>ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>ยงฺกิญฺจิ รูปํ</strong></span> รูปอันใดอันหนึ่ง<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ</span></strong> ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">อชฺฌตฺตํ วา </span></strong>รูปภายในหรือ  <span style="color: #ff0000;"><strong>พหิทฺธา วา</strong></span> หรือว่าภายนอก<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">โอฬาริกํ วา </span></strong>หยาบหรือ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ปณีตํ วา</strong></span> หรือประณีต หยาบหรือประณีต<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">ยนฺทูเร สนฺติเก วา</span></strong> ไกลหรือใกล้<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">สพฺพํ รูปํ</span></strong> รูปก็สักแต่ว่ารูป  <span style="color: #ff0000;"><strong>เนตํ มม </strong></span>นั่นไม่ใช่ของเรา<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">เนโสหมสฺมิ </span></strong>นั่นไม่เป็นเรา  <span style="color: #ff0000;"><strong>น เมโส อตฺตาติ </strong></span>นั่นไม่ใช่ตัวของเรา<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ</span></strong> ควรเห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">         ให้ภิกษุปัญจวัคคีย์ หรือให้ภิกษุ ๑,๒๕๐ เข้าใจในอนัตตลักขณสูตรนี้ ทราบชัดขันธ์ทั้ง ๕ แบบเดียวกันอย่างนี้แหละ</p>
<p style="text-align: justify;">        เมื่อปรากฏจบ เมื่อปรากฏจบในปัญจขันธ์ทั้ง ๕ ที่พระองค์ทรงถามดังนี้แล้ว พอจบลงเท่านั้น พระองค์ทรงรับสั่งว่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก</span></strong> ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเมื่อได้เห็นอยู่อย่างนี้<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">รูปสฺมิํปิ  นิพฺพินฺทติ </span></strong>ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูปบ้าง<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">เวทนายปิ นิพฺพินฺทติ</span></strong> ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในเวทนาบ้าง<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">สญฺญายปิ นิพฺพินฺทติ</span></strong> ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสัญญาบ้าง<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">สงฺขาเรสุปิ นิพฺพินฺทติ</span></strong> ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสังขารบ้าง<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">วิญฺญาณสฺมิํปิ นิพฺพินฺทติ </span></strong>ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในวิญญาณบ้าง<br />
<strong>          <span style="color: #ff0000;">นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ </span></strong>เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด</p>
<p style="text-align: justify;">          เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็หลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็เกิดญาณรู้ขึ้นว่าเราพ้นแล้วดังนี้ ว่าเราพ้นแล้วดังนี้ อริยสาวกนั้นก็ทราบชัดว่าชาติของเราสิ้นแล้ว พรหมจรรย์เราได้อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำเราได้ทำเสร็จแล้ว กิจเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี จิตของภิกษุพระปัญจวัคคีย์ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย ด้วยไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ด้วยประการดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่พระองค์ทรงตรัสเทศนาเป็นใจความกับท่านผู้มีธรรมอุปนิสัยแก่กล้า แบบชัด ๆ แบบตรง ๆ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ ท่านผู้ฟังก็เห็นจริง ตามจริง ไม่เห็นว่าเพี้ยนไปอย่างหนึ่งอย่างใด ก็รู้ชัดเห็นชัด เมื่อรู้ชัด เห็นชัด ปฏิบัติถูกส่วนเข้า ดำเนินใจถูกส่วนก็พ้นจากอาสวะได้ สมความปรารถนา</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลีเพื่อเป็นปฏิการสนองประคองศรัทธาประดับสติปัญญาคุณสมบัติของท่านผู้พุทธบริษัท ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา ด้วยอำนาจสัจวาจาที่ได้อ้างธรรมเทศนาตั้งแต่จนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต </strong>ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า <strong>สิทฺธมตฺถุ  สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ เอตสฺมิํ รตนตฺตยสฺมิํ สมฺปสาทนเจตโส</strong> ขอจิตอันเลื่อมใสในพระรัตนตรัยของท่านทั้งหลาย บรรดาที่ได้มาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า จงเป็นไปให้สำเร็จสมความปรารถนาทุกสิ่งทุกประการ ดังอาตมภาพประธานวิสัชนามาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมสมควรเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">     <strong>      เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/612">หิริโอตตัปปะ ๒</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หิริโอตตัปปะ (เทวธรรม ภาค๑)</title>
		<link>https://dhammakaya.com/605</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Sep 2022 10:21:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<category><![CDATA[หิริโอตตัปปะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=605</guid>

					<description><![CDATA[<p>หิริโอตตัปปะ ๑ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/605">หิริโอตตัปปะ (เทวธรรม ภาค๑)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size: 12pt;"><strong><span style="font-size: 18pt;">หิริโอตตัปปะ ๑</span><br />
</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2499&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:4609,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0,&quot;15&quot;:&quot;Angsana New&quot;}">๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๙๙</span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2344 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1024x827.jpg" alt="" width="696" height="562" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1024x827.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-300x242.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-768x621.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1536x1241.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-150x121.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-696x562.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5-1068x863.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/11/cetiya5.jpg 1688w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>อิทานิ ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส <br />
ปรินิพฺพานโต ปฏฺฐาย  เอกูนสตจตุสตาธิกานิ เทฺว <br />
สํวจฺฉรสหสฺสานิ อติกฺกนฺตานิ ปจฺจุปนฺนกาลวเสน <br />
ผคฺคุณมาสสฺส ปญฺจวีสติมํ ทินํ วารวเสน ปน โสรวาโร  <br />
โหติ เอวํ ตสฺส ภควโต ปรินิพฺพานา สาสนายุกาลคณนา <br />
สลฺลกฺเขตพฺพา สกฺกจฺจํ ธมฺโม โสตพฺโพติ ฯ                               </strong></p>
<p style="text-align: justify;">        ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพานแห่งพระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัดนี้ล่วงแล้วได้ ๒๔๙๙ พรรษา ปัจจุบันสมัยกุมภาพันธมาส สุรทินที่ ๒๕ โสระวาร ของพุทธปรินิพพานอันกำหนดนับ ศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพานแห่งพระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีนัยอันจะพึงกำหนดนับด้วยประการฉะนี้ เบื้องหน้าแต่นี้จงตั้งสมนาหารจิตฟังธรรมภาษิตดังจะแสดงต่อไปนี้โดยเคารพเทอญ</p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ (๓ หน)</strong></p>
<p><strong>หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา    สุกฺกธมฺมสมาหิตา<br />
</strong><strong>สนฺโต สปฺปุริสา โลเก    เทวธมฺมาติ วุจฺจเรติ ฯ   </strong></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: 10pt;">ขุ.ขา.(บาลี) ๒๗/๖/๓</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงธรรมอันประเสริฐเรียกว่า หิริโอตตัปปธรรม  ธรรมนี้สำหรับอุปการะสัตว์โลกให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขไปตาม ๆ กัน ก็เพราะอาศัยธรรมคือหิริโอตตัปปะ นี้เป็นธรรมสำคัญคุ้มครองสัตว์โลก ให้สัตว์โลกร่มเย็นเป็นสุข ไม่กระทบกระเทือน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่เสียดสีซึ่งกันและกัน ไม่ริษยาในกันและกัน ก็เพราะอาศัยหิริโอตตัปปะนี้แหละเป็นข้อสำคัญ นักปราชญ์ทั้งหลายตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา ท่านอุบัติตรัสขึ้นในโลก ธรรมอันนี้มีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติบังเกิดขึ้น ให้สัตว์ในโลกอาศัยร่มเย็นเป็นสุขก็เพราะอาศัยธรรมนี้ เรียกว่า หิริโอตตัปปธรรม</p>
<p style="text-align: justify;">        สัตว์โลกหมดทั้งสากลโลก หญิงและชายก็ดี ถ้าไม่มีความละอายมีความเกรงกลัวกันแล้ว ย่อมเบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นเบื้องหน้า ไม่ได้รับความสุขไปตามกัน เพราะอาศัยเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เบียดเบียนซึ่งกันและกันด้วยกายบ้าง เบียดเบียนซึ่งกันและกันด้วยวาจาบ้าง เบียดเบียนซึ่งกันและกันทางใจบ้าง</p>
<p style="text-align: justify;">          เบียดเบียนซึ่งกันและกันด้วยกายนั้น แสดงวัตถุให้เห็นปรากฏ เมื่อเป็นพ่อค้าแม่ค้าก็รุกรานกันในเชิงการค้านั้น ๆ รุกรานกันในเชิงการค้านั้น ๆ ด้วยกายบ้าง รุกรานในเชิงการค้านั้น ๆ ด้วยวาจาบ้าง นี้ก็เพราะอะไร อาศัยอะไร เพราะปราศจากหิริและโอตตัปปะ ถ้ามีหิริความละอายแก่ใจแล้ว โอตตัปปะความสะดุ้งกลัวอยู่แล้ว ไหนเลยจะเบียดเบียนกันด้วยกายบ้าง ไหนเลยจะเบียดเบียนกันด้วยวาจาบ้าง ไม่กล้าจะทำลงไป เพราะให้ความเดือดร้อนซึ่งกันและกัน เห็นปรากฏเฉพาะหน้าเฉพาะตาเช่นนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">          บุคคลผู้มีหิริและโอตตัปปะตั้งอยู่ในเทวธรรม  ธรรมอันประเสริฐเช่นนี้แล้ว ไม่กล้าประพฤติละเมิดเช่นนั้นได้ ทั้งกาย ทั้งวาจา อายนัก ให้ความทุกข์เขาด้วยกายอายนัก ให้ความทุกข์เขาด้วยวาจาก็อายนักเหมือนกัน มีแต่ให้ความสุขกันทางกาย ความสุขกันทางวาจา ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน การค้าก็ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน</p>
