<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สื่อธรรมะ - วัดพระธรรมกาย</title>
	<atom:link href="https://dhammakaya.com/category/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b0/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<description>&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Aug 2023 03:44:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/07/cropped-fl2-32x32.png</url>
	<title>สื่อธรรมะ - วัดพระธรรมกาย</title>
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>อย่าเป็นใบลานเปล่า  ต้องเข้าถึงธรรมให้ได้</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5507</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 11:49:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5507</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5507">อย่าเป็นใบลานเปล่า  ต้องเข้าถึงธรรมให้ได้</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบา ๆ พอสบาย ๆ ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง แล้วก็หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ให้เอาใจหยุดนิ่ง ๆ อย่างสบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใส ๆ ที่ใสเหมือนกับเพชรที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย หรือกลางองค์พระใส ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งนะ นึกไปอย่างสบาย ๆ ให้ใจหยุด ใจนิ่ง ๆ ต่อเนื่องกันไป ประคองใจด้วยบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง ภาวนาไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ต้องฝึกให้ได้ทุกเวลา ทุกภารกิจประจำวัน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ใจหยุดเป็นที่สุดของทุกสิ่งที่เราปรารถนา เช่น ความสุขที่แท้จริง ความบริสุทธิ์ หรือความรู้แจ้งแทงตลอดในสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย อยู่ที่ใจหยุดนิ่งๆ อย่างเดียว หยุดจึงเป็นตัวสำเร็จ ที่เราจะต้องฝึกกันให้ได้ ฝึกกันไปทุกวัน ให้สม่ำเสมอ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">หยุด ตรงข้ามกับคำว่า อยาก ที่จะดึงใจของเราให้หลุดพ้นจากกลางกาย ไปติดในเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่เกิดประโยชน์ แต่ใจหยุดจะทำให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของเรา สิ่งอื่นไม่ใช่</p>
<p style="text-align: justify;">การที่เรามีที่พึ่งที่ระลึกอย่างนี้ จะทำให้เราอบอุ่นใจ แล้วก็ปลอดจากภัยทั้งหลาย ภัยในอบาย ภัยในสังสารวัฏ เพราะฉะนั้นก็จะต้องขยัน ทำความเพียรให้สม่ำเสมอ อย่าท้อใจแม้ว่าเรายังนั่งไม่เห็นอะไร มันยังมืดตื้อมืดมิดอยู่ก็ตาม</p>
<p style="text-align: justify;">ให้ฝึกไปเรื่อย ๆ ในทุกอิริยาบถ นั่ง นอน ยืน เดิน ทุกวันทุกคืนควบคู่กับภารกิจประจำวัน ฝึกเอาไว้ เพราะนี่คืองานที่แท้จริงของเรา เป็นกรณียกิจ กิจที่สำคัญอย่างยิ่งของการเกิดมาเป็นมนุษย์ จริง ๆ แล้วแม้แต่เทวดาก็จะต้องฝึกใจให้หยุดนิ่ง ถ้าไม่ฝึก ใจก็จะเพลินอยู่ในกามของทิพย์ หรือทิพยสมบัติ ซึ่งแม้จะมีความสุข แต่มันก็น้อยกว่าสุขที่เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว</p>
<p style="text-align: justify;">หมั่นฝึกให้ได้ทุกวัน อย่าให้มีอะไรมาเป็นข้ออ้าง ข้อแม้หรือเงื่อนไข ทำให้เราเกียจคร้าน หรือเลื่อนการฝึกออกไป ต้องทำทุกวัน อย่าไปคอยความพร้อม เพราะว่าความพร้อมมันอยู่ที่เรา ถ้าเราตั้งใจทำเดี๋ยวนี้ มันก็พร้อมเดี๋ยวนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">หมั่นสังเกต</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ฝึกไปเรื่อย ๆ แล้วพยายามหมั่นสังเกตดูว่า เราทำถูกหลักวิชชาไหม ซึ่งถ้าทำถูกหลักวิชชาจะต้องเข้าถึงพระรัตนตรัยกันอย่างแน่นอน</p>
<p style="text-align: justify;">หมั่นสังเกตดูว่า เราทำตึงเกินไปไหม ตั้งใจมากเกินไปหรือเปล่า มีความทะยานอยาก อยากได้ความสงบ อยากเห็นดวงใส อยากเห็นองค์พระ อย่างที่คนอื่นเขาเห็นมากเกินไปไหม เพราะความอยากจะทำให้เราตั้งใจมาก แล้วจะไปเค้นภาพให้มันทะลักเข้ามาในท้อง ซึ่งผลก็คือ ความไม่สบายกาย ร่างกายจะตึง เกร็ง เครียด แล้วความท้อ ความน้อยใจก็จะตามมาในภายหลัง</p>
<p style="text-align: justify;">หรือว่าเราย่อหย่อนเกินไป นั่งหลับตาจริง ทำสมาธิจริง แต่ปล่อยใจให้ฟุ้งบ้าง เคลิบเคลิ้มบ้าง กระจัดกระจายไปในที่ต่าง ๆ บ้าง อย่างนี้นั่งก็เหมือนกับไม่ได้นั่งนั่นแหละ เพราะมันหย่อนเกินไป</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าพอดี ไม่ตึง ไม่หย่อน แม้ยังไม่มีแสงสว่างมาให้ดู ไม่ได้เห็นดวงธรรม กายภายในหรือว่าองค์พระก็ตาม แต่มันจะรู้สึกสบาย ตั้งแต่ไม่สุขกับไม่ทุกข์ แล้วตัวก็จะเริ่มโล่ง โปร่ง คือตัวจะโล่ง ๆ กลวง ๆ เหมือนมีอุโมงค์ภายในตัวเรา แต่เป็นอุโมงค์แห่งความใสสว่าง ตัวจะเบา กายเบา ใจเบา เหมือนจะเหาะจะลอยได้ ตัวพองโตขยายใหญ่ขึ้น แล้วก็ไม่เมื่อย แม้ยังไม่มีอะไรมาให้ดูใหม่ ๆ เราจะรู้สึกสบาย มีความพึงพอใจกับอารมณ์ที่เราได้ในตอนช่วงนั้น แล้วก็ไม่กังวลกับการเห็น เราจะมีความรู้สึกว่าเวลามันหมดไปเร็ว ซึ่งแตกต่างจากวันก่อน ๆ ที่เวลาเท่ากันแต่เรามีความรู้สึกว่ามันยาวนาน นั่นคือข้อสังเกตนะ</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเราทำถูกหลักวิชชา ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรยาก แค่หยุดแค่นิ่งอย่างสบาย ๆ แล้วไม่ต้องไปกังวลอะไรทั้งสิ้น แม้แต่ความฟุ้งที่เกิดขึ้นก็ไม่เป็นอุปสรรค เราก็ไม่ต้องไปเพ่งไล่ความฟุ้งออกไป หรือพยายามไม่ให้มันฟุ้ง ให้วางใจนิ่ง ๆ เฉย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ประสบการณ์จะก้าวหน้าเร็วขึ้น</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ฝึกทุกวันในทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะอาบน้ำอาบท่า เข้าห้องน้ำ ห้องส้วม จะรับประทานอาหาร หรือจะทำอะไร ว่าง ๆ นิ่ง ๆ ก็ฝึกไว้ ฝึกนิ่ง ๆ วันละสัก ๕ นาที ในอิริยาบถอื่น ฝึกเข้าไว้เรื่อย ๆ ประคองใจอย่างนี้ทั้งวัน แล้วพอถึงเวลาเรามานั่งจริง ใจมันก็จะรวมได้ง่าย แค่เราทำนิ่ง ๆ เฉย ๆ หยุดนิ่ง เดี๋ยวมันก็จะค่อย ๆ ปล่อยวางเรื่องราวต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ จากฟุ้งมาก มาฟุ้งน้อย จากฟุ้งน้อยก็ไม่ฟุ้ง แล้วตัวก็โล่ง โปร่ง เบา สบาย ตัวขยาย กระทั่งหายไปทั้งตัวเลย ตัวหายเหมือนเราไม่มีตัวตน คล้าย ๆ เรานั่งเคว้งคว้างอยู่กลางอวกาศ แล้วมันก็จะค่อย ๆ ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ยิ่งเราฝึกทุกวัน เราก็จะเข้าถึงอารมณ์นี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเราอาจใช้เวลาเป็นชั่วโมง กว่าใจจะโล่ง โปร่ง เบา สบาย ตัวขยาย พอเราฝึกทุก ๆ วัน บ่อย ๆ เอาใจใส่ เวลามันก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ ในการที่จะเข้าถึงจุดตรงนี้ ถึงประสบการณ์ภายในอย่างนี้ จากชั่วโมงก็เหลือครึ่งชั่วโมง หรือ ๑๕ นาที หรือ ๕ นาที กระทั่งพอเราหลับตามันก็นิ่งเลย พอนิ่งก็โล่งเลย ตัวขยายเลย</p>
<p style="text-align: justify;">ต้องฝึกบ่อย ๆ แล้วเดี๋ยวความสว่างก็จะมาเอง เมื่อใจเราห่างจากนิวรณ์ เครื่องกั้นจิตไม่ให้บริสุทธิ์ มันก็จะมีความสว่างทีละนิด ๆ มีบางคนเท่านั้นที่มันพรึบขึ้นมาเลย แต่นาน ๆ ก็จะเจอสักคนหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็จะค่อย ๆ เหมือนฟ้าสาง ๆ แล้วก็สว่างเหมือนตอน ๖ โมงเช้า ๗ โมง แล้วก็จะค่อย ๆ เพิ่มเวลาขึ้นไปเรื่อย ๆ เราก็ต้องเพียรฝึกต่อไป ฝึกไปเรื่อย ๆ ทุกวันสม่ำเสมอ</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็หมั่นสังเกตเมื่อเราเลิกหรือลืมตาขึ้นมาแล้ว วันนี้เราทำอย่างไร เราถึงเข้าสู่ความสงบ สู่แสงสว่างได้เร็ว หรือวันนี้เราทำอย่างไรถึงช้า เมื่อเข้าถึงจุดตรงนั้น ก็ค่อย ๆ สังเกตไป ตรึกไปเรื่อย ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">หัดตัดใจ ตัดอารมณ์ต่าง ๆ เครื่องกังวล ใจก็จะมาอยู่ตรงนี้ได้เร็วเข้า ความสว่างก็จะค่อย ๆ เพิ่มพูนมากขึ้น จนกระทั่งถึง ๘ โมง ๙ โมง ๑๐ โมงถึงเที่ยงวัน มันก็จะเป็นขั้นเป็นตอนของมันไป อยู่ที่การฝึกฝน เมื่อมาถึงตรงนี้ การเปลี่ยนแปลงของจิตใจเราก็จะเกิดขึ้น คือ เราอยากจะคิดแต่เรื่องดี ๆ พูดแต่เรื่องดี ๆ แล้วก็ทำแต่เรื่องดี ๆ สิ่งที่ไม่ดีเราก็ไม่อยากจะทำหรอก เวลาใจมันใสมันสว่าง</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6299" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/กลางของกลางดวง.jpg" alt="" width="560" height="400" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/กลางของกลางดวง.jpg 560w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/กลางของกลางดวง-300x214.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/กลางของกลางดวง-150x107.jpg 150w" sizes="(max-width: 560px) 100vw, 560px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ดวงปฐมมรรค ต้นทางพระนิพพาน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">พอเราฝึกไปอีก ในกลางความสว่างเจิดจ้า มันก็จะเริ่มเห็นดวงใส ๆ เกิดขึ้นเอง ลอยขึ้นมาจากฐานที่ ๖ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับสะดือในกลางท้อง เป็นดวงใส ๆ อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือใหญ่กว่านั้น หรือโตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;">ดวงธรรมดวงแรกปรากฏขึ้น มันจะสุกใส อย่างน้อยก็เหมือนน้ำใส ๆ เหมือนกระจกคันฉ่องที่ส่องเงาหน้าใส ๆ เหมือนเพชรที่ต้องแสงบ้าง หรือใสกว่านั้น ใสเกินใส ก็ปรากฏเกิดขึ้น นั่นแหละ คือ ดวงปฐมมรรค หรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ของเราท่านบัญญัติเอาไว้ ดวงใส ๆ ปรากฏ</p>
<p style="text-align: justify;">เราก็ต้องฝึกให้เห็นชัดทั้งหลับตาและลืมตา ในทุกอิริยาบถ หลับตาก็ชัด ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นก็ยังชัดอยู่ที่กลางกาย จะนั่ง นอน ยืน เดิน หกคะเมนตีลังกาอย่างไรในทุกอิริยาบถ มันก็ยังชัดใสแจ่ม ซึ่งตอนนี้ก็จะยิ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตของเรามากขึ้น คือ จะคิดดีมากขึ้น พูดดีมากขึ้น ทำดีมากขึ้น ใจอยากจะสั่งสมแต่ความดี จะละชั่ว จะทำดี อยากจะทำใจให้บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อดวงใส ๆ นี้ปรากฏ มาถึง ณ ตรงนี้เราก็ปิดประตูอบายแล้ว เปิดประตูสวรรค์นิพพานแล้ว อย่างน้อยก็ไปสู่สุคติภพ ที่ว่าเปิดประตูนิพพาน คือ ดวงธรรมใส ๆ คล้ายดวงแก้วนี้คือต้นทางที่จะไปสู่อายตนนิพพาน</p>
<p style="text-align: justify;">ดวงธรรมตรงนี้กับดวงแก้ว มันคล้ายกันตรงที่กลมรอบตัว แต่ความใสแตกต่างกัน ความสว่างก็ต่างกัน ความสุขก็ต่างกัน ความสงบต่างกัน ความสะอาดของดวงจิตต่างกัน ต่างกับการที่เราเห็นดวงแก้วภายนอก มันจะสะอาด สว่าง สงบ จะมีความสุข อย่างที่เราไม่เคยเป็นมาก่อนเลย ใจก็จะตั้งมั่นอยู่ที่ตรงนี้ หลับตา ลืมตา นั่ง นอน ยืน เดิน มันก็จะอยู่ตรงนี้ เป็นดวงใส ๆ จะมีความเบิกบาน จะรู้จักคำว่า เบิกบาน ต่อเมื่อเห็นดวงใส ๆ หรือเข้าถึงดวงธรรมดวงแรก ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือดวงปฐมมรรคเบื้องต้น ที่จะไปสู่อายตนนิพพาน</p>
<p style="text-align: justify;">เราก็ฝึกทำให้ชำนาญ อย่าชะล่าใจว่า “เออ เราจะทำเมื่อไรก็ได้” มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะจิตใจเรายังไม่มั่นคง ยังโลเลอยู่ ถ้ามีเรื่องภารกิจหยาบ ๆ เข้ามา มันก็จะดึงใจออกไปติด ไปคิด ไปพูด ไปทำเรื่องหยาบ ๆ ความละเอียดของใจก็จะหย่อนลงไป พอหย่อนไปที่เคยเห็นมันก็จะเลือนราง พอเลือนรางเราก็อยากจะเห็นอย่างเดิมอีก ก็จะตั้งใจมากเกินไป ยิ่งตั้งใจมันก็จะยิ่งเลือนรางหายไปเลย แล้วความกลุ้มก็จะเข้ามาแทนที่ ความเสียดายที่เคยได้อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อได้ดวงใสแล้ว ก็จะต้องรักษาเอาไว้ให้ยิ่งชีวิตทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ใบลานเปล่า</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">มนุษย์จำนวนมากที่มาเกิดไม่เคยเห็นดวงใสในตัวเลย อย่าว่าแต่คฤหัสถ์เลย แม้แต่นักบวชก็เหมือนกัน ดวงใสนี้ยังไม่เคยเห็น จะจบปริยัติมาถึงประโยคอะไรก็แล้วแต่ จะแตกฉานทางด้านปริยัติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเรียกว่า ใบลานเปล่า</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">พวกที่เป็นแบบใบลานเปล่า ยิ่งแตกฉานยิ่งเป็นนักคิด ก็คิดไปเรื่อยเปื่อยไปตามทัศนะของตน แต่ความจริงก็ยังได้ชื่อว่า ใบลานเปล่า เพราะว่ายังเข้าไม่ถึงดวงธรรมภายใน</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">นี่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เข้าถึงอย่างนี้ ถึงแล้วก็เห็นไปตามลำดับ เห็นกายในกาย กระทั่งไปถึงกายธรรมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า</p>
<p style="text-align: justify;">นักคิดทางทฤษฎี ที่เขาเรียนปริยัติมามากๆ เป็นนักคิด นักพูด นักเขียน ก็มักจะมีความมั่นใจว่า ต้องปริยัติอย่างเดียว ไม่ต้องปฏิบัติ ทั้งหมดมีอยู่ในปริยัติ แล้วก็บอกปริยัติต้องมาก่อนปฏิบัติ เขาก็จะยืนยันกันอย่างนี้ ซึ่งจริง ๆ เขาพูดน่ะถูกครึ่งเดียว มันขึ้นอยู่กับว่าจับตอนไหน ถ้าจับตอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนเป็นบรมโพธิสัตว์ พระองค์ปฏิบัติก่อนนะ ถึงจะเข้าไปถึงความรู้ แล้วก็ถ่ายทอดออกมาเป็นคำสอนที่เรียกว่าปริยัติ คือพระองค์ก็เรียนตามความรู้จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ มาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ แต่ก็ดับทุกข์ไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องทิ้งความรู้ทั้งหมดที่เคยเรียนมา แล้วก็มาลงมือปฏิบัติที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์</p>
<p style="text-align: justify;">โดยทำใจให้หยุดนิ่งแล้วก็ว่าง ๆ ไม่คำนึงถึงความรู้ที่เรียนมา เพราะมันเอามาใช้ไม่ได้ หลักสูตรนั้นมันไม่จบ มันค้างคาใจอยู่ แล้วท่านก็มาหยุดนิ่ง ๆ โดยตั้งมโนปณิธานว่า “เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าหากว่า ไม่หลุดพ้น ไม่พบความรู้ในการดับทุกข์ แล้วยังดับทุกข์ไม่ได้ จะไม่ลุกจากที่” ก็แปลว่าพระองค์ก็ต้องปฏิบัติก่อน ปฏิบัติคือทำนิ่ง ๆ นั่นแหละ จนกระทั่งเห็นไปตามลำดับ จนกระทั่งหลุดพ้นไปตามลำดับ วิชชา 3 ก็บังเกิดขึ้นไปตามลำดับของวิชชา</p>
<p style="text-align: justify;">นี่ปฏิบัติต้องมาก่อน ในระดับของพระบรมครู ปริยัติมาตอนที่ท่านจะสอนพระสาวก สอนนักเรียน สอนมนุษย์ เทวดาทั้งหลาย จึงถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด ใช้คำพูดเป็นสื่อของความรู้ แล้วเขาก็บันทึกรวบรวมเป็นพระไตรปิฎก เป็นภาคทฤษฎี ปริยัติให้นักเรียนหรือพระสาวกได้ศึกษากันต่อไป เพื่อที่จะได้นำไปปฏิบัติ แล้วก็เข้าถึงปฏิเวธ คือ มีประสบการณ์ภายใน เช่นเดียวกับพระองค์</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ถ้าจะถามว่าอันไหนมาก่อนกัน มันก็ขึ้นอยู่กับพูดตอนไหน ถ้าหากว่าจะเริ่มจากพระบรมศาสดา ปฏิบัติก็ต้องมาก่อน และก็ไม่ได้อาศัยความรู้มาจากครูบาอาจารย์อื่น ๆ เลยดังกล่าวนั้นแหละ แต่ว่าเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัว แล้วด้วยมหากรุณาก็อยากจะถ่ายทอดความรู้ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย จึงเทศน์สอน แล้วก็มีการทรงจำต่อ ๆ กันมา ด้วยปากต่อปาก เขาเรียกว่ามุขปาฐะ แล้วก็นำมารวบรวมเป็นตำรับตำรา</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าสำหรับนักเรียน ปริยัติก็ต้องมาก่อน เพราะเรียนความรู้จากครูบาอาจารย์ ก็ต้องศึกษาภาคทฤษฎีแล้วก็นำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ถึงปฏิเวธ ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ปฏิบัติแล้วก็เข้าถึงปฏิเวธ มีประสบการณ์ภายใน หลุดพ้น</p>
<p style="text-align: justify;">แต่นักคิดปัจจุบันนี้ ก็จะติดอยู่ในตำรับตำรา จะยืนยันเฉพาะปริยัติอย่างเดียวว่า ทุกอย่างมีอยู่ในปริยัติ ปฏิบัติไม่มี ซึ่งมันก็ไปค้านกับคำสอนของพระบรมศาสดา แต่เนื่องจากมีชื่อเสียงพูดอะไรคนก็ฟัง แต่ฟังกันไปก็จะเป็นประเภทใบลานเปล่าอย่างนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ลูกทุกคนก็จะต้องเดินตามรอยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ เมื่อเราฟังภาคทฤษฎีแล้ว เราก็นำมาปฏิบัติเลย เพราะการพิจารณาแล้วปล่อยวาง มันใช้เวลาแค่นาทีสองนาทีก็จบแล้ว ว่าทุกอย่างสรรพสิ่งทั้งหลายสรรพสัตว์ทั้งปวงล้วนเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ซึ่งความจริงมันก็เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องใช้เวลานานเลย นาทีสองนาทีก็จบแล้ว หรือกายมนุษย์มีการแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะไปสู่จุดสลาย คือ เชิงตะกอนนั่นแหละ ความเสื่อมปรากฏขึ้นมาเรื่อย ๆ แล้วก็จะสลายไปในที่สุด ซึ่งเราใช้ความนึกคิดตรงนี้แค่นาทีเดียวก็จบแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วหลังจากนั้นก็มาฝึกหยุดนิ่ง ทำให้มันได้ เดี๋ยวก็จะเป็นไปตามลำดับ ดังที่ได้กล่าวมาเบื้องต้นนั่นแหละ คือ โล่ง โปร่ง เบา สบาย ตัวขยาย แล้วก็ตัวหายไป แสงสว่างเกิดขึ้น ดวงธรรมปรากฏขึ้น แล้วจากดวงธรรมดวงแรก เดี๋ยวก็จะก้าวไปถึงดวงธรรมดวงถัด ๆ ไป กระทั่งเห็นกายในกาย กายมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม กระทั่งเข้าถึงกายธรรม พอถึงกายธรรมแล้วตอนนั้นแหละ เราถึงจะมั่นใจว่า สรณะที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง คือ พระธรรมกายในตัว หรือพระรัตนตรัยในตัวนี่เอง จะเข้าใจแล้วก็จะซาบซึ้งเมื่อเข้าถึงกันจริง ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ทีนี้พอถึงแล้วก็หมั่นทำให้ได้ตลอดเวลาทั้งหลับตา ลืมตา นั่ง นอน ยืน เดิน ฝึกไปเรื่อยๆ เลย เราก็จะเห็นองค์พระอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวท่านก็ขยายขึ้นมาบ้าง มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวเรา ครอบตัวเราก็มี ผุดผ่านมาในกลางกาย เพิ่มขึ้นมาอีกก็มี ขึ้นมาเรื่อย ๆ ต่อกันไป ไม่ขาดสายเลย ผุดผ่านเข้ามาในกลางกายในช่วงที่ความรู้สึกของกายมนุษย์หมดไปแล้ว แล้วจะมีความรู้สึกว่าเป็นพระ ตอนที่เข้าถึงพระ และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระในตัวนั้นแหละ มันจะใสสว่าง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6302" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1.jpg" alt="" width="2048" height="1362" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-1024x681.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-768x511.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-1536x1022.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-696x463.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-1068x710.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/359476126_10224124217753988_1737837445765855130_n-1-1920x1277.jpg 1920w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">วิชชาธรรมกายศึกษาด้วยกายธรรม</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">แล้วพอถึงตอนนี้ เข้าถึงองค์พระ เห็นองค์พระตลอดเวลาแล้ว จะศึกษาวิชชา ๓ อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาก็ได้แล้ว ศึกษาวิชชา ๓ ก็ศึกษาด้วยธรรมกาย จึงได้เรียกว่า วิชชาธรรมกาย</p>
