<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง - วัดพระธรรมกาย</title>
	<atom:link href="https://dhammakaya.com/tag/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%82/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<description>&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;&#34;สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี&#34;</description>
	<lastBuildDate>Fri, 21 Apr 2023 13:05:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.2</generator>

<image>
	<url>https://dhammakaya.com/wp-content/uploads/2022/07/cropped-fl2-32x32.png</url>
	<title>มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง - วัดพระธรรมกาย</title>
	<link>https://dhammakaya.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>หากย้อนเวลาได้</title>
		<link>https://dhammakaya.com/3881</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Apr 2023 03:41:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คุณยาย In My Heart]]></category>
		<category><![CDATA[คุณยายอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ชีจันทร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=3881</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงเวลา 4-5 ปีที่ได้อยู่กับคุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3881">หากย้อนเวลาได้</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt; color: #dd3333;"><strong>ช่วงเวลา</strong></span> 4-5 ปีที่ได้อยู่กับคุณยายที่วัดปากน้ํานับเป็น ช่วงเวลาที่หลวงพ่อเรียนธรรมะ กับคุณยายอย่างมีความสุขมากนั่งอยู่บนอาสนะเดียว เป็นแผ่นกระดานเรียบๆ ไม่มีอะไรรอง ด้านหลัง พิงเสาหัวด้วนต้นเล็กๆนั่งจนไม้มันขึ้นเงาทีเดียวคุณยายจะคอยบอกว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“คุณนั่งไป ทําอย่างนั้นนะ”</strong> </span>ท่านค่อยๆสอนค่อยๆ ย้ํา</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #dd3333;"><strong>หลวงพ่อรู้สึกว่าสิ่งอื่นใดในโลกนี้ไม่มี ความหมายอีกแล้ว รู้สึกถึงคําว่าโลกว่างอย่างแท้จริงแม้จะมีคนสัตว์สิ่งของตึกรามบ้านช่องอยู่มากมายแต่เหมือนไม่มี</strong> <strong>เพราะเราไม่มีความผูกพันธ์ และไม่เห็นความสําคัญของ สิ่งเหล่านั้นเลยรู้สึกเฉยๆกับทุกสิ่งช่วงก่อนบวชนั้นหลวงพ่อสุขใจมากจริงๆ พอบวชแล้วก็ได้มาสร้างวัด</strong> </span>เริ่มที่จะมีมารตามมารังควานเป็นเรื่องแปลกอยู่เหมือนกัน</p>
<p style="text-align: justify;">ได้แต่นึกว่าเราเป็นลูกศิษย์ของพระบรมศาสดา ท่านเองก็ต้องผจญมารนับตั้งแต่ก่อนบรรลุธรรม จนกระทั่งถึงคราวดับขันธปรินิพพานลูกศิษย์อย่างเราคงหนีไม่พ้น ต้องเจอบ้างเป็นธรรมดา <span style="color: #dd3333;"><strong>หลวงพ่อทุ่มเทสร้าง บารมีร่วมกับคุณยายและหมู่คณะมาจนถึงบัดนี้</strong> </span>รู้สึกว่าอยากจะปลีกวิเวกบ้างแล้ว ที่ทํามาทั้งหมด ไม่ใช่เพราะอยากเด่นอยากดัง เพราะอัธยาศัยอันแท้จริงของหลวงพ่อนั้นเป็นเหมือนอย่างคุณยาย</p>
<p style="text-align: justify;">แต่เนื่องจากสิ่งที่ทํานี้เป็นภารกิจที่จะต้องทําให้สําเร็จ ถ้าทําได้แล้วจะเป็นบุญบารมีติดตัวไปทุกภพทุกชาติพระเดชพระคุณหลวงปู่ได้สละชีวิตจนกระทั่งค้นพบ วิชชาธรรมกายแล้ว <span style="color: #dd3333;"><strong>ท่านปรารถนาที่จะขยายวิชชานี้ ไปให้ได้ทั่วโลก แต่อายุขัยของท่านมีจํากัด ภารกิจนี้ จึงตกมาถึงคุณยายและหลวงพ่อ </strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ซึ่งเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานที่แตกหน่อมาจากวัดปากน้ําภาษีเจริญ <span style="color: #dd3333;"><strong>วัดพระธรรมกาย ถือได้ว่าเป็นสาขาหนึ่งของวัดปากน้ําที่ต้องทําหน้าที่นี้ต่อไป ตามมโนปณิธาน ของพระเดชพระคุณหลวงปู่</strong></span> <strong><span style="color: #dd3333;">หากย้อนเวลากลับไปได้ หลวงพ่อจะขอให้ คุณยายมีชีวิตกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้นั่งหลับตาปฏิบัติธรรมกับท่านนึกแล้วสนุกเบิกบานอยากจะย้อนวันเวลาไปสมัยที่ยังเรียนธรรมะกับคุณยาย</span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 18pt;"><strong><span style="color: #dd3333;">ภายใน</span><span style="color: #dd3333;">บ้านหลังเล็ก</span></strong></span> <span style="color: #dd3333;"><strong>ก่อนที่จะมาสร้างวัดพระธรรมกาย และศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลก เพื่อรองรับนักสร้างบารมี </strong></span>ยุคหลังสมัยนั้นหลวงพ่อยังอยู่ในวัยแข็งแรง ปลอดกังวล ไม่มีพันธนาการของชีวิต แต่ละวันนึกถึงแต่เรื่องบุญ หลวงปู่ คุณยายและธรรมะทั้งวันทั้งคืนมีอยู่แค่นั้น นึกแล้วไม่เบื่อหน่ายเพราะ มีความสุข มีความกระหายอยากจะเรียนรู้ให้ยิ่งๆขึ้นไปคุณยายก็ เมตตาถ่ายทอดวิชชาธรรมกายให้ ไม่ซ้ํากัน ไม่ซ้ําที่ ไม่ซ้ําวิชชา เป็นเรื่องเป็นราว เป็นการเรียนด้วยภาพเมื่อเรียนแล้วก็มาพิจารณาว่า วันนี้เราได้เรียนวิชชาธรรมกายจากคุณยายเท่านี้ วันพรุ่งนี้เราอยากเรียนรู้เพิ่มขึ้นอีก</p>
<p style="text-align: justify;">คล้ายๆ กับเรื่องราวของพระราหุลที่ท่านกําเม็ดทรายขึ้นมาหนึ่ง กํามือแล้วตั้งความปรารถนาว่าวันนี้จะเรียนคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้เท่ากับเม็ดทราย ในกํามือ พอถึงวันรุ่งขึ้นก็หยิบขึ้นมาอีกหนึ่งกํา แล้วตั้งความปรารถนาซ้ําเดิมอีกหลวงพ่อเองมีความรู้สึกคล้ายๆ อย่างนั้น เพราะใจจดจ่ออยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน</p>
<p style="text-align: justify;">แม้จะต้องเดินทางไกลจากหอพักของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนมาถึงวัดปากน้ํา ภาษีเจริญ ต่อรถถึงสามต่อ แต่เมื่อมาบ่อยๆ ก็รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ขึ้นรถแล้วหลับตาลืมตาไม่กี่ครั้งก็ถึงวัดปากน้ําคงเป็นเพราะหลวงพ่อเคยสร้างบุญมากับคุณยาย จึงทําให้รู้สึกมี ความสุขและสบายใจที่ได้เรียนธรรมะกับท่าน แล้ว ท่านก็ได้เมตตาชี้แนะและสนับสนุนการสร้างบุญ บารมีของหลวงพ่อมาโดยตลอด</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #dd3333;"><strong>นับตั้งแต่วันแรก ที่ได้พบกันจนกระทั่งท่านละสังขารไปในที่สุข</strong></span></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3881">หากย้อนเวลาได้</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มีอารมณ์เดียว</title>
		<link>https://dhammakaya.com/3882</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Apr 2023 03:30:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คุณยาย In My Heart]]></category>