<p style="text-align: justify;">        แม้ถึงจะเป็นชาวนาเล่า ก็เบียดเบียนกันด้วยกายปรากฏอยู่ รุกคันไร่คันนากันไปตามหน้าที่ เบียดเบียนกันเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ เหล่านี้ หรือไม่กระนั้นรุกกันปรากฏต่อหน้าต่อตา จนกระทั่งถึงเป็นความกันในโรงในศาล อย่างนี้น่ารำคาญ เพราะคนปราศจากความละอายและความสะดุ้งกลัว ปราศจากหิริและโอตตัปปะ เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อหิริตํ อโนตฺตปฺปํ</strong></span> ไม่มีความละอายไม่มีความกลัว หน้าด้านใจด้าน พวกมนุษย์คนพาลแท้ ๆ พวกหิริโอตตัปปะหน้าบางใจบาง หน้าอ่อนใจอ่อน ประพฤติให้ความสุขเขาทั้งข้างนอกข้างใน อย่างนี้เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อหิริตํ อโนตฺตปฺปํ</strong></span> พวกที่ให้ความร้อนเดือดร้อนเขาเป็น <span style="color: #ff0000;"><strong>อหิริตํ อโนตฺตปฺปํ</strong></span> ไม่มีความละอาย ไม่มีความสะดุ้งกลัว พวกมีความละอาย มีความสะดุ้งกลัวนั้น ไม่ให้ความทุกข์เขาทั้งทางกาย วาจา ทั้งข้างในข้างนอก ตลอดถึงใจก็เหมือนกัน การทำนาหรือทำสวนทำไร่ไม่เข้าใจ ให้ความร้อนกันต่อหน้าต่อตาไม่ใช่เช่นนั้น นั่งอยู่ต่อหน้าบ้านใกล้เรือนเคียงกันรุกนิดรุกหน่อยในกันและกันไม่อาย อย่างนี้ให้ความทุกข์กัน พวกอาย ให้ความสุขกัน ไม่ให้ความทุกข์กัน เพราะฉะนั้นต้องมีความละอาย ไม่ใช่แต่เพียงว่าชาวนาชาวสวนหรือพ่อค้าแม่ค้ามาขาย นักปกครองแผ่นดินก็รุกกัน พระเจ้าแผ่นดินองค์ไหนรุกรานผู้อื่นแล้ว พระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นเรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อหิริตํ อโนตฺตปฺปํ</strong></span> ไม่มีความละอาย ไม่มีความสะดุ้งกลัว ให้ความเดือนร้อนแก่เขา ลดชั้นเป็นลำดับลงมาจนกระทั่งถึง ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา เข้ามาบวชในธรรมวินัยแล้วยังให้ความเดือดร้อนกันด้วยกายด้วย ให้ความเดือดร้อนกันด้วยวาจาด้วย นี้ก็เบียดเบียนกันเหมือนกัน ไม่ได้รับความสุขไปตามกัน เบียดเบียนซึ่งกันและกัน</p>
<p style="text-align: justify;">    ไม่ใช่แต่เท่านั้น เป็นมหาเปรียญเล่าเรียนในโรงเรียนก็เหมือนกัน เบียดเบียนกันด้วยกาย เบียดเบียนกันด้วยวาจา เบียนเบียนกันทางใจ ให้ความทุกข์ให้ความเดือดร้อนในกันและกัน นี่เบียนเบียนทั้งนั้น สามเณรก็ดุจเดียวกัน  <span style="color: #ff0000;"><strong>หิริตํ โอตฺตปฺปํ</strong></span> ให้มีความละอาย ให้มีความสะดุ้งกลัว นั่นเป็นข้อสำคัญ ความละอายและความสะดุ้งกลัว ไม่เบียดเบียน ให้ความเดือดร้อนคนอื่นด้วยกายไม่มีเลย ให้ความเดือดร้อนคนอื่นด้วยวาจาไม่มีเลย ให้ความเดือนร้อนคนอื่นด้วยใจไม่มีเลย ไม่เบียดเบียนเขาทีเดียวเป็นเด็ดขาด ถ้าว่าอุบาสกอุบาสิกาประพฤติอย่างนี้ สามารถดังนี้แล้วละก็ ให้ความสุขกับตนและบุคคลอื่นด้วย เป็นอุบาสกจริง ๆ เป็นอุบาสิกาจริง ๆ สามเณรเล่า ภิกษุสามเณรเล่า ก็เป็นภิกษุสามเณรจริง ๆ ซื่อตรงต่อพระพุทธศาสนา  <span style="color: #ff0000;"><strong>อหิริต อโนตฺตปฺป</strong></span>  มีความไม่ละอายความไม่สะดุ้งกลัวเลิกซะ เหลือแต่ความละอายความสะดุ้งกลัว ว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>หิริตํ โอตฺตปฺปํ</strong></span> มีความละอายความสะดุ้งกลัวอยู่เช่นนี้แล้ว ตั้งใจให้แน่แน่ว นี่เป็นเริ่มต้นการประพฤติปฏิบัติในศาสนา เมื่อตั้งอยู่ใน <span style="color: #ff0000;"><strong>หิริต โอตฺตปฺป</strong></span> เช่นนี้แล้ว ท่านเชิดชูว่านั่นแหละตั้งอยู่ในธรรมอันขาวแล้ว เกื้อกูลในธรรมอันขาวแล้ว ถูกต้องร่องรอยทางนักปราชญ์ราชบัณฑิตแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          ท่านยังประสงค์ไปอีก นี้แหละ <span style="color: #ff0000;"><strong> สนฺโต</strong></span> เป็นธรรมเครื่องสงบระงับ เครื่องสงบระงับเสียง ไม่มีใครมาโจทนาว่ากล่าว สงบระงับหมด เรื่องราวทั้งหลายเหล่านั้นสงบหมด เงียบหมด เรียบร้อย อยู่บ้านใกล้กันก็ไม่มีเสียง ก็เพราะอาศัยความละอายความสะดุ้งกลัวนี้เข้าค้ำจุนอยู่ เมื่อไม่มีเสียงเช่นนั้นก็ชื่อว่า<strong>  <span style="color: #ff0000;">สนฺโต</span></strong> เป็นผู้สงบระงับ  <span style="color: #ff0000;"><strong>โลเก เทวธมฺมา เทวธมฺมาติ วุจฺจเร</strong></span> นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่า นี้เป็นธรรมอันประเสริฐในโลกนี้ด้วยประการดังนี้ นี่หลักจำไว้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">          วันนี้จะอรรถาธิบายแปลบาลีเป็นปาฐกต่อไป ให้เราท่านทั้งหลายเข้าใจชัดตลอดแจ้งในการที่จะแสดงต่อไปนี้ เอาละ ว่ากันตามขอบเขต เมื่อเป็นอุบาสกอุบาสิกา เรียกว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อุปาสโก</strong></span> นั่นแปลว่ากระไร แปลว่าผู้มั่นอยู่ในศีล ๕ มั่นอยู่ในพระรัตนตรัย ศีล ๕ กรรมบท ๑๐ แน่นหนาทีเดียว ไม่ฟั่นเฟือนทีเดียว เรียกว่าอุบาสกเรียกว่าอุบาสิกา ชายมั่นอยู่ในศีล ๕ มั่นอยู่ในกรรมบท ๑๐ นี้ได้ชื่อว่าเป็นอุบาสกแท้ ๆ เบื้องต้นไม่มีพุทธกาล เป็นอุบาสกใช้ได้ มั่นอยู่ในศีล ๕ ถ้าว่าในพุทธศาสนามั่นอยู่ในไตรสรณคมน์ด้วย มั่นอยู่ในศีล ๕ มั่นอยู่ในไตรสรณคมน์ นี้เรียกว่าเป็นอุบาสก ถ้าหญิงก็เรียกว่าเป็นอุบาสิกา แปลเป็นภาษาว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>อุปาสโก</strong></span> แปลว่าผู้เข้าใกล้ หรือผู้ใกล้พระรัตนตรัย มั่นอยู่ในศีล ๕ ศีล ๕ น่ะก็ไม่ขาดตกบกพร่อง เป็นนิจศีลทีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6958" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1.jpg" alt="" width="2307" height="1661" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1.jpg 2307w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-300x216.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-1024x737.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-768x553.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-1536x1106.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-2048x1475.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-696x501.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-1068x769.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/906-1-1920x1382.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2307px) 100vw, 2307px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ตัวเป็นให้จำตาย ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า เห็นว่าการฆ่าสัตว์เป็นเบียดเบียนเขา ผิดขนบธรรมเนียมของคนดี ก็เว้นขาดจากใจเสีย การฉกลักสมบัติของคนอื่นมาเป็นของของตน นี่ก็เป็นหน้าที่ของคนพาล ให้ความทุกข์เขาเป็นเบื้องหน้า เราไม่ปรารถนาจะประพฤติเช่นนั้น ให้ความสุขเขาเป็นเบื้องหน้า เว้นขาดจากการถือเอาพัสดุที่เจ้าของเขาไม่ให้ด้วยอาการแห่งขโมย  ด้วยตนของตน  และไม่ชักชวนบุคคลผู้อื่นด้วย อย่างนี้เรียกว่า มั่นอยู่ในการอทินนาทาน ข้อ ๓ การประพฤติล่วง<span style="color: #000000;">กาเมสุมิจฉาจาร</span> ประพฤติล่วงลักเขา ลูกเขา เมียเขา สามีเขา ลักให้เจ้าของเดือดร้อนรำคาญ อย่างนี้น่าอัปยศอดสู น่าเกลียดน่าชัง ประพฤติไม่ได้ คนดีประพฤติไม่ได้อายนัก ไม่ประพฤติ ไม่ล่วงในข้อนั้น ๆ ไม่จาบจ้วงล่วงเกินในข้อนั้น ๆ นี้ได้ชื่อว่ามั่นอยู่ในกาเมสุมิจฉาจาร การกล่าวปดไม่จริงหลอกลวงต่าง ๆ นี่เป็นคนเลว ไม่ใช่คนดี เราประพฤติเช่นนั้นไม่ได้ เว้นขาดจากใจเรื่องปด คำที่เรียกว่าปดน่ะรู้นะ ตัวจะกล่าวออกไปตัวก็รู้ว่าไม่จริง แต่ว่าขอไปที จนแต้มเข้าแล้วขอไปที อย่างนี้ไม่ใช่อุบาสก อย่างนี้ไม่ใช่อุบาสิกา เป็นอุบาสกอุบาสิกาจอมปลอมไป นี่ทำให้ศาสนาเสีย เสีย ทำให้ร่องรอยตำรับตำราศีลเสียหมด นี่ปรากฏว่าเป็นคนประทุษร้ายศาสนา ประทุษร้ายศาสนาก็ประทุษร้ายตัวของตัวนั่น ไม่ใช่ประทุษร้ายใคร ให้มั่นอยู่ในไม่พูดปด มั่นทีเดียว ไม่ใช่ให้ผู้อื่นปดด้วย แน่นอนในใจ ข้อที่ ๔ ๕ ไม่ดื่มน้ำที่ทำบุคคลผู้ดื่มให้เมาอันเป็นที่ตั้งของความประมาท ไม่ดื่มน้ำที่ทำบุคคลผู้ดื่มให้เมาอันเป็นที่ตั้งของความประมาท  เว้นขาดจากน้ำที่ทำบุคคลผู้ดื่มให้เมาทีเดียว ไม่ดื่มเหล้า ไม่ดื่มสุราทีเดียว ที่สุดถือเคร่ง ๆ บุหรี่เขาก็ไม่สูบ เห็นว่าเป็นของเมา สังเคราะห์เข้าในเครื่องมึนเมา ไม่เสพทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          อย่างนี้ มั่นอย่างนี้ใช้ได้ เรียกว่ามั่นอยู่ในศีล ๕ เมื่อมั่นในศีล ๕ เช่นนี้ ชายเรียกว่าอุบาสก หญิงเรียกว่าอุบาสิกา แต่ยังไม่เต็มที่ ต้องมั่นในพระไตรสรณคมน์ด้วย มั่นอยู่ในไตรสรณคมน์นี้แหละถึงจะต้องการในทางพระพุทธศาสนา มั่นอยู่ในพระไตรสรณคมน์น่ะ หญิงก็เข้าถึงพระไตรสรณคมน์  ชายก็เข้าถึงพระไตรสรณคมน์ เออ ถึงพระไตรสรณคมน์น่ะ ถึงด้วยปาก หรือถึงด้วยใจ หรือถึงด้วยวาจา ถึงด้วยปาก หรือถึงด้วยใจ หรือถึงด้วยกาย ถึงด้วยกาย หรือถึงด้วยวาจา หรือถึงด้วยใจ นึกดูซิ ที่ต้องประสงค์ในพระพุทธศาสนาน่ะ ถึงด้วยกาย ถึงด้วยวาจา ถึงด้วยใจ ถึงด้วยกายน่ะ กายไหว้นบเคารพต่อพระรัตนตรัย รู้ได้ยังไง ว่าคนนี้มั่นอยู่ในพระไตรสรณคมน์แล้ว รู้สิทำไมไม่รู้ รู้ทีเดียวแหละ รู้ทีเดียว ผ่านวิหารลานพระเจดีย์ละก็รู้ทีเดียว กิริยามารยาท เดินก็รู้ จะแสดงมารยาทอย่างใดก็รู้  เดิมดูถูกดูหมิ่นที่เคารพอยู่แล้วละก็ เอ้า นี่เขาไม่มีไตรสรณคมน์หรอก เขาไม่มีเสียแล้วไตรสรณคมน์ แกทำลายของแกเสียแล้ว หรือภิกษุสามเณรที่เป็นเทือกเถาเหล่ากอสมณะเช่นนี้ ไม่ได้เสียหายอย่างหนึ่งอย่างใด อุบาสกอุบาสิกาผ่านภิกษุสามเณรไปไม่มีความเคารพอ่อนน้อม เหล่านี้ได้ชื่อว่าไตรสรณคมน์ก็ไม่มี ยังไม่มีมั่นอยู่ในสันดาน ถ้าว่าแกมีมั่นในสันดานล่ะก็ผ่านพระเจดีย์หรือวิหารหรือพัทธสีมาใด ๆ เข้าไปในสถานที่นั้นสกปรกเปรอะเปื้อนแกทำความสะอาดหมดทีเดียว ไม่ให้สกปรกเปรอะเปื้อนทีเดียว นั่นแกเคารพแกมั่นในพระไตรสรณคมน์ มั่นล่ะ ปฏิบัติวัตรฐากทีเดียว ภิกษุสามเณรก็เคารพนบนอบทีเดียว นี่มั่นอยู่ในพระไตรสรณคมน์ นี่เป็นแต่เพียงว่าขอถึงพระไตรสรณคมน์นะ  เป็นแต่เคารพด้วยกาย เคารพวาจา วาจาก็ต้องสาธุการอยู่ แล้วก็ใจ ใจก็อ่อนน้อมอยู่ เหล่านี้ได้ชื่อว่ามั่นอยู่ในพระไตรสรณคมน์ แต่ว่ายังไม่เข้าถึงไตรสรณคมน์ ยังไม่ได้ไตรสรณคมน์ เป็นแต่มั่นอยู่เพียงเท่านั้นเอง  ต้องให้เข้าถึงไตรสรณคมน์ ให้ได้ไตรสรณคมน์</p>
<p style="text-align: justify;">          ไตรน่ะอะไร ไตรนั้นแปลว่า ๓ สรณะ เขาแปลว่าแก้ว หรือแปลว่าที่พึ่ง แปลว่าแก้ว หรือแปลว่าที่พึ่ง ไตรสรณะ สรณะเขาแปลว่าที่พึ่ง ไตรน่ะแปลว่า ๓  ที่พึ่ง ๓ อย่าง คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เข้าถึงพุทธรัตนะ เข้าถึงธรรมรัตนะ เข้าถึงสังฆรัตนะ เป็นชั้น ๆ เข้าไป หลายชั้นจริง ที่เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะน่ะมันหลายชั้นจริง ไม่ใช่ชั้นเดียวสองชั้น ถึงไม่ใช่ง่าย ถึงยากนัก ถึงยากโดยประการไฉน  ถึงเป็นชั้น ๆ เข้าไป</p>
<p style="text-align: justify;">       ถึงกายมนุษย์นี่ก็ชั้นหนึ่ง ปฏิบัติถูกสัดถูกส่วนเข้า ถึงกายมนุษย์ละเอียด ที่มันนอนฝันออกไป ทำหน้าที่ฝัน พอเลิกฝันมันก็เข้าอยู่ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ซะ นั่นกายมนุษย์ละเอียด ให้เข้าถึงกายทิพย์อีก ชั้นที่ ๓ เข้าไป ฝันในฝันเข้าไป ก็ยังไม่ถึงไตสรณคมน์ ให้เข้าถึงกายทิพย์ละเอียดอีก เป็นชั้นที่ ๔ เข้าไป<span style="color: #000000;"> ก็ยังไม่ถึงไตรสรณคมน์ กายใหญ่หนักขึ้นไป เข้าถึง</span>กายรูปพรหมอีกเป็นชั้นที่ ๕ เข้าถึงกายรูปพรหมละเอียดอีกเป็นชั้นที่ ๖ เข้าถึงกายอรูปพรหมอีกเป็นชั้นที่ ๗ เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียดอีกเป็นชั้นที่ ๘ นี่ยังไม่ถึงไตรสรณคมน์ เข้าถึงเป็นลำดับ ยังไม่ถึงไตรสรณคมน์ ยังไม่ได้ไตรสรณคมน์ เป็นแต่มั่น ๆ อยู่เท่านั้นแหละ ต้องให้ได้ไตรสรณคมน์ ถึงพระไตรสรณคมน์ทีเดียว ให้เข้าถึงธรรมกาย รูปเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสเป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า หน้าตักหย่อนกว่า ๕ วา สูง ๕วา หรือหน้าตักเต็ม ๕ วา สูง ๕ วา อย่างนี้ได้ชื่อว่าถึงไตรสรณคมน์ ได้ไตรสรณคมน์ละ ไม่ว่ากลางวันกลางคืน นั่ง นอน เดิน ยืน อิริยาบททั้ง ๔ นึกเวลาไรเห็นแจ่ม ใจก็ติดอยู่ในพระไตรสรณคมน์ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะนั่น ให้มั่นลงไปอย่างนั้น ไตรสรณคมน์ชั้นนี้เป็นโคตรภู</p>