<p style="text-align: justify;">คำว่า <strong><span style="color: #dd3333;">วิชชา</span></strong> เขาเขียนแตกต่างจาก <strong><span style="color: #dd3333;">วิชา</span></strong> ทางโลก คือ มี ช. ช้าง ๒ ตัว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">วิชชา แปลว่า ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง</span></strong> ไม่ได้เกิดจากการคิดคำนึง คาดคะเน หาเหตุหาผลด้วยตรรกะ หรือจากการอ่าน การฟัง แต่เป็นความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง เมื่อใจหยุดนิ่งแล้ว มันจะสว่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์พระภายในแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">พระพุทธเจ้าพระองค์ก็จะใช้กายธรรมนี่แหละศึกษาวิชชา ตั้งแต่กายธรรมพระโสดาบัน หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา ศึกษาวิชชาปุพเพนิวาสานุสติญาณ การระลึกชาติหนหลังได้ พอไปถึงตรงนั้นท่านก็อยากจะรู้ว่า ก่อนมาเกิดท่านมาจากไหน แล้วก็นิ่งไปในกลางกายธรรม ด้วยบารมีที่ได้สั่งสมมาก็ส่งผล ตอนนี้สังโยชน์ได้ละไปบางส่วนแล้ว จางลงไปแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น การรู้เห็นอะไรก็แจ่มแจ้ง เพราะบารมีท่านมาก ก็จะเห็นเป็นเรื่องราว เป็นภาพต่อเนื่องกันไปว่า ก่อนมาเกิดท่านมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นท้าวสันตดุสิต ก่อนที่จะมาเป็นท้าวสันตดุสิตท่านเป็นอะไรก็เห็นไปเรื่อยๆ มาจากตรงไหน สร้างบารมีมาอย่างไร สาวไปเรื่อยๆ ดูไป มองไปแล้วก็รู้เรื่องราว เพราะว่ามันเห็นเป็นภาพ เกิดขึ้นมาพร้อมกับความเข้าใจแจ่มแจ้งในเวลาเดียวกัน ก็ศึกษากันอย่างนี้ด้วยธรรมกาย เขาเรียกว่า วิชชาธรรมกาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ปุพเพนิวาสานุสติญาณ</span></strong> ระลึกชาติหนหลังของตัว</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">จุตูปปาตญาณ</span></strong> ศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมว่า ทำกรรมอย่างนี้ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ จะไปเกิดในภพภูมิอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะทำให้เข้าใจถึงความแตกต่างของมวลมนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้งหลาย มันมีเหตุผลอย่างไร ก็จะเห็นเรื่องราวไปเลย</p>
<p style="text-align: justify;">การเกิดขึ้นและการดับไปของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ประกอบกรรมอย่างนี้ พอตายจากนี้ ก็ไปเกิดตรงโน้น เหมือนปลาในท้องทะเลที่โผล่ตรงนี้ ผุดตรงโน้น ดำน้ำตรงนี้ ไปโผล่ตรงโน้น ตายจากมนุษย์ไปเป็นอะไรต่ออะไรสารพัด ด้วยวิบากกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ก็เห็นเป็นเรื่องเป็นราวไป ก็เป็นวิชชาที่สอง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">อาสวักขยญาณ</span></strong> แล้วถึงสาวไปหาเหตุว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่เกิดอีก ก็มองดู ตรวจตราดู เพราะฉะนั้นต้องเห็นทั้งนั้นแหละ ไม่เห็นไม่ได้หรอก คิดไม่ออก คิดไม่มีทางหมดกิเลส</p>
<p style="text-align: justify;">พระองค์เห็นไปอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งหลุดหมดเลยจากกิเลสทั้งหลาย ด้วยบารมีที่เต็มส่วน กำลังของบารมีส่งผลให้เต็มส่วน ฉุดท่านหลุดไปเลย ไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกายธรรมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สว่างไสว จึงปฏิญาณตนว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลุดพ้นจากกิเลส หลุดพ้นจากกฎแห่งกรรม หลุดพ้นจากกฎของไตรลักษณ์ หลุดพ้นจากภพทั้ง 3 แล้วก็เข้าสู่นิพพานภายใน ที่เข้าด้วยกายมนุษย์ เขาเรียกว่า อุปาทิเสสนิพพาน ด้วยกายอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสวยวิมุตติสุข คือ สุขที่หลุดพ้นจากกิเลส</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ความสามารถทั้งหมดเหล่านี้ ที่มีอยู่ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีอยู่ในตัวของเราและ</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">มวลมนุษยชาติทั้งสิ้น แต่ว่าเราไม่เคยศึกษากัน หรือศึกษาแล้วก็ไม่ได้เอาใจใส่ ไม่ได้ให้ความสำคัญกันอย่างจริงจัง เราจึงยังไม่รู้ไม่เห็นอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระอริยสาวกทั้งหลาย เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับความเพียร ทำความเพียรแล้วทำให้ต่อเนื่องกันไป ถ้าทำกันจริง ๆ แล้วก็ต้องเข้าถึงกันทุกคน</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ทั้งหมดนี้คือกรณียกิจ คืองานที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วก็ต้องทำกันอย่างนี้ ลูกทุกคนเป็นผู้มีบุญที่สั่งสมกันมาดีในระดับหนึ่งทีเดียว จึงมาถึง ณ ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสที่ดีของเรา ที่เราจะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ก็อย่าปล่อยให้โอกาสนี้เป็นวิกฤต ให้ตั้งหน้าตั้งตาฝึกใจให้หยุดให้นิ่งกันไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ สักวันหนึ่งก็จะเป็นวันแห่งความสมปรารถนาของเรา</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">อธิษฐานจิตตั้งผังชีวิต</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ตอนนี้เราก็หยุดนิ่ง ๆ สบาย ๆ ตรึกระลึกนึกถึงบุญที่เราทำผ่านมา จนกระทั่งมาถึงวันนี้ เอามาเป็นบุญต่อบุญ เราจะได้อธิษฐานจิตไปดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ เขตบรมโพธิสัตว์ ไม่ให้พลัดกันเลย ภพชาติต่อไปก็ให้สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญสุข มรรคผลนิพพาน วิชชาธรรมกาย เกิดมาก็ให้ระลึกชาติได้ ให้เห็นธรรมะกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย สร้างบารมีเรื่อยไปจนกว่าจะหมดอายุขัยไป<br />
ทุกภพทุกชาติตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม</p>
<p style="text-align: justify;">ให้บังเกิดในร่มเงาของพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ได้เกิดในครอบครัวที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มีสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อการสร้างบารมีของเรา จะมีพวกพ้องบริวารหมู่ญาติก็ให้เป็นคนดี มีศีล มีธรรม เป็นบัณฑิต เป็นนักปราชญ์ มีทรัพย์แล้วก็อย่าได้ตระหนี่ อย่าได้มีมานะทิฏฐิ ให้ใช้ทรัพย์เป็นด้วยดวงปัญญาของเราในการสร้างบุญต่อบุญบารมีต่อบารมีไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดหมายปลายทาง</p>
<p style="text-align: justify;">ปัจจุบันชาตินี้เรากำลังสร้างบารมีอยู่ ก็ให้บุญทุกบุญนี้ไปเชื่อมสายสมบัติ ให้เราได้มาใช้สร้างบารมีอย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้น ที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ให้หาย ให้แข็งแรง อายุขัยยืนยาว สร้างบารมีกันไปนาน ๆ ปฏิบัติธรรมะก็ให้พบพระธรรมกาย ครอบครัวก็ให้เป็นครอบครัวธรรมกาย ให้มีสมบัติใหญ่ไหลมาเทมา ให้เราได้ใช้สร้างบารมีอย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้น หมดหนี้สิน เหลือกินเหลือใช้ เหลือไว้สร้างบารมีอย่างนี้ เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็อธิษฐานนึกถึงบุญอุทิศส่วนกุศลไปยังบรรพบุรุษ บุพการี หมู่ญาติที่ละโลกไปแล้ว ไปอยู่ในภพภูมิใดก็ตาม ให้บุญนี้ได้ไปถึงท่านเหล่านั้น ที่มีทุกข์มากก็ให้ทุกข์น้อย ที่มีทุกข์น้อยก็ให้พ้นทุกข์ ที่มีสุขน้อยก็ให้สุขมาก ที่มีสุขมากก็ให้มากเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วบุญนี้ให้ถึงแก่คู่กรรมคู่เวรเราจะได้เป็นอโหสิกรรมกันไป แล้วก็ถึงแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ให้ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบ ๆ นะ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5507">อย่าเป็นใบลานเปล่า  ต้องเข้าถึงธรรมให้ได้</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ่มอินทรีย์</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5508</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 11:43:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5508</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5508">บ่มอินทรีย์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบา ๆ สบาย ๆ ทำใจของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส แล้วก็หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเราอย่างสบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">จะตรึกนึกถึงดวงใส หรือองค์พระใส ๆ ก็ได้นะ หรือภาพองค์พระกลางดวงแก้วก็ได้ หยุดเบา ๆ หรือวางใจสบาย ๆ ให้ใจหยุดในหยุด นิ่งในนิ่งลงไป</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">อย่ากดลูกนัยน์ตา อย่ากังวลศูนย์กลางกาย</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">อย่าเอาลูกนัยน์ตากดลงไปดูนะ ตาเราก็ยังอยู่ที่เดิม เพราะมันไม่เกี่ยวกับกายเนื้อ นัยน์ตาเนื้อ เราหลับแค่สบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ถ้ากังวลกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มากเกินไป ก็นึกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ขยายออกไปสุดขอบฟ้า แล้วเราเข้าไปอยู่ตรงกลางแล้ว เป็นศูนย์กลางของสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย ทำใจเราให้นิ่ง ๆ จะนึกว่าเราอยู่ในองค์พระ หรือองค์พระอยู่ในตัวเราก็ได้</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ค่อย ๆ ฝึกกันไปเรื่อย ๆ ทุกวัน อย่าท้อนะ ต้องขยันฝึกกันไป ยิ่งถ้าเราให้โอกาสกับตัวเราเอง ทำหยุดทำนิ่ง ทำใจใส ๆ ใจก็จะคุ้นเคยกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มากขึ้นไปเรื่อย ๆ แหละ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">นี่เป็นกิจสำคัญของเรานะ เป็นงานที่แท้จริงสำหรับการมาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะเวลาจะละโลกเขาตัดสินกันด้วยบุญด้วยบาป ใครใจใสใจหมอง ถ้าผ่องใสไม่เศร้าหมองก็ไปสุคติโลกสวรรค์ ถ้าเศร้าหมองไม่ผ่องใสก็ไปอบาย จะมีภพภูมิที่รองรับเราอยู่ แล้วแต่ละภพภูมิก็จะมีช่วงระยะเวลายาวนานมาก ถ้าสุขก็สุขนาน ถ้าทุกข์ก็ทุกข์นาน</p>
<p style="text-align: justify;">นี่เป็นเรื่องราวของชีวิต ชีวิตใหม่หลังจากตายแล้ว เพราะเราต้องตายกันทุกคน และเราก็เคยตายกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่เราก็ลืมไป พอมาเกิดใหม่ก็ลืมอีก แล้วก็ไม่อยากตาย กลัวตาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ถ้ากลัวตาย ก็ต้องกลัวให้ถูกหลักวิชชาคือ สั่งสมบุญกันไว้ทั้งทาน ศีล ภาวนา ทำให้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #dd3333;">มากๆ แล้วความกลัวตายก็จะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ เพราะว่ากลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย แต่ว่าเราก็มีความพร้อมที่จะตาย</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ยิ่งถ้าหากเราปฏิบัติธรรมได้เห็นดวงใส เห็นองค์พระใส ๆ ความตายนั้นก็ไม่เป็นสิ่งที่น่ากลัวเท่าไร แม้กายหยาบจะทุกข์ทรมานด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากวิบากกรรมที่เราทำไว้ในอดีตก็ตาม มันก็ทรมานได้แค่กายหยาบ แต่ว่าใจจะผ่องใส เพราะว่ามีดวงธรรม มีองค์พระ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งที่ระลึก เป็นที่ยึดที่เกาะของใจ</p>
<p style="text-align: justify;">ใจมันจะใส แล้วก็จะดึงดูดทุกๆ บุญที่เราได้ทำผ่านมาซึ่งบางบุญเราก็นึกไม่ออก ลืมไปแล้ว แต่มันก็จะมาฉายให้เห็นเป็นภาพ ที่เรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">กรรมนิมิต</span></strong> ให้เราเห็นได้ชัดเจนด้วยตัวของเรา จะเป็นภาพที่ดีบังเกิดขึ้น ซึ่งจะนำมาซึ่งความปีติ ความปลื้ม ความผ่องใสของดวงจิต</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น คำว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ที่พึ่งที่ระลึก</span></strong> มันลึกซึ้ง คือ พึ่งได้ทั้งในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ พึ่งได้ในขณะที่กำลังจะหมดชีวิต พึ่งได้กระทั่งตายแล้ว พึ่งได้ตลอดเวลาเลย คือไปถึงตรงนั้นนะ ที่เราเข้าถึงดวงธรรม หรือองค์พระ ใจจะใส จะสบาย ความทุกข์มันจะไม่แล่นกลับไป แม้ว่าภายนอกบางครั้งเราอาจจะอัตคัดขาดแคลนวัตถุสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค ของกิน ของใช้ แต่ว่าใจยังใสอยู่ แล้วเมื่อถึงตอนถอดกาย เราก็จะละ<br />
จากโลกนี้ไปอย่างสง่างาม</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6296" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357468069_3231992420280048_5512987022665004859_n-1920x1280.jpg 1920w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">บ่มอินทรีย์</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ปัจจุบันนี้เรายังมีกายมนุษย์อยู่ เราก็จะต้องใช้กายมนุษย์ของเรา และสิ่งที่เรามีอยู่นี้ทำแต่ความดีล้วน ๆ ทั้งทาน ศีล ภาวนา สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ก็เป็นแค่ของอาศัยกันชั่วคราวเท่านั้นแหละ จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ มันก็ชั่วคราว เพราะฉะนั้นก็อย่าไปผูกพันอะไรกันมากมายนัก เอาแค่ว่าพึ่งพาอาศัยไว้สร้างบารมีกัน ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่อง ที่ดิน รถรา สมบัติอะไรพวกนี้ ลาภ ยศ สรรเสริญ มันชั่วคราวกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงทาง ถ้าหลงทางแล้วมันจะห่างไกลกัน</p>
<p style="text-align: justify;">การปฏิบัติธรรมทุกวันจะช่วยให้เรามาได้ถูกทาง แล้วหนทางที่ถูกนี้ก็จะค่อย ๆ แจ่มแจ้งขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ถ้าเราไม่ท้อกันเสียก่อน เราก็จะค่อยๆ เข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย เหมือนเราค่อย ๆ บ่มอินทรีย์ของเรา บ่มกาย บ่มวาจา บ่มใจ บ่มศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าพูดง่ายๆ บ่มกายวาจาใจของเราให้ค่อย ๆ แก่รอบขึ้น บ่มไปเรื่อย ๆ เหมือนการเร่งความสวยของเพชรพลอยด้วยความร้อนอย่างนั้นแหละ บ่มไป หรือเหมือนบ่มผลไม้ให้สุกงอม</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">เพราะฉะนั้น เราหลับตาแล้วยังมืดอยู่ ก็อย่าไปคิดว่า ไม่ก้าวหน้า หรือไม่ได้อะไรเลย </span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">เรากำลังบ่มอยู่ ค่อยๆ ทำไป มันก็ค่อย ๆ คุ้น ค่อย ๆ ชำนาญไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ค่อย ๆ สาง ค่อย ๆ สว่าง ค่อยแจ่มแจ้งขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะเข้าถึงดวงธรรม องค์พระภายในได้เองในภายหลังค่อย ๆ บ่มไป</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ภายนอกเราก็ทำความดีไปเรื่อย ๆ สิ่งไม่ดีเราก็ไม่ทำแล้วก็ทำใจให้ใส ๆ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5508">บ่มอินทรีย์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ง่ายแต่ลึก</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5510</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 11:36:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5510</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5510">ง่ายแต่ลึก</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบา ๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้าย ๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือจำง่าย ๆ ว่าอยู่ในกลางท้อง</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใส ๆ หรือตรึกนึกถึงพระแก้วใส ๆ เอาใจหยุดอยู่ในกลางพระแก้วใส ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง เราถนัดอย่างไหนก็เอาอย่างนั้น ไม่ต้องเปลี่ยนกลับไปกลับมา เราตรึกเรานึกถึงดวงก็สามารถเห็นองค์พระได้ เรานึกถึงองค์พระก็สามารถเห็นดวงได้ เพราะในดวงก็มีองค์พระ ในองค์พระก็จะมีดวงใส ๆ เพราะฉะนั้นอย่าสับสน เอาเพียงอย่างเดียว แต่ให้นึกอย่างสบาย ๆ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น</p>
<p style="text-align: justify;">นี่คือวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นงานที่แท้จริงของเรา เขาเรียกว่ากรณียกิจ เราคงได้ยินคำนี้บ่อย ๆ คือกิจที่ควรกระทำ คืองานแท้จริง</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">วัตถุประสงค์ของการเกิดเป็นมนุษย์</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">งานแท้จริงก็คือ ทำอย่างไรเราถึงจะเข้าถึงพระรัตนตรัยซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของเรา พระรัตนตรัยในตัวที่เข้าถึงแล้วจะนำเราให้พ้นจากความทุกข์ทั้งหลายได้ โดยไปขจัดสาเหตุแห่งความทุกข์คือกิเลสอาสวะที่มีอยู่ในตัวของเรา ในใจของเราให้หมดสิ้นไป แล้วใจของเราก็จะได้สะอาด สว่างบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสทั้งหลาย</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">หมายเอาพระธรรมกายอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูมตั้งอยู่บนจอมกระหม่อมบนพระเศียรของท่าน ที่มีเส้นพระศก หรือเส้นผมขดเวียนเป็นทักษิณาวรรต ตามเข็มนาฬิกา เรียงรายอย่างเป็นระเบียบบนพระเศียรของท่านที่ตั้งอยู่บนพระวรกายของท่าน คือกายที่ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ ในอิริยาบถเดียว คืออิริยาบถนั่งเจริญสมาธิภาวนา</p>
<p style="text-align: justify;">เราก็ค่อยๆ ประคับประคองใจของเราให้หยุดให้นิ่ง ๆ อย่างสบาย ๆ โดยลืมสิ่งแวดล้อม ภาคบ่ายนี้อากาศจะอ้าวแค่ไหนก็ช่างมัน ต้องฝึกให้ได้ทุกสภาวะอากาศ เพราะเราจะต้องพร้อมเสมอกับทุกสิ่งที่จะบังเกิดขึ้น ซึ่งไม่เลือกกาลเวลา ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกสภาวะ เราก็จะต้องฝึกให้ได้ ไปหาความเย็นอยู่ภายในกลางกาย โดยลืมความอ้าวภายนอก ด้วยการทำใจให้หยุดนิ่ง ๆ เบา ๆ สบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">อย่าไปหวั่นไหวกับความมืดที่มาบดบังใจเรา เพราะความมืดไม่ได้มีตลอดกาลเหมือนทางโลกนั่นแหละ ความมืดในยามราตรี ๑๒ ชั่วโมง แล้วความสว่างก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะไม่หวั่นไหว ทำใจหยุดนิ่งเรื่อยไปเลย ไม่ช้าเดี๋ยวความสว่างก็จะมาปรากฏเอง ความมืดก็จะสลายไปเมื่อใจหยุดนิ่ง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">วัตถุประสงค์ของการมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อแสวงหาพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งเป็นที่รวมความปรารถนาของเราทั้งมวล ตั้งแต่ความสุขที่แท้จริง ความรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต คือ ดวงปัญญา ความรัก และปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่เรียกว่า มหากรุณา แล้วก็อานุภาพอันไม่มีประมาณ ที่จะดลบันดาลความปรารถนานั้นให้สมหวังได้ บริสุทธิ์ก็ดี ปัญญาก็ดี มหากรุณาก็ดี หรืออานุภาพอันไม่มีประมาณก็ดี รวมประชุมอยู่ในธรรมกายในตัวนั่นแหละ</span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น เราต้องหาให้เจอ เมื่อท่านอยู่ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เราก็ต้องมาหาที่ฐานที่ ๗ โดยการทำใจให้หยุด ให้นิ่ง ๆ เบา ๆ สบาย ๆ จะภาวนา สัมมา อะระหัง ประกอบไปด้วยก็ได้ หรือถ้าเรามั่นใจว่า เราไม่ต้องภาวนาก็ไม่ฟุ้ง ไม่ไปคิดเรื่องอื่น ใจจะตั้งมั่นได้ เราก็ไม่ต้องภาวนา แล้วแต่เราเพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน</p>