		<category><![CDATA[คุณยายอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ชีจันทร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=3882</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณยาย เป็นบุคคลที่น่าศึกษามา  [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3882">มีอารมณ์เดียว</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333; font-size: 18pt;">คุณยาย </span></strong><span style="color: #000000; font-size: 12pt;">เป็น</span>บุคคลที่น่าศึกษามา หลวงพ่ออยู่กับท่านมานานตั้งแต่ปลายป พ.ศ.2506 จนถึงวันที่ท่านละสังขารในปี พ.ศ.2543 รวม 37 ปี <span style="color: #dd3333;"><strong>เห็นท่านมีอารมณ์เดียว คือมีอารมณ์สม่ําเสมอ ท่านไม่ค่อยตื่นเต้นอะไรกับใคร บุคลิกของท่านดูเฉยๆ พูดจาเรียบๆ สมบัติของมีค่าต่างๆท่านเห็นแล้วเฉยๆ</strong></span> แม้ว่าจะเอาอะไรไปให้ท่านเพราะอยากให้ท่านดีอกดีใจก็ต้องผิดหวังไม่ว่าส่งอะไรไปให้ท่านจะต้องเอามานั่งหลับตาเข้าที่ดูทุกทีคืออารมณ์ ของท่านไม่ค่อยกระเพื่อม ไม่ว่าเราจะแสดงกิริยา อาการอย่างไร ท่านจะเฉยๆ นิ่งๆ ดูเหมือนท่านมี ความมั่นใจของท่าน มั่นใจอย่างสงบนิ่ง สงบเสงี่ยมสง่างาม และน่าเข้าใกล้ ทําให้รู้สึกเย็นอกเย็นใจ หลวงพ่อเคยไปยืนดูท่านใกล้ๆ เวลาท่าน ถางหญ้า แล้วถามว่า<span style="color: #dd3333;"><strong>“ยายทําอะไร”</strong></span> ท่านตอบว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“กําลังระลึกชาติ”</strong> </span>ก็รู้สึกทึ่งว่าท่านระลึกชาติในขณะถางหญ้า ได้ด้วยหรือ ท่านระลึกย้อนหลังได้ แล้วก็เล่าอะไรให้ฟังมากมายท่านเล่าไป แล้วก็สอนไปเวลาสอน พระเณรที่วัดพระธรรมกาย ท่านจะพนมมือก่อนแล้ว บอกว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“อย่าให้ยายบาปนะ”</strong></span> แล้วท่านก็ถวายความรู้ พระเณรว่าควร<span style="color: #dd3333;"><strong>ปฏิบัติตนอย่างนั้นอย่างนี้และที่ย้ํามากที่สุด </strong>คือ “<strong>อย่าสึกนะท่าน”</strong></span> คุณยายพูดไปก็ พนมมือไปด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">วันหนึ่งพระมหาเปรียญ 9 ประโยค ไปหา ท่าน ตอนนั้นท่านอยู่บ้านหลังเล็กข้างวัดปากน้ํา พระมหาเปรียญมาทดสอบภูมิธรรมของคุณยาย คุยไป คุยมาท่านก็นั่งฟังเฉยๆ รับว่า<span style="color: #dd3333;"><strong> “ค่ะๆ”</strong></span> แล้วท่านก็ตอบได้หมด พระมหาเปรียญถามอะไรมาท่านก็ตอบ ได้ ท่านบอกว่าขอถามบ้าง <span style="color: #dd3333;"><strong>“ท่านมหาท่านมหาก็จบ เปรียญธรรม 9 มานี่รักษาศีลน่ะ ศีลมันเป็นอย่างไร”</strong></span>พระมหาอธิบายว่าศีลคืออย่างนี้ๆ ว่าตามทฤษฎีไป คุณยายบอก<span style="color: #dd3333;"><strong> “ไม่ใช่ แค่นั้นไม่พอ อย่างนั้นรักษา ไม่ได้หรอกแค่รู้เรื่องศีลเท่านั้นเองจะรักษาศีลก็ต้อง เห็นศีลไม่เห็นศีลแล้วจะไปรักษาได้อย่างไร”</strong> </span><strong><span style="color: #dd3333;">“แล้วเห็นศีลได้ด้วยเหรอไม่ใช่ศีลอย่างที่บอกไว้ในหนังสือเหรอ”</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">คุณยายก็เรียนท่านว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“นั่นมันรู้เรื่องศีล แต่ศีลมันต้องเห็นได้สิเมื่อไม่เห็นแล้วจะไปรักษาได้อย่างไร ศีลมีลักษณะเป็นดวงกลมดวงศีลอยู่ในศูนย์กลางกาย ท่านมหานั่นแหละรักษาด้วยใจทําใจใสๆ หยุดนิ่งไปตรงนั้นแหละให้เห็นอยู่ตลอดเวลาเรียกว่ารักษาศีล”</strong></span> นี่คือผู้ไม่รู้หนังสืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ถามพระมหาเปรียญธรรม 9 ประโยค</p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333; font-size: 18pt;">แล้ว</span><span style="color: #dd3333; font-size: 18pt;">พระมหา</span></strong>ก็เลยขอมาเรียนวิชชาธรรมกายกับคุณยายบ้าง อีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อเคยถามคุณยายว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“ยายเหงาบ้างไหม”</strong> </span>ท่านตอบว่า<span style="color: #dd3333;"> <strong>“ยายไม่เคยเหงาเลย” “แล้วยายทําอย่างไรยายจึงไม่เหงา”</strong></span> ถามท่านครั้งหนึ่ง ตอนพบท่านใหม่ๆเมื่อท่านอายุ 50 กว่าปี พอ อายุ 60 กว่าก็ถามอีกครั้ง 70 กว่าก็ถาม 80 กว่าก็  ถาม แต่90กว่าไม่ได้ถาม ท่านตอบเหมือนเดิมว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“ไม่เหงา”“ยายทําอย่างไรยายจึงไม่เหงา”</strong> </span>ท่าน ตอบว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“ยายนั่งเข้าที่”</strong></span>เป็นภาษาของท่านแปลว่า นั่งสมาธิ ท่านใช้คําว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“ยายก็นั่งเข้าที่ไปคุยกับเทวดาก็ได้”</strong></span>หลวงพ่อเลยบอกว่าถ้าอย่างนี้ก็หมดห่วงแล้ว เพราะเทวดามีมากกว่ามนุษย์ คุยกันอีกกี่ร้อยปี ก็ไม่หมด จากวิมานนี้ก็ไปคุยวิมานนั้น<strong>      </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #dd3333;"><strong>ถ้าเราทําได้อย่างท่าน เราจะไม่เหงา ใบหน้าจะตึงอย่างคุณยายตึงด้วยความสุขไม่ใช่ตึงด้วยความ โกรธ ตึงเหมือนกัน แต่ว่าตึงด้วยอะไรนั้นต่างกัน ท่านบอกว่าเดี๋ยวยายนั่งเข้าที่ไปคุยกับเทวดาก็ได้ไปนรกก็ได้ ไปสวรรค์ก็ได้ แม้กระทั่งไปนิพพานก็ได้ ไปกราบเรียนกับพระพุทธเจ้าก็ได้</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ได้ฟังทีไรแม้จะ เป็นประโยคเก่าๆ แต่ทําให้ใจฟูทุกครั้งเพราะท่านพูดเรื่องที่ทําให้สบายหูและ สบายใจ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะท่านเข้าถึงธรรม เข้าถึงพระธรรมกายและเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ท่านจึงมี</p>
<p style="text-align: justify;">ความสุขอยู่ตลอดเวลาท่านบอกว่าท่านไม่อยากได้อะไร <span style="color: #dd3333;"><strong>ท่านอยากอย่างเดียวคืออยากไปปราบมาร ประหารกิเลสความอยากของท่านไม่ค่อยเหมือนคนอื่น</strong></span> ท่านมักพูดว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“นิพพานใครจะไปก็ไปเถอะ ยายยังไม่ไป ยายจะไปปราบ มาร”</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #dd3333;"><strong>เพราะเหตุนี้เอง ท่านจึงไม่ค่อยผูกพันอะไรกับใคร ท่านมุ่งไปที่งาน ในใจของท่านมีแต่งานงานทางใจกับภารกิจของท่านเท่านั้นเอง</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3882">มีอารมณ์เดียว</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครื่องสําอางของคุณยาย</title>
		<link>https://dhammakaya.com/3883</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Apr 2023 03:21:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คุณยาย In My Heart]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=3883</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อหลวงพ่อบวชใหม่ๆ ช่วงนั้นย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3883">เครื่องสําอางของคุณยาย</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">เมื่อหลวงพ่อบวชใหม่ๆ ช่วงนั้นยังเป็นหนุ่ม ผิวหน้าเหมือนกับผิวพระจันทร์ คือเป็นหลุมเป็นบ่อคุณยายบอกว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“เดี๋ยวยายจะเปลี่ยนธาตุให้ เอาธาตุธรรมที่ไม่สะอาดออก ให้เหลือแต่ที่สะอาดๆ ”</strong></span>หลวงพ่อคิดว่าดีเหมือนกัน นั่งปฏิบัติธรรมกับคุณยายไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไร ส่วนมากจะนั่งเงียบๆ พอไปทําวัตรเย็นเสร็จกลับมาจะถามท่านเรื่อยๆ ว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“ยายถมหลุมบ่อเต็มหรือยัง”</strong> </span></p>