<p style="text-align: justify;">          เข้าถึงไตรสรณคมน์อีกชั้นหนึ่ง กายพระโสดา พระโสดาละเอียด กายพระโสดา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระโสดาละเอียด นี่เป็นชั้นที่ ๒ เข้าไป ชั้นที่ ๓ เข้าไปอีก เข้าถึงกายพระสกทาคา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคา กายพระสกทาคาละเอียด เข้าไปชั้นที่ ๔ เข้าไป เข้าไปถึงกายพระอนาคา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคา กายพระอนาคาละเอียด ชั้นที่ ๕ เข้าไป เข้าถึงกายธรรมพระอรหัต ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอรหัต กายพระอรหัตละเอียด นี่เข้าไปถึง ๕ ชั้น เข้าไปถึงแค่นี้ เรียกว่า ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ ได้พระไตรสรณคมน์</p>
<p style="text-align: justify;">     นี่ในศาสนานิยมอย่างนี้ ไม่ใช่แต่เพียงว่าทำกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ละก็ไม่สำเร็จประโยชน์ ไม่ใช่เช่นนั้น เอาจริง ๆ ปฎิบัติจริง ๆ กัน ได้จริง ๆ กัน ถ้าได้จริง ๆ มารไม่ขวาง เหาะเหินเดินอากาศได้จริง ๆ นะ ไม่ใช่ของพอดีพอร้าย เมื่อเราเข้าเนื้อเข้าใจเพียงแค่นี้ จะแสดงหิริโอตตัปปะให้ฟังวันนี้</p>
<p style="text-align: justify;">  <strong>   <span style="color: #ff0000;">หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา</span></strong> มีความละอายและความสะดุ้งกลัว ศีล ๕ สิกขาบท ทีละสิกขาบทขึ้นไป ไม่บริสุทธิ์ข้อไหนล่ะอายนักทีเดียว อายตัวเองนะไม่ได้อายใครนะ ไม่บริสุทธิ์ข้อไหนล่ะอายนัก อายตัวเองนักทีเดียว อายนัก ไม่ล่วงละเมิด ล่วงละเมิดเข้าข้อใดข้อหนึ่งล่ะอายนัก ต้องรีบหาครูบาอาจารย์ต่อเสียทีเดียว ล่วงล้ำไปข้อใดข้อหนึ่งละก็ ไม่นิ่งเฉยอยู่ล่ะ บอกตรง ๆ ทีเดียวอายนัก ต่อเสียทีเดียว ต่อเสียให้ได้ ถ้าไม่ต่อ กลัว ศีล ๕ บกพร่องไป จะไปนรกแล้วแก ไม่ต้องไปไหนล่ะ ตายแกต้องไปตกนรกละ บกพร่องข้อใดข้อหนึ่ง ปาณาติบาต อทินนาทานา กาเมฯ มุสาฯ สุราฯ ข้อใดข้อหนึ่งบกพร่องจะต้องไปนรกทุกข้อเชียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2385 size-full" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/hell_locate.jpg" alt="" width="874" height="629" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/hell_locate.jpg 874w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/hell_locate-300x216.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/hell_locate-768x553.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/hell_locate-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/hell_locate-696x501.jpg 696w" sizes="auto, (max-width: 874px) 100vw, 874px" /></p>
<p style="text-align: justify;">    ขาดข้อปาณาติบาตก็ต้องไปสัญชีพละ ไม่ต้องไปไหนละ ขาดแค่อทินนาทานแกจะต้องไปกาฬสุตตนรกล่ะ ไม่ต้องไปไหนละ ขาดแค่กาเมสุมิจฉาจารก็ต้องไปสังฆาตนรกละ ๓ ข้อละ แกขาดแค่มุสาฯ ลงไป แกต้องไปโรรุวนรกละ แกขาดแค่สุราฯ ลงไป แกต้องมหาโรรุวนรกละ ๕ ขุมเป็นลำดับลงไปเชียว แกไม่ต้องไปไหนละ กลัวทีเดียว เมื่อละอายแก่ใจแล้วก็กลัวนรก ต้องปรับเราแน่ เราต้องไปนรกแท้ทีเดียว ขาดข้อใดข้อหนึ่ง มีความละอายและความสะดุ้งกลัว ไม่ยอมให้ศีลขาดหมัดเด็ดทีเดียว เด็ดเดี่ยวทีเดียว ให้บริสุทธิ์ตั้งแต่ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมฯ มุสาฯ สุราฯ ไม่ขาดตกบกพร่องทีเดียว นี่อย่างนี้เรียกว่าอุบาสก ย่อ ๆ เรียกว่าอุบาสกล่ะนะ แล้วก็เรียกว่าอุบาสิกาด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้ายังไม่มีไตรสรณคมน์ก็อุบาสกนอกศาสนา อุบาสิกาก็นอกศาสนา ยังไม่เข้าศาสนาเลยน่ะ แค่นี้น่ะ ปฏิบัติแค่นี้ยังไม่เข้าในศาสนา เป็นอุบาสกนอกศาสนา เป็นอุบาสิกานอกศาสนา จะให้เป็นอุบาสกในศาสนา เป็นอุบาสิกาในศาสนาต้องเข้าถึงไตรสรณคมน์ เข้าถึงไตรสรณคมน์คือ <span style="color: #ff0000;"><strong>พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ</strong></span>  พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเรามีศีล ๕ มั่น บริสุทธิ์บริบูรณ์ดี มีใจเบิกบานสำราญใจ มั่นอยู่แค่ศีล ๕ เช่นนี้ ก็ประกาศได้แล้วว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา</strong></span> แกถึงพร้อมด้วยความละอายความสะดุ้งกลัวละ ความละอาย มีศีลบริสุทธิ์ สมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่มีอายนัก ไม่มีทั้งอายและทั้งสะดุ้งกลัวด้วย กลัวจะไปนรก กลัวจะไปอบายภูมิ ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง กลัวนัก แล้วก็ เมื่อบริสุทธิ์อยู่เช่นนั้น  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> เกื้อกูลแล้วในธรรมอันขาว ศีล ๕ นั่นแหละ ขาวผ่องไม่มีราคีทีเดียว เรียกว่า<span style="color: #ff0000;"><strong> สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> ผ่อง ขาวผ่องทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สนฺโต</span></strong> นี่แหละเป็นตัวธรรมเครื่องสงบระงับในโลก ตั้งแต่ ๆ ปฐมทีแรก ตั้งแต่ปฐมแผ่นดินมา ตั้งแต่ปฐมกษัตริย์มา ปกครองโลกด้วยคุณธรรม ๕ ประการนี้ ร่มเย็นเป็นสุขเบิกบานสำราญใจ เว้นจากฆ่าสัตว์ ลักฉ้อ ประพฤติผิดในกาม พูดปด เสพสุรา ๕ ข้อนี้เท่านั้นแหละ ในโลกไม่ต้องมีคุกมีตะราง สบายอกสบายใจ ได้รับความเบิกบาน ร่มเย็นมาตลอดสาย บัดนี้เราในวัดนี่ ภิกษุสามเณรก็ให้บริสุทธิ์ในศีล ๕ ได้จริง ๆ อุบาสกอุบาสิกาก็บริสุทธิ์ในศีล ๕ จริง ๆ จะไม่ได้ทะเลาะกันเลย จะไม่มีบาดหมางกันเลย จะไม่มีอิจฉาริษยากันเลย ถ้าอิจฉาริษยากันก็เรียกว่าไม่มีศีล ๕ แล้วล่ะแก เลอะแล้วล่ะ เหลวแล้วล่ะ นี่ใช้ไม่ได้อย่างนี้ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เมื่อเข้าใจหลักดังนี้แล้วก็ ๕ สิกขาบทนี้ หิริโอตตัปปะ ละอายไว้ให้ดี ถ้าไม่มีละอาย สะดุ้งกล้วไว้ให้ดี ไม่มีจะตกนรก แน่นอนทีเดียว ได้ชื่อว่าตั้งอยู่ใน เกื้อกูลแล้วในธรรมอันขาว ได้ชื่อว่าสงบระงับแล้ว เมื่อสงบระงับแล้วเช่นนี้ละก็ นักปราชญ์ทั้งหลาย สัปบุรุษทั้งหลายย่อมกล่าวบุคคลนั้นว่าตั้งอยู่ในธรรมอันประเสริฐ ตั้งอยู่ในเทวธรรม ตั้งอยู่ในธรรมอันประเสริฐ ตั้งอยู่ในเทวธรรม คนนั้นแม้ถึงเป็นมนุษย์อยู่ บริสุทธิ์ในศีล ๕ ผู้ชายก็เรียกว่า สมมติเทวดา ผู้หญิงก็เรียกว่าสมมติเทวดา เออ ไม่ใช่เป็นของต่ำ เป็นสมมติเทวดาทีเดียว ยกย่องสูงอย่างนั้น คือคุณธรรมนั่นเองยกตัวเอง คุณธรรมความบริสุทธิ์ ศีล ๕ นั่นเองยกตัวเอง เป็นคนตั้งอยู่ในเทวธรรม ธรรมของเทวดาทีเดียว ธรรมที่ทำให้เป็นเทวดาทีเดียว เป็นเทวดาทั้งมนุษย์นี่แหละ สมมติเทวดานั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">          มั่นอยู่ในศีล ๕ แค่นี้ ก็ต้องให้สูงขึ้นไปกว่านี้ บัดนี้ พุทธศาสนา เราเข้าถึงพระไตรสรณคมน์ คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ หรือว่าในศีลเสียก่อนก็ได้ เมื่อมั่นในศีล ๕ ละก็ ศีล ๘ ให้มั่นแบบเดียวกันนี้ แบบเดียวกันนี้ วิกาลโภชน์ เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาลตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงอรุณใหม่ นี่วันนี้เราสมาทานแล้วจนถึงอรุณใหม่ ให้มั่นเชียวนะ อย่าให้ล่อกแลกนะ มั่นคงทีเดียว รักษามั่นคงอยู่ในวิกาลโภชน์ ไม่บริโภคอาหารในเวลาวิกาล ตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงอรุณใหม่ทีเดียว นี่ได้ชื่อว่า รักษาวิกาลโภชน์ไว้ได้ ไม่บริโภคอาหารในเวลาวิกาลเช่นนี้ นี้ได้ชื่อว่าทอนกำลัง ว่าจะตัดเสียซึ่งความอยากความปรารถนาให้เบาบางลง นี่ทางไปของพระอริยบุคคลนะ ทางไปพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทีเดียว เป็นทางสูง ให้มั่นไว้</p>
<p style="text-align: justify;">         ไม่ฟ้อนรำขับร้อง ประโคมเครื่องดีดสีตีเป่าต่าง ๆ ไม่มีทีเดียว ไม่บรรเลงเครื่องต่าง ๆ ไม่มี เว้นขาดทีเดียว ขับร้องประโคมเครื่องดีดสีตีเป่านั้นเป็นไฉน เกื้อกูลให้เกิดความยั่วยวนใจ ชักชวนให้ครองเรือน ไม่ชักชวนในทางหมดกิเลส ไม่ชักชวนในทางบรรเทากิเลส ไม่ชักชวนในทางมรรคผลนิพพาน ก็เว้นเสียขาดจากสันดาน พวกกามพวกตัณหา เช่นนี้ ได้ชื่อว่าประพฤติธรรมเลิศประเสริฐขึ้นไปกว่าศีล ๕ ทางไปของพระอริยบุคคล</p>
<p style="text-align: justify;">          เว้นทัดทรงประดับประดาร่างกายด้วยระเบียบดอกไม้ของหอม เครื่องยั่วยวนให้เกิดความยวนใจ ให้เกิดความยั่วยวน ให้เกิดความยั่วยวนกวนใจต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เว้นเสียขาดจากใจอีก เว้นเสียขาดจากใจก็ทอนเสียซึ่งพวกตัณหาทั้งนั้น พวกคันธตัณหา ของกลิ่นของหอม คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา พวกคันธตัณหาของหอมเหล่านี้แหละ ละเสีย นี่ก็ตัดกำลังอย่างแรง ตัดกำลังมารอย่างแรง พวกประพฤติศีล ๘ นี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ไม่นั่งนอนอาสนะสูงใหญ่ เออ อาสนะสูงใหญ่เป็นไง ร้ายอีกเหมือนกัน เราไปอยู่อาสนะจ๋อง ๆ อยู่ในดงในดอน ในดงในดอนในป่า ใจเราก็ไม่กำเริบ ถ้าได้อาสนะโอ่โถงในรั้วในวังล่ะเป็นไง ใจมันก็ครึกครื้นไปอีกอย่าง มันก็แปรไปจากสภาพเดิม มันก็จะไปกันใหญ่โตกันละ ไปสร้างบ้านสร้างเรือนกันละ เรื่องนี้ พวกถือศีล ๘ ให้เว้นขาดเสียจากนั่งที่นั่งที่นอนอาสนะสูงใหญ่ ไม่ให้เกิดยั่วยวนกวนใจไปในทางโลก นี้ก็ตัดเสียซึ่งโผฏฐัพพตัณหา ความถูกต้องทางกายให้เกิดยั่วยวนใจ เว้นขาดจากใจ ศีล ๘ บริสุทธิ์บริบูรณ์เป็นอันดีไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง รักษาไว้ จะล่วงล้ำข้อใดข้อหนึ่งให้มีความละอาย ให้มีความสะดุ้งกลัว รักษาไว้ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ศีล ๘ บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง ได้ชื่อว่าผู้นั้นตั้งอยู่ในหิริโอตตัปปะ ได้เชื่อว่าเกื้อกูลแล้วในธรรมอันขาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6960" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904.jpg" alt="" width="1888" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904.jpg 1888w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-300x217.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-1024x740.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-768x555.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-1536x1111.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-696x503.