<p style="text-align: justify;">จะภาวนาก็ได้ จะไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าจะภาวนาก็ต้องให้เป็นเสียงที่ละเอียดอ่อน ค่อย ๆ ดังออกมาจากกลางท้องของเรา เหมือนมาจากแหล่งแห่งความบริสุทธิ์<br />
แหล่งแห่งอานุภาพที่ไม่มีประมาณ แหล่งแห่งปัญญา แหล่งแห่งมหากรุณา พรั่งพรูออกมาจากตรงนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ภาวนาไปเรื่อย ๆ กี่ครั้งก็ได้ จนกว่าอยากจะอยู่เฉย ๆ หยุดกับนิ่งอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเราก็ไม่ต้องหวนกลับมาภาวนาใหม่</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">สุขทุกข์อยู่ที่ใจเรา มันก็แล้วแต่เราจะหยิบอะไรออกมาใช้ คนฉลาดคนมีปัญญาก็จะเลือกใช้แต่ของดี ๆ ที่จะทำให้ชีวิตสดใสเบิกบานด้วยการระลึกนึกถึงสิ่งที่ดีงาม นึกถึงดวงใส องค์พระใส ภาวนา สัมมา อะระหัง เรื่อยไปเลย</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">จนกระทั่งพอใจหยุดนิ่ง ตัวก็จะโล่ง ไม่ทึบแล้ว จะโปร่ง จะเบา สบ๊าย สบาย ตัวก็จะขยายออกไป มันขยายของมันไปเอง แล้วก็หายไปเลย กลืนไปกับบรรยากาศ เหมือนเรากับจักรวาลเป็นอันเดียวกันกับบรรยากาศ แล้วใจจะใสบริสุทธิ์ จนกระทั่งเห็นความบริสุทธิ์ผุดขึ้นมาในกลางกาย เป็นดวงใส ๆ มาพร้อมกับความสุข ความรู้เรื่องราวที่เป็นความจริง จะเป็นดวงใส ใจก็จะติดแน่นตั้งมั่น ไม่เขยื้อนเลย มันจะนิ่ง แล้วเราก็ตักตวงความสุขที่เกิดขึ้นจากหยุดกับนิ่งนั่นแหละ ในกลางดวงใส ๆ ดวงที่ใสบริสุทธิ์นั่นแหละคือความบริสุทธิ์ที่ปรากฏให้เราเห็นได้ด้วยใจ เหมือนดวงอาทิตย์ผุดเกิดขึ้นมา ทำให้เราเห็นได้ด้วยตามนุษย์</p>
<p style="text-align: justify;">ต่างแต่ว่าดวงอาทิตย์ผุดขึ้นมา เห็นแล้วเราเคืองตา มองไม่ได้ แต่ดวงใสภายในซึ่งสว่างกว่าดวงอาทิตย์เสียอีก แต่เราดูได้ด้วยใจที่เบิกบาน ไม่เคืองตา ไม่แสบตา มีความสบายใสเย็นอยู่ภายใน แล้วเดี๋ยวใจก็จะค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปถึงพระรัตนตรัยในตัวเอง ไม่ต้องไปทำอะไรเลย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">การปฏิบัติธรรม มันต้องง่ายแต่ลึก ต้องทำของยากให้ง่าย แต่แม้ง่ายแต่ว่าลึกซึ้งตรึงใจนั่นแหละถึงจะถูกหลักวิชชา ไม่ใช่ทำของง่ายซะยาก อย่างนั้นไม่ถูกหลักวิชชา</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">เราสังเกตดูจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เมื่อพระองค์แสดงธรรมอบรมสั่งสอนพุทธบริษัททั้ง ๔ พอฟังจบก็บรรลุธรรมาภิสมัยเลย ก็แสดงว่าธรรมที่พระองค์แสดงนั้นมันง่ายแต่ว่าลึกซึ้ง เข้าถึงได้ ไม่ใช่เป็นของยากต่อการเข้าถึง เพราะมันต้องง่ายแต่ลึกซึ้ง เข้าถึงได้ ถึงจะถูกหลักวิชชา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6294" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/q3um8r1gysDUyJ719CuN-o.jpg" alt="" width="726" height="753" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/q3um8r1gysDUyJ719CuN-o.jpg 726w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/q3um8r1gysDUyJ719CuN-o-289x300.jpg 289w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/q3um8r1gysDUyJ719CuN-o-150x156.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/q3um8r1gysDUyJ719CuN-o-300x311.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/q3um8r1gysDUyJ719CuN-o-696x722.jpg 696w" sizes="auto, (max-width: 726px) 100vw, 726px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">พระพุทธศาสนา คำสอนของผู้รู้แจ้งเห็นแจ้ง</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ผู้มีบุญ แม้ว่าจะต่างความเชื่อแต่ก็เจตนาดี ตั้งใจดี ที่จะมุ่งเข้าหาความบริสุทธิ์ อยากจะเข้าถึงความบริสุทธิ์ แหล่งแห่งความบริสุทธิ์ แหล่งแห่งความสุขที่แท้จริง แหล่งแห่งความรู้ที่ไม่มีประมาณ แหล่งแห่งอานุภาพที่ไม่มีขอบเขตจำกัด ต่างก็ปรารถนากันอย่างนั้น แต่ว่าวิธีการไม่เหมือนกัน ผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมวิธีการก็จะสมบูรณ์ งามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลาย จะต้องสอดคล้องกันด้วยเหตุด้วยผล เหมือนรถหลาย ๆ ผลัด ส่งต่อ ๆ กันจนถึงจุดหมายปลายทางที่ตัวปรารถนา แต่ถ้าหากว่าผู้ที่แนะนำนั้น ความรู้ยังไม่สมบูรณ์ แม้เจตนาจะดีก็ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ด้วยดี นี่ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจในตอนนี้</p>
<p style="text-align: justify;">ลูกทุกคน ได้มาอยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนา คือคำสอนของท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด ด้วยบุญเก่าของเราที่สั่งสมมาในพระพุทธศาสนา</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ศาสนา</span></strong> แปลว่า คำาสอน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">พุทธะ</span></strong> คือ ผู้รู้ ผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในความจริงทั้งหลาย เห็นไปตามความเป็นจริง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">พระพุทธศาสนา</span></strong> คือ คำสอนของท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด ถ้ามีพระขึ้นหน้าก็แปลว่า ประเสริฐ มาจากคำว่า วร (วะ-ระ) เมื่อเราเข้าถึงแล้วชีวิตเราก็จะสูงส่งประเสริฐตามท่านผู้ประเสริฐ ที่รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">พระพุทธเจ้า</span></strong> แปลว่า ราชาแห่งผู้รู้ทั้งหลาย คือ ในบรรดาผู้รู้ทั้งหลาย ท่านเป็นยอด เหมือนต้นไม้ก็มีตั้งแต่ราก โคน ต้น ไปถึงยอดนั่นแหละ ผู้รู้ทั้งหลายกองไว้ตั้งแต่โคนไปถึงปลาย ท่านอยู่ตรงปลายตรงนั้น คือเป็นราชาแห่งผู้รู</p>
<p style="text-align: justify;">ความรู้ของท่านจะครอบคลุมความไม่รู้ทั้งหลายหมดสิ้นไปเลย เหมือนฟ้าที่ครอบโลกและจักรวาล สรรพสิ่งทั้งหลาย ญาณทัสสนะของท่านก็จะครอบสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องเข้าถึงผู้รู้ในตัวของเรา เช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็เข้าถึงผู้รู้ของท่าน เจ้าชายสิทธัตถะได้เข้าถึงกายอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กายผู้รู้ที่มีอยู่ในตัวท่านนั่นแหละ แล้วท่านก็บอกวิธีการที่จะให้เป็นอย่างท่าน ด้วยวิธีการทำอย่างท่าน ทำอย่างท่านมันก็เป็นอย่างท่าน ถ้าไม่ได้ทำอย่างท่าน มันก็ไม่ได้เป็นอย่างท่านก็แค่นี้เอง</p>
<p style="text-align: justify;">ทำอย่างท่านทำอย่างไร ทำใจให้มาหยุดนิ่ง ๆ อยู่ภายในตัวนั่นแหละ ให้ตัวเราเป็นศูนย์กลางของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย แล้วก็นิ่งอย่างเดียว ไม่ต้องทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ หยุดนิ่งอย่างเบาสบาย เดี๋ยวก็จะเป็นไปตามขั้นตอนที่ได้กล่าวเอาไว้เบื้องต้น</p>
<p style="text-align: justify;">คือ ตัวจะโล่ง โปร่ง เบา สบาย ขยาย ตัวหายไปเลย เดี๋ยวแสงสว่างก็จะเกิดขึ้น เป็นแสงภายใน หลับตาแล้วไม่มืด แล้วจากความสว่างของแสงจะทำให้เห็นแหล่งกำเนิด<br />
เป็นดวงใส ๆ เหมือนดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดของแสงสว่างทั่วโลกนี่แหละ แต่นี่เป็นแสงสว่างภายใน แล้วเดี๋ยวก็จะเห็นไปตามลำดับ</p>
<p style="text-align: justify;">เห็นดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ พรหม กายอรูปพรหม กายธรรมโคตรภู พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหัต นั่นแหละ ๑๘ กาย ซ้อน ๆ กันอยู่ภายใน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">กายในกาย มีสอนอยู่เฉพาะในพระพุทธศาสนา ให้รู้ว่ามีชีวิตอันประเสริฐอีกหลาย ๆ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #dd3333;">ระดับ ที่อยู่ภายในซ้อนๆ ละเอียดเข้าไปเรื่อย ๆ เป็นมิติซ้อนมิติ ความละเอียดซ้อนละเอียด กายในกาย กายสุดท้ายกายธรรมอรหัตนั่นแหละคือเป้าหมายของเรา เรามาเกิดเพื่อการนี้ จะสั่งสมบุญบารมีอะไรก็เพื่อให้เข้าถึงกายธรรมอรหัตนี่แหละ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">จะให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา จะทำให้ยิ่งขึ้นไป เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ก็เพื่อการนี้ ให้เข้าถึงกายธรรมอรหัต หรือจะทำให้ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไป เขาเรียกว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็เพื่อต้องการให้เข้าถึงกายธรรมอรหัต วัตถุประสงค์ก็มีอย่างนี้แหละ ที่เราจะทำอะไรทั้งหมด ไม่ว่าจะทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขาบารมี ก็เพื่อการนี้</p>
<p style="text-align: justify;">สรุปรวบยอดก็คือ หยุดกับนิ่ง ที่จะให้เข้าไปถึงตรงนั้น จะเกิดมากี่ภพกี่ชาติก็มาเพื่อวัตถุประสงค์ตรงนี้ แต่ถ้าไม่มีผู้รู้บังเกิดขึ้น ก็ไม่มีคำสอนของท่าน เราก็ดำเนินชีวิตไปตามที่เราเข้าใจ ตามรสนิยมของเรา หรือตามคำแนะนำของท่านผู้รู้ที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ทำกันไปอย่างนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าหากว่าผู้รู้ยังไม่เกิดขึ้น เพราะชีวิตนี้มีแต่ทุกข์ ตั้งแต่ทุกข์ประจำตัว กระทั่งทุกข์จรมา ทุกข์ประจำตัวก็ได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความปวด ความเมื่อย ความหิว ความกระหาย ความหนาว ร้อน อ่อน แข็ง อย่างนี้เป็นต้น ยังมีทุกข์ที่จรมาอีก เหมือนแขกมาเยือน ชีวิตมันเป็นอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">มนุษย์จึงต้องหาที่พึ่ง เหมือนว่ายน้ำอยู่ในท้องทะเล มหาสมุทร เรี่ยวแรงมนุษย์ก็มีข้อจำกัด แม้คลื่นลมก็สามารถทำให้ตายได้ ยังมีสัตว์น้ำกอะไรอีกสารพัด เพราะฉะนั้นในตอนกำลังจะหมดเรี่ยวแรง ถ้าซากศพลอยมา ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบเพราะมันเหม็นแต่ก็ต้องเกาะพยุงกายเอาไว้ แต่ถ้าหากขอนไม้ลอยมา ผู้มีปัญญาก็ต้องทิ้งซากศพไปเกาะขอนไม้ เพราะว่ามันไม่เหม็น แต่ถ้าหากมีแพลอยมา มันใหญ่มันมั่นคงกว่า ผู้มีปัญญาก็จะทิ้งขอนไม้ขึ้นแพไป แต่แพก็คือการเอาไม้หลาย ๆ อันมาต่อกัน มันก็ยังเสี่ยงภัย ถ้ามีเรือมาที่มันมั่นคงก็ต้องทิ้งแพขึ้นเรือกันไป แต่ถ้าเรือไม้ต่อกันมันก็ป้องกันภัยอันตรายได้ในระดับหนึ่ง ถ้ามีเรือเดินสมุทรที่มันแข็งแรงกว่ามาก็ต้องทิ้งเรือไม้ขึ้นเรือเดินสมุทร</p>
<p style="text-align: justify;">เหมือนชีวิตมนุษย์ในสังสารวัฏ มันมีความทุกข์เป็นพื้นฐานของชีวิต ตั้งแต่เกิดเรื่อยมาเลย ถ้ายามใดยังไม่มีพระรัตนตรัยบังเกิดขึ้น อะไรที่เป็นที่พึ่งได้ก็ต้องคว้าอย่างนั้นไปก่อน เหมือนคนที่ว่ายน้ำในทะเลเจอคลื่นลมแรง ๆ จะหมดเรี่ยวแรง เจอซากศพลอยมา ขอนไม้ แพ เจออะไรก็ต้องเกาะกันไปก่อน</p>
<p style="text-align: justify;">แต่ยามใดพระรัตนตรัยบังเกิดขึ้น เหมือนเรือเดินสมุทรได้บังเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องทิ้งสิ่งที่มันไม่มั่นคงขึ้นเรือเดินสมุทร ก็คือทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่สรณะที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เข้าไปหาที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงคือพระรัตนตรัย ซึ่งมีทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะภายในนี่แหละ เราสามารถเข้าถึงได้ สัมผัสได้ เพราะอยู่ในตัวของเรา</p>
<p style="text-align: justify;">วิธีการเราก็รู้อยู่ ท่านสถิตอยู่ตรงไหน เราก็รู้อยู่อีก เหลือแต่ความเพียร ความพยายาม แล้วทำให้ถูกหลักวิชชาเท่านั้น ไอ้ที่เข้าไม่ถึงเป็นไม่มีเด็ดขาด ยกเว้นคนตาย คนบ้า คนที่ไม่ได้ทำ แต่คนดีๆ อย่างเรา ถ้าได้ทำมันก็ทำได้ แต่ว่าต้องทำอย่างสม่ำเสมอ มีสติ สบาย สม่ำเสมอ แล้วก็หมั่นสังเกตดูว่า เราทำถูกหลักวิชชาไหม เราก็ปรับปรุงกันไปเรื่อย ๆ สักวันหนึ่งเราก็ต้องสมหวัง</p>
<p style="text-align: justify;">นี่ก็เป็นหลักวิชชาที่เราจะต้องนำเอามาคิดคำนึงเรื่อย ๆ แล้วที่แนะนำอะไรไป ก็ให้ทำอย่างนั้น อย่าไปลองผิดลองถูกเลย มันเสียเวลา เพราะเรามีเวลาอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน ดังนั้นทำให้มันถูกเสีย ไม่ต้องไปเสียเวลาค้น แค่คว้าที่เขาค้นมาแล้ว มันก็จบ ก็คือทำใจหยุดนิ่งเฉย ๆ อยู่ภายใน มีอะไรให้ดูก็ดูไป ดูไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้นก็แค่นี้เอง ถ้าทำอย่างนี้ได้วันนี้ ก็เข้าถึงวันนี้ ถ้าทำได้พรุ่งนี้ก็เข้าถึงพรุ่งนี้ ถ้าทำได้ชาติหน้าก็เข้าถึงชาติหน้า มันก็แล้วแต่เรา เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไปเมื่อเข้าใจหลักวิชชาแล้ว ก็ฝึกใจหยุดนิ่ง ๆ อย่างสบาย ๆ ทุก ๆ คนนะ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5510">ง่ายแต่ลึก</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใจหยุดหลุดพ้นทุกข์</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5504</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 10:40:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5504</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนต [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5504">ใจหยุดหลุดพ้นทุกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุก ๆ คนนะ</p>
<p style="text-align: justify;">ให้นั่งขัดสมาธิโดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบาย ๆ หลับตาของเราเบา ๆ ค่อนลูก พอสบาย ๆ อย่าให้เปลือกตาปิดสนิทจนเกินไปนะ หรืออย่าไปบีบหัวตา อย่าไปกดลูกนัยน์ตา ให้หลับตาพริ้ม ๆ เหมือนปรือ ๆ นิด ๆ คือหลับตาพอสบาย ๆ ต้องสบายนะ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ผ่อนคลายสบาย&#8230;เหมือนอยู่คนเดียวในโลก</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรา ทั้งเนื้อทั้งตัวให้ผ่อนคลาย ตั้งแต่กล้ามเนื้อบนใบหน้า ศีรษะ ลำคอ บ่า ไหล่ แขนทั้งสอง ถึงปลายนิ้วมือ ให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณลำตัว ขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้าให้ผ่อนคลาย ปรับท่านั่งให้ถูกส่วน ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดีนะ ทุกส่วนของร่างกายต้องผ่อนคลาย</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้มีความสุขสงบ เย็น สบาย ๆ ปรับตรงนี้เสียก่อนนะ เสียเวลาสัก ๑ หรือ ๒ นาที ให้ทุกส่วนผ่อนคลาย ให้ใจสบาย เบิกบาน แช่มชื่น สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เรื่องคน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงานบ้านช่อง การศึกษาเล่าเรียน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ให้คลายความผูกพันจากทุกสิ่ง ใจของเราต้องเกลี้ยง ๆ ใส ๆ สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ให้ไปเกาะ ไปเกี่ยว ไปเหนี่ยว ไปรั้งเรื่องอะไรเลย</p>
<p style="text-align: justify;">ใจต้องเกลี้ยง ๆ ทำตัวเหมือนเราอยู่คนเดียวในโลก ใจเกลี้ยง ๆ ใจใส ๆ ปรับตรงนี้สัก ๑ นาที ให้มีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ให้ใจใส ๆ ใจเย็น ๆ ใจเกลี้ยง ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">น้อมนำใจเข้าสู่ภายใน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อเรามีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว เราก็น้อมใจกลับเข้าไปสู่ภายใน ในกลางกายของเรา ให้ใจไปหยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเราในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ</p>
<p style="text-align: justify;">โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึง จากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม เหนือจุดตัดนี้ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ สมมติเราเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางวางซ้อนกัน</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วนำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสองสูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗</span></strong> ให้เอาใจมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ คือ ค่อย ๆ วางใจเบา ๆ สบาย ๆ หรือจำง่าย ๆ ว่าอยู่บริเวณกลางท้องในระดับที่เรามั่นใจว่า ตรงนี้คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ วางเบา ๆ แตะใจไปเบา ๆ ใจเป็นของละเอียดอ่อน เราต้องค่อย ๆ วางอย่างนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">นึกนิมิตอย่างสบายไม่เร่งรีบ</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">แล้วกำหนดบริกรรมนิมิตขึ้นมาในใจ ให้ใจมีที่ยึดที่เกาะ เพื่อจะได้เชื่อมกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้ จะได้ไม่ฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น ด้วยการกำหนดบริกรรมนิมิตเป็นภาพทางใจ</p>
<p style="text-align: justify;">เช่น ดวงใส ๆ หรือเพชรสักเม็ดหนึ่ง หรือก้อนน้ำแข็งใส ๆ ขนาดไหนก็ได้ อย่างน้อยก็เท่ากับแก้วตาของเรา เอาพอดี ๆ ที่เรามีความรู้สึกว่าพึงพอใจ หรือเราคุ้นเคยกับการนึกถึงภาพพระพุทธรูป องค์พระที่เราเคารพกราบไหว้บูชาทุกวัน เราจะนึกเป็นภาพองค์พระก็ได้ นึกเอาขนาดองค์พอดี ๆ ที่เราพึงพอใจไว้กลางท้อง ให้ท่านหันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของเรา เหมือนเรามองจากด้านบน ด้านเศียรของท่านลงไปด้านล่าง เหมือนมองท็อปวิว เอาขนาดพอดี ๆ ที่เราพึงพอใจ นึกได้อย่างง่าย ๆ อย่างนี้เป็นต้น คือ เราคุ้นเคยแบบไหนเราก็เอาแบบนั้นเป็นบริกรรมนิมิตที่ยึดที่เกาะของใจเรา ไม่ให้ใจเราฟุ้งซ่าน ไปคิดเรื่องอื่น ต้องนึกให้ต่อเนื่องอย่างสบาย ๆ ด้วย อย่าหลุดสักคำ ต้องจำทุกคำนะ</p>
<p style="text-align: justify;">ต้องนึกถึงบริกรรมนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งให้ต่อเนื่องอย่างสบาย ๆ คล้ายกับเรานึกถึงสิ่งที่เราคุ้นเคย ให้นึกอย่างสบาย ถ้านึกแล้วไม่สบาย ไม่ใช่ นึกต้องสบาย ๆ หรือจะทำความรู้สึกว่า มีบริกรรมนิมิตอยู่ในกลางท้อง เอาเท่าที่ได้ นึกได้ชัดเจนแค่ไหน นึกออกแค่ไหนที่สบายใจ เราก็เอาแค่นั้นไปก่อน</p>