<p style="text-align: justify;">นึกย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่าแปลกดีเหมือนกันไม่เห็นท่านทําอะไร นอกจากนั่งปฏิบัติธรรมแล้วความเปลี่ยนแปลงก็ค่อยๆ เกิดขึ้นพระภิกษุทั้งที่บวชเก่าและบวชใหม่เริ่มจะถามกัน หลวงพ่อเองไม่รู้หรอกว่าเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็มาบอกคุณยายท่านตอบว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“ค่ะๆ”</strong></span> แล้วท่านก็ไม่พูดอย่างอื่นเลย พอใกล้ออกพรรษาได้สังเกตดูอีกครั้งปรากฏว่า ใบหน้าเกลี้ยงเกลาแล้ว คุณยายใช้เครื่องสําอางทําให้หน้าเกลี้ยงได้ แต่เครื่องสําอางของท่านไม่เหมือนกับเครื่องสําอางที่คนทั่วไปใช้กัน<strong>       </strong></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #dd3333;">ท่านใช้วิธีทําใจหยุดนิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงเครื่องมือข้างในกลางกาย เครื่องมือนี้สามารถใช้ทําให้สําอางได้ ท่านบอกว่าเครื่องจะหมุนไปทางขวาตามเข็มนาฬิกา พอเอาเข้าเครื่องปั้นแล้ว ธาตุธรรมที่สกปรกจะหลุดออกไป เหลือแต่ธาตุธรรมที่สะอาดเครื่องสําอางของท่านเป็นอย่างนี้เอง</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;">ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อจะเข้าไปทําวัตรเย็นใน พระอุโบสถที่วัดปากน้ําก็บอกคุณยายว่า <strong><span style="color: #dd3333;">“ยาย&#8230;เดี๋ยวพระจะเข้าไปทําวัตรเย็นก่อนนะ ”</span> </strong>คุณยายตอบว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“ค่ะ”</strong></span> แต่ความไม่ธรรมดานั้นอยู่ที่ประโยคต่อไปท่านบอกหลวงพ่อว่า<span style="color: #dd3333;"><strong> “เดี๋ยวยายจะเปิดรัศมีให้ท่านนะ”</strong></span><span style="color: #dd3333;"><strong>“อ๊ะ มันเป็นยังไงยาย”  </strong></span><span style="color: #dd3333;"><strong>“เออๆ ท่านไปทําวัตรเย็น ก่อน”</strong> </span></p>
<p style="text-align: justify;">หลวงพ่อก็ไปทําวัตรเย็นด้วยความตื่นเต้นกลับมาจากพระอุโบสถก็ถามคุณยายว่า<span style="color: #dd3333;"><strong>“ยาย.. เมื่อกี้ ยายว่าอย่างไรนะ”</strong> </span><strong style="color: #dd3333;">“ก็ยายจะเปิดรัศมีให้ท่านไง”</strong><span style="color: #dd3333;"><strong>“แล้วพระที่ทําวัตรเย็นด้วยกันเห็นบ้างไหม”</strong> </span>คุณยายนั่งหลับตาไปพักหนึ่ง ลืมตาขึ้นมาบอกว่า<span style="color: #dd3333;"><strong> “เห็น&#8230; บางองค์ก็เห็น บางองค์ก็ไม่เห็น”</strong> </span>ท่านว่า อย่างนี้ เป็นเรื่องที่ท่านทําของท่าน พลอยทําให้ หลวงพ่อติดอกติดใจ วันต่อมาพอจะไปทําวัตรเย็นก็บอกคุณยายว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“ยาย&#8230; เอาอีก&#8230;”</strong></span></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3883">เครื่องสําอางของคุณยาย</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุณยายเตือนให้บวช</title>
		<link>https://dhammakaya.com/3893</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Apr 2023 16:04:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คุณยาย In My Heart]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=3893</guid>

					<description><![CDATA[<p>          ย้อนไปถึงวันที่คุณยา [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3893">คุณยายเตือนให้บวช</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">          ย้อนไปถึงวันที่คุณยายให้คําตอบหลวงพ่อ เรื่องนรกสวรรค์เป็นครั้งแรก หลวงพ่อเป็นเด็กหนุ่มอายุ 19 ปี เมื่อได้ยินได้ฟังคําตอบจากท่านแล้วก็เกิดกุศลศรัทธาบอกท่านว่า <strong>“ผมอยากบวช ผมบวชได้ไหม”</strong> ซึ่งในขณะนั้นเป็นนิสิตชั้นปีที่  1 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณยายตอบว่า <strong>“อย่าเพิ่งเลย ไปเรียนให้จบเสียก่อน”</strong> ต่อมาเมื่อหลวงพ่อเรียนจบแล้วจึงวางแผนออกบวชในเดือนธันวาคม เพราะคิดว่าต้องทําความเข้าใจกับทางบ้านก่อนเนื่องจากเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เป็นหินในไข่ ส่วนใหญ่เขามีแต่ไข่ในหินที่ต้องทะนุถนอม แต่สําหรับหลวงพ่อเป็นพันธุ์หินในไข่ โดนตีประจําโดนหลายไม้ก็รู้สึกดีเหมือนกัน ได้ดิบได้ดีเพราะไม้วิเศษนี่เอง</p>
<p style="text-align: justify;">        ตั้งใจว่าก่อนบวชจะทําความเข้าใจกับผู้ปกครองที่ประทานไม้วิเศษให้ นอกจากมอบกายมนุษย์มาให้สร้างบารมีแล้วท่านยังคอยดูแลหลวงพ่อในเรื่องต่างๆ เหตุผลอีกประการหนึ่งที่เลือกเดือนธันวาคมเพราะเป็นฤดูหนาว คิดว่าอารมณ์ท่านคงเย็นขึ้นเพราะสภาพอากาศแล้วยินยอมอนุญาตให้บวชโดยง่าย แต่คุณยายบอก ไม่ได้ๆ เราตกลงกันไว้แล้ว <strong>จําไม่ได้หรือตอนอายุ 19 ปี ท่านทบทวนความหลังให้ฟังเมื่อครั้งที่ไปขอบวชกับท่านแล้วท่านขอให้เป็นบัณฑิตทางโลกเสียก่อนจึงเป็นนักปราชญ์ทางธรรม</strong> เมื่อคุณยายยืนยันอย่างนั้นหลวงพ่อจึงตอบตกลง ในเมื่อคุณยายให้บวชทันทีก็ไม่มีปัญหา เลยหยิบปฏิทินที่แขวนอยู่ตรงเสาของบ้านธรรมประสิทธิ์มาดู เลือก <strong>วันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ํา</strong> ซึ่งหลวงพ่อชอบมากเพราะว่าพระจันทร์เต็มดว เป็นวันสุดท้ายของพรรษาหลัง <strong>ตรงกับวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2512</strong></p>
<p style="text-align: justify;">           เมื่อดูปฏิทินแล้วก็บอกคุณยายว่าจะบวชวันนี้ แล้วเขียนด้วยลายมือของตัวเองลงบนปฏิทิน คุณยายก็ดีใจ ยังจําใบหน้าของท่านได้ว่าท่านดีอกดีใจ <strong>มีเรื่องแปลกคือก่อนบวชนั้น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่รู้สึกเบื่อหน่ายในทุกสิ่ง รวมถึงสถานที่ที่เราเคยไปเที่ยวสนุก กลับกลายเป็นสถานที่ที่น่าเบื่อ แต่ไม่ใช่ความกลุ้มใจ เพียงแต่รู้สึกเฉยๆ กับสิ่งเหล่านั้น ทําให้เข้าใจเรื่องราวของพระสารีบุตรกับพระมหาโมคคัลลานะ ตอนเป็นเพื่อนคฤหัสถ์กันอยู่ท่านเคยไปดูการแสดงตามสถานที่ต่างๆ เพื่อความบันเทิงเพลิดเพลินใจ ถึงตอนหัวเราะก็จะหัวเราะ ตอนที่นักแสดงเขาทําให้โศกก็จะโศก หรือให้สนุกสนานก็จะสนุกสนาน แต่พอถึงจุดอิ่มตัวหรือจุดเปลี่ยนของชีวิตท่านกลับรู้สึกเฉยๆ</strong> <strong>ด้วยกันทั้งคู่</strong> จนกระทั่งต้องหันมามองหน้ากันเพราะใจตรงกัน ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกัน ต่างก็ถามว่าทําไมวันนี้สหายจึงดูไม่สนุกสนานเหมือน ทุกครั้งที่เคยมาด้วยกันเลย อีกฝ่ายก็ตอบว่า สหายก็เช่นเดียวกันนั่นแหละ ทําไมวันนี้ดูไม่ครื้นเครง ทุกทีเราจะต้องสนุกสนานบันเทิงด้วยกัน ท่านบอกว่า นั่นน่ะสิ ทําไมถึงรู้สึกเบื่อๆ เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นสาระแก่นสาร แล้วในที่สุดก็ชักชวนกันไปบวช หลวงพ่อก็คล้ายๆ อย่างนั้น เพียงแต่ไม่มีสหาย เพราะชอบไปไหนมาไหนตามลําพังผู้เดียวประดุจ<br />