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/904-1068x772.jpg 1068w" sizes="auto, (max-width: 1888px) 100vw, 1888px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          ความบริสุทธิ์นั้นเป็นธรรมอันขาวแท้ ๆ ไม่ใช่ธรรมอันขุ่นมัวเศร้าหมองอย่างหนึ่งอย่างใด  <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต </strong></span>นั่นแหละเป็นธรรมสงบเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป ตามส่วนของศีลนั้น ๆ สงบขึ้นไปเป็นชั้น ๆ เมื่อสงบขึ้นไปเป็น <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต </strong></span>แล้ว  <span style="color: #ff0000;"><strong>สปฺปุริสา</strong></span> ผู้มีใจสงบระงับย่อมกล่าวว่า นั่นแหละ เป็นธรรมอันประเสริฐในโลก หรือเป็นเทวธรรม เป็นธรรมของเทวดา นี่ให้มีศีล ๕ บริสุทธิ์อย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">          ฝ่ายสามเณรก็ให้มีศีล ๑๐ บริสุทธิ์ทุก ๆ ข้อเทียว ตรงเข้า หยิบเงินและทอง<strong> <span style="color: #ff0000;">ไอ้เงินทองร้ายจริง เงินทองร้ายนัก ถ้าใครหยิบเข้าแล้วละก็ ใจกำเริบ กำเริบเสิบสานนัก</span></strong> หยิบเงินทองใช้ได้อย่างชอบใจ ใจกำเริบเสิบสาน สามเณรจ๋อง ๆ ไม่มีเงินติดมือเลยอย่างนี้แหละ หน้าตาจ๋อง ๆ อยู่อย่างนี้แหละ ถ้าได้เงินเข้าสัก ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้นแหละ ถ้ามันติดมือแล้วล่ะก็ เอาแล้ว เออ จ๋อง ๆ กลายเป็นคึกคักขึ้นแล้ว แข็งแรง แกร่งขึ้นแล้ว ฟูขึ้นแล้ว หน้าตาแจ่มใสขึ้นแล้ว นั่น ๆ ๆ ๆ มันกลายเป็นอย่างนี้แหละ เห็นมั้ยล่ะ มันทำให้กลายได้อย่างนี้นะ ถ้ามันกลายได้อย่างนี้พึงรู้ไว้เถิด เงินทองมันอยู่ในมือคนใดน่ะมันทำพิษทำร้ายนัก มันไปอยู่กับใคร ๆ ล่ะ มันร้ายนัก เดิมน่ะเป็นชี เป็นแปร่ง ๆ เป็นชี เอาเงินไปให้ ไม่มีเงินมันก็จ๋องละซี นั่นแหละ อีกสักสองสามวันมาดูมันสิ มันเปลี่ยนสภาพทีเดียวแหละ อ้ายแปร่ง ๆ มันหายไปแล้วล่ะ กลายมาเป็นคึกคักขึ้นแล้วละ นั่นแน่ะ มันกลายเป็นอย่างงี้ล่ะ เหตุนั้น การหยิบหรือถือเงินในมือนะร้ายนักทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          พระพุทธเจ้าเห็นอำนาจร้ายมาก ในเรื่องนี้ มีหญิงในพุทธกาล เขาเล่าเรื่องหญิงคนจนทอหูกอยู่คนหนึ่ง นี่เขาเรียกว่าหญิงทอหูก หญิงทอผ้า คนจนไม่มีเดียงสาอะไร ก็จ๋องอยู่นั่นแหละ ผู้ที่รู้จักเดียงสาอยากจะรู้ฤทธิ์เงินว่ามันเป็นยังไงบ้าง เอาเงินไปให้หญิงคนนั้นแหละ ไม่ได้ให้เลยหรอกนะ เอาไปฝังไว้ ผู้หญิงคนนั้นนั่งทอผ้าอยู่ ๔ บาทเท่านั้นแหละ ไปฝังไว้ไม่ให้รู้หรอก หญิงคนที่จ๋องนั่นแหละ กลายเป็นคนคึกคัก เป็นคนอหังการ มมังการขึ้นแล้ว กลายเป็นคนมั่งมีขึ้นในตัวแล้ว ไม่รู้ไอ้ไอเงินมันขึ้นมาถูกเข้ายังไงก็ไม่รู้ กลายเป็นคนอหังการ มมังการขึ้นแล้ว แค่เพียงถูกไอเงินเท่านั้นนะ มันไม่ถูกถึงตัวเงินหรอก</p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าว่าไปหยิบเงินทองที่ต้องการใช้ได้เท่านั้นแหละ เณรก็เสียเณรหมด พระก็เสียพระหมด เพราะเหตุอะไรล่ะ ประพฤติอย่างฆารวาสเขา ไม่ควรไม่น่านับถือ ประพฤติอย่างฆารวาสเขา ประพฤติอย่างคนครองเรือน ที่เรียกว่า <strong><span style="color: #ff0000;">คหฏฺฐ</span> </strong> คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ใช้เงินใช้ทองเช่นนี้ ไม่น่านับถือ ไม่น่าบูชา ทำเสียเส้นพระวินัย ของที่ใช้นั้นพระก็เป็นนิสสัคคีย์ เณรก็ศีลไม่บริสุทธิ์ ทำลายพุทธศาสนา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ต้องเว้นขาดทีเดียว ต้องมีหิริโอตตัปปะ ถ้าศีลก็มี ๑๐ สิกขาบท ไม่ล่วงไปข้อใดข้อหนึ่ง ถ้า ๘ สิกขาบทก็ไม่ล่วงไปข้อใดข้อหนึ่ง รักษาความบริสุทธิ์นั้นไว้ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ไม่ขาดตกบกพร่อง</p>
<p style="text-align: justify;">        สูงขึ้นไปกว่านั้นศีล ๒๒๗ ศีลของภิกษุมี ๔ แต่ว่า ๒๒๗ นั้นหมวดเดียว มี ๔ ปาติโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล ปัจจัยสันนิสิตศีล ศีลของพระภิกษุมี ๔  ถ้าว่าแต่แต่เพียงว่าศีลปาติโมกข์ ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยตะ ๒ นิสสัคคียปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยะ ๗๕ อธิกรณสมถะ ๗ รวม ๒๒๗ สิกขาบท เช่นนี้น่ะ เรียกว่าปาติโมกขสังวรศีลอันเดียว <span style="color: #3366ff;"><strong>สำรวมตามพระปาติโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่พระองค์ทรงอนุญาต ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ดี ถ้าไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ มีความอายนัก มีความสะดุ้งกลัวนัก</strong> <strong>อายว่าเป็นพระไม่บริสุทธิ์ ตายไปต้องไปนรกไม่ต้องไปไหน กลัวอย่างนี้ ให้ทำตัวอย่างนี้</strong></span> ถ้าว่าทำตัวให้บริสุทธิ์เป็นอันดีได้ชื่อว่า <span style="color: #ff0000;"><strong>สุกฺกธมฺมสมาหิตา</strong></span> เกื้อกูลแล้วในธรรมอันขาว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3000" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-1024x683.jpg" alt="" width="696" height="464" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/143590096_2781607092092596_1949210730955697057_n.jpg 1567w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>        <span style="color: #ff0000;">สนฺโต</span></strong> คำแปลเป็นธรรมอันสงบอยู่แล้ว ตั้งอยู่ในความสงบแล้ว ยังไม่พอเท่านั้น อินทรียสังวรศีล สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องทางโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ สำรวมอินทรีย์จะสำรวมอย่างไร สำรวมตา ไม่ให้โปรดเกินไป พอเหมาะพอเจาะ สำรวมหู สำรวมหูคอยระวังไว้ ไม่ให้แส่หาเสียงที่ชอบใจ ที่ให้เกิดความกำหนัดยินดี สำรวมจมูก ก็กำหนดกลิ่นไว้ ไม่ให้ยินดี สำรวมลิ้น กำหนดรสไว้ไม่ให้ยินดี สำรวมกาย โผฏฐัพพะ กำหนดไว้ กำหนดอารมณ์ทางใจ อารมณ์ทั้งหมด สำรวมหมด ในเวลาที่เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ ไม่ให้ความยินดียินร้ายเล็ดลอดเข้าไปได้ ใจอยู่กับอะไร นี้นั้น ใจต้องมีธรรมารมณ์อยู่ ต้องอยู่กับธรรมารมณ์ ต้องอยู่กับธรรมที่เกิดกับใจ ธรรมอะไรที่เกิดกับใจ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ก็ดี ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดก็ดี กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียดก็ดี ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมก็ดี รูปพรหมละเอียดก็ดี กายอรูปพรหมก็ดี อรูปพรหมละเอียดก็ดี ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายก็ดี เข้าถึงกายไหน อยู่กับดวงธรรมกายนั้น ปักอยู่กับดวงธรรมกายนั้น เดินก็ตรึกถึงดวงธรรมนั้น ยืนก็ตรึกถึงดวงธรรมนั้น นั่งก็ตรึกถึงดวงธรรมนั้น นอนก็ตรึกถึงดวงธรรมนั้น จรดอยู่กับใจ จรดอยู่กับธรรมนั้น นี่เขาเรียกว่า ศีล ๑  ศีล ๑ อันนี้อย่างชนิดนี้ทั้ง ๔ รวมหมด ปาติโมกข์ก็รวมหมด อินทรีย์ก็รวมหมด อาชีวปาริสุทธิศีล เลี้ยงชีพโดยชอบ ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต เลี้ยงชีพบริสุทธิ์จริง ๆ นั่นก็เป็นศีลของภิกษุอันหนึ่ง ปัจจัยสันนิสิตศีล พิจารณาปัจจัยทั้ง ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ  ไม่บริโภคด้วยตัณหา นี่ก็เป็นศีลอีกอันหนึ่ง ปัจจัยสันนิสิตศีลนั่นแหละเป็นข้อสำคัญนัก ถ้าเป็นอิณบริโภค บริโภคด้วยความเป็นหนี้ ไม่ได้พิจารณาปัจจัยล่ะ ให้เต็มส่วนเต็มที่ ใช้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยแล้วละก็ ได้ชื่อว่าภิกษุบริโภคด้วยความเป็นหนี้ จะต้องตายไปเป็นวัวให้เขาใช้ เป็นควายให้เขาขี่ ให้เขาใช้ไป เป็นม้าให้เขาขี่ เป็นช้างให้เขาขี่ ไม่งั้น สูงไปกว่านั้น อย่างเบาไปกว่านั้น กลายไปเป็นบ่าวเป็นทาสเขา เป็นมนุษย์ เขา ก็เป็นบ่าวเป็นทาสเป็นคนใช้เขา เขาไม่ใช้เจ้าก็อยากให้เขาใช้นัก ไปทำอาสาเขา เปื่อยไปอย่างงั้นแหละ เพราะเป็นหนี้เขาแล้ว บริโภคด้วยความเป็นหนี้ไปแล้ว นี้เป็นหนี้อย่างงี้ ลำบาก จีวร เมื่อเวลาจับจีวรเขามาถวายเข้า ใช้ธาตุปัจจเวก ว่า จีวรนี้สักแต่ว่าธาตุ เป็นปัจจัยสักแต่ว่าธาตุ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ใด ๆ แล้วก็เป็นของว่างเปล่าไป จีวรนี้เป็นของไม่เน่าไม่เปื่อย น่าดูน่าชม ไม่สกปรกเปรอะเปื้อนใด ๆ เป็นของพอดูได้  พอถูกต้องร่างกายกลายเป็นของเสียหายไปได้ ไม่น่าดูน่าชมไปได้ พิจารณาจีวรอีก คิดแล้วเมื่อเวลาจะนุ่งก็ ไม่ได้นุ่งเพื่ออื่น นุ่งเพื่อจะป้องกันเสียเรื่องฟ้า เรื่องหนาวแลร้อน เหลือบแลยุง งูเล็กงูใหญ่ ตะเข็บตะขาบต่าง ๆ เพื่อจะไม่ให้กามกำเริบเท่านั้น พิจารณาดังนั้นก็นุ่งห่มไป นุ่งหุ่มไปแล้วก็พิจารณาแบบเดียวกันอีก ซ้ำอีก เรียกว่า อตีตปัจจเวก พิจารณาจีวรนุ่งห่มพร้อมด้วยองค์คุณ ธาตุปัจจเวก ปฏิกูลปัจจเวก ตังขณิกปัจจเวก อตีตปัจจเวกแล้ว ฉันจังหันล่ะ ก็แบบเดียวกัน พิจารณาด้วย ธาตุปัจจเวก ปฏิกูลปัจจเวก ตังขณิกปัจจเวก อตีตปัจจเวก นั่งนอนเสนาสนะล่ะ ก็แบบเดียวกัน พิจารณาด้วย ธาตุปัจจเวก ปฏิกูลปัจจเวก ตังขณิกปัจจเวก อตีตปัจจเวก บริโภคหยูกยารักษาไข้ล่ะ ต้องพิจารณาด้วย ธาตุปัจจเวก ปฏิกูลปัจจเวก ตังขณิกปัจจเวก อตีตปัจจเวก ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ปัจจัยสันนิสิตศีลไม่บริสุทธิ์ เป็นอิณบริโภค บริโภคด้วยความเป็นหนี้เขา อย่างนี้ต้องได้รับความทุกข์ต่าง ๆ นานา เพราะเหตุว่าเป็นหนี้เขา ต้องบริสุทธิ์ ถ้าไม่บริสุทธิ์ ต้องมีหิริโอตตัปปะ อาย ไม่ได้ เป็นพระศีล ๒๒๗ ไม่บริสุทธิ์ อาย อินทรียสังวรศีลไม่บริสุทธิ์ก็อาย สะดุ้งกลัวอีกเหมือนกัน ปัจจัยสันนิสิตศีลไม่บริสุทธิ์ก็อาย อาชีวปาริสุทธิศีลไม่บริสุทธิ์ก็อาย สะดุ้งกลัวอีกเหมือนกัน ปัจจัยสันนิสิตศีลไม่บริสุทธิ์ก็อาย สะดุ้งกลัวเหมือนกัน แบบเดียวกัน</p>
<p style="text-align: justify;">          เหมือนเราท่านในบัดนี้ เมื่อได้ศีลปรากฏหมดจดสมบูรณ์บริบูรณ์ พระเณรได้ศีลสมบูรณ์บริบูรณ์ อุบาสกอุบาสิกาได้ศีลสมบูรณ์บริบูรณ์เสีย เท่านี้พอหรือ พบพุทธศาสนา ไม่เข้าถึงพระรัตนตรัยอายนัก อายนัก อายด้วยประการไฉน อายโดยอาการว่า มาพบพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาน่ะคืออะไร คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนว่าอะไร สอนทำใจให้สงบระงับ ให้ทำใจหยุดทำใจนิ่ง  ชั่วด้วยกาย วาจา ใจไม่ให้ทำทีเดียว ทำแต่ดีด้วยกาย วาจา ใจ ทำใจให้ใส ใสหนักเข้า หนักเข้าละก็ ต้องเข้าถึงพระรัตนตรัย เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ถ้าไม่เข้าถึงพุทธรัตนะก็ไม่รู้จักตัวพระพุทธศาสนา ไม่เข้าถึงธรรมรัตนะก็ไม่รู้จักตัวพระธรรมในพระพุทธศาสนา ไม่เข้าถึงพระสังฆรัตนะก็ไม่รู้จักพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ไม่รู้จักจริง ๆ รู้จักแต่ชื่อ ไม่เห็น ไม่รู้จัก ไม่เห็น ไม่ได้ ไม่เข้า ไม่ถึง ก็ได้ชื่อว่าไม่รู้จัก ไม่รู้จักก็ได้ชื่อว่าไม่ได้ลิ้มรสศาสนา ถ้าไม่เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ละก็ไม่ได้ลิ้มรสศาสนาละ เป็นตัวศาสนาสำคัญทีเดียว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6961" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/907-1920x1280.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;">       ลิ้มรสน่ะเป็นไฉน ก็ไม่รู้จักรสศาสนาน่ะสิ ก็รสศาสนาคือตัวพุทธรัตนะนี่ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ รสชาติเป็นยังไง พุทธรัตนะ อ้าวต้องเข้าถึงซะก่อนสิ  พวกเข้าถึง ถามดูก็ได้ เข้าถึงพุทธรัตนะรสชาติเป็นยังไง รสชาติเป็นยังไงละ ก็ลืมกายมนุษย์สิ กายมนุษย์นี่มันของหยาบนี่ นั่นละเอียดนัก เข้าถึงพุทธรัตนะแล้วละก็ลืมเชียว ว่าสูงจริง นี่วิเศษจริง ประเสริฐจริง ท่านถึงเป็นผู้เลิศผู้ประเสริฐเพราะเข้าถึงกายนี้เอง เข้าถึงธรรมรัตนะก็เลิศก็ประเสริฐอีก อ้อ พวกเข้าถึงหยาบ ๆ อย่างโน้นนี่ สู้สูงละเอียดขึ้นมาเช่นนี้ไม่ได้  เข้าถึงสังฆรัตนะละ เอ้อ ยิ่งละเอียดหนักขึ้นไป สังฆรัตนะนี่ลึกซึ้งจริง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">พุทฺโธ ธมฺมสฺส โพเธตา พุทฺโธ ธมฺมสฺส โพเธตา </span></strong>พระพุทธเจ้าผู้รู้ธรรม  <span style="color: #ff0000;"><strong>ธมฺมสฺส โพเธตา</strong></span> พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรม คำที่เรียกว่าธรรม  <span style="color: #ff0000;"><strong>อปฺปาเย จตูสุ อปาเยสุ สตฺเต</strong> <strong>ธาเรตีติ ธมฺโม*<sup><span style="color: #999999;">(*วิภาวินีอนุฎีกา, ล.๕ น.๑๓๕ ที่อ้างอิงว่า ปฏิปชฺชมาเน จตูสุ อปาเยสุ อปตมาเน กตฺวา สตฺเต ธาเรตีติ ธมฺโม)</span></sup></strong></span> พระองค์ทรงตรัสผู้ไม่ให้ตกไปในอบายภูมิทั้ง ๔ ธรรมทรงตรัสผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในอบายภูมิทั้ง ๔ นั่นธรรมรักษาตนเอาไว้ได้  <span style="color: #ff0000;"><strong>ธมฺโม สงฺเฆน ธาริโต</strong></span> ทรงตรัสผู้ไม่ให้ตกไปในอบายภูมิทั้ง ๔ แล้ว พระสงฆ์ทรงธรรมอันนั้นไว้ไม่ให้หายไป พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้แล้ว พระสงฆ์ทรงเอาไว้ไม่ให้หายไป ธรรมที่พระสงฆ์ทรงไว้นั้น ธรรมที่พระสงฆ์ทรงไว้นั้นรักษาไว้นั้น ปรากฏมาจนกระทั่งบัดนี้</p>