<p style="text-align: justify;">เช่น บางท่านนึกได้รัว ๆ ราง ๆ เราก็เอาแค่นั้นแหละ แต่ต้องต่อเนื่องและสบาย ๆ ต้องผ่อนคลาย ใจต้องใส ๆ ใจเย็น ๆ อย่าลืมคำนี้นะ นึกได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นไปก่อนอย่างง่าย ๆ อย่างสบาย ๆ อย่าไปเร่งรีบจนเกินไป</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะวัตถุประสงค์ที่เราทำอย่างนี้ เพื่อให้ใจของเรามาหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นเรานึกได้ชัดเจนแค่ไหนก็เอาแค่นั้น จะรัว ๆ ราง ๆ ก็ไม่เป็นไร บางคนชัดมาก บางคนชัดน้อย ของใครก็ของคนนั้นนะ แต่ต้องสบาย ๆ และต้องนึกที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ ให้ต่อเนื่องกันไป ถ้าเผลอเราก็นึกใหม่ พร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6306" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n.jpg" alt="" width="2048" height="1363" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-1024x682.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-768x511.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-1536x1022.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-696x463.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-1068x711.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/337182687_2236070579933516_8336322221266148000_n-1920x1278.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ประคองใจด้วยคำภาวนา</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ประคองใจให้หยุดนิ่งนุ่มเบาสบายด้วยบริกรรมภาวนาในใจว่า สัมมา อะระหัง ภาวนาไปไม่ช้าไม่เร็วนัก ในระดับที่เราสบายใจ</p>
<p style="text-align: justify;">ภาวนาไปอย่างสบายๆ โดยให้เสียงของคำภาวนาดังออกมาจากในกลางท้องของเรา มาจากฐานที่ ๗ ตรงนั้นแหละ สัมมา อะระหัง ๆ ภาวนาไปอย่างสบายอกสบายใจ ใจปลื้ม ๆ ใจเป็นสุขสงบเย็นในการภาวนา</p>
<p style="text-align: justify;">ทุกครั้งที่ภาวนา สัมมา อะระหัง เราจะต้องไม่ลืมนึกถึงภาพบริกรรมนิมิตที่เราคุ้นเคย จะเป็นดวงใส ๆ จะเป็นองค์พระใส ๆ หรือเป็นสีทอง เอาอย่างใดอย่างหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">เรานึกอย่างหนึ่งแล้วไปเห็นอีกอย่างหนึ่งก็ไม่เป็นไร เช่นนึกถึงดวงใส ๆ เพชรใส ๆ แต่กลับไปเห็นเป็นองค์พระ หรือภาพหลวงปู่ทองคำ ก็ไม่เป็นไร เราก็ดูไปเรื่อย ๆ ดูไปอย่างสบาย ๆ แล้วก็ สัมมา อะระหัง เรื่อยไป พร้อมผ่อนคลายใจ แล้วก็ใจเย็น ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ฝึกหยุดแรกนี้ให้ได้นะ ให้ใจเย็น ๆ ใจนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ ถ้าสมมติว่าเราทำถูกหลักวิชชาดังกล่าวนี้ ที่เราไม่มองข้ามไป ไม่ฟังผ่าน มันจะมีจุด ๆ หนึ่งที่ใจเราเริ่มนิ่ง พอนิ่งเรามีความรู้สึกว่า ตัวเราเริ่มโล่ง เริ่มโปร่ง เริ่มตัวเบา ๆ เริ่มสบาย ๆ ใจเราเกลี้ยง ๆ รู้สึกว่าเราชอบอารมณ์นี้ อยากอยู่ตรงนี้ไปเรื่อย ๆ ถ้าเรานิ่งได้อย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">พออาการเกิดขึ้นอย่างนี้ เราก็นิ่งต่อไปเฉยๆ เดี๋ยวภาพนั้นก็จะชัดขึ้นมา หรือเปลี่ยนสภาวะความรู้สึกหยาบ ๆ ที่ร่างกายเราไปสู่สภาวะที่ละเอียดเหมือนหลุดจากกายหยาบ แล้วก็กลมกลืนไปกับบรรยากาศ คล้าย ๆ เราเป็นอากาศ อากาศเป็นเรา ตัวโล่ง ๆ ว่าง ๆ แล้วก็หายไป สิ่งที่เราทำคือ นิ่งอย่างเดิมไปเรื่อย ๆ คือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็นิ่งอย่างเดียว</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">เส้นทางของพระอริยเจ้า</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">หยุดนิ่งนี่แหละเป็นตัวสำเร็จ ให้เราได้บรรลุธรรม ให้เราได้เข้าถึงพระธรรมกายที่เราเคยได้ยินได้ฟัง ซึ่งมีอยู่ในตัวของเรา โดยมีจุดเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นตำแหน่งฐานที่ ๗ สำคัญมาก เป็นตำแหน่งเดียวกันกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หรือพระบรมโพธิสัตว์ทุกท่าน เมื่อใจมาหยุดนิ่งอยู่ตรงนี้ ก็จะหลุดล่อนเข้าไปสู่ภายใน จนกระทั่งบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ทุกพระองค์ก็ใช้วิธีนี้ทั้งหมด คือทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง นิ่งอย่างเดียว ทิ้งแม้กระทั่งชีวิต คือทิ้งหมดเลยทั้งชีวิต ใจก็หลุดเข้าไปสู่ข้างใน ดิ่งไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์เหมือนกันหมดเลย บรรลุแล้วก็กลับมาสอนพระสาวกให้ได้ทำตามท่าน แล้วก็มีพระสาวกบรรลุธรรมตามมากมาย ตามกำลังบารมี บ้างก็เป็นพระอรหันต์ บ้างก็เป็นพระอนาคามี บ้างก็เป็นพระสกิทาคามี บ้างก็เป็นพระโสดาบัน บ้างก็เป็นโคตรภูบุคคล คือเห็นพระธรรมกายตลอดเวลา หน้าตักหย่อนกว่า ๕ วานิดหน่อย บ้างก็เป็นฌานลาภีบุคคล คือมีฌานเข้าถึงกายอรูปพรหม เข้าถึงกายรูปพรหม เป็นต้น ซึ่งมีวิธีการทำแบบเดียวกันทั้งสิ้น</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">วัตถุประสงค์การเกิดมาเป็นมนุษย์</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้สำคัญทีเดียว จะหลุดรอดพ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิต เข้าถึงความสุขอันยิ่งใหญ่ ใจก็ต้องหยุดนิ่งตรงนี้ จะหลุดพ้นจากวิบากกรรม วิบากมาร ใจก็ต้องหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ จะหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ พ้นวัฏฏะก็ต้องหยุดนิ่งตรงนี้</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทุก ๆ ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ภารกิจที่สำคัญก็คือมาทำใจหยุดใจนิ่งนี่เอง เพื่อสลัดตนพ้นจากกองทุกข์ ความทุกข์ทั้งหลาย เข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกภายในที่แท้จริง และทำพระนิพพานให้แจ้ง นี่คือวัตถุประสงค์ของชีวิตมนุษย์ทุกคนในโลก เพราะฉะนั้นหยุดใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่ลูกทุกคนต้องให้ความเอาใจใส่ ให้ใจหยุดใจ<br />
นิ่งอยู่ที่ตรงนี้</p>
<p style="text-align: justify;">ใจหยุดได้เมื่อไรก็เป็นอิสรภาพ คือมันจะตกศูนย์กลับเข้าไปสู่ภายใน หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิต ได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง หลุดพ้นจากความมืดไปสู่ความสว่าง เพราะปกติมนุษย์หลับตาแล้วจะมืด แต่หยุดนิ่งได้สนิทหลุดเข้าไปเมื่อไรก็จะสว่าง แล้วก็เป็นอิสรภาพจากการไม่เห็นอะไรเลย ก็จะเข้าไปเห็นสิ่งที่มีอยู่ภายใน เห็นแจ้ง เห็นภาพต่าง ๆ ดวงธรรมก็ดี กายในกายก็ดี พระธรรมกายก็ดี จะหลุดจากสภาวะของความไม่รู้มาเป็นผู้รู้ คือรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต เราจะเป็นอิสรภาพจากความไม่รู้ไปสู่ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง</p>
<p style="text-align: justify;">ใจหยุดนี่ พระเดชพระคุณหลวงปู่ถึงบอก ไม่ใช่ของพอดีพอร้าย แต่เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ลูกทุกคนต้องให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้ควบคู่กับชีวิตประจำวัน จึงจะถูกหลักวิชชาที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5504">ใจหยุดหลุดพ้นทุกข์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อวิชชา</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5500</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 10:31:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5500</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งใจนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5500">อวิชชา</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ตั้งใจนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบา ๆ พอสบาย ๆ ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรา ทั้งเนื้อทั้งตัวให้รู้สึกว่าสบาย ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดีนะ ให้เลือดลมในตัวเดินได้สะดวก ปรับท่านั่งให้ถูกส่วนอย่างสบาย ๆ แล้วก็ผ่อนคลาย</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ผ่อนคลายสบาย รวมใจ วางใจให้ถูกส่วน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ต้องผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจนะ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ปล่อย วาง ให้คลายความผูกพันจากคน สัตว์ สิ่งของ ทำประหนึ่งว่าเราอยู่คนเดียวในโลก</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็รวมใจกลับเข้าไปสู่ภายในอย่างง่าย ๆ สบาย ๆ ผ่อนคลาย ใจเย็น ๆ อย่าตั้งใจเกินไป ต้องสบาย ต้องผ่อนคลาย ค่อย ๆ วางใจไปแตะที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างนุ่ม ๆ ทำใจให้นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ ต้องเบา ๆ ต้องสบาย ๆ ใจถึงจะรวมได้ง่ายนะ</p>
<p style="text-align: justify;">ต้องสบาย ๆ อย่าไปเพ่งไปจ้อง ให้นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ แล้วก็ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ในกลางดวงใส ๆ คือ นึกถึงเพชรสักเม็ดหนึ่ง หรือก้อนน้ำแข็งใส ๆ กลม ๆ เหมือนดวงแก้ว ให้นึกธรรมดา นึกสบาย ๆ คล้าย ๆ เรานึกถึงภาพดอกบัว ดอกกุหลาบอย่างนั้นแหละ</p>
<p style="text-align: justify;">นึกได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นไปก่อน แต่ต้องสบาย นึกไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ประคองใจให้หยุดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ ด้วยบริกรรมภาวนาในใจเบา ๆ ว่า สัมมา อะระหัง จะภาวนากี่ครั้งก็ได้จนกระทั่งไปถึงจุดที่เราไม่อยากจะภาวนา สัมมา อะระหัง ต่อไป อยากหยุดใจนิ่ง ๆ เฉย ๆ นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ ประคองใจกันไปอย่างนี้สำหรับผู้ที่มาใหม่ ให้นิ่ง นุ่ม เบา สบาย เดี๋ยวใจจะถูกส่วนเองเมื่อเราทำถูกวิธีอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อเราวางใจถูกส่วนมันก็จะกลับเข้าไปสู่ภายในอย่างง่าย ๆ แล้วร่างกายของเราจะกลวง เป็นโพรง เป็นช่องว่าง ๆ ร่างกายจะขยายออกไปจนหายไปเลย เหมือนกลืนไปกับบรรยากาศ ใจก็จะอยู่นิ่ง ๆ โล่ง ๆ กลางอวกาศ ถ้าเราทำถูกวิธีนะ แล้วเดี๋ยวใจก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในเอง จะไม่ตึง ไม่เกร็ง ไม่เครียด ทั้งร่างกายจิตใจจะผ่อนคลาย จะสบาย จะเหลือแต่สติกับสบาย คือใจอยู่กับเนื้อกับตัวอยู่ในกลางกายอย่างไม่กดดัน</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">เข้าถึงดวงธรรมภายใน กายภายใน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ต้องสบายต้องใจเย็น ๆ ต้องนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ นาน ๆ ต้องอย่างนี้นะ เดี๋ยวใจจะใสเอง จะสว่างขึ้นมาเอง หลับตาแล้วก็จะไม่มืด จะมีความสว่างภายใน ตั้งแต่เหมือนฟ้าสาง ๆ เรื่อยไปจนกระทั่งเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ว่าจะใสเย็นไม่จ้าตา ไม่แสบตา ใสเย็นสบาย</p>
<p style="text-align: justify;">สำหรับผู้ที่ทำเป็นแล้ว เข้าถึงดวงธรรมได้ก็นิ่งในนิ่งต่อไปเรื่อย ๆ ฝึกหยุดแรกให้ชำนาญ ให้คล่อง หยุดแรกสำคัญมาก เดี๋ยวหยุดในหยุดต่อ ๆ ไปก็จะง่าย แม้ทำเป็นแล้วก็ต้องฝึกตรงนี้นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ ดูดวงไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ ให้ใจนิ่ง ๆ อยู่ในกลางดวงใส ๆ ด้วยใจที่เยือกเย็น</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเราทำถูกต้อง ถูกส่วน ดวงนั้นก็จะขยายออกไปเอง ขยายไปรอบตัว ถ้ายังไม่ถูกส่วนก็จะเป็นดวงนิ่ง ๆ เฉย ๆ ถ้าตั้งใจมาก แม้เห็นดวงแต่ก็จะยังไม่เจอความสุข แต่ไม่ทุกข์ จะอยู่ในระหว่างไม่สุขไม่ทุกข์ คือเลยความทุกข์ แต่ยังเข้าไม่ถึงความสุข ใจนิ่งได้ในระดับ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ยังกดดันอยู่ คือยังมีความพยายามที่จะใช้กำลังบังคับภาพนั้นจึงยังแข็ง ๆ ไม่นุ่ม ยังติดนิสัยหยาบ ๆ ทางโลก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6309" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n.jpg" alt="" width="2048" height="2047" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-300x300.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-1024x1024.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-150x150.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-768x768.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-1536x1536.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-696x696.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-1068x1067.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/352519166_278597347952207_6149909212446571393_n-1920x1919.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ทางโลกจะทำอะไรให้สำเร็จต้องใช้ความ</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">พยายาม ต้องออกแรง ทางธรรมมันกลับตาลปัตร </span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ต้องง่ายๆ ต้องสบายๆ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าทำได้อย่างนี้ ดวงจะอ่อนนุ่ม จะใส ๆ และจะขยายออกได้ ความสุขก็จะค่อย ๆ เริ่มเกิดขึ้น จนเรายอมรับว่า นี่คือความสุขที่ไม่เคยเจอ</p>
<p style="text-align: justify;">ยิ่งใจเรานิ่ง ๆ นุ่ม ๆ นาน ๆ จากนิ่งนุ่มนาน ๆ ก็จะกลายเป็นนิ่งนุ่มและก็หนาแน่น เป็นนิ่งแน่น แต่ว่านิ่งนุ่มแน่นและก็นาน ๆ คราวนี้ดวงก็จะใสสว่างขยายให้เราเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในดวงนั้นได้อย่างง่าย ๆ พอเราทำตรงนี้ซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ให้คล่อง ให้ชำนาญ แม้ชำนาญแล้วก็ยังต้องทำซ้ำ ๆ การเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในก็ยิ่งง่าย ความสุขก็เพิ่มพูนขึ้นทับทวีขึ้นมาจนเราไม่ต้องการอะไรเลย</p>
<p style="text-align: justify;">จากดวงนี้ก็จะผ่านไปเห็นดวงในดวงไปเรื่อย ๆ เลย ถ้าดวงที่เชื่อมกับกายก็จะมี ๖ ดวงซ้อน ๆ กันอยู่ ดวงนี้จะปรับสภาวะใจเรา กลั่นใจเราให้ใสบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นเชื่อมเข้าไปถึงกายภายในได้อย่างง่าย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">เราจะอัศจรรย์ใจ เมื่อเราเห็นตัวเราเองอยู่</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ข้างในตัวของเรา ที่ดูสดใสกว่า อยู่ในวัยเจริญ </span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ในอิริยาบถของสมาธิ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ถึงตรงนี้เราก็ต้องท้ำซ้ำ ๆ คือทำทุกวันไม่ว่างเว้น แม้เราอยู่ทางโลกจะทำมาหากินอะไรก็แล้วแต่ ทำมาค้าขาย ทำมาสร้างบารมี ข้างนอกเคลื่อนไหวแต่ข้างในใจต้องหยุดนิ่ง ฝึกตรงนี้ให้คล่อง ให้ชำนาญ เดี๋ยวการปรับสภาวะก็จะเป็นไปเอง ใจก็จะบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ต้องทำซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เนือง ๆ ภาษาบาลีเขาว่า <strong><span style="color: #dd3333;">ภาวิตา </span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">พหุลีกตา</span></strong> ต้องบ่อย ๆ ต้องเนือง ๆ แม้ทำชำนาญแล้วก็ยัง ต้องบ่อย ๆ ต้องเนือง ๆ ซ้ำ ๆ พอมั่นคงแล้ว เราจะอัศจรรย์ใจกับการเห็นกายภายใน</p>
<p style="text-align: justify;">ส่วนกายละเอียดเราจะย่อให้เหลือนิดเดียว เล็กเท่ากับปลายเข็มก็ยังเห็นชัดเจนเหมือนเห็นตอนกายขยายโต ๆ ซึ่งมันน่าอัศจรรย์ใจมาก สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอยู่ภายในกลางกายของเรา แม้เล็กเท่ากับปลายเข็มก็เห็นรายละเอียดของกายนั้นได้ในทุก ๆ กาย แม้ทำเป็นแล้วก็ต้องมาฝึกตรงนี้ให้ซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">กายภายในก็จะปรับสภาวะจากกายของคฤหัสถ์ เช่น กายมนุษย์ละเอียด ทิพย์ พรหม อรูปพรหม ให้สูงส่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปถึงกายพระข้างใน คือบวชภายในเป็นพระธรรมกายข้างในใส ๆ เหมือนคล้าย ๆ การบวชภายนอกตั้งแต่คฤหัสถ์มาเป็นนาค จากนาคมาเป็นเณร จากเณรมาเป็นพระ คือมีความบริสุทธิ์เข้าไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">เกิดกันมาแต่ละภพแต่ละชาติก็ต้องการมา</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">สะสางธาตุธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ให้สิ้นไป ให้เหลือแต่</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ธาตุธรรมที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ คือ เป็นกายพระ และ</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">กายพระก็ต้องกลั่นกันต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">สุดท้ายเป็นกายพระอรหันต์นั่นแหละ</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">สะอาดบริสุทธิ์หมดจดจากสรรพกิเลสทั้งหลาย จะต้องสะสางสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ให้หมดสิ้นไป ที่อยู่ในธาตุ ในธรรม ในเห็น ในจำ ในคิด ในรู้ ของเราให้หมดสิ้นไปด้วยการทำใจให้หยุดนิ่ง เพราะฉะนั้นคำว่าใจหยุดนิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราเข้าใจหรือจินตนาการจะไปถึง</p>