นอแรด คือแรดมีนอเดียว ถ้ามี 2 นอต้องเรียกว่าเขา ก็ไปผู้เดียวประดุจนอแรด ไปแล้วไม่ค่อยสนุก ดูตรงไหนก็ไม่ร่าเริงใจ</p>
<p style="text-align: justify;">           <strong>เมื่อถึงวันบวช มีผู้ร่วมงานประมาณ 20 กว่าคนเท่านั้น นึกแล้วยังปลื้มใจ ถือว่ามากแล้วเพราะเวลาคุณยายทองสุขกับคุณยายจันทร์บวช ท่านได้เช่าผ้ามาบวชกันสองคนโดยโกนหัวกันวันนั้นเลย หลวงพ่อจึงได้อยู่ในเพศสมณะนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบัน เพื่อศึกษาวิชชาธรรมกายและขจัดกิเลสอาสวะหรือสิ่งที่เป็นมลทินของใจให้หมดสิ้นไป พร้อมกับสั่งสมบุญกุศลให้มากที่สุดเพื่อตามติดพระเดชพระคุณหลวงปู่และคุณยายไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ไม่ใช่เพื่อการอื่นเลย</strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3893">คุณยายเตือนให้บวช</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อย่างนี้ก็มีด้วย</title>
		<link>https://dhammakaya.com/3892</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Apr 2023 15:53:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คุณยาย In My Heart]]></category>
		<category><![CDATA[คุณยายอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ชีจันทร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=3892</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อมีแขกมาพบคุณยาย ท่านจะตรว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3892">อย่างนี้ก็มีด้วย</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">เมื่อมีแขกมาพบคุณยาย ท่านจะตรวจดูนรกสวรรค์ให้เสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าแขกที่มาพบจะเชื่อคุณยายทุกคนบางคนเชื่อ บางคนไม่เชื่อ บางคนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง มีอยู่รายหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ ท่านรูปร่างสันทัดออกท้วมๆ ศีรษะเถิกมีผมเหลือน้อย ภรรยาของท่านเป็นครูโรงเรียนวัดบวรนิเวศที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาคุณยายมาก แต่ฝ่ายชายที่เป็นสามีนั้นเฉยๆ <span style="color: #dd3333;"><strong>เป็นคนดื้อที่แปลก ไม่เชื่อเรื่องนรก สวรรค์ ไม่เชื่อเรื่องกายละเอียด</strong> </span>แต่สวดมนต์อย่างเดียวหลายชั่วโมงทุกวัน เผื่อเหนียวไว้ ส่วนภรรยาของท่านนั่งสมาธิเป็นประจํา</p>
<p style="text-align: justify;">หลวงพ่อเห็นเขาดื้อมากจนหลวงพ่ออดไม่ได้ที่จะหงุดหงิด วันนั้นพอเขามากราบคุณยาย เขาก็ขึ้นมานั่งข้างหน้า ยกมือไหว้คุณยายแล้วขึ้นอารัมภบทว่า<span style="color: #dd3333;"><strong> ผมไม่เชื่อหรอกว่านรกสวรรค์มีจริง ผมเชื่อว่าตายแล้วสูญ แต่ผมอยากให้คุณครูช่วยดูให้หน่อยว่าพ่อแม่ของผมตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ผมทําบุญแล้วจะเอาบุญนี้อุทิศไปให้ ว่าแล้วก็ยื่นใบอนุโมทนาบัตรให้คุณยาย</strong></span> ต่อจากนั้นเขาก็เล่าให้ฟังว่าได้เคยไปวัดแห่งหนึ่งแถวบางลําภู ไปเล่าให้พระท่านฟังว่ามีอยู่วันหนึ่งตอนกลางคืนขณะอยู่บ้านนอก เขานอนห้อยเท้าลงตรงชานบ้านที่ยื่นออกไป ในขณะที่แสงจันทร์ส่องอยู่นั้นเองเขาเห็นควันลอยออกมาจากร่องกระดาน ควันนั้นยืดออกเป็นรูปร่างคนผอมๆ สูงๆ แล้วก้าวข้ามหลังคาบ้านสองชั้นไปเขาถามพระท่านว่ามันคืออะไร ท่านตอบว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“เปรต&#8230;โยม คงเป็นเปรตนะ”</strong> </span>เลยซักถามพระต่อไปอีกว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“มีจริงเหรอ”</strong></span> พระตอบว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“จริง” “ท่านเคยเห็นเหรอ” “ไม่เคย” “แล้วรู้ได้อย่างไร” “ก็อ่านจากพระไตรปิฎก”</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"> แขกท่านนี้รู้สึกไม่มั่นใจจึงมาหาคุณยาย หลวงพ่อก็นั่งอยู่ด้วย พอเล่าจบแล้วคุณยายก็นั่งนิ่งๆ สัก 5 นาที แล้วบอกว่าเป็นเปรต เขาถามย้ําว่ามีจริงเหรอ เคยเห็นด้วยเหรอ <span style="color: #dd3333;"><strong>คุณยายตอบว่ามีและเคยเห็น อีกคําถามคือทําไมเปรตถึงมาโผล่ให้เห็น คุณยายตอบว่าเขาเป็นญาติของคุณ เขาเถียงว่าเขาไม่มีญาติเป็นเปรต ปฏิเสธแล้วก็ยกไม้ยกมือบอกว่าญาติผมไม่มีทางเป็นเปรต ทําไมถึงเป็นเปรตได้ ท่านก็นั่งเฉยๆ</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">หลับตาสักพักแล้วบอกอีกว่าญาติคุณน่ะเป็นมัคนายกแล้วไปโกงของวัด ตายแล้วไปเป็นเปรต เขาเถียงว่าไม่มีญาติเป็นมัคนายกนะ แต่ถ้าเกิดมีขึ้นมาแล้วญาติชื่ออะไร <span style="color: #dd3333;"><strong>หลวงพ่อฟังแล้วรู้สึกอึดอัดแทนคุณยาย เพราะตอนนั้นยังหนุ่มอยู่ คือเรารักและเคารพคุณยายมากไม่เคยลบหลู่ท่านเลย แขกคนนี้มาจากไหนไม่รู้มาพูดกับคุณยายแบบนี้ แต่คุณยายกลับนั่งหลับตาเฉยไม่มีอาการหงุดหงิดเลยถ้าเป็นเราคงเอาเรื่องไปแล้ว</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #dd3333;"><strong>ท่านหลับตาสักพักก็ลืมตาขึ้นมาบอกว่าชื่อ “รัศมี”</strong></span> เขาแย้งว่าไม่มีญาติชื่อเชยๆ แบบนี้หรอก และไม่เคยมีญาติเป็นมัคนายกด้วย แล้วถ้าเป็นก็ไม่โกงด้วยเพราะตระกูลเขาไม่มีใครโกง<span style="color: #dd3333;"><strong> “ผมนี่ไม่ชอบคนโกง แล้วผมก็ไม่เชื่อว่าเป็นมัคนายกเพราะว่าไม่มี”</strong></span> คุณยายเลยบอกว่าแล้วแต่คุณๆ กลับไปถามดู แล้วท่านก็ไม่สนใจแขกคนนี้อีก หันไปคุยกับคนอื่นต่อ เขายกมือไหว้คุณยายครั้งหนึ่งแล้วบอกว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“งั้นผมไปล่ะ”</strong></span></p>
<p style="text-align: justify;">ส่วนหลวงพ่อนั่งหงุดหงิดอยู่คนเดียว ไม่ชอบใจที่เขามาถามอย่างนี้ คิดว่าคุณยายไม่น่าตอบเขาเลยเพราะมีโอกาสพลาดได้ เมื่อไม่มีใครอยู่แล้วจึงถามท่านว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“ยายไปตอบอย่างนั้นทําไม ยายอย่าพูดอย่างนี้ซิ ยายอย่าตอบอย่างนี้รู้ไหม ยายเฉยๆ ได้ไหมถ้าคนพวกนี้มาอย่าไปพูดนะ”</strong> </span></p>
<p style="text-align: justify;">คุณยายหัวเราะแล้วบอกว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“ยายเห็นอย่างนั้นยายก็ตอบไป”</strong> </span><strong><span style="color: #dd3333;">“แล้วเกิดมันไม่ถูกจะทําอย่างไรล่ะยาย”</span></strong> ท่านก็บอกว่า <span style="color: #dd3333;"><strong>“ยายเห็นยายก็พูดอย่างนั้นแหละ”</strong></span> ท่านพูดเป็นภาษาของท่านอย่างนี้</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #dd3333;"><strong>หลายเดือนต่อมาแขกท่านนั้นกลับมาพบคุณยายอีกครั้ง มาเล่าให้ท่านฟังว่าเขาไปสืบจนทราบแล้วว่ามีญาติชื่อรัศมีจริง เคยเป็นมีคนายกด้วย แต่โกงของวัดหรือเปล่าเขาไม่รู้เหมือนกัน ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เชื่อว่าเปรตมีจริง คือยังดื้อเหมือนเดิม แต่คุณยายฟังแล้วเฉยๆ ยังอารมณ์เดียวไม่เปลี่ยนแปลง</strong></span></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3892">อย่างนี้ก็มีด้วย</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สังเกตคุณยายรับแขก</title>