<p style="text-align: justify;">       เมื่อไปถึงพุทธรัตนะเข้าแล้ว ไปถึงธรรมรัตนะเข้าแล้ว ไปถึงสังฆรัตนะเข้าแล้ว พระพุทธเจ้าอยู่ในสถานที่ใด ๆ ไปทูลท่านก็ได้ ไปพูดกับท่านก็ได้ ไปในนิพพานก็ได้ ถ้ามีในนิพพานไปในนิพพานก็ได้ นั่นแน่ มีรสมีชาติอย่างนี้ ลึกซึ้งอย่างนี้แน่ะ ถ้าว่าไม่เข้าถึงพุทธรัตนะ เรานิ่งเสีย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย นิ่งเสียทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย นั่นไม่มีหิริโอตตัปปะน่ะสิ ก็นิ่งเสียล่ะสิ <span style="color: #3366ff;"><strong>ถ้ามีหิริโอตตัปปะจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ เขาถึงพุทธรัตนะ</strong> <strong>ธรรมรัตนะ</strong> <strong>สังฆรัตนะกัน ถ้ามีหิริโอตตัปปะก็อายตายโหงล่ะสิ ไม่ถึงไม่ยอมกัน นั่งกันหลังหักตายเลย เอาละ ถ้าไม่ถึงก็ตาย ไม่ได้ก็ตายแหล่ทีเดียว เอากันละ </strong></span>ถึงวาระล่ะที่จะต้องขับขันกัน ถ้าว่าเขาไม่ได้ไม่เป็นไม่เห็นปรากฏละก็ช่างเถอะ  ถ้าเขาได้เป็นเห็นปรากฏต่อหน้าต่อตาแบบนี้ เรามันจะเป็นตายละก็ช่างมันเถอะ ถ้าไม่ได้ก็ตายแหล่ล่ะ เอาล่ะ เอาให้เข้าถึงให้ได้ ให้เข้าถึงพุทธรัตนะเสียได้ละก็ นั่นแหละไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนา เข้าถึงซึ่งธรรมรัตนะได้ซะละก็นั่นแหละไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เข้าถึงพระสังฆรัตนะได้ซะละก็นั่นแหละไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา นี้แหละได้ชื่อว่า<strong> <span style="color: #ff0000;">หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา</span></strong> ถึงพร้อมแล้วด้วยความละอายความสะดุ้งกลัว ไม่ถึงละก็ละอายสะดุ้งกลัวนัก เพราะไม่ได้เกื้อกูลในธรรมอันขาว เกื้อกูลในธรรมดำอยู่ ไม่เกื้อกูลในธรรมอันขาวจริงลงไป เข้าถึงได้แล้ว ได้แล้ว เป็นแล้วละก็นั่นแหละ เกื้อกูลในธรรมอันขาวแท้ ๆ ล่ะ นั่นแหละ <span style="color: #ff0000;"><strong>สนฺโต</strong></span> ล่ะ ใจอยู่กับธรรมะเฉย ๆ กิเลส ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ทำอะไรไม่ได้ ข่มเหงอะไรไม่ได้ ได้ก็เล็ก ๆ น้อย ๆ  เอาจริง ๆ จัง ๆ ก็ไม่ได้ อยู่เสียกับธรรมะ นี่นักปราชญ์ทั้งหลาย <span style="color: #ff0000;"><strong>สปฺปุริสา </strong></span>ผู้มีใจสงบระงับทั้งหลาย ย่อมเยินยอยกย่องส่งเสริมชมเชยว่า<span style="color: #ff0000;"><strong>  เทวธมฺมา เทวธมฺมาติ วุจฺจเร</strong></span> อันนักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่าเป็นธรรมอันประเสริฐในโลกด้วยประการดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;">        นี่วันนี้ตั้งใจที่จะแสดงหิริโอตตัปปะให้กว้างขวางออกมาอย่างนี้ แสดงกว้างขวางออกมาอย่างนี้ละก็ เราฟังหิริโอตตัปปะ ๒ ข้อเท่านั้น วันนี้ได้ฟัง หิริ โอตตัปปะ ๒ ข้อเท่านั้น แล้วจำเป็นใจความไว้ว่า ธรรมะอันดี ความบริสุทธิ์ของศีล ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ถ้าไม่บริสุทธิ์แล้วให้มีความละอายความสะดุ้งกลัว แก้ไขให้บริสุทธิ์ไว้ ถ้าเราไม่เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะแล้ว ให้มีความละอายความสะดุ้งกลัวว่า ว่าเขาเข้าถึงกันถมไป เราไม่เข้าถึง ก็ให้มีความละอายมีความสะดุ้งกลัว มีความละอายว่าเราไม่ได้ไม่ถึงกับเขา เขาได้เขาถึงเช่นนั้น ให้มีความละอายความสะดุ้งกลัว ว่าเราจะไม่พ้นอบาย ถ้าได้เสียแล้วเราต้องพ้นอบาย แน่ในใจอย่างนั้นได้ชื่อว่าเกื้อกูลในธรรมอันขาว เป็นผู้มีใจสงบระงับ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่าตั้งอยู่ในธรรมอันเลิศธรรมอันประเสริฐ อยู่ในเทวธรรม ธรรมของเทวดาทีเดียว ไม่ใช่ของมนุษย์ ให้แน่นอนในใจอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">         ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้ ตามวาระพระบาลีใน หิริโอตตัปปสัมปันนา ตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ เป็นโวหารเทศนาแปลเป็นปาฐกต่อไปกว้างขวางยิ่งกว่านักหนา จำไว้เป็นตำรับตำรา ที่ได้ชี้แจงแสดงมานี้พอเป็นเครื่องประคับประคองสนองศรัทธา ประดับสติปัญญาคุณสมบัติของท่านผู้พุทธบริษัท ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า <strong>สิทฺธมตฺถุ</strong> <strong>สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ผลํ เอตสฺมิํ รตนตฺตยสฺมิํ สมฺปสาทนเจตโส</strong> ขอจิตอันเลื่อมใสของท่านทั้งหลาย ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ในพระรัตนตรัยนี้จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ทุกประการดังอาตมภาพประทานวิสัชนามาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>             เอวํ</strong> ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/605">หิริโอตตัปปะ (เทวธรรม ภาค๑)</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การย่อย่นสกลพุทธศาสนา  ซึ่งมีมาในโอวาทปาติโมกข์</title>
		<link>https://dhammakaya.com/597</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Sep 2022 10:20:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[มรดกธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[คุณครูไม่ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[พระมงคลเทพมุนี]]></category>
		<category><![CDATA[วัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่วัดปากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่สด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=597</guid>

					<description><![CDATA[<p>การย่อย่นสกลพุทธศาสนา ซึ่งมีมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/597">การย่อย่นสกลพุทธศาสนา  ซึ่งมีมาในโอวาทปาติโมกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2 style="text-align: center;"><span style="font-size: 18pt;"><strong>การย่อย่นสกลพุทธศาสนา<br />
ซึ่งมีมาในโอวาทปาติโมกข์</strong></span></h2>
<p style="text-align: center;"><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;10 ธันวาคม พ.ศ. 2497&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:4609,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0,&quot;15&quot;:&quot;Angsana New&quot;}">๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๙๗</span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-2444 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/581-1024x727.jpg" alt="" width="696" height="494" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/581-1024x727.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/581-300x213.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/581-768x545.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/581-1536x1091.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/581-150x107.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/581-696x494.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/581-1068x759.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/581.jpg 1912w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>นโม  ตสฺส  ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ  (๓ หน)</strong></p>
<p><strong>สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท      สุขา สทฺธมฺมเทสนา<br />
สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี       สมคฺคานํ ตโป สุโขติ ฯ</strong></p>
<p style="text-align: right;"><span style="font-size: 10pt;">ขุ.ธ.(บาลี) ๒๕/๒๔/๔๑</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">          ณ บัดนี้ อาตมภาพจักได้แสดงธรรมิกถา แก้ด้วยการย่อย่นสกลพุทธศาสนาซึ่งมีมาในโอวาทปาฏิโมกข์ สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงตรัสเทศนาว่า การบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นสุขนัก การแสดงธรรมของพระองค์ก็เป็นสุข ความพร้อมเพรียงของหมู่ก็เป็นสุข ความเพียรเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อนของท่านผู้พร้อมเพรียงทั้งหลายก็เป็นสุขอีกเหมือนกัน ทั้ง ๔ ข้อนี้เป็นความสำคัญนัก ซึ่งเราท่านทั้งหลายจงตั้งใจจำไว้ให้มั่นคง จะได้ปฏิบัติตามให้ถูกต้องร่องรอยของพุทธประสงค์ สมเจตนาที่ได้เสียสละเวลามาบวชเป็นภิกษุสามเณร เป็นอุบาสกอุบาสิกาในพระบวรพุทธศาสนา ไม่ได้เสียเวลาล่วงไปเสียเปล่า ปราศจากประโยชน์ ทำตนของตนให้เป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนาเป็นลำดับไป</p>
<p style="text-align: justify;">          เริ่มต้นแห่งวาระพระบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท </strong></span>การบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นสุข  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สทฺธมฺมเทสนา </strong></span>การแสดงสัทธรรมของพระองค์ก็เป็นสุข  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี </strong></span>ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุขอีก  <span style="color: #ff0000;"><strong>สมคฺคานํ ตโป สุโข </strong></span>ความเพียรเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อนของผู้มีความพร้อมเพรียงทั้งหลายเป็นสุข ๔ ข้อนี้จะได้ชี้แจงแสดงไปเป็นลำดับ ๆ ไป</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท </span></strong>ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้านั้นเป็นสุข อะไรเป็นพระพุทธเจ้า การบังเกิดขึ้นของมนุษย์นี้เป็นทุกข์ การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นสุข อะไรเป็นพระพุทธเจ้า ได้เกิดขึ้นทางไหน เป็นอะไร เกิดอย่างไร นี่เราจะรู้จักดังนี้ ถ้าเป็นแต่เพียงว่าความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นสุข เท่านั้นก็พอฟังได้ แต่ว่าไม่รู้เรื่อง ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าท่านเกิดอย่างไร ต้องรู้จักความเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ไม่ได้สักเสวยกษัตริย์ เกิดเป็นพระพุทธเจ้าจริงนะ เกิดเป็นพระพุทธเจ้าจริงน่ะเกิดที่ต้นไม้ศรีมหาโพธิ์ เกิดขึ้นในกายพระสิทธารถราชกุมาร ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างมนุษย์สามัญธรรมดานี้ มนุษย์สามัญธรรมดานี้มีพ่อมีแม่เป็นแดนเกิด ลูกอาศัยพ่อเป็นเหตุและอาศัยแม่จึงเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นเกิดไม่ได้ แต่พระสิทธารถราชกุมารอยู่ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ทีเดียว ทำพระพุทธเจ้าให้เกิดในกายพระสิทธารถราชกุมารได้ นี่แน่ะพอเกิดขึ้นแล้วเป็นสุขนักทีเดียว ต่อแต่นี้ตั้งใจฟังเป็นลำดับไป</p>