<p style="text-align: justify;">ใจที่หยุดนิ่งจะทำให้สำเร็จบริบูรณ์ในทุกสิ่ง จะสะสางเข้าไปเรื่อย ๆ กลั่นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณ อากาศ ที่ประกอบเป็นกายเป็นใจเป็นอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ให้สะอาดบริสุทธิ์เข้าไปเรื่อย ๆ กลั่นทั้งธรรมซึ่งเป็นที่รองรับธาตุต่าง ๆ เหล่านั้นให้บริสุทธิ์เข้าไปเรื่อย ๆ กลั่นทั้งเห็นจำคิดรู้ คือใจให้ใส ๆ ให้บริสุทธิ์ นี่คือวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ในแต่ละครั้ง แต่ละภพ แต่ละชาติ จะต้องสะสางกันอย่างนี้ แต่สิ่งเหล่านี้มนุษย์ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เพราะพญามารบดบังเอาไว้ เขาจะประกอบธาตุธรรมที่ไม่บริสุทธิ์มาบดบังเอาไว้ ที่เราได้ยินคำว่า <strong><span style="color: #dd3333;">อวิชชา</span></strong> นั่นแหละ ให้เราไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต แล้วจะไปสู่เป้าหมายของชีวิตได้อย่างไร นอกจากไม่ให้รู้แล้วยังทำจิตของเราให้มืด คือหลับตาแล้วเรามืด จนกระทั่งเราไม่รู้เลยเบื้องหลังของความมืดมีความสว่าง มีความลับของชีวิตที่เกี่ยวข้องกับตัวเราสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายอยู่ตรงนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">สิ่งที่เขาบดบังใจให้มืด เรียกว่า นิวรณ์ ๕ </span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ตั้งแต่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะ</span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">กุกกุจจะ วิจิกิจฉา</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">พญามารดึงใจของเราไปตรึงติดไว้กับสิ่งภายนอก ติดในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ติดในลาภยศสรรเสริญแบบโลก ๆ แล้วให้มีความโกรธ ความผูกพยาบาท คับแค้นใจอะไรกันต่าง ๆ เหล่านั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ให้จิตของเราไปวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านั้นซึ่งอยู่ภายนอก แล้วให้สงสัยในเรื่องราวต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องภพ เรื่องชาติ เรื่องอะไรสารพัด แม้ผ่านด่านต่าง ๆ มาได้ก็ยังสงสัยตัวเองว่า เราจะทำได้ไหม ลังเลสงสัยอยู่อีกเยอะแยะเลย ตรึงไปติดเหล่านั้น จิตก็จะไปคิดวน ๆ กับสิ่งเหล่านั้น เอาไปติดกับความฟุ้งในเรื่องสารพัด เรื่องความท้อ ความง่วง อะไรต่าง ๆ แบบโลก ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อถูกบดบังในความไม่รู้และนิวรณ์ทั้ง ๕ ใจของเราก็เลยมืดบอด ติดทางโลกก็หมดเวลากับชีวิตทางโลก แถมการกระทำของตัวยังตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมอีก ใจจึงไม่หยุดเลย มีแต่ทะยานอยากไปในสิ่งเหล่านั้น เป็นความอยากที่ไม่ได้ประกอบไปด้วยปัญญา ในความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องชีวิต หรือความเป็นจริงของชีวิต ซึ่งตรงข้ามกับความอยากที่จะดับทุกข์ อยากพ้นทุกข์ อยากไปนิพพาน อย่างนี้เป็นความอยากที่ประกอบไปด้วยปัญญา</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ใจหยุดนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก มากที่สุดในชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ดังนั้นเราควรจะให้เวลาเกี่ยวกับเรื่องใจหยุดนิ่งให้มาก ๆ เราจะได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง เข้าถึงเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต และที่สำคัญจะได้สะสางธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ จนกระทั่งธาตุแห่งความบริสุทธิ์เข้ามาแทนที่ธาตุไม่บริสุทธิ์เหล่านั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ธาตุแห่งความบริสุทธิ์ก็จะมาพร้อมกับความสุข ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ความสูงส่งของจิตใจ เป็นต้น และความรู้ต่าง ๆ มากมายไปตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง เพราะความสว่างภายในเกิด ทำให้เราเห็นดวงธรรม เห็นกายภายใน เห็นชีวิตที่ซับซ้อนอยู่ภายในที่ลึกซึ้งเข้าไปเรื่อย ๆ เห็นเป้าหมายของชีวิตได้ชัดเจน พลังใจ ก็จะมุ่งไปเพื่อขจัดสิ่งที่เป็นมลทินของใจให้หมดไป ใจก็จะใส สะอาดบริสุทธิ์ สว่างไสว สว่างเข้าไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">เวลาที่เหลืออยู่นี้ ให้ลูกทุกคนหยุดนิ่งๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ ให้ใจใส ๆ ใจเย็น ๆ ให้ไปถึงความสว่าง ให้เข้าไปถึงดวงธรรมภายในให้ได้ ให้เข้าไปถึงกายภายใน กระทั่งถึงกายผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแล้ว คือกายธรรม ถึงพระธรรมกายให้ได้ กายองค์พระที่ใสที่บริสุทธิ์สวยงามมาก ประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ เกตุดอกบัวตูม ใสเกินความใสใด ๆ ในโลก นั่งสงบนิ่งอยู่บนแผ่นฌาน ให้ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบ ๆ นะ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5500">อวิชชา</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สุขใด ๆ ก็ไม่เท่าเข้าถึงพระธรรมกาย</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5501</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 10:18:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5501</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5501">สุขใด ๆ ก็ไม่เท่าเข้าถึงพระธรรมกาย</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบา ๆ พอสบาย ๆ ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดี ให้รู้สึกสบาย ๆ ทำใจของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง แล้วก็รวมใจไปหยุดนิ่ง ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือนะ หรือจำง่าย ๆ ว่า อยู่ในกลางท้องของเราบริเวณนั้น แล้วก็ตรึกนึกถึงดวงใส ๆ ใสเหมือนกับเพชร เรานึกถึงเพชรสักเม็ดหนึ่ง ที่กลมรอบตัว ใส อย่างสบาย ๆ หรือนึกถึงองค์พระแก้วขาวใส อย่างใดอย่างหนึ่ง นึกไปเรื่อย ๆ นึกให้ติดเป็นนิสัยเลย</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ประคองใจของเรา ด้วยการบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง ทุกครั้งที่ภาวนา จะต้องไม่ลืมตรึกนึกถึงดวงใส ๆ หรือพระแก้วใส ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">หยุดนิ่งคือบรมสุข</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">อย่าลืมตอกย้ำซ้ำเดิมทุกวันว่า นี่คือกรณียกิจ เป็นกิจที่ต้องทำ เพราะเป็นงานที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์ในแต่ละภพแต่ละชาติ แม้ตายแล้วก็ยังเป็นกิจที่แท้จริงอยู่ดี คือ กิจในการทำใจให้หยุดนิ่ง ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">แล้วเราจะพบกับความสุขที่แท้จริงที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ในระดับเทวดาชาวสวรรค์ทั้ง ๖ </span></strong><strong><span style="color: #dd3333;">ชั้น ที่ไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า มัวเพลิดเพลินในกามของทิพย์ ยังถือว่าสุขธรรมดานะ ยังสุขไม่เท่ากับใจหยุดนิ่งเลย ถ้าไม่ฝึกใจให้หยุดนิ่งมัวแต่สนุกสนานเพลิดเพลินในทิพยสมบัติ ก็ยังไม่มีความสุขเท่ากับหยุดกับนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็นพระรัตนตรัยในตัว</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">แม้เป็นพรหมอยู่ในพรหมโลกที่ไม่ใช่เป็นพระอริยเจ้า ได้รูปฌานสมาบัติธรรมดานั้น สุขยังไม่เท่ากับที่เราได้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวเลย อรูปภพก็เหมือนกัน ได้อรูปฌานสมาบัติ สุขก็ยังไม่เท่ากับที่เราได้เข้าถึงพระธรรมกายในตัว ถ้าเว้นจากพระอริยเจ้าล่ะก็ สุขอย่างนี้แหละ แล้วที่ใช้คำว่า ยกเว้นพระอริยเจ้า เพราะพระอริยเจ้าท่านก็หยุดใจของท่านได้แล้ว ในกายธรรม ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์อย่างนั้น ถ้าอยู่ในภพก็ถึงพระอนาคามี</p>
<p style="text-align: justify;">ใจหยุดจึงเป็นที่สุดแห่งความสุขทั้งปวง ซึ่งเป็นคำยืนยันของท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวง ในเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านเวียนว่ายตายเกิดซ้ำ ๆ ในภพสามนี้นับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะในเมืองมนุษย์นี้ก็นับครั้งไม่ถ้วน เป็นตั้งแต่ชนชั้นล่าง ชั้นกลาง แล้วก็ชั้นสูงในระดับพระเจ้าจักรพรรดิก็เป็นมาแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">พระเจ้าจักรพรรดิซึ่งปกครองทวีปทั้ง ๔ มีชมพูทวีป คือโลกของเราใบนี้ ในยุคที่มีผืนแผ่นดินเดียว เป็นเกาะที่มีน้ำล้อมรอบ คล้าย ๆ เกาะอย่างนั้นนะ ชนในยุคนั้นนับถือศีล ๕ เป็นประเทศเดียว ท่านปกครองได้ทั่วชมพูทวีป อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป เป็นทวีปที่มีมนุษย์อยู่รอบ ๆ เขาพระสุเมรุ หรือเขาพระสิเนรุ ไปมาได้ด้วยรัตนะ ๗ ด้วยอานุภาพของจักรแก้ว ท่านก็เป็นมาแล้ว ก็ยังยืนยันว่าใจหยุดนี่แหละมีความสุขกว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นสุดยอดของการมาเกิดเป็นมนุษย์ในฐานะเป็นปุถุชนแล้วล่ะก็ นอกนั้นก็ถือเป็นเรื่องรองลงมา จะเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ พระราชาธรรมดา พระราชาประเทศราช บรมเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือจุลเศรษฐีอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ที่มีทรัพย์มาก ก็ยังไม่ได้ชื่อว่า มีความสุขเท่ากับใจที่หยุดนิ่งนี้เลย นั่นคือคำยืนยันของท่านผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวงที่หมดกิเลสอาสวะแล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6312" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a014.jpg" alt="" width="1753" height="1363" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a014.jpg 1753w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a014-300x233.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a014-1024x796.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a014-768x597.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a014-1536x1194.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a014-150x117.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a014-696x541.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/a014-1068x830.jpg 1068w" sizes="auto, (max-width: 1753px) 100vw, 1753px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ฝึกใจหยุดนิ่ง คืองานหลักของชีวิต</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อเราได้ยินได้ฟังอย่างนี้แล้ว เราก็จะต้องให้โอกาสกับตัวเราเองฝึกใจให้หยุดนิ่ง แล้วให้ยึดถือว่าสิ่งนี้เป็นหลักของชีวิต นอกนั้นเป็นเรื่องรองลงมา แม้มันจะมีความจำเป็น อย่างเช่น การทำมาหากิน ก็ยังเป็นเรื่องรองลงมา ซึ่งเราสามารถทำสองอย่างนี้ควบคู่กันไปได้</p>
<p style="text-align: justify;">ฝึกกันไปทุกวัน ให้ใจคลอเคลียอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ พอถูกส่วนแล้วมันก็นิ่ง แล้วก็จะถูกดึงดูดให้ตกศูนย์ลงไปสู่ภายใน แล้วดวงปฐมมรรคก็จะปรากฏเกิดขึ้น นี่ก็เป็นขั้นตอนของการทำสมาธิภาวนา</p>
<p style="text-align: justify;">เรามีเป้าหมายจะไปสู่ที่สุดแห่งธรรม พักระหว่างทางที่ดุสิตบุรี เราก็จะต้องขวนขวายในการสั่งสมบารมีทุกรูปแบบ ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น อย่าให้ตก ๆ หล่น ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ตอนนี้เราก็ฝึกหยุดใจนิ่ง ๆ นุ่ม เบา ๆ สบาย ๆ ด้วยใจที่ชื่นบาน ให้สบาย ๆ ฝึกกันไปทุกวัน อย่าเกียจคร้าน แล้วสิ่งนี้นอกเหนือจากให้ความบันเทิงกับชีวิต ในระหว่างที่เรายังแข็งแรง ยังมีความสำคัญสำหรับชีวิตตอนก่อนที่เราจะถูกถอดกายไปสู่ปรโลก ซึ่งเราก็ต้องฝึกกันให้เป็น เราจะได้ตายก่อนตายได้ คือถอดกายออกไปก่อนจะถึงช่วงหมดอายุขัย หรือตายพร้อมกับการหมดอายุขัยของเรา ด้วยใจที่ใสบริสุทธิ์ แล้วก็ไปสู่เทวโลก ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ฝึกให้ได้ดวงปฐมมรรคเป็นอย่างน้อย</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">นี่เป็นเรื่องที่เราจะต้องฝึกฝน และสอนตัวเราเองให้ได้ทุกวัน ให้เราขยันทำความเพียรนะ อย่าเกียจคร้าน ต้องสอนตัวเอง บอกกับตัวเองทุกวัน ที่ต้องสอนอย่างนี้ เพราะมีเรื่องที่จะดึงใจให้หลุดจากกลางได้เยอะ ใจมักจะแวบออกไปในเรื่องราวต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็จะต้องฝืนไว้ ฝืนใจฝึกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงในระดับที่ใจหยุดนิ่งได้สนิท ติดในกลาง เข้าถึงดวงปฐมมรรคเป็นอย่างน้อย ถึง ณ ตรงนั้นความขยันก็จะมาเอง จนมีความรู้สึกว่าอยากนั่งต่อไปอย่างนี้เรื่อย  ๆ อยากศึกษา อยากเรียนรู้ความรู้ภายในให้ยิ่งไปกว่านี้ ด้วยความรู้ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก เราก็อยากจะศึกษาด้วยตัวของตัวเอง เพราะว่าเมื่อใจนิ่งแน่นถูกส่วนเข้าถึงปฐมมรรคแล้ว จะเกิดแรงบันดาลใจ อยากจะเข้าไปศึกษาเอง</p>
<p style="text-align: justify;">ความเพียรก็จะเป็นอัตโนมัติ ใจของเราจะขยาย จากสติก็เป็นมหาสติ ปัญญาก็เป็นมหาปัญญา แล้วการเรียนรู้ความรู้ภายในก็จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเข้าถึงปฐมมรรคอย่างแนบแน่นแล้วนะ ดวงก็จะใสสว่าง แล้วก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน เข้าถึงดวงธรรมต่าง ๆ ถึงกายภายใน กายมนุษย์ละเอียด ทิพย์ พรหม อรูปพรหม แล้วก็กายธรรม ซึ่งรอคอยเราอยู่ เป็นชีวิตระดับละเอียด ที่ยกระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ทีนี้มันยากตอนแรก ตอนที่จะประคองใจให้หยุดให้นิ่ง ที่ยากเพราะขี้เกียจนั่ง ถ้าขยันนั่งต้องได้ทุกคน ที่ไม่ได้ก็จะมีประเภทเป็นบ้า เป็นโรคประสาท ปัญญาอ่อน อะไรประเภทอย่างนั้น ถ้าขยันนั่งจะต้องได้</p>
<p style="text-align: justify;">ใหม่ ๆ มันก็ฟุ้ง มืด เมื่อย ถ้านั่งไปนาน ๆ แล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ หมดไป จิตก็จะค่อยๆ บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น ยิ่งบริสุทธิ์ก็ยิ่งมีความสุขมาก แล้วมันจะโล่ง โปร่ง เบา สบาย ใจจะขยาย บุญจะไหลผ่านเข้ามาในตัวเรา ยิ่งกระแสธารแห่งบุญไหลผ่านเข้ามา จะยิ่งมีความสุขเพิ่มขึ้น ความบริสุทธิ์เพิ่มกำลังใจที่จะสั่งสมความดีงาม โดยไม่คำนึงถึงอุปสรรคเกิดขึ้นเลย มันจะเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่เราขยัน<br />
แล้วก็ปรับปรุงวิธีการให้ดีทีเดียว</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5501">สุขใด ๆ ก็ไม่เท่าเข้าถึงพระธรรมกาย</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลักวิชชาใจหยุดนิ่งและอาการตกศูนย์</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5497</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 10:09:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5497</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิกันนะ หล [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5497">หลักวิชชาใจหยุดนิ่งและอาการตกศูนย์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6314" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357729794_3231992593613364_1016906564542031466_n.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357729794_3231992593613364_1016906564542031466_n.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357729794_3231992593613364_1016906564542031466_n-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357729794_3231992593613364_1016906564542031466_n-1024x683.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357729794_3231992593613364_1016906564542031466_n-768x512.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357729794_3231992593613364_1016906564542031466_n-1536x1024.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357729794_3231992593613364_1016906564542031466_n-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357729794_3231992593613364_1016906564542031466_n-696x464.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357729794_3231992593613364_1016906564542031466_n-1068x712.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/357729794_3231992593613364_1016906564542031466_n-1920x1280.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" />ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิกันนะ หลับตาเบา ๆ พอสบาย ๆ รวมใจไปหยุดนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หยุดใจนิ่งอย่างสบาย ๆ ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดี แล้วก็ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายเรา ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายให้สบาย ทำใจให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ทำจุดเริ่มต้นให้เป็น</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">การทำใจของเราให้หยุดนิ่ง ๆ อยู่ภายใน ไม่ใช่เรื่องยากมากเกินไป ยากในระดับที่เราสามารถทำได้ เข้าถึงได้ ถ้าเรารู้หลักวิชชา มันสำคัญตั้งแต่จุดเริ่มต้นตรงนี้ เริ่มต้นตั้งแต่ปิดเปลือกตาในระดับที่ปรือ ๆ นิด ๆ แล้วก็ทำความรู้สึกในกลางท้องเบา ๆ สบาย ๆ แล้วก็ผ่อนคลาย เราต้องทำตรงนี้ให้เป็นแล้วจะง่าย</p>
<p style="text-align: justify;">ผ่อนคลายก็ต้องผ่อนคลายจริง ๆ ทั้งเนื้อทั้งตัว เปลือกตา หน้าผาก ศีรษะ คอ บ่า ไหล่ แขนทั้งสองถึงปลายนิ้วมือ ลองผ่อนคลายดูนะ ผ่อนคลายทั้งเนื้อทั้งตัว ขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้าให้ผ่อนคลาย</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">อย่าคาดหวัง นิ่งให้เป็นเสียก่อน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็อย่าไปคาดหวังว่า เราจะต้องเห็นโน่น เห็นนี่ เห็นนั่น เอาว่านั่งให้ถูกต้อง ถูกหลักวิชชาเสียก่อน แล้วก็นิ่งให้เป็นเสียก่อน นิ่งในระดับที่ไม่ตึง ไม่เกร็ง นิ่งแบบผ่อนคลาย นิ่ง นุ่ม เบา ๆ นี่ทำตรงนี้ให้เป็นนะ เดี๋ยวเราจะเห็นว่า มันไม่ยากหรอก ทำสองสามประโยคที่หลวงพ่อบอกไว้ให้เป็น นิ่งให้เป็น นิ่งนุ่มให้เป็น นิ่งนุ่มผ่อนคลายให้เป็น ให้ใจใส ๆ อยู่เหนือความอยากได้ อยากเห็น อยากมี อยากเป็น ให้ใจเป็นกลาง ๆ ลองทำตรงนี้นะ ให้เป็นกลาง ๆ รู้สึกสบาย</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าทำสามสี่ประโยคนี้ได้ถูกหลักวิชชา ถ้าทำเป็นตัวของเราจะกลืนกับบรรยากาศ แต่ก็ยังไม่เห็นอะไรหรอก มันจะกลืนอยู่ในระดับที่เราพึงพอใจ ชอบใจที่นั่งอย่างนี้ ‘เออ รู้สึกไม่ยาก’ ความรู้สึกว่า ไม่ยากเกิดขึ้นแล้ว แล้วก็เกิดความรู้สึกว่า ‘อือ ถ้าไม่เห็นภาพอะไร ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เห็นก็ดีไม่เห็นก็ไม่เป็นไร’ ถ้าเมื่อไรเกิดความรู้สึกอย่างนี้ แสดงว่าถูกหลักวิชชาแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">เรานั่งนิ่งเห็นได้ก็ดี เห็นได้แค่ไหนก็ดี ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร นิ่ง นุ่ม สบาย ถ้าทำตรงนี้เป็น เพียงไม่กี่นาที ใจก็รวมแล้วตัวจะโล่ง ๆ โปร่ง เบา เราจะรู้จักคำนี้เลย เข้าถึงคำคำนี้ จากประสบการณ์ภายในที่เป็นอย่างนี้ จะไปใช้คำอื่นไม่ได้ คือตัวมันโล่ง กลวง ๆ เป็นโพรง บางทีก็พอง ๆ โต ๆ แล้วก็ขยาย โดยที่เราไม่ได้คำนึงถึงว่า เราจะได้เห็นอะไร ถ้าได้อย่างนี้ก็ยิ่งถูกหลักเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก เราทำถูกวิธีแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วหลังจากนั้น เราก็ไม่ได้คิดเรื่องอะไร ไม่กังวลอะไร เฉย ๆ อยากอยู่อย่างนี้อย่างสบาย ๆ ทีนี้พอเราทำอย่างนี้ มันจะเกินกว่าที่เราคาดคิด เริ่มรู้สึกมีปีติที่เราสามารถทำได้ แล้วก็จะมีความสุขน้อย ๆ ขึ้นมา อยู่ในระดับที่เป็นรางวัลให้เราอยากทำถูกวิธี แล้วก็มีแรงจูงใจให้เราอยากนั่งอีก ไม่ใช่ไม่อยากนั่งอีก นั่งเองโดยไม่ต้องฝืน ไม่ต้องพยายาม แล้วก็จะเกิดความรู้สึกว่า ‘แหม เวลาทำไมหมดเร็วจัง พระอาจารย์ไม่น่าสัพเพเลย’ ถ้าถูกวิธีนะมันจะเกิดอย่างนี้ แม้ยังไม่มีแสงสว่างให้ดู ยังไม่มีภาพอะไรให้ดูเลย ก็พึงพอใจ ถ้าใครมาถึงตรงนี้ เท่ากับเรากำความสำเร็จในการที่จะเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวล้านเปอร์เซ็นต์เลย</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">หมั่นสังเกต ๒-๓ นาที ก่อนเลิกนั่ง</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">นี่คือ ข้อสังเกตของเราในแต่ละครั้งที่เรานั่ง ตอนที่เราเลิกนั่งแล้วนะ อย่าไปสังเกตตอนนั่ง แต่ถ้าเลิกนั่งแล้วให้ทบทวนดู สมมติว่า เราจะนั่งสัก ๑ ชั่วโมง หรือกี่ชั่วโมง หรือกี่นาทีก็แล้วแต่ พอเราอยากจะเลิกให้นิ่ง ๆ อีกสัก ๒-๓ นาที เพื่อทบทวนว่า วันนี้ตั้งแต่เริ่มต้นเราทำมาอย่างไร ทำไมรู้สึกวันนี้เราอยากนั่งจังเลย รู้สึกชอบจัง มีปีติ มีความเบิกบาน ให้ทบทวนสัก ๒-๓ นาที แล้วค่อยลุกไปเปลี่ยนอิริยาบถจะไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ</p>