		<link>https://dhammakaya.com/3879</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Apr 2023 15:41:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คุณยาย In My Heart]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=3879</guid>

					<description><![CDATA[<p>            นอกจากเรียนธรรมะกั [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3879">สังเกตคุณยายรับแขก</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">            นอกจากเรียนธรรมะกับคุณยายโดยตรงแล้วหลวงพ่อยังได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เพิ่มเติมในเวลาที่มีแขกมาพบท่าน ซึ่งหลวงพ่อจะนั่งพิงเสาหัวด้วนคอยสังเกตดูท่านรับแขกตลอดเวลา ใหม่ๆ ก็ตื่นเต้นมากที่เห็นเขาเอาใบอนุโมทนาบัตรจากการเลี้ยงพระที่หอฉันวัดปากน้ํามาให้ท่านแล้วขอให้ท่านเมตตาคุมบุญไปให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายและหมู่ญาติ เวลาเจอแขกคุณยายก็ถาม<strong> “คุณๆ ว่ามา คุณว่าไงนะ”</strong> แขกจะเรียนท่านว่าอยากให้คุณครู หรือคุณแม่อาจารย์ หรือครูจันทร์ (หมายถึงคุณยาย) ไปดูว่าพ่อแม่ผมตายแล้วไปอยู่ไหน วันนี้ผมมาทําบุญเลี้ยงพระวัดปากน้ํา ขอให้คุณครูช่วยเอาบุญไปให้ท่านด้วย แล้วก็ไม่เห็นคุณยายทําอะไรนอกจากนั่งเข้าที่ คือนั่งขัดสมาธิหลับตานิ่งๆ สักพักหนึ่งประมาณ 5–10 นาที ท่านบอกว่า <strong>“คุณนั่งไปด้วย”</strong> หมายความว่าให้แขกคนที่เอาใบอนุโมทนามานั่งปฏิบัติธรรมพร้อมๆ กับท่าน พอลืมตามาท่านก็ส่งใบอนุโมทนาคืนแล้วพูดสั้นๆ ว่าฉันคุมบุญเอาไปส่งให้พ่อแม่คุณที่ตายไป ตอนนี้มีความสุขอยู่ตรงนี้แขกที่มากราบก็ถามว่าอยู่ที่ไหน ท่านก็ตอบว่าอยู่ตรงนั้น อยู่ตรงนี้ สวรรค์ชั้นนั้น ชั้นนี้ เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;">         คุณยายจะไม่เรียกชื่อสวรรค์ว่าเป็นชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิตา แต่ท่านจะเรียกว่า ชั้น 1 ชั้น 2 ส่วนมากจะได้ยินว่าผู้ที่ละโลกไปแล้วนั้นอยู่แต่ชั้น 1 กับชั้น 2 นานๆ จะได้ยินว่าไปชั้น 3 ส่วนชั้น 4 เป็นต้นไปไม่ค่อยได้ยินมักจะมีแต่ชั้น 1 พอคุมบุญไปแล้วท่านจะอธิบายว่านําไปส่งที่ชั้น 1 วิมานเป็นอย่างนี้ สูงเท่านั้นโยชน์ วิมานวัดกันเป็นโยชน์ (1 โยชน์ เท่ากับ 16 กิโลเมตร) มีบริวารจํานวนเท่านั้น บริวารหนึ่งแสน สองแสน หลวงพ่อฟังแล้วก็อัศจรรย์ใจว่าเทวดามีบริวารเป็นแสนจากใบอนุโมทนาบัตรเลี้ยงพระใบเดียวเท่านั้นเอง บริวารเยอะขนาดนั้นจะเลี้ยงดูหรือกินอยู่กันอย่างไร</p>
<p style="text-align: justify;">         คุณยายมักจะพูดถึงชั้น 1 ชั้น 2 เป็นประจํา นานๆ ทีจึงจะมีชั้นที่สูงกว่า คือเป็นผู้ที่ทําบุญมากโดยทั่วไปนับตั้งแต่สงเคราะห์โลก เลี้ยงพระวัดปากน้ํา เลี้ยงพระสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑล สะดวกวัดไหนก็ไปวัดนั้น คํานวณกําลังบุญแล้วไปได้ถึงชั้น 3 เป็นต้น คุณยายจะใช้คําอย่างนี้ ใหม่ๆ หลวงพ่อก็ตื่นเต้นว่าทําไมการไปนรกสวรรค์จึงเป็นเรื่อง ง่ายสําหรับท่าน ไม่เห็นต้องใช้ยานพาหนะใดๆ ไปได้เป็นปกติเหมือนหายใจเข้าออกหรือเหมือนกับเราเดินออกจากห้องนอนเข้าห้องน้ําทั้งง่ายดายและใช้เวลาไม่นาน เดินเข้าห้องน้ําอย่างมากก็ 5 นาที เห็นยายนั่งไปดูนรกสวรรค์ก็ 5 นาทีอย่างนี้เหมือนกัน</p>
<p style="text-align: justify;">        แขกที่มาพบท่านมักเป็นเช่นนี้คล้ายๆ กันหมด บางคนไม่มีความทุกข์อะไร ท่านก็สอนให้เข้าหาความสุขภายใน บางคนมีความทุกข์ท่านก็หาทางดับทุกข์ให้ด้วยการสอนนั่งสมาธิ บางคนมีข้อสงสัยท่านก็ตอบคําถามให้หายสงสัย ถ้าขอให้คุมบุญท่านก็คุมบุญให้ มีอยู่ท่านหนึ่งไปกราบคุณยายว่า <strong>“คุณครูขา อิชั้นต้องไปผ่าตัด เอกซเรย์แล้วมีเนื้องอกอยู่ในท้อง ช่วยคุมบุญให้ด้วยนะคะ”</strong> เมื่อฟังแล้วคุณยายก็หลับตาอยู่สองสามนาทีแล้วตอบไปว่า <strong>“คุณอย่าไปผ่าเลย มันไม่มีอะไร” “ไม่ได้ค่ะ ต้องผ่า เพราะคุณหมอบอกให้ผ่า” “อืม&#8230;ก็แล้วแต่คุณ”</strong> เมื่อถึงเวลาแขกท่านนั้นไปผ่าตัดตามที่คุณหมอนัดเอาไว้ ปรากฏว่าไม่พบเนื้องอกแต่อย่างใด แล้วแขกท่านนั้นก็กลับมารายงานคุณยายว่า “คุณครู มันไม่มีอะไรอย่างที่คุณครูว่าจริงๆ ด้วยค่ะ”</p>
<p style="text-align: justify;">        แขกบางท่านที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ํากับคุณยาย บ้างก็รําพึงรําพันให้คุณยายฟังว่า <strong>“ช่วยฉันหน่อยเถอะให้ฉันได้เข้าถึงดวงใสๆ แม้ไม่ถึงพระธรรมกายก็ไม่เป็นไร เอาดวงใสๆ แล้วจะเอาเงินมาถวายให้”</strong> คุณยายตอบว่า <strong>“คุณเอาทองมากองสูงท่วมหัว ฉันยังเอามาให้ไม่ได้เลย คุณต้องไปทําเองถึงจะได้”</strong> นั่นหมายความว่าไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม คุณยายสามารถทําได้เพียงชี้แนะหนทางที่ถูกต้องให้เท่านั้น แต่หลักๆ แล้วเราต้องทําด้วยตัวของเราเองไม่เว้นแม้แต่หลวงพ่อ ถึงกระนั้นหลวงพ่อก็ดีใจว่าเราได้มาเจอครูบาอาจารย์ที่ทําให้ความสงสัยสิ้นสุดลงแล้ว และเกิดความตื่นตัวขวนขวายที่จะศึกษาเรียนรู้สิ่งที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกให้เพิ่มขึ้นในระดับที่สามารถพิสูจน์ได้ ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นล้านเปอร์เซ็นต์ ถึงขั้นที่จะผลักดันให้เราเปลี่ยนแปลงการดําเนินชีวิตให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องได้</p>
<p style="text-align: justify;">        ต่อมาเมื่อหลวงพ่อได้ฟังคุณยายพูดเรื่องนรกสวรรค์บ่อยเข้าก็เริ่มชิน เห็นท่านทําอย่างนั้นด้วยตาและได้ยินด้วยหูจนคุ้นเคย พอไปดูท่านรับแขกทีไรก็เห็นท่านทําอย่างนี้เรื่อยๆ เมื่อชินแล้วก็เริ่มเฉย เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่ทําได้ช่วงหลังๆ พอแขกมาหาท่าน หลวงพ่อจะลงจากบ้านไปเพื่อหาที่สงบนั่งสมาธิ ส่วนมากจะเป็นที่วิหารคดซึ่งมีพระพุทธรูปประดิษฐานเรียงรายกันอยู่ ที่ฐานพระพุทธรูปแต่ละองค์มีอัฐิของผู้ล่วงลับบรรจุไว้พร้อมกับมีป้ายชื่อ หลวงพ่อบอกกับเจ้าของอัฐิว่าไม่ได้มารบกวนให้ต่างคนต่างอยู่ ในเมื่อท่านตายแล้วยังไม่เอาอัฐิไปเราก็ไม่เอาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องหวงแหนอะไรแล้วก็ไม่ต้องมาเยี่ยมด้วย ไม่ต้องเข้าฝัน มาให้เห็น หรือทักทายกัน แล้วหลวงพ่อก็นั่งๆ นอนๆ อยู่แถวนั้น คอยกลับมาแอบดูเป็นระยะๆ ว่าแขกของคุณยายกลับไปกันหมดหรือยัง ถ้าแขกกลับไปแล้วก็จะเข้ามานั่งสมาธิกับคุณยายต่อ</p>
<p style="text-align: justify;">      การได้เห็นคุณยายตรวจดูนรกสวรรค์นั้นทําให้หลวงพ่อเชื่อว่านรกสวรรค์เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ตามพุทธวิธี จะใช้กล้องส่องแล้วบอกว่าไม่มีก็ไม่ได้เพราะต้องอาศัยเลนส์ใจ จะใช้เลนส์แบบที่ส่องดูดาวไม่ได้ ส่องแล้วบอกว่าเห็นดาวได้ทําไมไม่เห็นนรกสวรรค์นั้นไม่ถูก หรือสรุปว่าพิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่ถูก แท้จริงแล้วคือยังไม่ได้พิสูจน์ <strong>ถ้าได้พิสูจน์ก็จะพิสูจน์ได้ อุปกรณ์ที่ใช้พิสูจน์คือการเข้าถึงพระธรรมกาย จากนั้นจึงศึกษาวิชชาธรรมกาย เมื่อเราทําได้แล้วการพิสูจน์นรกสวรรค์จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป</strong> กลับเป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่ทําได้ คุณยายได้ยืนยันอย่างนั้นเช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ ในยุคของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ํา</p>