<p style="text-align: justify;">         การเกิดขึ้นของมนุษย์ ที่ได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้ว การเกิดขึ้นของมนุษย์ละเอียดอีก นี่เราเคยเกิดเหมือนกัน เวลาฝันไปจึงเกิด ไม่ฝันไม่เกิด มนุษย์ละเอียดน่ะ เราฝันเกิดเป็นมนุษย์อีกคนหนึ่ง ไปทำหน้าที่ของใครก็ไปทำ ทำหน้าที่เสร็จแล้วก็ไป กายมนุษย์หยาบก็รับเอาเรื่องฝันนั้นมาเล่าให้กันฟัง ให้มารดาบิดาฟัง ให้สามีภรรยาฟังกัน เรื่องฝันของตัวที่เกิดขึ้นนั้น มนุษย์นอนหลับฝันไปแล้วก็เกิดขึ้นเป็นมนุษย์ละเอียด เกิดขึ้นจริง ๆ นะ ไม่เกิดขึ้นเล่น ๆ เกิดขึ้นปรากฏเป็นเนื้อเป็นตัว ไปจับมือถือแขนกันได้ ไปพูดกันได้ ไปทำไร่ทำนาได้ ทำสวนได้ ค้าขายได้ ปกครองประเทศก็ได้ ทำข้าราชการงานเดือนได้ เพราะอ้ายกายฝันนั้นแหละ เราก็เคย เอาละ เมื่อเกิดขึ้นทางกายมนุษย์ล่ะ ฝันเกิดขึ้นคนหนึ่งนี่กายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ละเอียดฝันเข้าอีก เกิดขึ้นอีกคนหนึ่งเป็นกายทิพย์ นี่เกิดเป็นทิพยกายในภพ กายทิพย์ฝันเข้า เกิดขึ้นอีกคนหนึ่งเรียกว่ากายทิพย์ละเอียด กายทิพย์ละเอียดฝันเข้าไปอีก เกิดขึ้นอีกคนหนึ่งเรียกว่ากายรูปพรหม กายรูปพรหมก็ฝันเข้าอีก เกิดขึ้นอีกคนหนึ่งเรียกว่ากายรูปพรหมละเอียด กายรูปพรหมละเอียดก็ฝันเข้าอีก เกิดขึ้นอีกคนหนึ่งเรียกว่ากายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมหยาบก็ฝันเข้าอีก ก็เกิดขึ้นอีกคนหนึ่งเรียกว่ากายอรูปพรหมละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          กายอรูปพรหมละเอียดฝัน ก็เกิดขึ้นอีกองค์หนึ่งเรียกว่ากายธรรม องค์หนึ่งไม่ใช่คนหรอกทีนี้ เกิดขึ้นอีกองค์หนึ่ง รูปเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนกับกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า นี่แน่ะตัวพระพุทธเจ้า กายอรูปพรหมละเอียดฝันก็เกิดขึ้นอีกองค์หนึ่ง เป็นกายธรรม เรียกว่าพระพุทธเจ้าทีเดียว กายธรรมฝันเข้าอีก เกิดขึ้นอีกองค์หนึ่งเรียกว่ากายธรรมละเอียด หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม กายธรรมละเอียดฝันเข้า เกิดขึ้นอีกองค์หนึ่ง เท่ากันนั้น เป็นกายธรรมพระโสดา หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม กายธรรมพระโสดาฝันเข้า เกิดขึ้นอีกองค์หนึ่งเรียกว่ากายธรรมพระโสดาละเอียด หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูม กายธรรมพระโสดาละเอียดฝันเข้า ก็เกิดขึ้นอีกองค์หนึ่งเรียกว่ากายธรรมพระสกทาคา หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูม กายธรรมพระสกทาคาฝันเข้า ก็เกิดขึ้นอีกองค์หนึ่งเรียกว่ากายธรรมพระสกทาคาละเอียด หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา กายธรรมพระสกทาคาละเอียดฝันเข้า ก็เกิดขึ้นอีกองค์หนึ่งเรียกว่ากายธรรมพระอนาคา หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา เกตุดอกบัวตูม กายธรรมพระอนาคาฝันเข้า ก็เกิดขึ้นอีกองค์หนึ่งเรียกว่ากายธรรมพระอนาคาละเอียด หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม นี่พระพุทธเจ้าทั้งนั้น กายธรรมพระอนาคาละเอียดฝันเข้าก็เกิดขึ้นอีกองค์หนึ่งเรียกว่ากายธรรมพระอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม กายธรรมพระอรหัตฝันเข้าก็เกิดขึ้นอีกองค์หนึ่งเรียกว่า กายธรรมพระอรหัตละเอียด</p>
<p style="text-align: justify;">          นั่นแน่เกิดเป็น ๑๘ องค์ แต่ว่า ๘ องค์ข้างต้นน่ะเป็น กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด ๘ กายนี้เป็นกายในภพ แต่ว่าฝันก็เกิดได้เหมือนกันแบบเดียวกัน กายธรรมโคตรภู คือกายอรูปพรหมละเอียดฝันเข้า ก็เกิดขึ้นอีกองค์หนึ่ง นั่นกายธรรมโคตรภู กายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด กายธรรมสกทาคา กายธรรมสกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา กายธรรมอนาคาละเอียด กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด ๑๐ องค์นี่พระพุทธเจ้าทั้งนั้น ถ้าเกิดขึ้นแก่ใครก็เป็นสุขเหลือเกิน ใครได้ใครถึงเป็นสุขเหลือเกิน กายธรรมนี่เกิดขึ้นแก่ใครเป็นสุขนักทีเดียว เป็นสุขทุกคนถ้าได้ถึงพระธรรมแท้เกิดขึ้นในตัวของตัวเองน่ะ</p>
<p style="text-align: justify;">         จะแสดงวิธีเกิดของกายธรรมของกายพระพุทธเจ้า กายในภพ ๘ กายนั้นเป็นแบบเดียวกัน กายธรรมโคตรภู เมื่อเป็นกายธรรมโคตรภูแล้ว ใจกายธรรมโคตรภูก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมโคตรภู พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน วัดผ่าเส้นศูนย์กลางเท่าดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรม หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงศีล ดวงเท่ากัน หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงสมาธิ ก็เห็นดวงเท่ากัน หยุดนิ่งอยู่กลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงปัญญา ดวงเท่ากัน หยุดนิ่งอยู่กลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงวิมุตติ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดนิ่งอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้าก็เห็นกายธรรมละเอียด นี่เกิดอย่างนี้ เกิดเป็นชั้น ๆ ไปอย่างนี้ ใจกายธรรมโคตรภูละเอียดหยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางกายธรรมโคตรภูละเอียด ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมโคตรภูละเอียด วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ วา กลมรอบตัว พอถูกส่วนเข้า เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ วา กลมรอบตัว หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงศีล หยุดนิ่งอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้าเห็นดวงสมาธิ หยุดนิ่งกลางดวงสมาธิ ถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงปัญญา หยุดนิ่งกลางดวงปัญญา ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติ หยุดนิ่งกลางดวงวิมุตติ ถูกส่วนเข้า เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้าก็เห็นกายธรรมพระโสดา หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม นี่เป็นพระอริยบุคคล บังเกิดไปอย่างนี้เป็นลำดับจนตลอด ๑๐ กายถึงพระอรหัต นี่ความบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ นี่ตามข้อปฏิบัติของแท้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-2730" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/3215-1024x718.jpg" alt="" width="696" height="488" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/3215-1024x718.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/3215-300x210.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/3215-768x538.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/3215-1536x1076.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/3215-150x105.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/3215-696x488.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/3215-1068x748.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/3215-1920x1345.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/3215.jpg 1948w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">         ถ้าทางปริยัติเล่า พูดกันไปอีกเรื่องหนึ่ง ตามประวัติพระพุทธเจ้าท่านสร้างบารมี ๔ อสงไขยแสนกัลป์ ๘ อสงไขยแสนกัลป์ ๑๖ อสงไขยแสนกัลป์ สร้างบารมีไป เป็นมนุษย์ก็สร้างบารมีไป กว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าต้องสร้างบารมีเต็ม ๓๐ ทัศ เมื่อพูดถึงบารมี ๓๐ ทัศเต็มแล้ว ที่จะเกิดเป็นพระพุทธเจ้าต้องไปบำเพ็ญเพียรเป็นพระสิทธารถราชกุมารทีเดียว กว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ๖ ปี ไปทรมานร่างกาย ๖ ปี เมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ เสวยวิมุตติสุขอยู่ที่มหาสถาน ๗ แห่งนั้น ๔๙ วันครบ ๔๙ วันก็ออกโปรดพระปัญจวัคคีย์ นี่ตามหลักของพระปริยัติไปดังนี้ แต่ว่าความประเสริฐขึ้นของพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นได้ดังกล่าวแล้วข้างต้น นั้นเป็นความบังเกิดของพระพุทธเจ้า</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นแล้ว สุขไหมล่ะ ถามท่าน เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นแล้วท่านบอกว่ามันสุขเหลือเกิน อยู่ในมหาสถานทั้ง ๗ แห่ง เสวยวิมุตติสุขอยู่แห่งละ ๗ วัน ๆ รวม ๔๙ วัน ได้รับความสุขอยู่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ไม่ได้มีทุกข์เลย เป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่มีทุกข์เลย สุขส่วนเดียว ออกโปรดเวไนยสรรพสัตว์ ไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็ดำริแต่ในพระทัยว่าเราจะเดินไปด้วยย่างพระบาท หรือว่าเหาะไปในอากาศ หรือว่าจะดำดินไป ที่เราจะไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ ประเพณีของพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน ๆ นั้นไปกันอย่างไร หรือว่าประเพณีของพระพุทธเจ้าในอนาคตจะไปกันอย่างไร ประเพณีของพระพุทธเจ้าในปัจจุบันนี้จะไปกันอย่างไร ก็อ่านไม่ออกเหมือนกัน แล้วก็ปล่อยธรรมกายละเอียด กายพระพุทธเจ้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าเป็นความลับว่าเขาทำกันอย่างไร พระพุทธเจ้านั้นก็บอก บอกตรง ๆ นั่นแหละ ไปทางไหนเป็นประโยชน์ จะเหาะไปเป็นประโยชน์ก็เหาะไป จะทรงดำเนินไปด้วยย่างพระบาทเป็นประโยชน์ก็ทรงดำเนินด้วยย่างพระบาทไป ถ้าจะดำดินไปโผล่ขึ้นในที่โน้นเป็นประโยชน์ก็ดำดินไป</p>
<p style="text-align: justify;">           พระองค์ก็มาส่องดูประโยชน์ว่าจะไปทางไหน ก็เห็นปรากฏชัดว่า เราดำเนินไปด้วยย่างพระบาท จะไปพบปัจฉิมสาวกของเรา จะเป็นประโยชน์แก่ปัจฉิมสาวก จะได้เป็นปัจฉิมสาวกในภายหลัง จะเป็นเมื่อไร ก็ปรินิพพานทีเดียว ใกล้นิพพานทีเดียว จะต้องดำเนินไปด้วยย่างพระบาทอย่างมนุษย์ธรรมดาทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">          เมื่อทรงดำเนินไปด้วยย่างพระบาท ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการทีเดียว อัศจรรย์นักทีเดียว ดำเนินไปนั่น สว่างไสวรุ่งโรจน์โชตนาการ เทวดามีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เปล่งรัศมีมาเท่าใดก็สู้พระจอมไตรไม่ได้ นกในอากาศล่ะหยุดเชียว หยุดมอง สรรพสัตว์ทวิบาท จตุบาท ๔ เท้า ๒ เท้า เดินไปอยู่ในพื้นแผ่นดินนั้น เห็นพระองค์แล้วตะลึงตามกันไปหมด ลืมเคี้ยวหญ้าทีเดียว หากว่ากวางก็หันหลังมองอยู่นั่นแหละ นกแขกก็หันหลังมองกันอยู่นั่นแหละ ไม่ต้องกินอาหารกันละ ดูพระรัศมี ชมพระรัศมีเพลินเชียว</p>