<p style="text-align: justify;">นี่สำคัญนะลูกนะ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเรา ที่จะแสวงหาพระรัตนตรัยในตัว ถ้าทำตรงนี้ไม่เป็นมันก็นาน จะเสียเวลา และเวลาเราก็ไม่ควรจะเสียไปมาก เพราะเรามีเวลาไม่มากในโลกนี้ ก็จะต้องทำให้ถูกวิธีเสียตั้งแต่ตอนนี้</p>
<p style="text-align: justify;">ลูกทุกคนมีบุญมากอยู่แล้วที่จะเข้าถึง แล้วก็เคยเข้าถึงกันมาแล้ว แต่ว่าชาตินี้เราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ มัวไปเสียเวลากับสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่นสารหรือเกิดประโยชน์อะไรมากนัก เสียเวลากับสิ่งนั้นมากเกินไป และต้องมาเสียเวลาเพิ่มอีกในการที่จะคลี่คลายตัวเองให้ผ่อนคลายจากความคิดคำนึงต่าง ๆ เหล่านั้นให้หมดไป</p>
<p style="text-align: justify;">จากนี้ไปเรามีเวลาเหลืออีกไม่มากแล้วสำหรับชาตินี้ ทำให้ถูกหลักวิชชาเสีย ฝึกไปเรื่อย ๆ แล้วก็ให้สังเกตทบทวนทุกครั้งที่เลิกนั่ง แล้วก็จดจำไว้</p>
<p style="text-align: justify;">มีข้อสังเกตอยู่ที่ลูกทุกคนจะต้องจำก็คือ วันไหนเรามีอารมณ์ดีทั้งวัน จิตเป็นกุศล คิดแต่เรื่องความดี เรื่องบุญกุศล หรือรู้สึกสบายใจ ใจว่าง ๆ ไม่ติดอะไรเลย ในคน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงาน บ้านช่อง วันนั้นเราจะนั่งดีเป็นพิเศษ หรือเราปลื้มในความดีอะไร ในบุญของเราสักบุญหนึ่ง หรือหลาย ๆ บุญที่นึกแล้วปลื้มเป็นกุศลธรรม เวลาเรามานั่ง ขายังไม่ทันได้คู้เข้ามาเลยนะ ใจมันก็พรึบรวมเข้าไปข้างในแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">ลูกทุกคนมีบุญ บุญเก่ามีเยอะมากพอที่จะเข้าถึง ถ้าศึกษาวิธีการให้ถูกหลักวิชชา แล้วก็ฝึกฝน ปรับปรุงวิธีการปรับใจไปเรื่อย ๆ ให้ผ่อนคลายแค่นั้นแหละ เดี๋ยวก็จะเป็นของมันไปเอง</p>
<p style="text-align: justify;">แต่บางครั้งเราก็ต้องยอมที่จะให้ความคิดผ่านมาในใจบ้างในบางครั้งบางคราว แต่ถ้าหากเราคิดว่า จะเอาไม่อยู่แล้ว เราก็เผยอเปลือกตาขึ้นมาสักนิดนึง มันก็จะหายฟุ้งเอง แล้วก็ค่อย ๆ เริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ เราต้องพร้อมที่จะเป็นนักเรียนอนุบาลเสมอ ทุก ๆ ครั้งที่ใจเริ่มไม่หยุด ไม่นิ่ง มันฟุ้ง เราก็ปรับไปสบาย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">อาการตกศูนย์ ๒ แบบ</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าวิธีถูกต้อง ก็จะทำให้ถูกส่วนเอง จะโล่ง โปร่ง เบาสบาย กายสงบ ใจสงบ ไม่ค่อยปวดเมื่อยเท่าไร แล้วก็เริ่มเบิกบาน ใจจะถูกตรึงให้ติดแน่นอยู่กับกลางท้อง กลางกาย โดยที่เราไม่ได้คำนึงว่าฐานที่ ๗ หรือเปล่า แต่รู้สึกจะถูกตรึงตรงนั้น จากถูกตรึงก็จะถูกดึง มีอาการเหมือนถูกดูดลงไปคล้าย ๆ กับมีแม่เหล็กโลก แม่เหล็กยักษ์ที่มองไม่เห็นมันดึงแล้วให้เคลื่อนเข้าไป ถ้าค่อยๆ ดึงเคลื่อนไปช้า ๆ เหมือนน้ำที่ไหลรินไปล่ะก็ รู้สึกชอบ เป็นสุข แต่ถ้าพรวดพราดเหมือนตกจากที่สูง ลงเหวบ้าง เหมือนตกหลุมอากาศ วูบลงไป ตรงนี้เราจะผวา บางทีเหมือนเจียนแทบจะขาดใจตาย ซึ่งเราคิดไปเอง ว่า ‘โอ ท่าจะตายแล้วมั้ง’</p>
<p style="text-align: justify;">ตรงนี้ ถ้าเราไม่มีประสบการณ์ หรือไม่ได้ผู้รู้ที่แนะนำ บางทีเราก็มาตกม้าตาย ทั้ง ๆ ที่มันกำลังจะดีมาก ๆ เขาเรียกว่า <strong><span style="color: #dd3333;">อาการตกศูนย์</span></strong> มันถูกดึงดูดเข้าไปอย่างนั้นแหละ เราต้องทำเฉย ๆ เป็นไงเป็นกันแล้วเดี๋ยวจะดีจ้ะ จะดีมาก ๆ เลย แต่จะนำภาคทฤษฎีนี้ไปใช้ในภาคปฏิบัติ ในกรณีที่เรารู้แล้ว และเรากำลังมีประสบการณ์อย่างนี้ บางทีรู้มากก็ยากนาน พอถูกดึงดูดเราก็เลยช่วยเร่งโดยการดันมันลงไป พอดันลงไปเพื่อจะให้ไปถึงจุดที่ดี ๆ ปรากฏมันเด้งขึ้นมา</p>
<p style="text-align: justify;">เราก็ต้องย้อนกลับมาดูหลักวิชชาใหม่ว่า ให้หยุดนิ่งเฉย ๆในทุก ๆ ประสบการณ์ แล้วเราก็จะผ่านตรงนี้ไปได้อย่างสบาย เราต้องพร้อมที่จะเป็นนักเรียนอนุบาลทุกครั้งที่จิตมันหยาบหรือไม่ได้ผลตามที่เราต้องการ มาทบทวนใหม่ ฝึกใหม่ ฝึกฝนกันไปอย่างนี้แหละ ไม่ช้าเราก็จะกำความสำเร็จได้ แล้วก็จะเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวของเรา เป็นรางวัลสำหรับชีวิตที่เกิดมาในชาตินี้ ช่วงนี้อากาศกำลังดี เราหยุดใจไปอย่างสบาย ๆ นิ่ง นุ่ม เบา ๆ ผ่อนคลาย นิ่ง นุ่ม เบา ๆ ผ่อนคลาย ให้ใจสบาย ลองทำกันดูนะ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5497">หลักวิชชาใจหยุดนิ่งและอาการตกศูนย์</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิมิตเลื่อนลอย&#8230;หลุมพรางของพญามาร</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5495</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 09:59:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5495</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเราได้จุดเทียนใจไฟนิรันดร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5495">นิมิตเลื่อนลอย…หลุมพรางของพญามาร</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">เมื่อเราได้จุดเทียนใจไฟนิรันดร์อนันตชัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปให้ทุกท่านนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบา ๆ พอสบาย ๆ คล้าย ๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ แล้วน้อมใจของเราให้หยุดนิ่ง ๆ อย่างสบาย ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเราเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ</p>
<p style="text-align: justify;">เอาใจหยุดในหยุด นิ่งในนิ่งลงไปอย่างสบาย ๆ หยุดนิ่ง ๆ ให้ใจเราใส จะตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่กลางดวงใส ๆ หยุดในหยุด นิ่งในนิ่งลงไปอย่างสบาย ๆ แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ถูกส่วนจะเป็นอย่างนี้</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าหยุดได้ถูกส่วนพอดี ๆ ตัวมันจะขยาย กายขยาย ใจขยาย แต่ถ้าหากหยุดไม่ถูกส่วนมันจะแคบ นิ่งแต่แคบ แต่ถ้าถูกส่วนนิ่งแล้วต้องขยาย ต้องโล่ง ต้องโปร่ง ต้องเบา ต้องสบาย ๆ ขยาย ตัวหายไปเลย แล้วใจจะหยุดนิ่ง ๆ อยู่ ณ จุดที่สบาย</p>
<p style="text-align: justify;">เดี๋ยวความสว่างก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้นมาทีละน้อยจนกระทั่งสว่างมาก ๆ แล้วใจก็จะตกศูนย์วูบลงไปฐานที่ ๖ ไปยกเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบลอยขึ้นมา มา<br />
พร้อมกับความสุขและความบริสุทธิ์ เป็นดวงใสกลมรอบตัว เหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ แต่ใสเหมือนเพชรหรือยิ่งกว่าเพชร เราก็ต้องหยุดให้ถูกส่วนอย่างนี้นะ ถูกส่วนแล้วต้องเป็นอย่างนี้ จะไม่ผิดจากนี้ ใจจะเกลี้ยง ๆ จะมีอยู่ดวงเดียว ดวงนิ่ง ดวงใสบริสุทธิ์ แล้วเกิดการตื่นตัวภายใน จะมีชีวิตชีวา ใจจะเกลี้ยง ๆ นิ่ง ๆ รู้สึกสงบ สะอาด สว่าง ตั้งมั่น ไม่มีความคิดอื่นใดเลย จะปลอดความคิด มีแต่จะเข้ากลางไปเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">เข้ากลางไปเห็นทีละดวง คือเข้ากลางจุดสว่างอยู่ที่กลางดวงใส ๆ จุดสว่างที่อยู่ตรงศูนย์กลางของดวงธรรมดวงแรกมันจะใสกว่าธรรมดวงนั้น แล้วเมื่อธรรมดวงนั้นขยายจุดสว่างก็ขยายไปพร้อมกัน จนกระทั่งดวงแรกหายไป จุดสว่างก็จะขยายเป็นดวงที่ ๒ เป็นดวงศีล แล้วกลางดวงศีลก็จะมีจุดสว่างจะเข้าถึงดวงสมาธิ ไปอย่างนี้เรื่อย ๆ เลย ถึงดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ</p>
<p style="text-align: justify;">แต่พอมาถึงกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ จุดสว่างแทนที่จะขยายเป็นดวงต่อไปเป็นดวงที่ ๗ ก็ขยายมาเป็นกายมนุษย์ละเอียด มันจะพอดี ๆ อย่างนี้โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจจะให้พอดี เราจะเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่แล้ว แล้วก็ต้องเป็นอย่างนี้ ผิดจากนี้ไปไม่ได้ ไม่มีขาด ไม่มีเกิน ไม่มีตัดทอน</p>
<p style="text-align: justify;">เช่น ดวงเกิดขึ้นมาเยอะแยะ เราได้ยินได้ฟังว่า มันเหลือ๖ เราเลยตัดทอนตั้งแต่ดวงที่ ๗ ไปถึงดวงที่ร้อย ที่พัน ที่หมื่น ที่แสน ที่ล้าน เพื่อจะให้มันพอดีอย่างนี้ก็ไม่ใช่ ที่ใช่ก็คือ ดวงที่ผุดมาเหมือนน้ำพุ เมื่อเราดูไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ดวงสุดท้ายที่ไม่มีต่อไปนั่นแหละ มันจะนิ่งและพาใจของเราเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน ตกศูนย์ไป เปิดเผยให้เราได้เห็นความใสของดวงปฐมมรรคที่เกิดขึ้นมาแทนที่ ดวงเก่าหายไป แล้วก็จะเห็นไปตามลำดับอย่างนี้ จนกระทั่งถึงกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ จุดสว่างนั้นก็กลายมาเป็นกายมนุษย์ละเอียด ซึ่งมีหน้าตาเหมือนตัวเรา ท่านหญิงเหมือนท่านหญิง ท่านชายก็เหมือนท่านชายนั่งขัดสมาธิเจริญสมาธิภาวนาหันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของเรา นี่จะเป็นไปเอง ไม่ใช่ไปทำให้เป็นหรือปรุงแต่งให้เป็นจะเป็นไปเองอย่างนี้ อย่างนี้จึงจะถูกต้อง แต่ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ก็ต้องฝึกต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6316" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/338873272_177788965070087_8953085793028547027_n-1.jpg" alt="" width="2048" height="1367" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/338873272_177788965070087_8953085793028547027_n-1.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/338873272_177788965070087_8953085793028547027_n-1-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/338873272_177788965070087_8953085793028547027_n-1-1024x684.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/338873272_177788965070087_8953085793028547027_n-1-768x513.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/338873272_177788965070087_8953085793028547027_n-1-1536x1025.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/338873272_177788965070087_8953085793028547027_n-1-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/338873272_177788965070087_8953085793028547027_n-1-696x465.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/338873272_177788965070087_8953085793028547027_n-1-1068x713.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/338873272_177788965070087_8953085793028547027_n-1-1920x1282.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">นิมิตเลื่อนลอย&#8230;หลุมพรางของพญามาร</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ในระหว่างที่ฝึก ก่อนที่จะตกศูนย์เข้าไป จะมีภาพอะไรเยอะแยะ ภาพนรก ภาพสวรรค์ ภาพเหตุการณ์ ภาพคนโน้นคนนี้ หรือผุดรู้อะไรเกิดขึ้นมา เหมือนมีญาณทัสสนะ วิธีที่ถูกต้อง คือ อย่าไปสนใจให้ความสำคัญเกินไป ให้ดูเฉย ๆ ไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ เพราะตรงนี้คือ หลุมพรางของพญามารที่จะทำให้เราหมกมุ่นพัวพันอยู่กับตรงนี้ บางคนยาวนานหลายสิบปีทีเดียว มันก็น่าเสียดายถ้าเรามาผูกพันติดใจอยู่ที่ตรงนี้ แล้วแทนที่จะไปเล่าให้ครูบาอาจารย์ฟัง กลับมาเล่าสู่กันฟังซึ่งล้วนแต่ไม่มีประสบการณ์ภายใน พอฟังกันไปก็จะมีกองเชียร์ก็ชวนกันเข้ารกเข้าพงกันไป</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเราเป็น เราก็ต้องทำความเข้าใจว่า <strong><span style="color: #dd3333;">นี่คือนิมิตเลื่อนลอย เราเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นมันยังไม่ใช่ของจริง</span></strong> ที่เกิดขึ้นเพราะจิตในขั้นนี้ยังบริสุทธิ์ไม่พอที่จะไปรู้ไปเห็นได้อย่างถูกต้อง เพราะญาณทัสสนะจะมีในธรรมกายเท่านั้น ต้องได้ ๑๘ กายไปแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเราไม่ได้เป็น แต่เพื่อนสหธรรมิกเป็น สิ่งที่เราควรจะทำ คือแนะนำเขาว่า ได้ยินได้ฟังหลวงพ่อบอกมาอย่างนี้ ให้ทำตามที่หลวงพ่อแนะ คือ อย่าไปติดใจ อย่าไปติดตาม ให้ดูไปเฉย ๆ เรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ ถ้าเขาไม่เชื่อ เพราะเขาชอบ เวลาพูดไปมันก็มีคนมาห้อมล้อม ถ้าไม่ให้เสียพวก เราก็นิ่งเฉย ๆ เขาจะเล่าอะไรให้ฟังเราก็นิ่งเฉย ๆ ไม่ซักไม่ถามอะไร ยิ้ม ๆ เฉย ๆ หรือถ้าทำอย่างนี้แล้วก็ยังไม่ได้เรื่อง ก็ต้องถอยห่างออกมา เพื่อเราจะได้ช่วยเขาได้เต็มที่ เพราะถ้ามีคนไปห้อมล้อม ความหลงผิดหลงตัวเองมันจะเกิดขึ้น แล้วจะเป็นผลเสียทั้งต่อตนเอง หมู่คณะ และวิชชาธรรมกาย ทำให้คนอื่นที่เขาได้ยินพลอยเข้าใจผิดไปด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเราจะช่วยเหลือเพื่อนสหธรรมิกก็ต้องทำอย่างที่ว่าไว้คือ เมื่อแนะนำแล้ว เขาไม่รับฟัง เราก็ยิ้มๆ รับฟังเฉย ๆ ไม่ให้ความคิดเห็นอะไร แต่ถ้าทำแล้วไม่ได้ผล ก็ต้องถอยห่างออกมา แล้วก็อย่าไปห้อมล้อมเขา เราก็ไปเดินชมนกชมไม้ ปลีกตัวออกมาปฏิบัติธรรมของเรา ทำของเราไป ดูเข้าไปในตัวของเรา เมื่อเขาไม่มีใครห้อมล้อมแล้ว มันก็จะได้คิด พอได้คิดก็คิดได้ หรือถ้าคิดไม่ได้ก็ถือว่าเป็นกรรมของเขา เราก็ปล่อยเขาไปก่อน อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ๒๐ ปี ๓๐ ปี เขาก็คิดได้เองแหละ ให้ทำอย่างนี้นะ</p>
<p style="text-align: justify;">เวลาเราจะช่วยเพื่อนสหธรรมิกด้วยกัน พูดแล้วไม่เชื่อก็นิ่ง นิ่งไม่เชื่อก็ถอยห่างออกมา หาเวลามาปฏิบัติธรรมของเรา อย่างนี้ก็พอจะช่วยได้ แต่บางคนมันก็ไม่ได้ เพราะเขามีเชื้อเก่ามาก็ต้องให้กาลเวลามันผ่านไป เนื่องจากบางคนติดใจที่มีคนมาห้อมล้อม เพราะว่าไม่ได้มาแต่คนนะมาพร้อมกับผลประโยชน์ด้วย ตรงนี้เลิกยาก มันมาติดลาภสักการะ ใจก็ไม่ไปข้างใน มันไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ระมัดระวังให้ดีนะลูกนะ แต่ถ้าเราเข้าใจแล้วว่าต้องทำอย่างนี้ ตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ผู้ค้นพบวิชชาท่านวางหลักสูตรเอาไว้ อย่างนี้เราปลอดภัย แล้วก็มีชัยชนะ ก็พยายามฝึกฝนให้ได้อย่างที่ท่านวางหลักสูตรเอาไว้ในสิ่งที่ท่านไปรู้ไปเห็นมา เราเดินตามรอยท่าน เราก็จะเป็นอย่างท่าน คือไม่เพี้ยน ไม่เลอะเทอะ ไม่เสียเวลา แล้วใจก็จะแล่นเข้าไปสู่ภายใน จิตก็บริสุทธิ์เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ มีความสุขเพิ่มขึ้น มีความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น ปัญญาบริสุทธิ์ก็จะตามมา จะให้เราได้ไปรู้ไปเห็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวของเรา ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านยืนยันว่า ผิดจากนี้ไม่ใช่ ต้องอย่างนี้ แล้วก็ต้องเป็นอย่างนี้ นี่คือคำยืนยันของท่าน ที่มีปรากฏอยู่ในเทปที่อัดเสียงของท่านมา เป็นครูแทนตัวท่าน</p>
<p style="text-align: justify;">๑๘ กาย มีในตัวของเรานี่แหละ เป็นแผนผังของชีวิตที่ติดมาตั้งแต่ปฐมชาติที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ติดกันเรื่อยมาเลย เราก็จะต้องศึกษาค้นคว้ากันไปให้ถึงในจุดที่เป็นอย่างนี้ เราเรียนเพื่อจะเอามาไว้ใช้เป็นที่พึ่งกับตัวของเรา ให้ชีวิตเราสมบูรณ์ มีความสุข มีความรู้แจ้ง มีความบริสุทธิ์ เราจะได้ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง เข้าไปถึงพระรัตนตรัยในตัว ถึงพุทธรัตนะ ถึงธรรมรัตนะ ถึงสังฆรัตนะ นั่นแหละเป็นกายผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เป็นที่พึ่งที่ระลึกอยู่ในตัวของเรา ถ้าเข้าถึงแล้ว ถึงจริงๆ เราจะรู้จัก จะหายสงสัยทันที และเราจะเห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เราคิดว่ากับสิ่งที่เป็นจริงน่ะ<br />
มันจะต่างกันเหมือนฟ้ากับดินทีเดียว เพราะฉะนั้นต้องหมั่นฝึกฝนอบรมไปนะ ต้องฝึกเอาให้ได้ของจริง ๆ ของไม่จริงอย่าไปสนใจ มันเสียเวลา</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5495">นิมิตเลื่อนลอย…หลุมพรางของพญามาร</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้จักดวงธรรมและนิมิตเลื่อนลอย</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5493</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 09:45:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5493</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนต [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5493">รู้จักดวงธรรมและนิมิตเลื่อนลอย</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุก ๆ คนนะ</p>
<p style="text-align: justify;">ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบาย ๆ หลับตาของเราเบา ๆ หลับตาค่อนลูกพอสบาย ๆ คล้าย ๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตานะ</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจของเราให้ว่าง ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วก็มาสมมติว่า ภายในร่างกายของเรานั้นปราศจากอวัยวะ สมมติว่าไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น ให้ภายในร่างกายของเรานั้นเป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็น<br />
ช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้าย ๆ ท่อแก้วท่อเพชรใส ๆ หรือคล้าย ๆ กับลูกโป่งที่เราอัดลมอัดแก๊สเข้าไป ทำให้มันพองขยายลอยได้ ร่างกายของเราก็สมมติอย่างนั้นกันนะ ไม่มีตับ ไต ไส้ พุง โล่งว่างกลวงภายใน</p>