<p style="text-align: justify;">     <strong>ความรู้เรื่องการไปเยือนนรกสวรรค์นี้ คุณยายเรียนมาจากพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ําในฐานะนักเรียนที่ศึกษาวิชชาธรรมกายในโรงงานทําวิชชา ไม่ได้หมายความว่ามีท่านคนเดียวที่ทําได้เพราะในโรงงานนั้นทํากันได้หลายคนแต่หลวงพ่อกล่าวถึงคุณยายท่านเดียวเพราะไม่คุ้นกับท่านอื่น สิ่งเหล่านี้ทําให้หลวงพ่อหายสงสัยในคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก เมื่อหายสงสัยแล้วก็อยากจะปฏิบัติจนบรรลุผลและไปให้ได้บ้าง</strong></p>
<p style="text-align: justify;">     เราจะสามารถหยั่งรู้ถึงความเป็นจริงของคุณยายได้ก็ต้องอาศัยการศึกษาวิชชาธรรมกาย ส่วนเรื่องการทําความสะอาดบ้านเรือน การไปนรก ไปสวรรค์ หรือตอบคําถามสาธุชนที่มากราบท่านนั้นยังไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของคุณยาย ความเป็นจริงอยู่ลึกไปกว่านั้น แต่ดูเหมือนท่านทําตัวสบายๆ ราวกับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เมื่อท่านรับแขกเสร็จแล้วก็ลงไปชั้นล่างเพื่อทําภารกิจต่างๆ ของท่านโดยที่ใจยังหยุดนิ่งอยู่ตลอดเวลาเหมือนเดิม</p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3879">สังเกตคุณยายรับแขก</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คําสอนจากเรื่องจริง</title>
		<link>https://dhammakaya.com/3871</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Apr 2023 15:12:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คุณยาย In My Heart]]></category>
		<category><![CDATA[คุณยายอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ชีจันทร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=3871</guid>

					<description><![CDATA[<p>           บางวันคุณยายก็นึกสน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3871">คําสอนจากเรื่องจริง</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">           บางวันคุณยายก็นึกสนุกวันหนึ่งท่านบอกหลวงพ่อ สมัยที่ยังไม่ได้บวชว่า คุณๆคุณไปดูหนุ่ม สาวเขาคุยกันสิหลวงพ่อก็สงสัยว่าท่านนึกอย่างไรจะให้เราไปดูหนุ่มสาวหนุ่มสาวที่ไหน กันท่านบอกว่าข้างบ้านนะเปิดประตูไปแล้วเลี้ยวซ้ายนะเราก็ทําตามเปิดประตูไปก็เลี้ยวซ้าย ไม่เห็นมีหนุ่มสาวเลยเห็นอยู่ 2 คนคนหนึ่งเป็นผู้ชายอายุ 85 อีกคนเป็นผู้หญิงอายุ 84 เขาคุยกันฝ่ายหญิงหนีฝ่ายชายมาอยู่วัดฝ่ายชายคิดถึงเลยมาตาม<strong> “โอ เราก็แก่ๆกัน แล้วนะกลับบ้านเถอะ มาอยู่ทางนี้เรื่องอะไรก็ลืมๆซะเถอะ”</strong> ฝ่ายสาวตอบว่า<strong> “ไปอยู่บ้านโน้นสิ”</strong> คือว่าหนุ่มผู้เฒ่านี้มีอยู่ 2 บ้านมีบ้านใหญ่กับบ้านเล็กที่มา อยู่วัดคือบ้านเล็ก ที่บ้านใหญ่อายุ 85 เท่ากับหนุ่มอายุ 85 แต่บ้านเล็กที่มาอยู่วัดอายุ 84 เห็นแล้วเลยกลับมาบอกยายว่าไม่เห็นมีหนุ่มสาวที่ไหนเลยท่าน บอกว่านั่นแหละหนุ่มสาวมาชวนกันอยู่เรื่อยๆ <strong>“เอ้อ! แล้วเขาคุยอะไรกันบ้างล่ะ”</strong> ท่านถามหลวงพ่อ อธิบายว่าเขาคุยอย่างนี้ คือชวนกันกลับบ้านแล้ว ฝายหญิงเธอบอกว่าให้พ่อบ้านไปอยู่กับภรรยาหลวง คุณยายบอกนั่นแหละอายุขนาดนี้แล้วยังคิดกันไม่ออกเลย ยังทําตัวเป็นหนุ่มเป็นสาว แล้วท่านก็ทําให้ หลวงพ่อได้ข้อคิด</p>
<p style="text-align: justify;">        ท่านพร่ําอบรมสั่งสอนหลวงพ่อเรื่อยมา <strong>อย่างนี้นึกขึ้นได้ทีไรท่านก็สอนสอนว่ามนุษย์ทุกคนไม่สมบูรณ์หรอกนะทั้งความคิด คําพูด และการกระทํา ถ้าสมบูรณ์ก็ไปนิพพานหมดแล้ว แต่เพราะไม่สมบูรณ์จึงต้องมาอยู่ในโลกนี้เมื่อไม่สมบูรณ์ก็ต้องมีข้อผิดพลาดบ้าง อย่าไปถือสาเอามาเป็นอารมณ์ถ้า ถือสาก็เป็นเรื่องเป็นราวถ้าไม่ถือสาก็เป็นลมเป็นแล้งเพราะฉะนั้นความสุขความทุกข์ ล้วนอยู่ที่ตัวเราหากเราอยากมีความสุขเราต้องปล่อยวาง ปล่อยไปตามเรื่องราว ถ้าอยากมีความทุกข์ก็ให้ยึดมั่น ถือมั่นไว้ ถือสาหาความเขาว่าไม่น่าพูดอย่างนั้นกับเรา ไม่น่าจะทําอย่างนี้กับเรา แล้วเอามาปรุงแต่ง คนพูดอาจหลับเป็นสุขไปแล้ว แต่เรายังคงนั่งคิดอยู่อย่างเป็นทุกข์ทําให้ไม่สบายกาย ไม่สบายใจหนักอกหนักใจ ห่างจากเป้าหมายที่เราต้องการไปถึง คือการเข้าถึงวิชชาธรรมกาย และการไปสู่ที่สุดแห่ง</strong><strong>ธรรม </strong>ท่านพร่ําสอนหลวงพ่ออย่างนี้ แล้วท่านก็พร่ํา สอนตัวเองเช่นนี้มาตลอด</p>
<p style="text-align: justify;"><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3871">คําสอนจากเรื่องจริง</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตัดไม้ข่มนาม</title>
		<link>https://dhammakaya.com/3869</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เอกอนงค์ สิริเดชกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Apr 2023 15:10:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คุณยาย In My Heart]]></category>
		<category><![CDATA[คุณยายอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ชีจันทร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=3869</guid>

					<description><![CDATA[<p>          ตลอดเวลาที่หลวงพ่ออย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3869">ตัดไม้ข่มนาม</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">          ตลอดเวลาที่หลวงพ่ออยู่กับคุณยาย ท่านมักจะเมตตาหลวงพ่อเสมอๆ เมื่อหลวงพ่อขอให้ท่านช่วยเหลือทําสิ่งใดท่านก็ไม่เคยขัดหรือปฏิเสธจนถึงทุกวันนี้เมื่อมานึกย้อนทบทวนดูหลวงพ่อยังนึกไม่ออกเลยว่าตั้งแต่อยู่กับท่านมาท่านเคยปฏิเสธหลวงพ่อเรื่องอะไรบ้าง ปกติแล้วท่านจะเมตตาหลวงพ่อในทุกเรื่องแม้แต่เรื่องของการ “ตัดไม้ข่มนาม” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีสาระอะไรเลยสําหรับคุณยาย แต่เมื่อหลวงพ่อเข้าไปขอให้คุณยายช่วยท่านก็ไม่ปฏิเสธ</p>
<p style="text-align: justify;">           เมื่อครั้งยังเป็นนิสิตเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอนนั้นหลวงพ่อกับเพื่อนๆ ยังมีอารมณ์สนุกสนานกันตามประสาวัยรุ่น ซึ่งการจะเล่าเรื่องนี้หลวงพ่อต้องขออโหสิกรรมกับทางจุฬาฯ เสียก่อน เหตุเกิดจากสมัยนั้นมีการแข่งขันรักบี้ประจําปีระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งปกติแล้วเกษตรฯ จะสามารถแข่งชนะมหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้ทั้งหมดแต่ไม่เคยเอาชนะจุฬาฯได้เลย อันที่จริงปีนั้นหลวงพ่อก็วางอุเบกขาปลงตกแล้วว่าเกษตรฯ ต้องแพ้อีกแน่ๆ แต่เผอิญหัวหน้าทีมรักบี้ของเกษตรฯ <strong>ซึ่งเป็นนิสิตรุ่นพี่ปีสุดท้ายมาหาหลวงพ่อบอกว่าใครไม่รู้ไปปล่อยข่าวลือว่าหลวงพ่อเป็นหมอผี บ้างก็ปล่อยข่าวว่าเป็นฤๅษีที่ขลังมาก เล่าลือต่อๆ กันไปสารพัด หัวหน้าทีมรักบี้ได้ทราบกิตติศัพท์นี้จึงมาหาเพื่อขอให้ช่วยทําพิธีตัดไม้ข่มนามเพื่อให้ทีมรักบี้ของเกษตรฯ ชนะการแข่งขัน</strong> ด้วยความสงสารไม่อยากจะให้เพื่อนเสียหน้าเพราะอุตส่าห์เอาหลวงพ่อไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ขนาดนั้น หลวงพ่อจึงจําใจรับปากว่าจะช่วยแต่ปัญหามีอยู่ว่าหลวงพ่อเองก็ไม่ทราบว่าต้องทําพิธีอย่างไรบ้างเพราะตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยทํามาก่อน</p>