<p style="text-align: justify;">          มนุษย์คนใดไปเห็นเข้าตกอกตกใจทีเดียว ปัจฉิมสาวกของพระองค์อุปกาชีวกพอเห็นเข้าตะลึงทีเดียว นี่มนุษย์ หรือเทวดา หรือเทพยเจ้าศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ หนอมาปรากฏเช่นนี้ เข้าใกล้เข้าไปแล้ว ไปพบเข้าแล้ว ได้กึ่งทางที่จะไปถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตกใจ เข้าไปใกล้ ถามพระองค์ว่า พระองค์น่ะใครเป็นศาสดาของพระองค์ พระองค์รู้มาอย่างไร ปฏิบัติมาอย่างไรหรือจึงรัศมีกายได้อย่างนี้ ก็ทรงรับสั่งว่าใครจะเป็นครูของเรา เราเป็นสัพพัญญู เรารู้ของเรา เราเห็นของเราเอง อุปกาชีวกไม่เชื่อ สั่นหัว แลบลิ้น แล้วก็หลีกไปเสีย ไม่เชื่อ ถึงไม่เชื่อก็เป็นนิสัยติดตัวไปแล้ว จะไปถามพระองค์เมื่อใกล้จะนิพพาน</p>
<p style="text-align: justify;">        พระองค์ก็ทรงเสด็จเป็นลำดับไป ถึงพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เพราะพระรัศมีของท่านแปลกประหลาดอัศจรรย์ไม่เหมือนแต่ก่อน พระปัญจวัคคีย์นัดกันแล้วว่าถ้าเห็นแล้วจะไม่ลุกขึ้นรับ จะไม่ต้อนรับด้วยประการทั้งปวง จะไม่นับถือละ แต่พอพระสิทธารถราชกุมารใกล้เข้าไปตะลึงกันไปหมด อดไม่ได้ บ้างหยิบขันน้ำ ผ้าเช็ดเท้า ตักน้ำล้างเท้าให้กลุ้มไป เมื่อถวายเสร็จแล้วพระองค์ก็ประทับนั่งที่สมควร โปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เมื่อยังไม่ได้รับธรรมเทศนา สุขทุกข์เหมือนมนุษย์ธรรมดา เป็นทุกข์มาก เป็นสุขน้อย แต่ว่าพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ มีศีล มีสมาธิมั่นคงอยู่ในขันธสันดานแล้ว พระศาสดาจารย์เมื่อไปถึงพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ กำลังจะตรัสธรรมเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เรียกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เข้ามาสู่ที่เฝ้า พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็มาพร้อมกัน มาพร้อมแล้วก็ตรัสว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา </strong></span>ที่สุดทั้ง ๒ บรรพชิตไม่ควรเสพ กามสุขัลลิกานุโยคเป็นที่สุดข้างหนึ่ง อัตตกิลมถานุโยคเป็นที่สุดอีกข้างหนึ่ง กามสุขัลลิกานุโยคเป็นของเลว  <span style="color: #ff0000;"><strong>หีโน</strong></span> เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน เป็นของคนมีกิเลสหนา ไปจากข้าศึกคือกิเลสไม่ได้ ความฉิบหายใช่ประโยชน์ตั้งกำกับอยู่แล้ว ในกามสุขัลลิกานุโยคนั้น ถ้าไปประสพกามสุขัลลิกานุโยค ไปประกอบด้วยกามสุขัลลิกานุโยคละก็ ลงท้ายก็พินาศคือตายจากกันเหมือนกัน ให้ปรากฏดังนี้ ไม่สุข เป็นทุกข์ทั้งนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">          ส่วนอัตตกิลมถานุโยค ประกอบตนให้เนื่องด้วยการให้ความลำบากแก่ตน เป็นทุกข์แก่ผู้ประกอบ ไปจากข้าศึกคือกิเลสไม่ได้ และความฉิบหายใช่ประโยชน์ตั้งกำกับอยู่ด้วยเหมือนกัน ไม่พ้นเป็นทุกข์ทั้งนั้น กามสุขัลลิกานุโยค ประกอบตนให้ เนื่องด้วยกาม รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ไม่ขาดสาย อัตตกิลมถานุโยคประกอบตนให้ทุกข์ยากลำบาก ทรมานร่างกาย หาบทราย ตากแดด ย่างไฟ เอาไม้เคาะหน้าแข้งเพื่อจะดับความกำหนัดยินดี อยู่ในป่าในดอนในดง กำหนัดขึ้นมาเวลาไร ต้องทำอย่างนั้นเสมอไป นี่ก็เป็นอัตตกิลมถานุโยคแท้ เดือดร้อนจริง ๆ ไม่รับความสุข</p>
<p style="text-align: justify;">          พระองค์ทรงแนะนำพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ไม่ให้ประกอบด้วยกามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค ให้ดำเนินด้วยมัชฌิมาปฏิปทา ปฏิบัติเป็นกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้ง ๒ อย่างคือ กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค</p>
<p style="text-align: justify;">        ข้อปฏิบัติเป็นกลางเป็นไฉน เห็นชอบ ดำริชอบ กล่าววาจาชอบ ทำการงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจไว้ชอบ ประกอบด้วยอวัยวะ ๘ ประการ จัดลงเป็น ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้มั่นอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา พระปัญจวัคคีย์รู้จักศีลแล้ว รู้จักสมาธิแล้ว แต่ว่าปัญญายังไม่รู้จัก เมื่อยังไม่รู้จักปัญญา พระองค์ทรงแนะนำพระปัญจวัคคีย์ให้รู้จักทาง แสดงสัจธรรมทั้ง ๔ อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ให้ฟัง ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ว่าทุกข์นี่แหละเป็นของทำให้ยาก เหตุเกิดทุกข์นั่นแหละเป็นของทำให้ยาก แต่ว่าเป็นของจริง เหตุเกิดทุกข์นั่นแหละเป็นของทำให้ลำบากก็เป็นของจริง ความดับทุกข์ก็เป็นของจริง ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ก็เป็นของจริง ของจริงเหล่านี้แหละ แสดงเป็นส่วน ๆ ไป ทุกข์เป็นของจริง ควรกำหนดรู้ และได้กำหนดรู้ไว้แล้ว เหตุเกิดทุกข์เป็นของจริง ควรละ ได้ละแล้ว ความดับทุกข์เป็นของจริง ควรกระทำให้แจ้ง ก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ที่เป็นของจริงนั้นควรเจริญ ก็ได้เจริญแล้ว ทรงแสดงสัจธรรมทั้ง ๔ โดย สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ เช่นนี้ พระปัญจวัคคีย์ รู้ เข้าใจ ฟังออกทีเดียว เมื่อฟังออกแล้ว เมื่อจบพระธรรมเทศนาของพระจอมไตรแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2445 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/582-1024x683.jpg" alt="" width="696" height="464" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/582-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/582-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/582-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/582-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/582-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/582-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/582-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/582-1920x1280.jpg 1920w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/582.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          พระปัญจวัคคีย์เปล่งวาจาว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ </strong></span>ความเห็นธรรมปราศจากธุลีและมลทินได้เกิดขึ้นแก่ผู้มีอายุชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ  <span style="color: #ff0000;"><strong>ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ </strong></span>สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา มีเกิดมีดับอยู่เท่านี้หมดทั้งสากลโลก เกิดดับทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าสังขารเกิดดับทั้งนั้น จะเป็นกายสังขารก็เกิดดับ จะเป็นวจีสังขารก็เกิดดับ จะเป็นมโนสังขารจิตตสังขารก็เกิดดับ หรือจะเป็นปุญญาภิสังขารก็เกิดดับ จะเป็นอปุญญาภิสังขารก็เกิดดับ เป็นอเนญชาภิสังขารก็เกิดดับ เห็นจริงไปหมด ทั้งสากลโลกมีเกิดดับเท่านั้น เห็นความเกิดดับตามความเป็นจริงของเรื่องที่จริง พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เมื่อเห็นจริงเช่นนี้ก็ได้บรรลุมรรคผล ได้บรรลุถึงธรรมกาย พระอัญญาโกณฑัญญะได้เห็นธรรมกายก่อน มีตาเห็นธรรมแล้ว เห็นด้วยตาธรรมกาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>ธมฺมจกฺขุํ</strong></span> เห็นด้วยตาธรรมกายที่ปราศจากมลทิน เห็นชัดทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">         พระองค์ผู้ทราบชัดว่า ปัญจวัคคีย์อัญญาโกณฑัญญะได้เห็นแล้ว พิจารณาเป็นลำดับไปให้ปัญจวัคคีย์เข้าเนื้อเข้าใจ พระปัญจวัคคีย์เข้าเนื้อเข้าใจแล้ว ก็ได้บรรลุเป็นลำดับขึ้นไป บรรลุโสดา สกทาคา อนาคา อรหัต เป็นลำดับ เหมือนกับพระศาสดา และทั้ง ๕ องค์นั้น ก็ได้บรรลุเป็นลำดับไป เห็นเหมือนพระจอมไตรหมด เป็นพระอรหันต์ ๖ องค์ ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับพระศาสดา เห็นเป็นเหมือนกันหมด</p>
<p style="text-align: justify;">       นี้พระปัญจวัคคีย์ได้บรรลุเห็นธรรมเหมือนพระศาสดาแล้ว สุขเหมือนพระศาสดาแบบเดียวกัน สุขแบบเดียวกันทีเดียว ไม่คลาดเคลื่อนทั้ง ๕ องค์เป็นสุขเหมือนกันหมด ได้บรรลุเป็นพระอรหัตตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานเหมือนพระศาสดาจารย์ เมื่อพระองค์ปลุกพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ตื่นขึ้นเหมือนพระองค์แล้ว พระปัญจวัคคีย์ที่ได้รับความสุขเช่นนี้เพราะอะไร เพราะพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เป็นสุขเหมือนพระองค์ เหมือนกันแบบเดียวกัน นี่  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา ธมฺมเทสนา</strong></span> ทางสงบสุข ได้เข้าถึงซึ่งความสงบ เป็นพระอรหัตตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานเช่นนี้ได้ เมื่อได้ถึงซึ่งความสุข สุขได้เพราะพระธรรมเทศนาของพระศาสดา นี้ตรงกับบาลีว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา ธมฺมเทสนา </strong></span>การแสดงธรรม การได้สดับธรรม หรือแสดงธรรมเช่นนี้เป็นสุข พระองค์ได้ทรงแสดงธรรม ปัญจวัคคีย์ได้สดับธรรม ได้บรรลุมรรคผลสมมาดปรารถนา จึงได้เป็นเหมือนพระบรมศาสดา เรียกว่า<span style="color: #ff0000;"><strong> สุขา สทฺธมฺมเทสนา</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>            <span style="color: #ff0000;">สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี</span></strong> ความพร้อมเพรียงเป็นสุข ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุข จะเป็นคฤหัสถ์ก็เป็นสุข จะเป็นภิกษุสามเณรก็เป็นสุข แต่ว่าอาศัยเพราะความพร้อมเพรียงของหมู่ภิกษุสามเณรเป็นสุข อาศัยความพร้อมเพรียงของหมู่คฤหัสถ์เป็นสุข อุบาสกอุบาสิกาพร้อมเพรียงกันเป็นสุข เป็นสุขนัก ถ้าว่าไม่พร้อมเพรียงกันไม่เป็นสุข หาสุขที่ไหนไม่ได้ หมดทั้งประเทศชาติ หมดทั้งศาสนา สุขที่ความพร้อมเพรียงกัน เหมือนมนุษย์หญิงชายหมดทั้งประเทศไทยพร้อมเพรียงกัน เชื่อฟังตามผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านได้บังคับบัญชาเป็นไปอย่างไรก็ตามผู้ใหญ่ไป  ตามหัวหน้าไป ก็เป็นสุขซิ จะไปทางไหนก็เหมือนฝูงนก หัวหน้าฝูงบินนำหน้าไปอย่างไรแล้วก็ ลูกน้องก็ตามแถวเป็นฝูง ฝูงใหญ่ ใหญ่เท่าไรก็เป็นสุข เมื่อเป็นฝูงใหญ่เช่นนั้นปราศจากอันตราย พร้อมเพรียงอย่างนั้นปราศจากอันตราย เพราะมันพร้อมกัน เรื่องพร้อมกันแล้วเมืองไทยมันพร้อมกันอยู่แล้วก็สามัคคีพร้อมเพรียงกันดีแล้ว ข้าศึกตีไม่แตก จะไปแย่งเอาเมืองนั้นไม่ได้ เหมือนกันหมู่ภิกษุพร้อมเพรียงกันอยู่แล้ว ไม่แตกหมู่กันอยู่แล้ว ศึกเหนือเสือใต้ทำอะไรไม่ได้ อุบาสกอุบาสิกาพร้อมเพรียงกันอยู่แล้ว ใครทำอะไรไม่แตก หักรานไม่ได้ ข่มเหงกันไม่ได้  เพราะหมู่ไม่แตกจากกัน</p>