<p style="text-align: justify;">คราวนี้เราก็น้อมนำใจของเรามาหยุดนิ่ง ๆ อยู่ภายในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเราในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือจำง่าย ๆ ว่า อยู่ในกลางท้อง หรือเราจะสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึง จากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม ให้สมมติเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางมาวางซ้อนกัน แล้วนำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสองสูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตรงนั้นเรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ที่เกิด ดับ หลับ ตื่น และทางไปสู่พระนิพพาน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">เราจะเห็นศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้ชัดเจนต่อเมื่อใจหยุดนิ่งสนิทสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องกังวลเกินไปว่า เราวางใจไว้ตรงฐานที่ ๗ เป๊ะไหม เอาว่าเราทำความรู้จักไปก่อนว่าฐานที่ ๗ อยู่ตรงนี้ อยู่ตรงกลางท้องเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เราพึงพอใจแค่ไหน ก็ประมาณนั้นแหละ แต่ก็ต้องทำความรู้จักเอาไว้เพราะฐานที่ ๗ ตรงนี้สำคัญมาก นอกจากเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น แล้ว คือ เกิดก็เกิดตรงนี้ ตื่นตรงนี้ หลับตรงนี้ ตายตรงนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">เวลามาเกิด</span></strong> เป็นกายละเอียดเข้ามาทางปากช่องจมูกของบิดา หญิงซ้าย ชายขวา มาตามฐานต่าง ๆ มาที่หัวตา กลางกั๊กศีรษะ เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก ไปที่กลางท้องระดับสะดือ แล้วก็เหนือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ จะมาอยู่ตรงนี้ ตรงฐานที่ ๗ ของบิดา แล้วก็บังคับดึงดูดให้บิดาไปหามารดาเพื่อประกอบธาตุธรรมส่วนหยาบห่อหุ้มกายละเอียดเอาไว้ พอถูกส่วนก็ดึงดูดเข้าไปสู่ครรภ์มารดา จะไปอยู่ตรงฐานที่ ๗ ของมารดาตรงนี้ แล้วก็หล่อเลี้ยงด้วยธาตุหยาบของมารดา เจริญเติบโตจนกระทั่งคลอดออกมา นี้เรียกว่า มาเกิด</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">เวลาตาย</span></strong> เมื่อทุกคนต้องตาย รวมทั้งตัวเราต้องตายด้วย ใจก็จะมาอยู่ตรงนี้ กรรมนิมิตมันจะฉายให้เห็นจากตรงนี้ขึ้นมา แต่เวลาเห็นไม่ได้เห็นเหมือนเราก้มมองดูนะ มันก็เห็นเหมือนเรามองวัตถุสิ่งของทั่ว ๆ ไป เห็นเป็นเรื่องเป็นราว เป็นภาพ ที่เรากระทำมา อันไหนเจตนากล้าเป็นครุกรรมก็จะชัดกว่าเพื่อน ที่เป็นอาจิณกรรมทำบ่อย ๆ ก็จะรองลงมาตามลำดับ กระทั่งถึงไม่มีเจตนา ภาพเกิดขึ้นตรงนี้ใช้เวลาไม่นานเรียกว่า กรรมนิมิต ซึ่งจะมีส่วนที่ทำให้ใจเราหมองหรือใส</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเป็นภาพแห่งการทำความดี เราจะมีความปลื้มปีติภาคภูมิใจ ใจก็จะใส ถ้าหากภาพไม่ดีมันก็อับเฉาเศร้าสร้อย ใจก็หมอง เพื่อจะทำให้เห็นภาพของคตินิมิต ถ้าใจหมองคตินิมิตก็ดำมืด ถ้าใจใสคตินิมิตสว่าง ก็เห็นเป็นเรื่องเป็นราว กระทั่งเวลาตาย ก็จะมี 3 เฮือก ใจก็เคลื่อนไปตามฐาน แล้วก็ออกทางปากช่องจมูกของตัวเรา ไม่ว่าจะตายด้วยวิธีการใด อาจจะออกอย่างกะทันหัน หรือค่อยเป็นค่อยไปหลุดออกมา</p>
<p style="text-align: justify;">เกิดตายตรงนี้ หลับก็ตรงนี้ ตื่นก็ตื่นตรงนี้ เพราะฉะนั้นจำง่าย ๆ ว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>ตรงฐานที่ ๗ เป็นที่เกิด ดับ หลับ ตื่น และนอกจากนี้ยังเป็นทางไปสู่ความไม่เกิดด้วย</strong></span> แต่เดินทางด้วยวิธีการที่ต่างกัน ถ้าจะไปเกิดมาเกิดก็เดินออกไปข้างนอก คือ ออกจากร่างกายแล้วออกไปทางปากช่องจมูก แต่ถ้าจะไม่เวียนว่ายตายเกิด ต้องเดินในเข้าไปในกลางกาย ซึ่งมันจะเห็นแผนผังของชีวิต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6320" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/003-1.jpg" alt="" width="1200" height="1247" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/003-1.jpg 1200w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/003-1-289x300.jpg 289w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/003-1-985x1024.jpg 985w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/003-1-768x798.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/003-1-150x156.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/003-1-300x312.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/003-1-696x723.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/003-1-1068x1110.jpg 1068w" sizes="auto, (max-width: 1200px) 100vw, 1200px" />เส้นทางสายกลางภายใน เริ่มต้นที่ฐานที่ ๗</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">เราจะเข้าถึงแผนผังของชีวิตที่ติดตัวเรามา แต่เราไม่รู้ เป็นทางเดินไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า เขาเรียกว่า เส้นทางอริยมรรค เส้นทางของพระอริยเจ้า อีกนัยหนึ่งเรียกว่า วิสุทธิมรรค เป็นเส้นทางสายกลางภายใน เกิดความบริสุทธิ์หมดจดจากสรรพกิเลสทั้งหลาย โลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น บางทีก็เรียกว่า วิมุตติมรรค เส้นทางแห่งความหลุดพ้น พ้นจากความทุกข์ พ้นจากกิเลสอาสวะ เป็นเส้นทางสายกลางภายใน ที่นอกเหนือจากเส้นทางสายกลางภายนอก แต่เรามีข้อปฏิบัติด้วยวิธีเส้นทางสายกลางภายนอกที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ไม่ตึงไม่หย่อนไป เราก็จะเข้าถึงเส้นทางสายกลางภายใน เมื่อใจหยุดนิ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">ตรงนี้คือสิ่งที่ต้องศึกษากันเอาไว้ ต้องจำและก็อย่าไปทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ จำประโยคนี้เอาไว้ว่า <strong><span style="color: #dd3333;">หยุดเป็นตัวสำเร็จ</span></strong> เอามาอยู่ตรงนี้ อะไรหยุด ใจที่แวบไป แวบมา คิดไปในเรื่องราวต่าง ๆ เอามาหยุดอยู่ตรงนี้ อยู่จนกระทั่งมันหยุดนิ่งสนิทติดตรงกลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้</p>
<p style="text-align: justify;">เหมือนมีกาวชั้นดีตรึงใจติดไว้กับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ติดอยู่ตรงนี้ และหลังจากนั้นมันก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในเอง เราจะเห็นเส้นทางสายกลางภายใน ซึ่งเป็นทางไปสู่อายตนนิพพาน เป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เป็นเส้นทางแห่งความบริสุทธิ์ เป็นเส้นทางของการไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า คือ เส้นทางประเสริฐที่จะห่างไกลจากกิเลสทั้งหลาย จากความทุกข์ทรมาน จากความไม่รู้ทั้งปวง</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อใจติดอยู่ตรงนี้สนิท สนิทจนกระทั่งเรียกว่า อัปปนาสมาธิ มันแนบแน่น คือมันนิ่งนุ่ม แนบแน่น คือแนบติดกับตรงนี้ พอถูกส่วนก็จะตกศูนย์เข้าไปข้างใน วูบลงไป แล้วเดี๋ยวก็จะมีดวงธรรมปรากฏเกิดขึ้นมา กลมเหมือนดวงแก้วภายนอก กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ แต่ว่าใสกว่า สว่างกว่า โปร่งเบากว่า มาพร้อมกับความสุข ปีติ เบิกบาน และความรู้แจ้งภายในจะมาพร้อม ๆ กัน</p>
<p style="text-align: justify;">แต่ต่างจากการมองดวงแก้วข้างนอก ดวงแก้วข้างนอกเห็นแล้วมันก็เฉย ๆ แต่ถ้าดวงธรรม แม้จะกลมเหมือนดวงแก้ว แต่เห็นแล้วความรู้สึกไม่เหมือนกัน มันจะแตกต่างจากความรู้สึกที่เราเคยเห็นวัตถุภายนอก จะมาพร้อมกับความสุข ใจจะขยาย โล่ง โปร่ง เบา สบาย ขยาย บริสุทธิ์ หยุดนิ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">ดวงธรรมจะเกิดขึ้นตรงนี้ อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ เป็นจุดเล็ก ๆ ใส ๆ เหมือนปลายเข็ม บางทีเหมือนดาวในอากาศ ที่เราเคยมองเห็นในคืนเดือนมืด เห็นที่ไกลลิบ ๆ บางดวงก็เห็นชัด อย่างดาวประจำเมือง ก็จะเห็นชัดสุกใส บางดวงก็ไม่ชัด ธรรมดวงแรกเป็นจุดมันก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ ถ้าไม่นิ่ง มันไม่เห็น ถ้านิ่งจะเห็นชัด</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือใหญ่กว่านั้นตามกำลังบารมี หรือเหมือนฟองไข่แดงของไก่สุกใสสว่างไสวเกิดขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;">ธรรมดวงนี้พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ ธรรมดวงแรก ความบริสุทธิ์เบื้องต้นเกิดขึ้น บางครั้งท่านก็เรียกว่า ปฐมมรรค คือ จุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้าไปสู่ภายใน ในเส้นทางของพระอริยเจ้า สิ่งนี้มีอยู่แล้วในตัวของเรา แต่เราไม่รู้ว่ามี เพราะเราเอาใจไปหมกมุ่นเรื่องอื่น ไปในเรื่องราวต่างๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ธรรมดวงนี้มาพร้อมกับความสุข ความบริสุทธิ์ ความรู้แจ้ง ความเบิกบาน มาพร้อมกันเลย ความตื่นตัวภายใน รู้สึกเราจะกระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวาเกิดขึ้น คล้าย ๆ เซลล์ในร่างกาย หรือทุกอณูขุมขนเรา ไม่มีส่วนใดที่ไม่ได้รับความสุขหรือกระแสธารแห่งความสุข มันจะมีปีติสุข เบิกบาน เมื่อธรรมดวงนี้เกิด นี่แหละคือต้นทางที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ที่เรียกว่า ปฐมมรรค</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">เราจะปฏิบัติธรรมแบบไหนก็ตาม ถ้ายังไม่เจอธรรมดวงนี้ล่ะก็ ไปนิพพานยังไม่ได้ เพราะธรรมดวงนี้เป็นปฐมเลย เป็นตัวบ่งชี้ว่าเรามาถูกทางแล้ว มาถึงจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง จะปฏิบัติแบบไหนก็ตาม จะใช้คำภาวนาอะไรก็ได้ แต่ตอนสุดท้ายต้องได้ธรรมดวงนี้ ถ้าไม่ได้ตรงนี้แล้วไปนิพพานไม่ถูก</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น วิธีปฏิบัติมีหลากหลายอย่างเป็นร้อยเป็นพัน แต่สรุปย่อมาในวิสุทธิมรรคมี ๔๐ วิธี แต่ปัจจุบันนี้ก็แตกตัวมาอีกหลายวิธี แล้วก็ใช้คำภาวนาต่างกัน บางแห่งก็ พุทโธ ธัมโม สังโฆ, สัมมา อะระหัง, ยุบหนอ พองหนอ, พุทโธ, นะ มะ พะ ทะ, เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ เป็นต้น บางทีก็นอกเหนือจากคำเหล่านี้</p>
<p style="text-align: justify;">คำภาวนา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ดึงใจกลับมาสู่ที่ตั้งดั้งเดิมภายในตัว มาอยู่กับเนื้อกับตัว แต่พอถึงจุด ๆ หนึ่ง เมื่อใจหยุดนิ่ง ก็จะทิ้งคำภาวนาไป มันจะหายไป คล้าย ๆ กับเราลืมไป เลือนไป หรือไม่อยากจะภาวนา อยากอยู่เฉย ๆ ถึงจุดอิ่มตัวแห่งการภาวนา</p>
<p style="text-align: justify;">ใจมันจะนิ่ง นุ่ม แน่น พอถึงหัวเลี้ยวหัวต่อตรงนี้ เราก็ควรจะปล่อยให้มันนิ่ง นุ่ม แน่น อย่างนั้น อย่าไปเน้น นิ่ง นุ่ม แน่น สบาย ตักตวงความสุข ความปีติ เบิกบาน เป็นรางวัลของการนำใจมานิ่ง ซึ่งจะเป็นช่วงจังหวะที่ใจเอาชนะนิวรณ์ ๕ ได้แล้ว ตรงนี้ความเบิกบานจะเกิด แสงสว่างจะเกิด ความสุขเบื้องต้นก็จะเกิด เป็นความสบายกายสบายใจที่แตกต่างจากสิ่งที่เราเคยคิดว่าความสุข</p>
<p style="text-align: justify;">บางคนบอกว่า ความสุขอยู่ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ้าง ก็ไปหมกมุ่นอยู่ตรงนั้น ความสนุกสนานเพลิดเพลินก็ติดเกมติดอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น บ้างก็ว่าดูหนังดูละคร หรือในรูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส แต่พอมาถึงตรงนี้แล้วไม่ใช่ บางคนก็ว่าอยู่ที่การพนันอบายมุข จากการเชียร์บอล ซึ่งถูกพ่วงไปด้วยการพนัน มันมีลุ้นระทึก มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เพราะฉะนั้นร่างกายจึงไม่ได้สัมผัสความสุขเลย เรากำลังถูกทำให้หลงทางเบี่ยงเบนไปจากความหมายของคำว่า ความสุขที่แท้จริง</p>
<p style="text-align: justify;">เราจะเห็นว่า สิ่งที่เราเคยเข้าใจว่าความสุข มันถูกครอบด้วยความหายนะของชีวิต แต่เราไม่รู้สึกตัวเลย หลงติดกันอยู่ตรงนั้น แต่เมื่อไรใจหยุดนิ่งแล้ว เราจะเริ่มได้สัมผัสกับความปีติที่สามารถเอาชนะนิวรณ์ทั้ง ๕ ได้ มีกามฉันทะ พยาบาท เป็นต้น แล้วมันก็จะสบายกาย สบายใจ สบาย เบิกบาน ในระดับหนึ่ง มันก็จะนิ่ง เพราะที่ไหนอยู่เย็นตรงนั้นเป็นสุข มันจะอยากอยู่ตรงนั้นแหละ</p>
<p style="text-align: justify;">พอใจมาอยู่ตรงนี้มันเย็น เย็นกาย เย็นใจ สบ๊าย สบาย กายเนื้อหายไปหมด เหมือนไม่มีร่างกาย แสงสว่างมันจะเกิด เป็นแสงแห่งความบริสุทธิ์ แสงแรกที่ใจหลุดจากนิวรณ์ทั้ง ๕ สว่างแล้วเมื่อตกศูนย์วูบลงไป มีดวงธรรมลอยขึ้นมาตรงนี้มีฐานของใจแล้ว ใจมีฐานแล้ว มั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว เป็นดวงใส</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">อย่าไปติดนิมิตเลื่อนลอย</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">แต่ระหว่างการปฏิบัติช่วงนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นที่เรียกว่า วิตก</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">วิตก</span></strong> คำนี้ไม่ได้แปลว่า วิตกจริต หากหมายถึง การที่เราตรึกระลึกนึกถึงคำภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">วิจาร</span></strong> คือ ทำให้ต่อเนื่องกันไป กระทั่งเอาชนะนิวรณ์ได้ระดับหนึ่ง ก็คือสติว่าชนะแล้ว มีสุขเป็นรางวัล กระทั่งนิ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">ในช่วงนี้ บางคนจะมีนิมิตเลื่อนลอยเกิดขึ้นซึ่งมีหลากหลาย เป็นนิมิตที่ทำให้เกิดความยินดีก็มี ยินร้ายก็มี คือ พึงพอใจก็มี หรือไม่ชอบใจก็มี บางทีอาจจะเห็นภาพคน สัตว์ สิ่งของ เห็นต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากา เรื่องราวต่าง ๆ ภาพนรกสวรรค์ ตรงนี้เห็นจริงแต่สิ่งที่เห็นไม่จริง เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ท่านจึงแนะนำว่า อย่าไปติดนิมิต คำว่า อย่าไปติดนิมิตหมายเอาช่วงนี้ ช่วงเริ่มต้นจากวิตก วิจาร ก่อนมาถึงปฐมมรรคซึ่งเป็นภาพสุดท้าย เป็นนิมิตสุดท้าย ไม่ใช่เหมาเอาหมด</p>
<p style="text-align: justify;">คล้าย ๆ สมมติเราอยู่ที่บ้านอยากจะมาวัดพระธรรมกาย เราก็นั่งรถมา เราผ่านภาพต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มีตึกรามบ้านช่อง เสาไฟฟ้า ถนนหนทาง รถราสวนกัน ผู้คน สุนัข นกกา อะไรต่าง ๆ ถ้าเราไปแวะข้างทางตรงนั้น มันก็มาไม่ถึงวัดพระธรรมกาย ถ้าสมมติมาจากกรุงเทพ มาถึงดอนเมือง เราเห็นภาพเครื่องบิน นึกว่าตรงนี้เป็นวัดพระธรรมกายไปแวะตรงนั้นก็ไม่ใช่ หรือมาถึงรังสิต อ้าว นึกว่าเป็นวัดพระธรรมกาย ก็ยังไม่ใช่ มันจะมีภาพเหล่านี้เรื่อยมาเลย</p>
<p style="text-align: justify;">แต่ถ้าเราไม่สนใจ คือ มีภาพอะไรให้ดู เราก็ดูไป ดูไปเรื่อย ๆ อย่างสบายเหมือนดูทิวทัศน์ รถสวนมาเราก็หลบกันไป หลีกกันไป แซงเขาบ้าง เขาแซงเราบ้าง ไปเรื่อย ๆ โดยเราก็ไม่ได้คิดอะไร มีแต่ใจมุ่งจะมาวัดพระธรรมกาย และในที่สุดเมื่อเข้ามาถึงวัดพระธรรมกาย อ๋อ มันแตกต่างจากที่เราผ่านมา เพราะมีมหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งที่อื่นไม่มี นี่สมมติเอานะ</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น เราต้องแยกให้ออก อันไหนเป็นนิมิตเลื่อนลอยที่ไม่ควรติด ซึ่งเราคุ้นกับคำว่า อย่าไปติดนิมิตหมายเอาช่วงนี้ ช่วงตั้งแต่ใจฟุ้งซ่าน คิดเรื่องกามบ้าง เรื่องทรัพย์บ้าง โกรธ ขัดเคือง ขุ่นมัว สงสัย ลังเล ง่วง เคลิ้ม ท้อ กระทั่งฟุ้งไปในเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงาน เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;">ซึ่งพอใจมันว่าง ทีนี้มันก็จะมีภาพอะไรที่สั่งสมอยู่ในใจเรา เพราะเราผ่านประสบการณ์เรื่องราวต่าง ๆ มันมาเป็นภาพ เป็นแสง เป็นสี เป็นเสียงอะไรต่าง ๆ มันก็เก็บเอาไว้ในใจ พอใจจะเริ่มเดินทางเข้าสู่ภายใน สู่การหยุดนิ่ง มันก็จะคลายตัวออกมาเป็นภาพ เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งมันไม่จริงทั้งนั้นแหละ บางทีภาพนรก ภาพสวรรค์อย่างที่เราเคยได้ยินได้ฟังมา ก็เลยมาปะติดปะต่อเป็นคุ้งเป็นแควกันไป นิมิตเลื่อนลอยจะเกิดตอนช่วงนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">“ดวงธรรม” ไม่ใช่นิมิตเลื่อนลอย</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเราไม่สนใจมัน คือ นิ่ง นุ่ม แน่น สบายต่อไป ดูไปเฉย ๆ เหมือนดูทิวทัศน์ ก็จะถึงจุด ๆ หนึ่งที่ใจค่อย ๆ ตกตะกอน ละเอียด นุ่ม ถูกส่วนแล้วตกศูนย์วูบ ธรรมดวงแรกที่เกิดขึ้นเป็นดวงใส ๆ อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันหรือใหญ่กว่านั้น เรามาถึงที่หมายเบื้องต้นแล้ว เหมือนมาถึงสถานีที่เราจะขับรถเคลื่อนกันต่อไป เป็นรถหลาย ๆ ผลัดส่งไปถึงที่หมาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ดวงธรรมที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่นิมิตเลื่อนลอย</span></strong></p>
<div style="text-align: justify;">ต้องแยกให้ออกนะ ทีนี้ถ้าใครไม่มีประสบการณ์อย่างนี้มันจะแยกไม่ออก อันไหนจริง อันไหนเลื่อนลอย ดังนั้นก็สรุปจำง่าย ๆ ว่า</div>
<div style="text-align: justify;"> </div>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ภาพสุดท้าย คือ ดวงใส ๆ ในจุดเบื้องต้น ถ้าถึงดวงใส ๆ แสดงเราผ่านนิมิตเลื่อนลอยมาแล้ว ใจตั้งมั่นแล้ว เป็นเอกัคคตา เป็นหนึ่งแล้ว ดวงใสก็เกิดที่เรียกว่า ปฐมมรรค หรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน พอมาถึงตรงนี้ได้ก็เย็นใจได้เลย เพราะเราต้องไปถึงที่หมายโดยปลอดภัย มีสุขแล้วก็มีชัยชนะอย่างแน่นอน</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ทีนี้บางท่านพอมาถึงดวงใส ๆ ก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก เพราะไม่ได้รับคำแนะนำ ก็เหมารวมเอาว่าดวงใส ๆ เป็นนิมิตเลื่อนลอยไปด้วย นี่คือข้อพลาด พอมาถึงตรงนี้ เห็นแล้วก็แนะนำให้หายไปเสีย โดยเหมาว่าเป็นนิมิตเลื่อนลอย ด้วยประโยคถ้อยคำที่คล้าย ๆ กันบ้าง ไม่ให้สนใจบ้าง หรือนึกถึงคำภาวนา หรือคำใดคำหนึ่งขึ้นมา เดี๋ยวมันก็หายไป ไม่ว่าจะนึกคำอะไรขึ้นมา มันก็หาย เอ๊ะอ๊ะ ก็หาย เอ๊ะ นิมิตเลื่อนลอยมั้ง หายอีก หรือจะนึกถึงประโยคคำอะไรที่เราคุ้น ๆ มันก็หายอีก พอถึงตรงนี้แล้ว ไม่ควรจะไปกระตุ้นให้เกิดความคิดใด ๆ ทั้งสิ้น เราต้องนิ่งต่อไปจึงจะถูกต้อง</p>
<p style="text-align: justify;">พอถึงตรงนี้บางแห่งบอกให้หายไป อย่าไปสนใจ ใช้คำว่า “ดวงใส ๆ คือกองขี้ควาย” บางคนเขาใช้นะ “มันไม่มีความหมาย มันเหมือนขี้ควาย ควายมันยังไม่สนเลย ไม่มีประโยชน์” พอไม่สน มันก็หายไป เหลือแต่ความสว่างที่กว้าง ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ความสว่างที่กว้าง ๆ นี่ บางทีมันก็ทำให้หลงทางได้ เพราะช่วงนี้มันมีความสุข แล้วมันมีความรู้อะไรที่ดูเหมือนจะแจ่มแจ้งในหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คล้าย ๆ จะแตกฉานไปหมดทุกคำ เลยเข้าใจว่าเป็น ธัมมวิจยะ คือการวิเคราะห์วิจัยธรรม มันจะชุ่มชื่นใจ ปีติใจ ภาคภูมิใจว่าเราแจ่มแจ้ง ขบคิดข้อธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้สึกแตกฉาน อิ่มอกอิ่มใจ</p>
<p style="text-align: justify;">บางคนใช้ความสว่างตอนช่วงนี้ มาพิจารณากายคตาสติ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หรือจะเจริญอสุภกรรมฐาน ตอนนี้จะเห็นภาพของซากศพชัดเลย แต่มันแปลก ซากศพมันจะเป็นแก้ว เราจะนึกคิดให้มันแยกแยะอย่างไรก็ได้ ให้เป็นปฏิกูลก็ได้ ไม่เป็นปฏิกูลก็ได้ หรือไม่เป็นทั้งสองอย่างก็ได้ ปฏิกูลก็ไม่ใช่ ไม่ปฏิกูลก็ไม่เชิง</p>