<p style="text-align: justify;">       หลวงพ่อคิดว่า ถึงแม้ไม่ทราบว่าปกติแล้วเขาทํากันอย่างไรก็คงไม่มีปัญหา เราออกแบบพิธีเองเลยก็ได้เพราะเพื่อนคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครรู้ เท่าที่รู้คือต้องมีศาลเพียงตา สันนิษฐานเอาเองว่าศาลเพียงตาคงจะเป็นศาลที่ตั้งอยู่ในระดับเดียวกับสายตาในขณะที่เรายืน แล้วศาลนี้จะต้องมีที่วางเครื่องเซ่นไหว้อะไรบ้างก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน คงจะต้องวางหลบๆ เข้าไปข้างในจะได้มองไม่ค่อยเห็นเพราะผีคงไม่ชอบอะไรโจ่งแจ้ง ต้องทําให้ดูเร้นลับสักหน่อย คิดได้อย่างนี้แล้วก็ให้เพื่อนๆ ช่วยกันสร้างศาลที่สูงในระดับสายตา ซึ่งพวกเขาก็น่ารักมาก ร่วมแรงร่วมใจกันทําตลอดทั้งคืนจนเสร็จโดยที่หลวงพ่อไม่ต้องออกแรงเองเลย</p>
<p style="text-align: justify;">         เมื่อได้ศาลแล้วหลวงพ่อต้องหาเครื่องเซ่นไหว้ เคยได้ยินมาว่าจะต้องมีขนมต้มแดงต้มขาว ซึ่งหลวงพ่อเองไม่รู้จักขนมพวกนี้จึงไปหารือกับคุณยาย <strong>“ยายทําไงดีเนี่ย เขามาแต่งตั้งให้เป็นอย่างนี้แล้ว”</strong> ท่านก็พูดเรียบๆ <strong>“เออ&#8230;แล้วยายจะช่วย”</strong> แล้วคุณยายก็สั่งให้เด็กไปเตรียมขนมต้มแดงขนมต้มขาวซึ่งตั้งแต่เกิดมาหลวงพ่อเพิ่งจะได้เห็นเป็นครั้งแรก แล้วก็ขอชิมก่อนผีเสียอีก</p>
<p style="text-align: justify;">        พอเริ่มทําพิธีเราก็นําต้นก้ามปูซึ่งเป็นต้นไม้ประจําจุฬาฯ ไปปักไว้ที่บริเวณพิธีภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อ <strong>“ตัดไม้ข่มนาม”</strong> ตามความเข้าใจของเราเอง ก่อนอื่นก็ตั้งเสาขึ้นมาเหมือนเวลาประหารชีวิตนักโทษ ทีนี้ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเป็นตัวแทนก็เลยเอาต้นก้ามปูที่หาได้จากแถวๆ นั้น ก่อนตัดก็คิดว่าเราต้องมีพิธีรําโดยเพชฌฆาตเสียก่อนพร้อมกับดนตรีมโหรีปี่พาทย์ เพื่อนที่อยู่ชมรมดนตรีไทยก็มาช่วยกันอย่างเต็มที่ ยกมาทั้งวงเพื่อบรรเลงประกอบพิธีส่วนเพื่อนที่รําลิเกเก่งก็แต่งชุดแดงถือดาบจริง ไม่ทราบว่าไปหาดาบมาจากไหน เป็นดาบที่ชนะเลิศการประกวดและมีอายุหลายร้อยปีทีเดียว เวลาขยับดาบจะมีเสียงก๊อกแก๊กตรงด้ามด้วยเพราะมีกระดูกผีตายโหงห้อยอยู่ เรียกว่าขลังมากจริงๆ</p>
<p style="text-align: justify;">      พอถึงคราวจะตัดไม้ก็ต้องมีพราหมณ์ ตอนนั้นหลวงพ่อกําลังอยู่ในวัยสนุกสนานกับเพื่อนๆ เลยอาสาเป็นพราหมณ์เสียเอง ทีแรกนึกไม่ออกว่าพราหมณ์ต้องแต่งตัวอย่างไร เลยเอาผ้าปูที่นอนสีขาวมาซักแล้วนํามาตกแต่งร่างกายให้ดูเหมือนพราหมณ์ประกอบพิธี จากนั้นจึงตั้งชื่อนักกีฬาแต่ละคนเสียใหม่ให้ดูน่าเกรงขาม เช่น “ขุนปราบจามจุรีพ่าย” ก็ตั้งชื่อใหม่ให้กับทุกๆ คน</p>
<p style="text-align: justify;">   เรื่องมหัศจรรย์มีอยู่ว่าในขณะที่ทําพิธีนั้นวงมโหรีปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงไปพร้อมกับคนรําดาบซึ่งรําได้สวยมาก พอได้จังหวะคนรําก็ลงดาบตัดไม้ดัง<strong> “ชั้วะ!!!”</strong> เท่านั้นเอง ได้เกิดมีฟ้าผ่าดัง <strong>“เปรี้ยง!!!”</strong> สนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าก็แจ้ง แดดออกแรงและไม่มีเมฆฝนแต่อย่างใด เมื่อทุกคนเห็นดังนั้นก็ร้องเฮกันหมด ต่างคนต่างรู้ว่าได้ฤกษ์ขึ้นรถไปแข่งแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">       หลังจากทําพิธีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนจนฟ้าผ่าแล้ว พวกเราเคลื่อนขบวนไปยังสนามศุภชลาศัยเพื่อชมการแข่งขันรักบี้ พอลงสนามแข่งครึ่งแรกจุฬาฯ ก็ทําคะแนนนําไปก่อน หลวงพ่อนั่งเป็นกองเชียร์อยู่ที่อัฒจันทร์ก็นึกอยู่ในใจว่า <strong>“โอ&#8230;ยาย&#8230;ทําไงดี”</strong> เพื่อนๆ พากันบอกว่า <strong>“เฮ้ยเอาไง”</strong> หลวงพ่อทําเป็นเฉยๆ แต่ในใจนึกถึงคุณยายอยู่ตลอดเวลา <strong>“ยายๆ ทําไงดี แพ้เขาไม่ได้นะยาย เขานําไปแล้ว ยายทําแบบนี้ได้ไง”</strong> หลวงพ่อรําพึงอยู่ในใจแบบนี้ <strong>“ยาย&#8230;ยายต้องช่วยสิ ไม่ใช่ช่วยแค่ครึ่งเดียวแล้วขยักไว้ ยายต้องช่วยสิ แพ้ไม่ได้นะยาย ไม่อย่างนั้นต้องตายแน่เลย”</strong>หลวงพ่อรําพึงอยู่ในใจแบบนี้ตลอด แล้วก็นิ่งๆ เอาไว้ จนสุดท้ายพอถึงครึ่งหลัง เกษตรฯ ทําคะแนนคืนได้ จนจบการแข่งขันผลปรากฏว่าเกษตรฯเป็นฝ่ายชนะ ทําให้เพื่อนๆ ดีใจกันมาก</p>
<p style="text-align: justify;">        พอแข่งรักบี้ชนะ พวกนิสิตเกษตรฯ ก็เดินทางกลับมาที่มหาวิทยาลัยเพื่อนํากระทงจากศาลเพียงตา ไปลอยที่สระน้ําหน้ามหาวิทยาลัย <strong>จากเหตุการณ์นี้ สถานีวิทยุยานเกราะนําข่าวไปออกอากาศว่าเกษตรฯ ใช้หมอผีทําพิธีตัดไม้ข่มนามในการแข่งรักบี้ ทําให้สามารถล้มแชมป์เก่าอย่างจุฬาฯ ได้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะว่าหลวงพ่อเก่ง อันที่จริงหลวงพ่อไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไร แต่เป็นเพราะอานุภาพของคุณยายซึ่งท่านเมตตาหลวงพ่ออยากให้หลวงพ่อสมปรารถนาเท่านั้นเอง</strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3869">ตัดไม้ข่มนาม</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุณยายสอนข้ามชาติ</title>
		<link>https://dhammakaya.com/3872</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Apr 2023 15:03:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คุณยาย In My Heart]]></category>
		<category><![CDATA[คุณยายอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ชีจันทร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=3872</guid>

					<description><![CDATA[<p>           คุณยายมักจะสอนหลวงพ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3872">คุณยายสอนข้ามชาติ</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">           คุณยายมักจะสอนหลวงพ่อด้วยการเล่าเรื่อง ย้อนหลัง ย้อนหลังไปไกลๆ ชาตินั้น ชาตินี้ ชาติโน้นเคยเกิดเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ได้สร้างบุญอย่างนั้นสร้างกรรมอย่างนี้ แล้วจึงกลายเป็นอย่างนี้ท่านสอนอย่างละเอียดถ้านั่งคู่กัน แล้วท่านจะสอนหมดทั้งย้อนหน้า และย้อนหลังสอนว่าถ้าประกอบเหตุอย่างนี้ผลจะเป็นอย่างนั้น ประกอบเหตุชาตินี้ ผลชาติหน้าจะเป็นอย่างไร</p>
<p style="text-align: justify;">          ท่านอบรมหลวงพ่อไม่มีว่างเว้น จึงมักได้ยินเรื่องเหล่านี้อยู่เนืองๆ หลวงพ่อฟังท่านสอนอย่างสบายๆ เพราะท่านมีอารมณ์เดียว คือไม่เคยเห็นท่านขุ่นมัวเลยอยู่กับท่านมา 40 ปีก็ไม่เคยได้รับคําชมท่านไม่เคยชมเลย ว่าเราเก่งจนกระทั่งละสังขารคําติก็ไม่เคย ได้รับคําชมก็ไม่ได้รับ ได้รับแต่คําสั่งสอน สอน แต่ละครั้งก็เป็น เรื่องข้ามภพข้ามชาติ<br />