<p style="text-align: justify;">             ในเรื่องนี้ เมืองเวสาลี เจ้าลิจฉวีปกครองอยู่มาก มากนัก เพราะพร้อมเพรียงกันจริง ๆ พระเจ้าอชาตศัตรูพยายามไปรบเมืองเวสาลี จะเอามาเป็นเมืองขึ้นของตน ไปตีถึง ๑๑ ครั้ง ไม่แตกสักทีหนึ่ง ไม่เป็นอันตราย ไม่แพ้พระเจ้าอชาตศัตรู มีชัยเสมอไป พระเจ้าอชาตศัตรูเห็นว่าเมืองเวสาลีมีความพร้อมเพรียงนัก เราไปรบสู้ไม่ได้ ทำอย่างไรหนอเราถึงจะสู้ได้ ไปทูลถามพระบรมศาสดาว่า พระพุทธเจ้าเข้า เมืองเวสาลีน่ะเขาพร้อมเพรียงกันนั้น ข้าพระพุทธเจ้ายกกองทัพไปตีถึง ๑๑ ครั้ง แล้วไม่เป็นอันตราย ไม่ได้ชัยชนะเสียที จะได้ชัยชนะด้วยวิธีใดพระเจ้าข้า เอาซิ ไปถามพระศาสดาเข้าตรงอย่างนี้ ถ้าพระศาสดาทรงรับสั่งออกไป เมืองเขาก็แตก เป็นโทษต่อพระองค์ละซี ก็ไม่ทรงรับสั่งอะไรออกไป รับสั่งเป็นกลาง เมืองไหนหมู่ไหนพวกไหนเขาสามัคคีกลมเกลียวกันอยู่แล้ว เมืองนั้นหมู่นั้นพวกนั้นเขาก็มีกำลังมาก ทำอะไรเขาก็ไม่ได้ พอพระองค์ทรงรับสั่งเท่านั้น ปล่อยวัสสการพราหมณ์เข้าไปทีเดียว ให้วัสสการพราหมณ์ เข้าไปเป็นหนอนบ่อนไส้ ไม่ได้ปล่อยเข้าไปเป็นธรรมดานะ ตีวัสสการพราหมณ์เสียหลังเป็นกะพรุนเชียว บวมทั้งเนื้อทั้งตัว หลังเป็นกะพรุน วัสสการพราหมณ์ก็ร้องไห้งั่กเชียว เจ้านายเขาไล่ส่ง เขาไม่เลี้ยงแล้ว เขาตีเสียป่นปี้หมด ไปให้เจ้าลิจฉวีรักษา เจ้าลิจฉวี เออ นี่มันทำลายกันจริง ไม่คบกันจริง ตีกันจริง เอาไปรักษาหายเรียบร้อยแล้ว เจ้าลิจฉวีถึงเวลาเข้าประชุมกันแล้ว วัสสการพราหมณ์ก็ไปด้วย แต่ว่าไปทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้าง คะเนพร้อมกันดีแล้ว วัสสการพราหมณ์ก็เข้าไปพูดกับหูเจ้าองค์โน้นบ้างองค์นี้บ้าง แกเป็นมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่ เจ้าลิจฉวีทางโน้นเห็นว่าวัสสการพราหมณ์พูดเช่นนั้นแล้ว ก็สงสัยว่าพูดเรื่องอะไรกัน วัสสการพราหมณ์ที่พูดไปกับท่านนะพูดเรื่องอะไรกัน เจ้าลิจฉวีก็ว่าเปล่านี่ไม่ได้พูดเรื่องอะไรกัน ก็เข้าไปพูดกับหู ได้ยินนี่ แต่ว่าอยู่คนละทาง ที่นั้นเป็นวงใหญ่ พูดอย่างนั้นแล้ว เอ้า ก็สงสัยตะหงิดใจอยู่แล้ว ทีหลังวัสสการพราหมณ์ไปทางโน้นอีก ทางนี้ก็ถามว่า ทางนี้พูดอย่างนู้นเหมือนกัน ก็เปล่าอีกนั้นแหละ รอบ ๆ ไป หนักเข้าก็กินใจกัน เจ้าน่ะพอกินใจก็เกิดแตกสามัคคีกัน พอแตกสามัคคีกันดี วัสสการพราหมณ์ก็ถือหนังสือลับถึงพระเจ้าอชาตศัตรูยกทัพได้แล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูยกทัพเข้าไปคราวนี้ก็ลอยชายเข้าเมือง เจ้าเหล่านั้นไม่เอาหูนาตาใส่แล้วในการรักษาดูแลปกครองอำนาจ แตกสามัคคีกันเสียหมดแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">          นี่ภิกษุสามเณรหมู่เดียวกันพวกเดียวกันไม่ลงรอยกัน หมู่นั้นพวกนั้นไม่เจริญต่อไป อุบาสกอุบาสิกาอยู่วัดเดียวกัน พวกเดียวกัน ประพฤติปฏิบัติไม่ลงรอยกัน แก่งแย่งกัน อยู่คนละทางสองทาง หมู่อุบาสิกาพวกนั้นไม่มีความเจริญต่อไป จะมีความเสื่อมเป็นเบื้องหน้า เมื่อรู้จักหลักอย่างนี้แล้ว ก็ว่าสามัคคีนั้นเองเป็นตัวสำคัญ ถ้าไม่มีสามัคคีแล้วละก็แตกแยกเป็นแน่ ไม่ต้องสงสัย ไม่เจริญแท้ทีเดียว ถ้าต้องการความเจริญแล้ว บ้านเรือนก็ดี หมู่ธนบดีหมู่เศรษฐีก็ดี ต้องมีสามัคคี ถ้าในหมู่เศรษฐีไม่ลงรอยกันแล้วละก็ไม่ช้าเศรษฐีนี้จะเตียนไปหมด หรือหมู่บ้านเรือนในท้องไร่ท้องนาก็ดี ในสวนก็ดี ในราชการก็ดี หมู่ไหนบ้านไหนไม่ลงรอยกันอยู่</p>
<p style="text-align: justify;">          พ่อแม่ไม่ลงรอยกับลูก ลูกไม่ลงรอยกับพ่อแม่ ข้าทาสบริษัทบริวารไม่ลงรอยกันแล้วละก็ไม่ช้าละบ้านนั้นต้องร้าง ไม่ร้างก็ต้องแตกสลาย ต้องฉิบหาย ต้องป่นปี้ เพราะมันแตกสามัคคีกันเสียแล้ว ไม่เป็นสามัคคีกัน ข้อนี้เป็นสำคัญนะ ไปดูก็ได้ ถ้าบ้านไหนทะเลาะกันระหองระแหงกันอยู่แล้วละก็ อ้ายบ้านนี้ต้องทลาย อุบาทว์เกิดขึ้นแล้ว <span style="color: #3366ff;"><strong>อ้ายความไม่รวมสามัคคีไม่ลงรอยกันนั่นแหละ อุบาทว์เกิดขึ้นแล้ว มันต้องร้างแน่ มันจะต้องแยกทลายกันแน่</strong></span> ผัวเมีย ๒ คนก็พยากรณ์ได้ ลงไม่ลงรอยกันแล้วก็ บ้านนี้ไม่ต้องอยู่ด้วยกันละ แตกทลายแน่ เพราะไม่ลงรอยแล้วนี่ แตกสามัคคีแล้วนี่ นี่เป็นข้อสำคัญนะจำไว้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #3366ff;">ถ้าจะมองหาความเจริญ มุ่งความเจริญละก็ ต้องมั่นสามัคคี สร้างสามัคคีไว้ ถ้าว่าทำลายสามัคคีแล้วละก็ เป็นอันแตกทลายแน่ ต้องแยกจากกัน ลูกเต้าก็ต้องแยกไป พี่น้องวงศาคณาญาติอยู่รวมกันไม่ได้ อัตคัดขัดสนขึ้นอีก เพราะความไม่สามัคคีนั้นมันฆ่าเสียแล้ว ทำลายเสียแล้ว นี่แหละตัวอุบาทว์จำไว้เถอะ </span></strong>ที่เขาเรียกว่าบาตรแตกเข้าบ้านละ นี่แหละบาตรแตกเข้าบ้านละ หรือเรียกว่ากาลกิณีอยู่บ้านนี้แหละ อ้ายแตกสามัคคีนั่นแหละเป็นตัวกาลกิณี ให้จำไว้เป็นตำรับตำรา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2447 size-large" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/583-1024x736.jpg" alt="" width="696" height="500" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/583-1024x736.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/583-300x216.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/583-768x552.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/583-1536x1103.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/583-150x108.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/583-696x500.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/583-1068x767.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/09/583.jpg 1900w" sizes="auto, (max-width: 696px) 100vw, 696px" /></p>
<p style="text-align: justify;">          ถ้าต้องการความเจริญ ต้องพร้อมเพรียงกันและกัน น้ำหนึ่งใจเดียวกันนั่นแหละจึงจะเจริญได้ เมื่อเมืองเจ้าลิจฉวีถูกพระเจ้าอชาตศัตรู ลอยชายเข้าเมืองปกครองเสียแล้ว แตกไปเช่นนี้เพราะแตกสามัคคี ตามที่พระศาสดาทรงรับสั่งว่า บ้านไหนเมืองไหนหมู่ใดพวกใดเขายังมีความสามัคคีกันอยู่ ตราบนั้นเขาก็มีกำลังวังชามาก ทำอันตรายเขาไม่ได้ นี่ต้องอยู่ในความสามัคคีนี้ จำไว้นะ จำไว้เป็นตำรับตำราดังนี้ ไม่งั้นต้องเวียนว่ายตายเกิด มันจะต้องไปบ้านโน้นบ้านนี้ อยู่บ้านโน้นบ้านนี้ มาบ้านไหนถ้าแตกสามัคคีกันแล้วละก็ มันจะทลายอยู่แล้ว เดี๋ยวก็ไปทีเดียว ถ้าบ้านไหนสามัคคีกลมเกลียวกันดี มีผู้หลักผู้ใหญ่เกรงกันอยู่ไม่เป็นไร บ้านนี้ยังเจริญอยู่ ให้จำหลักอย่างนี้นะ วัดก็เหมือนกัน จะไปอยู่วัดใดวัดหนึ่ง ถ้าวัดนั้นไม่สามัคคีอย่าเข้าไปนะ อย่าไป ถ้าไปเป็นได้รับทุกข์ ถ้าสามัคคีกันอยู่ พร้อมเพรียงกันอยู่ละก็ เข้าไปเถอะเป็นสุขทีเดียว ให้รู้จักหลักดังนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี</span></strong> ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุข ถ้าว่าไม่พร้อมเพรียงของหมู่เป็นอย่างไร ถ้าเราไปอยู่ซิเป็นทุกข์ เป็นทุกข์ทั้งนั้น ความพร้อมเพรียงของหมู่ เมื่อสาวกของพระบรมศาสดาได้บรรลุพระอรหัตสมุจเฉทปหานแล้ว แค่พระอรหัตท่านปรองดองกันอยู่ในพวกพระอรหัต แค่พระอนาคามรรคผลท่านก็ปรองดองกันอยู่ในเรื่องพระอนาคามรรคผล แค่พระสกทาคามรรคผลท่านก็ปรองดองกันอยู่ในเรื่องพระสกทาคามรรคผล แค่พระโสดามรรคผลท่านก็ปรองดองกันอยู่ในเรื่องพระโสดามรรคผล ท่านเหล่านี้ไม่เถียง ไม่แก่งแย่งกัน มีความเห็นร่วมกัน เสมอกันหมด</p>
<p style="text-align: justify;">          พระองค์จึงทรงรับสั่งว่า  <span style="color: #ff0000;"><strong>ภควโต สาวกสงฺโฆ</strong></span> นี่แหละเป็นสาวก พวกของพระตถาคตเจ้า ตั้งแต่พระโสดามรรคผลขึ้นจนถึงพระอรหัตเป็นพวกพระตถาคตเจ้า พวกที่ยังแก่งแย่งกันอยู่ ไม่ใช่พวกของพระตถาคตเจ้า เลิกแก่งแย่งแล้ว เป็นพวกของพระตถาคตเจ้าทีเดียว หมู่ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ต้องการความสุขก็ให้สามัคคีกลมเกลียวกันไว้ อย่าแตกแยกจากกันและกัน ถ้าแตกแยกจากกันและกันแล้วละก็เป็นทุกข์ ถ้าไม่แตกแยกจากกันแล้วก็เป็นสุขทีเดียว นี่ <span style="color: #ff0000;"><strong>สุขา</strong> <strong>สงฺฆสฺส สามคฺคี</strong></span> ความพร้อมเพรียงของหมู่เป็นสุข</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>          <span style="color: #ff0000;">สมคฺคานํ ตโป สุโข ตโป</span></strong> ความเพียรเครื่องยังกิเลสให้เร้าร้อน  <strong><span style="color: #ff0000;">สมคฺคานํ</span> </strong>แห่งผู้พร้อมเพรียงทั้งหลาย  <span style="color: #ff0000;"><strong>สุโข</strong></span> เป็นสุข ความเพียรเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อนของผู้พร้อมเพรียงทั้งหลาย เมื่อพร้อมเพรียงกันแล้วเป็นอย่างไร ก็ประพฤติทำลายกิเลสกันทั้งนั้น ไม่ทำอะไร ประพฤติทำลายกิเลสเหมือนกันหมด ทำลายกิเลส มีความเพียรเหมือนกัน ถ้าว่าเพียรตั้งต้นแต่ศีลไป ทำศีลให้บริสุทธิ์เหมือนกัน เข้าถึงสมาธิก็ทำสมาธิให้บริสุทธิ์เหมือนกัน เข้าถึงปัญญาก็ทำปัญญาให้บริสุทธิ์ ใสเป็นเพชร เป็นกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้าอยู่ร่ำไป หรือเข้าถึงวิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็ให้บริสุทธิ์เหมือนกัน เมื่อบริสุทธิ์เหมือนกันเช่นนี้แล้ว รักความบริสุทธิ์เหมือนกันเช่นนี้แล้ว รักความบริสุทธิ์เสมอกัน ไม่ให้ขาดตกบกพร่องกว่ากันและกัน ใครบริสุทธิ์แค่ไหนก็รักษาแค่นั้นไป ที่ยังไม่ได้ยังไม่เห็นก็ทำความบริสุทธิ์ไป ให้เข้าถึงบริสุทธิ์เหมือนเขาไป ไม่แก่งแย่ง ไม่ก้าวร้าวเกะกะ</p>
<p style="text-align: justify;">          ดังอุบาสกอุบาสิกาในวัดเช่นนี้ เขาทำธรรมกายกันให้มีให้เป็นขึ้น ทำศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะกัน โน่นไปเอาเจ้าทรงผีสิงมาเล่นอีกแล้ว เอาเจ้าทรงผีสิงมาใส่ในหมู่เข้าแล้ว ไปบนเจ้าบนผีเข้าอีกแล้ว เอาอีกแล้ว พวกนี่แหละ พวกแก่งแย่งละ ความเห็นแตกต่างออกไปแล้ว จะทำลายหมู่สามัคคีให้ทลายไปแล้ว เอาเรื่องผีเรื่องเจ้าเข้ามาอีกแล้ว ก็นี่คนนอกเรื่อง มันคนของมารเขาส่งมาในหมู่ ไม่ให้ความพร้อมเพรียงเกิดขึ้น ถ้าพร้อมเพรียงเกิดขึ้นมันก็จะเป็นสุขเสีย ไม่ให้มีไม่ให้เพียรถูกต้องร่องรอยความประสงค์ทางพระพุทธศาสนาไป ให้ไปทางเหลวไหลเสีย ให้ไปทางเพลงของโลกไป อย่างนี้เป็นทุกข์ <strong><span style="color: #3366ff;">ไม่ใช่เป็นทุกข์แต่เท่านั้น นั่นเขาทำลายทางมรรคผลกัน</span> </strong>ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เอ้าไพล่ไปขอหวยขอโปกันเข้าแล้ว จะเอาเบอร์หนึ่งสักทีเถอะ เราจะได้เลิกยากเลิกจนกันเสียทีหนึ่ง เอาละชี ทีนี้พวกนั่งสมาธิทำทางมรรคผล ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เลยไปมองดูลอตเตอรี่เข้าแล้ว อ้ายนี่เอาอีกแล้ว เดือดร้อนอีกแล้ว จะทำลายสามัคคีแล้ว ทำลายสามัคคีอีกแล้ว พวกนี้พวกพญามาร ขวางเข้ามาอีกแล้ว ให้รู้จักหลักอย่างนี้นะ <strong><span style="color: #ff0000;">สมคฺคานํ ตโป สุโข</span> </strong>ความเพียรเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อนของผู้มีความพร้อมเพรียง จบไปในเพลงเดียวกันนะ <strong><span style="color: #ff0000;">สุโข</span></strong> เป็นสุขนัก เมื่อรู้จักหลักนี้ จำไว้เป็นหลักเป็นประธาน</p>
<p style="text-align: justify;">          ที่ชี้แจงแสดงมานี้ตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา <strong>เอเตน สจฺจวชฺเชน </strong>ด้วยอำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ <strong>สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต </strong>ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมิกถาโดยอรรถนิยมความเพียงเท่านี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>            เอวํ </strong>ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ</p>
<p style="text-align: justify;"> </p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/597">การย่อย่นสกลพุทธศาสนา  ซึ่งมีมาในโอวาทปาติโมกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