<p style="text-align: justify;">พอพิจารณาบ่อยๆ ในกายคตาสติ ใจมันก็เบื่อหน่ายในกายน่ะ ในกายเรา และกายคนอื่น จิตมันก็รวม สงบนิ่งอีกแล้ว พอถึงดวงก็เพิกดวง คือปล่อยดวงเอาแต่ความสว่าง สงบ นานบางทีเป็นวัน บางทีหลายวัน พอใจถอนขึ้นมา มันก็ดึงเอาความสุข ความสดชื่น ติดออกมาด้วย และดูเหมือนว่า จะแตกฉานในข้อธรรมะ มีความปลื้มปีติ ตรงนี้ใครจะไปแนะนำล่ะ ยากแล้ว บางคนติดอย่างนี้จนตาย แต่ก็สบาย ความสุขมันจะขยายไปสู่ระบบประสาทกล้ามเนื้อ ผิวพรรณวรรณะจะเปล่งปลั่ง ผ่องใส เบิกบาน เพราะใจของผู้ที่เข้าถึงจะชุ่มเย็น มันเย็นใจ และเข้าใจอะไรต่างๆ ได้ดีทีเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">ตรงนี้แหละที่จะทำให้เราไม่ได้เดินทางกันต่อไป ยกตัวอย่าง เหมือนจะมาวัดพระธรรมกายแต่ไปติดแถวรังสิตอย่างนั้น ก็ต้องทำความเข้าใจว่า เมื่อเข้าถึงดวงธรรมแล้วอย่าให้หาย แล้วอย่าเอาตรงนี้มาใช้ในขบวนการคิดต่อ ไม่ว่าความคิดนั้นจะเป็นกุศลธรรมก็ตาม หรือเป็นข้อธรรมะก็ตาม สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือ หยุดนิ่งเฉย ๆ อย่างเดียว หยุดเป็นตัวสำเร็จนี่แหละ</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น พอถึงดวงตรงนี้ เมื่อเราผ่านนิมิตเลื่อนลอยมาแล้ว และเข้าใจดีขึ้นว่าไม่เหมาเอาดวงปฐมมรรคเป็นนิมิตเลื่อนลอยไปด้วย ให้ทำใจนิ่งต่อไป พอนิ่งนุ่มต่อไปก็เคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน ที่เรียกว่า คมนะ เราได้ยินคำว่า ไตรสรณคมน์หรือไตรสรณะ คมนะ คือการแล่นเข้าไปหาพระรัตนตรัย ที่มีอยู่ภายในตัวของทุกคนในโลก ใจกำลังเคลื่อนเข้าไปนี่แหละ เราอย่าไปยั้ง อย่าไปฝืน ก็ต้องอาศัยครูผู้มีประสบการณ์ภายในแนะนำ ให้ปล่อยลงไปเรื่อย ๆ คือดูไปเรื่อย ๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6322" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/326504927_1156964745008484_2936766715595296453_n.jpg" alt="" width="933" height="933" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/326504927_1156964745008484_2936766715595296453_n.jpg 933w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/326504927_1156964745008484_2936766715595296453_n-300x300.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/326504927_1156964745008484_2936766715595296453_n-150x150.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/326504927_1156964745008484_2936766715595296453_n-768x768.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/326504927_1156964745008484_2936766715595296453_n-696x696.jpg 696w" sizes="auto, (max-width: 933px) 100vw, 933px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ถ้าเข้าถึงของจริงจะหมดข้อสงสัย</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">แวะอีกนิดหนึ่ง ทีนี้ก่อนที่จะถึงปฐมมรรคตรงนี้ สำหรับบางคนที่นึกองค์พระเป็นนิมิต เพราะมาปฏิบัติที่สำนักนี้ ให้ตรึกดวงหรือองค์พระ บางทีก็จะเห็นองค์พระขึ้นมา อะไรขึ้นมา แต่ขึ้นมาในระดับช่วงนี้ ช่วงระหว่างเริ่มต้นกระทั่งใจนิ่งระดับหนึ่ง ถ้าตรึกองค์พระก็จะเห็นองค์พระ ตรึกดวงก็จะเห็นดวง ตรึกดวงในองค์พระก็จะเห็นดวงในองค์พระ ตรึกองค์พระในดวงก็จะเห็นองค์พระในดวง มักจะมีข้อสงสัยว่า เราคิดไปเอง หรือว่าเกิดขึ้นจริง</p>
<p style="text-align: justify;">ความสงสัยหรือวิจิกิจฉาตรงนี้ก็เป็นอุปกิเลสอย่างหนึ่ง คือเป็นอุปสรรคที่ทำให้ใจมาคิดแล้ว เอ๊ะ ใช่หรือไม่ใช่ คิดเองหรือเกิดขึ้นจริง ความคิดอย่างนี้จะเกิดในช่วงเริ่มต้นก่อนไปถึงปฐมมรรค ถ้ามีความคิดอย่างนี้เกิดขึ้นมาแสดงว่ายังไม่ใช่ เพราะถ้าใช่จะไม่มีความคิดอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">ทีนี้มันเกิดขึ้นในตอนช่วงนี้ สิ่งที่เราจะต้องทำมีเพียงประการเดียว คือ ดูไปเฉย ๆ เห็นองค์พระก็ดูองค์พระ เห็นดวงก็ดูดวง เห็นดวงในองค์พระก็ดูดวงในองค์พระ เห็นพระอยู่กลางดวงเราก็ดูพระในกลางดวง ก็ดูไปเรื่อย ๆ ตกม้าตายตรงนี้กันเยอะ ที่มาเรียนในสำนักนี้ หรือสำนักเดียวกัน แต่ว่าอยู่ที่ต่าง ๆ กัน</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะต้องทำคือดูไปเฉย ๆ ไม่ต้องคิดว่าอะไร อย่าไปวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ประสบการณ์ เพราะเรากำลังเรียนกันในระดับนักเรียนอนุบาล ไม่ใช่เรียนในระดับ Professor หรือ Doctor ที่จะต้องทำหัวข้อวิทยานิพนธ์ วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ว่าคิดเองหรือว่ามันเกิดขึ้นจริง เรายังไม่ถึงขั้นนั้น ความคิดขั้นนี้ยังเอามาใช้ไม่ได้ ต้องใช้ความไม่คิด คือมีอะไรให้ดูก็ดูไป ดูไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น</p>
<p style="text-align: justify;">มันแปลกอยู่อย่าง เหมือนมีกรรมมาบัง หลวงพ่อก็แนะนำอย่างนี้มา ๔๐ ปีแล้ว แต่พอถึงตรงนี้ตกม้าตายกันเกือบจะทุกคน ‘เอ๊ะ ใช่หรือไม่ใช่ คิดเองหรือว่าใช่ ไม่ใช่มั้ง มันง่ายเหลือเกิน’ อะไรอย่างนี้ เพราะธรรมะเป็นของลึกซึ้งจะต้องเข้าถึงยาก คิดว่ามันต้องยาก พอเราได้ง่ายขึ้นมา เราก็นึกว่าไม่ใช่</p>
<p style="text-align: justify;">ดังนั้น สิ่งที่เห็นขึ้นมา แม้ยังไม่ใช่ปฐมมรรค ก็ไม่ควรเอาความคิดมาคิดในช่วงนี้ ต้องจำนะลูกนะ ถ้าไม่จำมันเป็นอย่างนี้ไปจนตายน่ะแหละ ซึ่งเราก็จะต้องไปแก้ไขอีกทีตอนเราเกิดใหม่นั่นน่ะ เราก็จะต้องเลือกเอาว่า เราจะทำความเข้าใจตอนนี้ หรือจะเอาเข้าใจชาติหน้า หรือสิบปีข้างหน้า หรือยี่สิบปี หรือก่อนตายดี มันก็แล้วแต่เรา ก็ตัดสินใจเอา ถ้าจะออกแบบชีวิตว่า ไปเข้าใจชาติหน้าก็เอา ก็คิดวน ๆ กันไปอย่างนั้นน่ะ ใช่หรือไม่ใช่ คิดเองหรือว่าเกิดขึ้นจริง หรือนิมิตเลื่อนลอยมั้ง หรือเพิกนิมิตให้หายไป ก็แล้วแต่เราน่ะ</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเราอยากแค่ว่ามีประสบการณ์ภายในเล็กน้อย ได้ขันติบารมี ความเพียร แล้วเราไปเอาดีชาติหน้า ก็ให้ทำอย่างที่เคยทำกันเองนั่นแหละ ที่หาวิธีกันเองน่ะ แต่ถ้ารักอยากจะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวเร็ว ๆ เพราะว่าเรามีเวลาจำกัดอยู่ในโลกนี้ ก็ทำตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ซึ่งท่านผ่านขั้นตอนแบบพวกเรามาแล้วน่ะ เอ๊ะ ใช่ไหม ใช่ เอ๊ะ งั้น เอ๊ะ งี้ นิมิตเลื่อนลอยหรือจริง มานานแล้วน่ะ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ท่านก็สรุปให้ได้ว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ คือไม่ต้องทำอะไรที่นอกจากนี้ นอกเหนือจากหยุดกับนิ่งอย่างเดียว</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าเราทำตามนี้ เราก็สามารถเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวได้ในชาตินี้ ไม่ต้องไปคอยชาติหน้า แล้วภพชาติต่อไปจะได้ศึกษาเรียนรู้ต่อกันไปอีก ไม่ต้องมานั่งเริ่มต้นกันใหม่ เพราะฉะนั้นหยุดเป็นตัวสำเร็จนะ สำคัญนะ สิ่งที่พูดไปอย่าฟังผ่าน ๆ ถ้าฟังผ่านแล้วติดข้ามชาติไปเลย</p>
<p style="text-align: justify;">ที่เสียเวลาในการสร้างบารมีกันมาหลายชาตินั่นก็</p>
<p style="text-align: justify;">๑. ขี้เกียจทำ</p>
<p style="text-align: justify;">๒. ไม่ได้ทำ หรือ</p>
<p style="text-align: justify;">3. ได้ทำ แต่ว่าค้นหาตามวิธีของตัว มันก็ช้า</p>
<p style="text-align: justify;">ไม่ทำตามที่บรมโพธิสัตว์ ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านแนะนำสั่งสอน ท่านค้นมาให้แล้ว เราแค่คว้าทำตามเท่านั้นแหละ เหมือนอาหารตักเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเดียว ไม่ต้องไปปลูกข้าวในนาอย่างนั้นน่ะ กว่าขบวนการนั้นมาถึงข้าวเข้าปากนี่ มันยาก อย่าไปเสียเวลากันเลย</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อเข้าใจอย่างนี้ดีแล้ว ต่อจากนี้ไปเวลาที่เหลืออยู่นี้ ฝึกใจหยุดนิ่ง อย่างสบาย ๆ ไม่ใช่ลำบาก ๆ นะลูกนะ ทำใจหลวม ๆ เหมือนสวมเสื้อผ้าหลวม ๆ ทำใจให้เบิกบานสมกับเป็นผู้มีบุญที่จะเข้าถึงธรรมภายในได้อย่างง่าย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">อากาศกำลังสบาย เป็นสัปปายะ เหมาะสมที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด ก็ให้ลูกทุกคนฝึกหยุดใจนิ่ง ๆ อย่าไปตั้งใจมากเกินไป อย่าอยากได้ อยากเห็น อยากมี อยากเป็นเกินไป อย่าไปลุ้น อย่าไปเร่ง อย่าไปเพ่ง อย่าไปจ้อง มองเฉย ๆ อย่างสบาย ๆ มีความมืดให้มองก็มองความมืด แต่ให้เป็นมืดสบาย มีอะไรให้ดู เราก็ดูไปนิ่ง ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">หรือจะภาวนาว่า สัมมา อะระหัง ให้เสียงดังออกมาจากในกลางท้อง ไม่ใช่ดังที่สมองนะ เหมือนเสียงที่ล่องลอยมาจากแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ภายใน จากอายตนนิพพานผ่านมาในกลางกาย ขจัดมลทินที่มีอยู่ในใจเราให้หมดไป แปรเปลี่ยนอกุศลธรรมเป็นกุศลธรรม สงัดจากกาม จากบาปอกุศลทั้งหลาย และใจก็ตั้งมั่นอย่างดีเลย ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบ ๆ นะ ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระธรรมกายภายในกันทุก ๆ คนนะ</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5493">รู้จักดวงธรรมและนิมิตเลื่อนลอย</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อุปสรรคและหลักวิชชาในการปฏิบัติธรรม</title>
		<link>https://dhammakaya.com/5491</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 09:12:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ง่ายแต่ลึก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=5491</guid>

					<description><![CDATA[<p>(เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5491">อุปสรรคและหลักวิชชาในการปฏิบัติธรรม</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><em>(เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อย</em><em>แล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน</em><em>กันทุกคนนะ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;)</em></p>
<p style="text-align: justify;">&#8230;ถ้าใครคุ้นเคยกับภาพองค์พระแก้วขาวใส เราจะนึกถึงพระแก้วขาวใสแทนดวงใส ๆ ก็ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ เพื่อให้ใจหยุดใจนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นต้นทางที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ประคองใจกันไปอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;">ภาวนาไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ แต่อย่ากดลูกนัยน์ตาไปดู ถ้าเริ่มรู้สึกว่าหัวคิ้วจะย่น ตึงหน้าผาก ศีรษะ ก็ให้รีบเผยอเปลือกตาขึ้นมาสักนิดหนึ่ง ปรือ ๆ ตา แล้วก็รักษาเปลือกตาในระดับนั้น แล้วเริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">อุปสรรคหลัก ๒ ประการ</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ส่วนมากจะมีอุปสรรคหลักอยู่ ๒ ประการ คือ <strong><span style="color: #dd3333;">ฟุ้ง</span></strong> กับ <strong><span style="color: #dd3333;">ตั้งใจมากเกินไป</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">สองอย่างนี้จะเป็นหลักมากกว่าการหลับ หรือความลังเลสงสัย อะไรต่าง ๆ เหล่านั้น</p>
<p style="text-align: justify;">ฟุ้ง เพราะใจเราคุ้นเคยกับการคิด คิดในสิ่งที่เราคุ้น คุ้นจนเคยจนชิน เพราะฉะนั้นใจมักจะไปสู่สิ่งนั้นเรื่อย ๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">วิธีแก้ฟุ้ง คือ เราต้องบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง เรื่อยไป หรือเผยอเปลือกตาขึ้นมาสักนิดหนึ่ง พอหายฟุ้งเราก็เริ่มต้นใหม่</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">อุปสรรคอีกอย่างคือ ตั้งใจมากเกินไป คือพอรู้ว่าเห็นธรรมะแล้วดี มีความสุข เป็นอุปกรณ์ในการศึกษาเรื่องราวความจริงของชีวิตได้ ได้ยินคนนั้นคนนี้เขาเข้าถึงกัน เลยอยากเข้าถึงบ้าง แต่อยากมากเกินไป ตั้งใจเกินไป ก็จะทำให้เกิดอาการเกร็ง ตึง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-6324" src="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/350977300_1281528722473495_1401001888074419025_n-2.jpg" alt="" width="2048" height="1363" srcset="https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/350977300_1281528722473495_1401001888074419025_n-2.jpg 2048w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/350977300_1281528722473495_1401001888074419025_n-2-300x200.jpg 300w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/350977300_1281528722473495_1401001888074419025_n-2-1024x682.jpg 1024w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/350977300_1281528722473495_1401001888074419025_n-2-768x511.jpg 768w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/350977300_1281528722473495_1401001888074419025_n-2-1536x1022.jpg 1536w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/350977300_1281528722473495_1401001888074419025_n-2-150x100.jpg 150w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/350977300_1281528722473495_1401001888074419025_n-2-696x463.jpg 696w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/350977300_1281528722473495_1401001888074419025_n-2-1068x711.jpg 1068w, https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2023/04/350977300_1281528722473495_1401001888074419025_n-2-1920x1278.jpg 1920w" sizes="auto, (max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">เกร็ง สังเกตดูสภาพใจมันจะทึบ ตื้อ นิ่ง ๆ แต่ไม่ฟุ้ง แต่ก็ไม่มีความสุข มันตื้อ ๆ ตัน ๆ นิ้วที่เราวางไว้บนหน้าตักมันจะกระดก ไหล่จะยก ท้องจะเกร็ง แล้วจะท้อใจ เพราะเบื่อต้องพยายามนั่งนิ่ง เพื่อจะให้ได้สมาธิ อย่างนี้ไม่ถูกหลักวิชชา</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">แต่ถ้าเรานั่งนิ่ง นุ่ม เบา แล้วเกิดความสบาย แม้ยังไม่ได้เห็นภาพอะไร ก็ไม่เป็นทุกข์ใจ ยังคงรักษาใจนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ อย่างนั้นไปเรื่อย ๆ แล้วก็มีความรู้สึกว่า เวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน หรือมีบางส่วนของร่างกายเราหายไป มือหาย ขาหาย ตัวหาย เป็นต้น นี่ก็แปลว่าเรานั่งได้ถูกหลักวิชชาแล้ว ถูกต้องแล้ว</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">พอถึงตรงนั้นก็ให้นิ่งเฉย ๆ ต่อไป อย่าลืมตา อย่าขยับตัว แล้วก็ไม่ต้องกลัวอะไร บางครั้งกลัวตัวยืดบ้าง ย่อบ้าง ใหญ่บ้าง พองขยายบ้าง หล่นไปบ้าง เหมือนตกจากที่สูงบ้าง ก็อย่าลืมตา อย่าขยับตัว ไม่ต้องกลัวอะไร</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ภาพสุดท้ายของหยุดแรกคือดวงใส</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">บางทีนั่งไปก็มีภาพต่าง ๆ เกิดขึ้น เป็นภาพวิวทิวทัศน์บ้าง เป็นภาพอะไรต่าง ๆ ที่เราคุ้นเคยบ้าง แต่ว่าไม่ได้เป็นดวงใส ๆ หรือองค์พระใส ๆ ก็อย่าไปรำคาญใจ ให้ดูไปเฉย ๆ เดี๋ยวภาพเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนไปเอง</p>
<p style="text-align: justify;">ภาพสุดท้ายเมื่อใจหยุดนิ่งในเบื้องต้นก็จะเป็นดวงใส ๆ</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ</p>
<p style="text-align: justify;">อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน หรือใหญ่กว่านั้น เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;">และหลังจากใจหยุดแล้ว ภาพสุดท้ายในเบื้องต้นเมื่อใจหยุดแรกมันจะเกิดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นภาพอะไรต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาดังกล่าวนั้น ให้ดูไปเฉย ๆ จะภาพน่ารัก น่า<br />
เกลียด น่าชัง ไม่อยากได้ ก็อย่าไปยินดียินร้าย ภาพสวยสดงดงามก็อย่าไปยินดี ภาพที่ดูไม่งามก็อย่าไปยินร้าย อย่าไปตกอกตกใจ อย่าไปเข้าใจผิดว่า มีมารมา มีอะไรต่าง ๆ มาทดลองเรา หรือภาพกรรมภาพเวรอะไรต่าง ๆ ก็อย่าไปคิด</p>
<p style="text-align: justify;">คือใจตอนช่วงนั้นอย่าไปคิดเรื่องอะไรทั้งสิ้น ดูเฉย ๆ ไม่ว่าภาพที่น่าดู หรือไม่น่าดู น่าดูก็ไม่ยินดี ภาพไม่น่าดูก็ไม่ยินร้าย ทำใจนิ่งเฉย ๆ ทำหน้าที่เป็นผู้ดูที่ดี ที่ไม่กำกับ เหมือนผู้เจนโลกที่เห็นการเกิดขึ้นตั้งอยู่และเสื่อมสลายไปของชีวิตของสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลายตลอดระยะกาลเวลาที่ผ่านมาด้วยใจที่เป็นปกติ</p>
<p style="text-align: justify;">เราก็ทำใจให้เป็นปกติ ไม่เห็น ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เป็นปกติ เห็นแล้วแต่มันคนละภาพกับที่เราอยากได้ ก็ยังคงเป็นปกติ เป็นภาพที่ดีสวย ๆ งาม ๆ เป็นภาพเทพบุตร เทพธิดา ก็อย่าไปเข้าใจผิดว่า เราไปสวรรค์แล้ว ก็ดูไปเฉย ๆ อย่าไปยินดีอะไร แม้เป็นภาพอะไรที่ใกล้เคียงกับดวงธรรมหรือองค์พระก็เฉย ๆ เป็นภาพที่ไม่ดี ดูแล้วน่าเกลียดไม่น่าดูก็ดูเฉย ๆ อีกเหมือนกัน อย่าไปยินร้าย ทำอย่างนี้แค่นี้เท่านั้น ลูกทุกคนก็จะกำความสำเร็จที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว</p>
<p style="text-align: justify;">การมีภาพเกิดขึ้นภายในใจ ไม่ว่าเป็นภาพน่ารักน่าชัง แปลว่าเรามีสมาธิมาในระดับหนึ่งแล้ว ถ้าจิตบริสุทธิ์ก็จะเป็นภาพที่สวยงาม ถ้าบางส่วนของจิตยังไม่บริสุทธิ์ก็จะเป็นภาพที่ไม่สวยงาม ซึ่งก็เป็นเหมือนกระจกเงาส่องสะท้อนให้เราเห็นว่า ใจเราบริสุทธิ์เพียงไหน</p>
<p style="text-align: justify;">เรามีหน้าที่หยุดกับนิ่งดูไปเฉย ๆ อย่างนี้เท่านั้น เดี๋ยวภาพที่น่ารักน่าชังเหล่านั้นมันก็จะเปลี่ยนไปเป็นภาพที่สดใส สว่างไสว ที่จะนำใจให้ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตา มีอารมณ์ดี อารมณ์เดียว แล้วก็อารมณ์สบาย สงัดจากกาม จากบาปอกุศลธรรมและความเห็นถูกมันจะเกิดขึ้นมาเอง</p>
<p style="text-align: justify;">เพราะฉะนั้น ในจุดเบื้องต้นของหยุดแรก ภาพสุดท้ายจะเป็นดวงใส ๆ และหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของหยุดในหยุด หยุดสอง หยุดสาม หยุดสี่ หยุดห้า กระทั่งนับหยุดไม่ถ้วนเข้าไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นไปตามลำดับ</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">รู้หลักวิธี นั่งลำพังก็ไม่กลัว</span></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">นี่คือสิ่งที่ลูกทุกคนจะต้องศึกษาเรียนรู้เอาไว้ให้ดี เพื่อที่ว่าเวลานั่งตามลำพังจะได้มั่นใจ ไม่กลัวบ้าอย่างที่เขาเล่าลือกัน ไม่กลัวที่จะเห็นในสิ่งที่น่ากลัว ไม่กลัวที่เขาบอกว่านั่งแล้วจะตาย ไปแล้วไม่กลับ หรืออะไรยิ่งกว่านั้น เราจะได้มั่นใจ ถ้าเราได้ศึกษาเรียนรู้เอาไว้ เหมือนหมองูที่จะจับงูเห่างูจงอาง จะต้องศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติของงูพิษ อสรพิษนั้น ซึ่งใคร ๆ ในโลกก็กลัว แต่หมองูรู้วิธี เขาก็ไม่กลัว เขาจะจับงูนั้นได้อย่างสบาย ๆ เพราะรู้วิธีการ</p>
<p style="text-align: justify;">นี่ก็เช่นเดียวกัน ถ้าลูกทุกคนรู้วิธีการอย่างนี้แล้ว ความรู้สึกว่านั่งสมาธิแล้วจะเกิดโทษมันก็จะหมดไป ตรงข้ามสมาธินี่แหละจะทำให้เกิดคุณประโยชน์กับเรา เพราะจะเป็นจุดเชื่อมโยงใจของเรากับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง ซึ่งเป็นรากฐานแหล่งกำเนิดแห่งความคิด คำพูดและการกระทำที่ดี นำมาซึ่งความสุขความสำเร็จในชีวิตและในธุรกิจการงานกับการสร้างบารมีของเรา</p>
<p style="text-align: justify;">โลกจะเกิดสันติสุขได้ ต้องเริ่มต้นจากที่เราก่อน ชีวิตในครอบครัวจะเกิดความผาสุกไม่ขัดแย้งกัน ก็เริ่มต้นที่หยุดแรกของใจเราก่อน แล้วจึงจะขยายไปสู่สมาชิกภายในบ้าน เพื่อนบ้าน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ ประเทศเพื่อนบ้าน นานาชาติ แล้วก็ทั่วโลก ทุกสิ่งที่ดีดังกล่าวนั้นเริ่มต้นจากเราทั้งสิ้น เริ่มต้นจากหยุดแรกที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ทั้งสิ้น ซึ่งเราไม่เคยได้ยิน ได้ฟัง ได้เรียนรู้มาก่อน นี่แหละเป็นสิ่งที่สำคัญ ประหยัดสุด ประโยชน์สูงในการสร้างสันติสุขหรือสันติภาพให้เกิดขึ้นแก่โลกใบนี้</p>
<p style="text-align: right;"><strong><span style="color: #dd3333;">วันอาทิตย์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙</span></strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/5491">อุปสรรคและหลักวิชชาในการปฏิบัติธรรม</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