เช่น ถ้าคุณทําอย่างนี้เดี๋ยวชาติต่อไปจะเป็นอย่างโน้น แล้วท่านก็ยกตัวอย่างของท่านว่าให้ดูข้อบกพร่องของท่านเป็นแบบอย่างท่านมักจะเตือนหลวงพ่อ เสมอๆว่าหากยามใดจิตหยาบหรือท้อแท้ให้ระลึกชาติปัจจุบันหลวงพ่อถามว่าหมายถึงอะไรท่านบอกว่าให้นึกถึงปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>        นับตั้งแต่เราเกิดมาจนกระทั่งถึงบัดนี้มีอะไรขาดตกบกพร่องหรือสมบูรณ์บ้างดูแล้วเราจะได้ไม่ ขี้เกียจและไม่ท้อถอยในการสร้างบารมี อันที่จริงหลวงพ่อไม่ค่อยท้อถอยกับเรื่องต่างๆอยู่แล้วเพียงแต่ทําไปเรื่อยๆมากบ้างน้อยบ้าง ก็ทํากันไปไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียวคุณยายทราบดีว่าเป็นคนไม่ท้อ</strong> แต่ท่านก็เตือนทุกครั้งเพื่อทําหน้าที่ในการตักเตือนอบรมสั่งสอนของท่านให้สมบูรณ์สมัยนั้นมักจะมีแต่หนุ่มๆ ไม่ค่อยมีสาวๆเพราะถ้าเกิดมีอะไร ที่ไม่เข้าท่าเข้าทางขึ้นมาดวงตาของท่านจะเข้มเป็นพิเศษแล้วท่านก็ไล่ออกไปหมด ท่านบอกว่ากันไว้ดีกว่าแก้ท่านไม่ยอมปล่อยให้ เรื่องราวไม่งามเกิดขึ้นแล้วค่อยมาอโหสิกรรมกัน</p>
<p style="text-align: justify;">         ภายหลังใครๆก็ไม่สามารถรอดพ้นหูตาของคุณยายไปได้หลวงพ่อเองยังกลัวคุณยาย แม้ท่านไม่ดุด่าแต่ท่านพูดรําพึงออกมาตรงๆ วันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อกําลังผูกเชือกรองเท้าเตรียมจะเดินทางกลับหอพักท่านก็นั่งอยู่ที่เดิมของท่านแล้วรําพึงผ่านอากาศขึ้นมาประโยคหนึ่งเมื่อหลวงพ่อได้ยินก็ยังไม่ทันได้คิดแต่รับว่า <strong>“ครับ”</strong> แล้วเดินไปขึ้นรถที่ตลาดพอกําลังจะขึ้นรถก็เกิดสงสัยในคําพูดของคุณยายว่าท่านต้องมีนัยอะไรสักอย่าง จึงเดินย้อนกลับมาใหม่เห็นท่านกางมุ้งเรียบร้อยแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">       ท่านถามขึ้นว่า <strong>“อ้าวคุณกลับมาทําไม</strong>” หลวงพ่อบอกคุณยายว่าสงสัยในสิ่งที่ท่านพูดว่าคงจะมีเหตุอะไรสักอย่าง ท่านเลยผางลงถูกกลางใจใสๆ ซึ่งหลวงพ่อก็รับปากกับท่านแล้วปฏิบัติตาม <strong>อย่างนั้นตลอดมากระแสความบริสุทธิ์จากดวงใจของคุณยายซึมผ่านเข้ามาในใจของหลวงพ่อทีละนิดๆทําให้ ความไม่บริสุทธิ์ที่มีอยู่ในใจค่อยๆหมดไปที ละน้อย แม้ยังไม่ถึงขั้นหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง แต่ก็อยู่ในระดับที่สามารถเป็นคนดีที่โลกต้องการดํารงชีวิตอยู่ใน สังคมอย่างผาสุก และเอาตัวรอดจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายได้</strong></p>
<p style="text-align: justify;"><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3872">คุณยายสอนข้ามชาติ</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สอนบูชาข้าวพระ</title>
		<link>https://dhammakaya.com/3873</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชรินทร์วัชร์ เชื้อคำเนีย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Apr 2023 14:57:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คุณยาย In My Heart]]></category>
		<category><![CDATA[คุณยายอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย]]></category>
		<category><![CDATA[มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ชีจันทร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://dhammakaya.com/?p=3873</guid>

					<description><![CDATA[<p>        การบูชาข้าวพระนี้มีมาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3873">สอนบูชาข้าวพระ</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">        <strong>การบูชาข้าวพระนี้มีมาก่อนหน้าที่หลวงพ่อจะมาเรียนธรรมะกับคุณยายนับตั้งแต่สมัยที่คุณยายทองสุข สําแดงปั้น ยังมีชีวิตอยู่เมื่อคุณยายทองสุขละสังขารแล้ว</strong> <strong>พิธีบูชาข้าวพระจะจัดขึ้นที่บ้านหลังเล็ก โดยเปิดเทปบันทึกเสียงของคุณยายทองสุข</strong> แล้วมีคนมานั่งกันเต็มห้องจนล้นออกมานอกบ้าน <strong>เมื่อหลวงพ่อมาพบกับคุณยายจันทร์ตอนอายุ 19 ปีท่านได้สอนวิธีบูชาข้าวพระให้</strong> โดยท่านเริ่มต้นด้วยการบอกว่า <strong>“เอ้า&#8230; คุณนั่งไป คุณนั่งไป”</strong>  หลวงพ่อก็นั่งไปเรื่อยๆตามที่ท่านสั่งแล้วหัดเอาดอกไม้ไปบูชาพระพุทธเจ้าก่อนซึ่งตอนนั้นมีอยู่ไม่กี่ดอก ต่อมาเมื่อชํานาญมากขึ้น หลวงพ่อจึงรวบรวมค่าอาหารกลางวันไปซื้อกระเช้าดอกไม้ลองคิดดูว่าเด็กหนุ่ม ถือกระเช้าดอกไม้เดินมาวัดใครๆ คงสงสัยว่าจะ เอาไปให้ใคร เดินถือมาตลอดทางก็มีแต่คนมองแล้วยิ้ม คงจะดีใจอะไรสักอย่างที่เห็นคนหนุ่มถือกระเช้า ดอกไม้มาวัด</p>
<p style="text-align: justify;">         แต่ต่อมาเขาก็ชินกันเมื่อหลวงพ่อนํากระเช้าดอกไม้มาถึงบ้าน หลังเล็กหลวงพ่อก็นํามาวางใกล้ๆโต๊ะหมู่บูชา<br />
แล้ว นั่งพิงที่เสาหัวด้วนห่างจากกระเช้าสักสองเมตรกว่าๆ ส่วนคุณยายก็นั่งที่เดิมของท่าน แล้วสอนหลวงพ่อว่า<strong>“เอ้าคุณ&#8230;คุณนั่งเข้าที่ไป นั่งไปนะให้เข้าถึงพระในตัว เอาองค์ที่ถวายได้นะ องค์ที่นําไป ไม่ได้อย่าเพิ่งเอาไป” </strong>คุณยายพูดง่ายๆอย่างนี้แต่กว่าจะพบองค์ที่ถวายได้ก็ใช้เวลาพอสมควร หลวงพ่อนั่งไปเรื่อยๆก็ไม่ได้สักที จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งคุณยายบอกว่า<strong> “อืม&#8230;ได้แล้ว”</strong> ท่านรู้ได้ อย่างไรก็ไม่ทราบ แล้วท่านก็บอกว่า <strong>“เอ้าคุณเอา กระเช้าไว้ในกลางองค์พระ”</strong> หลวงพ่อก็ทําตาม ทีแรกตกใจเพราะกระเช้าดอกไม้ขยายส่วนใหญ่โตตาม องค์พระ คุณยายสอนต่อว่าให้ทําอย่างนั้นอย่างนี้ พอได้อานิสงส์ผลบุญแล้วให้เอาไปไว้ที่วิมานของ ตัวเองก่อน จากนั้นจึงเอาไปแจกที่วิมานโน้นวิมานนี้ หลวงพ่อได้ทําตามที่ท่านบอกต่อมาหลวงพ่อเป็นฝ่ายบอกท่านบ้าง บอกยายเอาไว้ตรงนั้นนะท่านไม่เคยขัดใจรับว่า <strong>“ค่ะ”</strong> แล้วทําตามที่หลวงพ่อขอรู้สึกเวลาท่านทําจะง่ายและรวดเร็วกว่ามาก</p>
<p style="text-align: justify;">      เมื่อเรียนวิธีบูชาข้าวพระจากคุณยายแล้วหลวงพ่อได้ฝากฝนการบูชาข้าวพระด้วยตนเองหลวงพ่อจะตื่นแต่เช้าแล้วไปที่โรงอาหารของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีหลวงพ่ออยู่คนเดียวส่วนนักศึกษาคนอื่นยังไม่ตื่นกันหลวงพ่อจะซื้ออาหารมาหนึ่งจาน แล้วฝึกบูชาข้าวพระ ฝึกฝน จนกระทั่งคุ้น แล้วไปหาคุณยาย <strong>ท่านได้เมตตาสอน เพิ่มเติมให้จนกระทั่งหลวงพ่อมีอายุได้ 20 ปี ท่านจึง มอบหมายให้เป็นผู้นําในการบูชาข้าวพระที่บ้านหลัง เล็กทั้งๆ ที่มีผู้อาวุโสที่อยู่ร่วมพิธีมาก่อนเป็นสิบปี ส่วนหลวงพ่อมีอายุน้อยที่สุด</strong> หลวงพ่อยังนึกแปลกใจว่าทําไมคุณยายจึงมอบตําแหน่งผู้นําในการบูชา ข้าวพระให้หลวงพ่อ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ซึ่งในพิธีนั้นหลวงพ่อต้องนําบูชาข้าวพระแบบทุก วันอาทิตย์ต้นเดือนที่ วัดพระธรรมกายในปัจจุบัน</strong></p><p>The post <a href="https://dhammakaya.com/3873">สอนบูชาข้าวพระ</a> first appeared on <a href="https://dhammakaya.com">วัดพระธรรมกาย</a>.</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
